สุริยุปราคา (Solar Eclipse)
 


สุริยุปราคา เกิดจากการที่ดวงจันทร์โคจรเข้ามาบังแสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องลงมาพื้นโลก ทำให้พื้นที่บนโลกบริเวณใต้เงาของดวงจันทร์มืดลง เรียกกันง่ายๆ ว่า สุริยุปราคา คือ การที่ดวงจันทร์เคลื่อนที่มาบังดวงอาทิตย์นั้นเอง จะเกิดเมื่อดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกันบนพื้นระนาบ (พื้นราบ) เดียวกัน โดยดวงจันทร์อยู่ตรงกลางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ เทพสตรีนี้ มีความสว่าง 1 แมกนิจูด มีสีน้ำเงินขาว




ลักษณะเงาของดวงจันทร์ เนื่องจากดวงจันทร์เป็นวัตถุทึบแสงและมีขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์มาก เมื่อมันโคจรมาบังแสงจากดวงอาทิตย์ก็จะทำให้เกิดเงา 2 ลักษณะคือ เงามืด (Umbra) ซึ่งเป็นอาณาเขตที่แสงอาทิตย์ส่องไปไม่ถึง ผู้ที่อยู่ใต้เงามืดจะเห็นดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์มืดไปทั้งดวงทำให้เห็นสุริยุปราคาเต็มดวง และ เงามัว (Penumbra) ซึ่งเป็นอาณาเขตที่แสงอาทิตย์ส่งออกไปถึงได้บ้าง ผู้ที่อยู่ใต้เงามัวจะเห็นดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์เพียงบางส่วน ทำให้เห็นสุริยุปราคาบางส่วน แต่ถ้าดวงจันทร์อยู่ไกลโลกมากกว่าปกติเงามืดจะทอดไปไม่ถึงโลก คงมีแต่เงามัวเท่านั้น ดวงจันทร์จึงบังดวงอาทิตย์ไม่มิด คนที่อยู่ใต้เงามัวส่วนในจะเห็นดวงอาทิตย์เป็น รูปวงแหวน มีดวงจันทร์อยู่กลาง ก็จะเห็นสุริยุปราคาเป็นรูปวงแหวน




สุริยุปราคาแบ่งออกตามลักษณะการเกิดได้ 3 ประเภท คือ

  1. สุริยุปราคาบางส่วน (Partial Solar Eclipse) คือ เงาของดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์เห็นมืดเป็นบางส่วน


  2. สุริยุปราคาเต็มดวง (Total Solar Eclipse) คือ ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์หมดทั้งดวง ซึ่งจะเกิดให้เราได้เห็นไม่บ่อยนัก และเกิดให้เห็นในระยะอันสั้น โอกาสที่จะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงให้เห็นได้นานที่สุดเท่าที่มีมา ไม่เคยถึง 8 นาทีเลยสักครั้งเดียว


  3. สุริยุปราคาวงแหวน (Annular Solar Eclipse) คือ ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์เฉพาะตรงกลาง ทำให้เกิดขอบแสงสว่างปรากฏออกโดยรอบดุจมีวงแหวนล้อมรอบ



ปรากฏการทั้งสามอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ในตอนกลางวันของแรม 15 ค่ำ และวันขึ้น 1 ค่ำ ปรากฏการณ์ของสุริยุปราคานั้น เห็นได้ในบางส่วนของโลก และสุริยุปราคาเต็มดวงมีระยะการเห็นได้กว้างไม่เกิน 167 ไมล์ ซึ่งเป็นเขตให้เงาดำสนิทเคลื่อนผ่านไป แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่อยู่นอกเขตเงาดำสนิท ก็จะเห็นปรากฏการณ์ของสุริยุปราคาด้วยเหมือนกัน หากไม่เห็นเต็มดวง คงเห็นเพียงบางส่วนเท่านั้นและอาณาบริเวณที่เห็นได้บางส่วนนี้มีความกว้างยิ่งกว่าที่เห็นเต็มดวง




ปรากฏการณ์ของสุริยุปราคาเต็มดวงนั้น เกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เข้ามาบังดวงอาทิตย์จนมืดมิดทั้งดวง เมื่อดวงอาทิตย์ถูกบังอยู่เบื้องหลังดวงจันทร์หมดทั้งดวงนั้น เราจะเห็นแสงสว่างเรืองๆ เย็นตาที่กระจายออกมาเป็นชั้นบางๆ รอบดวงอาทิตย์ เรียกว่า โคโรนา (Corona) ซึ่งเป็นบรรยากาศอันเบาบางชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ แสงจากชั้นโคโรนามีความสว่างน้อยมากประมาณ 1 ใน 3 ของแสงดวงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ เกิดจากก๊าซไอออนที่มีบางส่วนสว่างด้วยแสงอาทิตย์และบางส่วนสว่างด้วยแสงที่คายออกเมื่อไอออนรวมกับอิเล็กตรอน แสงโคโรนาจะแผ่ไปได้ไกลถึง 2 ล้านกิโลเมตรจากขอบดวงอาทิตย์




ลักษณะของโคโรนาที่แผ่ออกไปขึ้นอยู่กับจำนวนมากหรือน้อยของจุดบนดวงอาทิตย์ ตอนที่มีจุดบนดวงอาทิตย์น้อยที่สุด โคโรนาจะมีรูปร่างโค้งรอบขั้วแม่เหล็กทั้งสอง และมีส่วนขยายยืดยาวไกลออกจากบริเวณเส้นศูนย์สูตร ส่วนตอนที่มีจุดบนดวงอาทิตย์มากที่สุด โคโรนาจะขยายไปทุกทิศทางเท่ากันรอบดวงอาทิตย์ (ดังรูป) แสงของโคโรนานี้มองดูได้โดยตาเปล่าโดยไม่เป็นอันตรายแก่ดวงตา ตามปกติเราจะมองไม่เห็นโคโรนา เพราะมันมีแสงสว่างน้อย เมื่อถูกแสงจากพื้นผิวของดวงอาทิตย์ส่วนใหญ่จะแผ่รังสีสว่างกลบเสียหมด ต่อเมื่อดวงจันทร์บดบังผิวดวงอาทิตย์ที่มองเห็นนั้นเสียระหว่างเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง เราจึงจะสามารถเห็นแสงอันขาวเรืองของโคโรนาได้




ส่วนสาเหตุที่ดวงจันทร์สามารถบังดวงอาทิตย์ได้หมดดวงทั้งๆ ที่มีขนาดเล็กกว่าถึง 400 กว่าเท่านั้น ก็เป็นเพราะดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากดวงจันทร์ (โดยวัดจากโลก) เกือบ 400 เท่าด้วยเหมือนกัน ดังนั้นภาพที่ปรากฏบนท้องฟ้าเราจะเห็นดวงอาทิตย์และดวงจันทร์มีขนาดเกือบเท่ากันในท้องฟ้า




ลำดับเหตุการณ์การเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง การเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงนั้น จะเริ่มต้นด้วยการเกิดสุริยุปราคาบางส่วนก่อน คือ การที่ดวงจันทร์เริ่มต้นโคจรเข้ามาบังดวงอาทิตย์ทีละน้อยๆ ต่อเมื่อดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์หมดดวงจึงจะเป็นสุริยุปราคาเต็มดวง มี 4 จังหวะด้วยกัน คือ

    สัมผัสที่ 1 (First Contact) เป็นจุดเริ่มต้นที่ดวงจันทร์เริ่มเข้าบดบังดวงอาทิตย์

    สัมผัสที่ 2 (Second Contact) เป็นจุดเริ่มต้นที่ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ได้มิดหมดดวง

    สัมผัสที่ 3 (Third Contact) เป็นจุดสุดท้ายที่ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์มิด

    สัมผัสที่ 4 (Fourth Contact) เป็นจุดสุดท้ายก่อนที่ดวงจันทร์จะหลุดพ้นออกจากดวงอาทิตย์





1 of 10