ข่าวแวดวงครู
เปิดสอบครู
ห้องพักครู
แผนการสอน
บันทึกคุณครู
Tip & tricks
สหกรณ์เพื่อนครู
กฎหมายในวงการศึกษา
เปิดสอบราชการทั่วไป
 

 
หน้าแรก | มุมคุณครู | Tips & Tricks
   

เทคนิคในการกระตุ้นจินตนาการ และส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในเด็ก
   


ในเด็กระดับประถมศึกษา ครูและผู้ใหญ่สามารถกระตุ้น ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ สามารถทำได้หลายทาง ดังตัวอย่างเทคนิคต่อไปนี้


1. การใช้กิจกรรมกระตุ้นผ่านทางการใช้โสตประสาททั้งห้า

การใช้กิจกรรมกระตุ้นผ่านทางภาพที่ได้มองเห็น เสียงที่ได้ยิน ลิ้นได้สัมผัส จมูกได้รับกลิ่น และผิวหนังได้รับสัมผัส เป็นการกระตุ้นการทำงานของโสตประสาททั้งห้า จะทำให้สมองซีกขวาเกิดการตื่นตัว และจะเชื่อมโยงไปสู่ระบบความคิดกับสมองซีกซ้ายได้อย่างดี ให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีขึ้น ส่งผลให้เด็กนั้นเป็นคนกระตือรือร้น อยากเรียนรู้ จึงเริ่มกระบวนการสังเกต ซักถามหาคำตอบ ทดลองทำ ทดลองสัมผัส เกิดเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้จักตนเอง รู้จักโลกดีขึ้น เกิดการจุดประกายทางความคิด โดยอาศัยการประมวลผลข้อมูลจากประสบการณ์เดิม

คำพูดที่สามารถใช้กระตุ้นปลุกโสตประสาททั้งห้านั้น สามารถแฝงในขณะที่เด็กเล่น ทำกิจกรรม หรือการเรียนได้ทั้งสิ้น การเร้าการใช้โสตประสาททั้งห้า จะทำให้เด็กเกิดความสนใจ อยากรู้อยากเห็น ซึ่งเป็นลักษณะของคนที่มีความคิดสร้างสรรค์

“มองบนท้องฟ้า ดูก้อนเมฆนั่นสิ..... มองเห็นเป็นสีอะไรบ้าง มีรูปร่างเหมือนหรือคล้ายกับอะไรเอ่ย”
“ฟังดีๆ นะ เสียงนี้เสียงอะไรเอ่ย..... ได้ยินเสียงมาจากทางไหน ลองออกเสียงตอบสิ”
“ลองปั้นดินเหนียว/ดินน้ำมัน เป็นรูปผลไม้กัน”
“นี่กลิ่นอะไรเอ่ย”

ผู้ใหญ่ควรกระตุ้นให้เด็กได้ขับเคลื่อนตัวออกมาสัมผัสกับกิจกรรมจริงๆ แทนการนั่งนิ่งๆ เพราะหากกล้ามเนื้อได้ขยับเขยื้อน ได้มีการโต้ตอบในการสื่อสาร จะทำให้พัฒนาการด้านอื่นๆ ได้พัฒนาขึ้นด้วย ทั้งด้านกล้ามเนื้อกาย ทางอารมณ์ ทางสังคม และทางสติปัญญา และทำให้เกิดการสนใจต่อสิ่งแวดล้อมภายนอก


2. การตั้งคำถามด้วยคำถามปลายเปิด

การตั้งคำถามปลายเปิดในการถามเด็ก จะทำให้เด็กสามารถตอบคำตอบได้อย่างอิสระ คำถามที่ดีจะกระตุ้นความสงสัย นำไปสู่การสังเกต การตั้งสมมติฐาน ค้นหาคำตอบ ด้วยการสำรวจ ทดลอง หาข้อมูล ผู้ใหญ่ควรมีประเด็นของคำถามเพื่อให้การเล่าเรื่องราวนั้นเกิดความต่อเนื่องและเห็นเป็นภาพได้

คำถามปลายเปิดนำมาใช้เพื่อการลับสมองส่วนของความสร้างสรรค์ได้เช่นเดียวกัน “ใครรู้บ้างว่านี่คืออะไรเอ่ย” “ลองทายดูสิว่า สิ่งนี้น่าจะทำหรือเกิดมาจากสิ่งใด” “สิ่งๆ นี้ สามารถใช้ทำอะไรได้บ้าง” ซึ่งเทคนิคที่ใช้ในขณะที่ฟังคำตอบ ใช้หลักเดียวกันคือ เมื่อตอบเสร็จอย่าเพิ่งพูดทันทีว่าใช่หรือไม่ ถูกหรือผิด แต่ลองเปิดโอกาสให้เด็กได้ระดมความคิด ระดมสมองออกมาได้มากที่สุด เช่น “ใครมีคำตอบอื่นอีกบ้างไหม” “สามารถใช้เป็นอะไรได้อีก” “เพราะอะไรถึงคิดว่าเป็น..... สิ่งนี้” การทำเช่นนี้จะทำให้เกิดการอยากฟัง อยากรู้ อยากร่วมท้าทายความคิด และในขณะที่เฉลยคำตอบ ผู้เฉลยสามารถใช้น้ำเสียงขึ้นลง ใช้การเว้นช่วงจังหวะให้ลุ้น เพื่อให้เกิดความสนุกสนานร่วมด้วย

ตัวอย่างเช่น หากเด็กวาดภาพใดภาพหนึ่งเสร็จแล้วนำมาให้ดู หากผู้ใหญ่ให้ความสนใจแล้วถามต่อว่า “นี่คือภาพอะไรเอ่ย” เมื่อเด็กตอบแล้ว อย่าเพิ่งขัดหรือแกล้งให้รู้สึกแย่ว่า “ไม่ใช่” “ไม่เห็นเหมือนเลย” หรือ “ตั้งชื่ออะไร ไม่เคยได้ยิน พูดไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จัก” ให้ฟังการอธิบายก่อน แม้ว่าเหตุผลจะไม่สัมพันธ์กัน สิ่งสำคัญคือการให้เด็กกล้าเล่าเรื่อง โดยมีผู้ใหญ่ค่อยๆ ช่วยให้เรื่องนั้นต่อเป็นเรื่องราวด้วยการใช้ประโยคคำถามเช่น “แล้วอย่างไรต่อ” “แล้วสิ่งนี้กับสิ่งนั้น มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร” ขณะฟังหรือพูดคุยจำเป็นต้องมีการแสดงสีหน้ารับฟัง ไม่ตัดบททันที การแกล้งทำเป็นไม่รู้บ้าง และตั้งคำถามเพื่อให้เด็กได้พูดตอบต่อ จะทำให้เด็กเกิดความพยายามในการหาคำตอบมาตอบ ให้คุยเชิงสร้างสรรค์ไม่ใช่การพูดตามหลักความเป็นจริงที่ตัดสินว่าภาพนั้นผิดหรือถูก เพราะสิ่งที่เด็กเล่าเป็นการพูดตามจินตนาการ ซึ่งหากตั้งคำถามต่อไปได้จะทำให้เด็กค้นหาคำตอบมาตอบ แล้วเกิดการเรียนรู้ใหม่จากการพูดคุย

คำตอบที่ควรตอบ จากการตั้งคำถาม ไม่ควรเป็นคำตอบแบบเชิงภาษาเขียน หากต้องการพัฒนาความสร้างสรรค์ เราควรฝึกนึกให้เกิดเป็นภาพเพื่อต่อยอดต่อ ที่เรียกกันว่า วาดภาพฝัน เห็นภาพในสิ่งที่คิดไว้ เพื่อจะได้ทำให้ความฝันที่เห็นปรากฏจริงขึ้น หรือรู้แนวทางในการเดินเข้าหาความฝันนั้นๆ เพราะภาพเมื่อมองเห็น มันสามารถต่อภาพออกไปได้อีกเรื่อยๆ ไร้ที่สิ้นสุด

คำตอบที่ได้ จึงไม่มีคำว่าผิด ไม่มีคำว่าถูก จะเป็นคำตอบทางข้าง ทางตะแคง ทางซ้าย หรือ ทางขวาได้ทั้งนั้น เพราะความคิดสร้างสรรค์ เป็นการรวบรวมเอาความรู้ต่างๆ ที่ได้จากประสบการณ์เดิมแล้วเชื่อมโยงเข้ากับประสบการณ์ใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีความสมบูรณ์ เน้นการปรับเปลี่ยนแปลง สร้างสิ่งที่ต่างจากความคิดเดิม แล้วผลิตออกมาเป็นความคิดที่เป็นประโยชน์


3. กระตือรืนร้นต่อคำถามแปลกๆ ของเด็ก และมีการพูดชมเมื่อเด็กกล้าซัก กล้าถาม กล้าตอบ

หากเด็กมีการตั้งคำถามถามขึ้นมา การตอบของผู้ใหญ่ควรตอบอย่างมีชีวิตชีวา และก่อนตอบควรทวนคำถามในลักษณะทวนประโยค และทำให้เป็นประโยคบอกเล่าก่อนแล้วค่อยตอบเด็ก

ตัวอย่างเช่น “ทำไมทางม้าลายไม่เห็นมีม้าลายข้ามเลยคะ” “อืม.. นั่นสินะ หนูหน่อยช่างสังเกตดีจริงๆ (ชม) ว่าไม่เห็นมีม้าลายมาข้ามถนนเลย (ทวนประโยคคำถาม)” จากนั้นลองให้เด็กได้มีโอกาสคิดและสังเกตตามไปด้วย “หนูหน่อยลองนึกถึงม้าลายสิ ม้าลายมีรูปร่างอย่างไรคะ” เมื่อเด็กตอบว่า “เหมือนม้าค่ะ” ผู้ใหญ่จะเริ่มพูดคุยกับเด็กต่อได้ เพื่อให้เด็กได้คิด และได้คำตอบต่อว่า “แล้วสีของม้าลายมีสีอะไรบ้าง” เมื่อเด็กตอบว่า “สีขาวและสีดำ” หลังจากนั้นผู้ใหญ่จึงนำคำตอบมาเชื่อมโยงกับทางม้าลายว่า “ใช่เลย... แล้วลองดูสิคะว่า ตรงถนน (ชี้ทางม้าลาย) นี้มีสีอะไรบ้าง” เด็กตอบ “สีขาว” ที่สุดจึงให้คำตอบว่า “ใช่ค่ะ ตรงถนนมีสีขาว สลับกับสีเทาของพื้นถนน คล้ายกับสีของตัวม้าลาย เราเลยเรียกว่า ทางม้าลาย ซึ่งมีไว้ให้คนข้ามถนนอย่างปลอดภัยค่ะ” การตอบเช่นนี้ จะค่อยๆ นำทางให้เด็กได้ร่วมรับรู้คำตอบและดีกว่าการตอบว่า “ทางนี้ เขาไม่ได้ให้ม้าลายข้าม เขาไว้ให้คนข้ามค่ะ” ตอบเพียงเท่านี้ เด็กจะได้เพียงคำตอบ แต่ไม่ได้มีการกระตุ้นกระบวนการสังเกต เพื่อการได้มาซึ่งคำตอบ ถ้าเด็กบอกไม่รู้จักม้าลาย ผู้ใหญ่ควรช่วยหาข้อมูลมาประกอบการอธิบายพาไปสวนสัตว์ หรือหาภาพม้าลายมาให้ดูเพื่อจะได้เชื่อมโยงความคล้ายคลึงระหว่างสิ่งสองสิ่งขึ้นมาได้

การให้เด็กได้ร่วมสังเกตและเชื่อมโยงประสบการณ์เก่ากับประสบการณ์ใหม่ และเรียนรู้จักความคล้ายคลึง จะทำให้เด็กเริ่มอยากเรียนรู้ต่อ หรือเกิดคิดสร้างสรรค์คำศัพท์ใหม่ๆ คำถามใหม่ๆ ออกมาจากจินตนาการ ซึ่งหากสามารถส่งเสริมให้เขาได้พูดฐานการคิดว่ามีความเป็นมาจากเรื่องใด จะทำให้เข้าใจถึงการเชื่อมโยงและการปล่อยความคิดอิสระของเขาให้ร้อยเรียงออกมาได้ หากคำถามดังกล่าวไม่จำเป็นต้องอธิบายให้แต่สามารถให้หาคำตอบจากแหล่งอื่นๆ ควรส่งเสริมให้เขาได้หาความรู้เพิ่มเติมจากการสังเกต ลองทำ ตั้งคำถามกลับ หรือชวนกันไปทดสอบทดลองเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบ วิธีการตอบคำตอบแบบสำเร็จรูปหรือแบบเบ็ดเสร็จที่ไม่ต้องคิดหรือทดลองอะไรด้วยตนเอง จะทำให้เด็กรับแต่ข้อมูล และคล้อยตามเพียงอย่างเดียว ทำให้ไม่เกิดการคิดวิเคราะห์ และการคิดสังเคราะห์




4. การให้เด็กมีส่วนร่วมและแสดงบทบาทสมมติ

วิธีการนี้สามารถทำได้โดยการแสดงละคร หรือการช่วยกันเล่าเรื่องผ่านทางนิทาน ซึ่งนิทานหลายเรื่องเป็นเรื่องที่เด็กเคยรู้หรือฟังมาแล้วหลายครั้ง หากผู้ใหญ่ให้เด็กมีส่วนร่วมในการเล่า ตั้งชื่อตัวละครร่วมกัน ทำท่าทางให้สอดคล้องกับตัวละครที่กลังเล่าให้ฟังไปด้วย จะทำให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินเรื่องนั้น และกระตุ้นให้เกิดการอยากฟัง อยากช่วยคิดหาคำพูดหรือหาทางออกได้ ในกรณีที่ทำเป็นกลุ่ม สามารถแบ่งกลุ่มกำหนดบทบาทให้ทำระหว่างเล่าเรื่องได้ด้วย ครูหรือผู้ใหญ่จะช่วยเป็นคนนำและให้เด็กเข้ามามีส่วนร่วมเป็นระยะๆ

นิทาน เป็นอุปกรณ์ที่ดีสำหรับการส่งเสริมจินตนาการ ตัวอย่างเช่น หากเล่าเรื่องหมูสามตัว ให้เด็กช่วยกันตั้งชื่อหมูแต่ละตัว ขณะที่พูดถึงหมูตัวที่หนึ่ง อาจให้เด็กนั้นลองทำเสียงหมู ทำหน้าหรือท่าทางแบบหมู เมื่อเล่าถึงสุนัขจิ้งจอก ครูสามารถกระตุ้นให้เด็กนั้นช่วยกันเป่าลมบ้านแต่ละหลังไปพร้อมกัน และอาจมีการสอดแทรกตัวละครอื่นๆ เข้ามาเพื่อให้เด็กได้เลียนแบบบทบาทของสัตว์ชนิดอื่นๆ ได้ด้วย รวมถึงการตั้งคำถามท้ายเรื่องเพื่อให้เด็กได้ตอบต่อเพื่อเชื่อมโยงเข้ากับชีวิต ในห้องเรียนจึงควรมีอุปกรณ์หรือสิ่งของที่จะนำมาประกอบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมกระบวนการสร้างความคิดสร้างสรรค์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นดินสอสี กระดาษ ฉากบ้าน เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน ซึ่งในบางครั้งการให้เด็กมีส่วนร่วมของการสร้างฉาก สร้างละคร เช่น ตัดภาพหน้าหมูเพื่อมาใส่เป็นหน้ากาก และให้เด็กระบายสี พอทำเสร็จแล้วจึงนำมาใช้ในละคร เด็กจะรู้สึกเกิดความภูมิใจและอยากเข้ามามีส่วนร่วม และหากเขารู้สึกสนุก เขาจะกลับไปทำต่อที่บ้านได้ในรูปแบบต่างๆ เช่น ไปวาดรูป ไปเล่นบทบาทสมมติ คุยเล่นถึงความประทับใจและเรื่องราวให้กับครอบครัวได้ฟัง

ในเด็กที่โต สามารถใช้การเขียนเพื่อสร้างเรื่องราวต่อ หรือการกำหนดหัวข้อแล้วนำมาพูดคุยกันได้เช่น “นักเรียนจะทำอะไรบ้าง หากรู้ว่าน้ำจะท่วมโลกภายใน 10 ปีข้างหน้า” หรือ “โรงเรียนในฝันของฉันเป็นอย่างไร” คำถามเหล่านี้จะท้าทายความคิดและเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดอย่างอิสระ หรือเป็นการสร้างแบบจำลองของความฝันของเขาให้ปรากฏขึ้นมาได้ ซึ่งความคิดริเริ่มที่แปลกใหม่ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาในวันใดวันหนึ่งได้ อีกวิธีหนึ่งที่จะเกิดความสร้างสรรค์ได้ คือ การคิดต่อยอดต่อจากสิ่งเก่าที่มีอยู่เดิม หรืออาจใช้การตั้งคำถามในเชิงลักษณะ “จะเกิดอะไรขึ้นต่อ” “ภาพต่อไปจากนี้ จะเป็นอย่างไร” ทำให้เกิดการมองไปข้างหน้า ไม่ใช่การมองแต่สิ่งที่เห็น หรือเป็นในแค่จุดที่มีจุดที่ยืนอยู่เท่านั้น


5. การเจอประสบการณ์ใหม่ๆ และการฝึกทำสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม

การไปทัศนศึกษา การได้ลองเล่นหรือทำกิจกรรมอะไรใหม่ๆ เป็นวิธีการกระตุ้นพลังจินตนาการที่ดี เพราะจะทำให้เด็กต้องหัดสังเกต ดู ฟัง โดยครูและผู้ใหญ่จะทำหน้าที่กระตุ้นการสังเกตและการคิด การลงมือทำ การคิดต่อ ตัวอย่างเช่น เมื่อพาเด็กไปในสวนหรือแหล่งธรรมชาติ การหยิบใบไม้แห้งหรือกิ่งไม้แห้งขึ้นมาเพียง 1 ชิ้น ย่อมสามารถก่อให้เกิดจินตนาการได้มากมาย ใช้เล่นเป็นพาหนะเป็นคทาวิเศษ หรือนำมาเรียงต่อกันให้เกิดรูปภาพตามจินตนาการ โดยครูอาจเป็นผู้จุดประกายทำให้ดูก่อนเป็นตัวอย่างให้เด็กสนุกกับการดูและติดตาม จากนั้นลองให้เขาทำด้วยตัวเอง หรือคิดทำในรูปแบบอื่นๆ สร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปะออกมา และให้อธิบายพูดคุยกันหรือวิธีนำเสนอที่แตกต่างออกไปจากเดิม การออกจากห้องเรียนในกล่องสี่เหลี่ยมด้วยการนั่งเรียนแบบเดิมๆ มาสู่แหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้จักการตั้งคำถาม การคิดค้นหาคำตอบจากสิ่งที่สนใจ

ความสนุกของการสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้จากการให้เด็กลองฝึกทำสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมในชีวิตธรรมดาประจำวัน เพราะเมื่อเกิดความจำเจ และความคุ้นชิน อารมณ์ของคนจะเริ่มเบื่อหน่าย ไม่อยากเรียนรู้ แต่ถ้าทำให้เกิดอารมณ์สดๆ ความรู้สึกใหม่ๆ ในสิ่งที่ใกล้ตัว จะทำให้เด็กสนใจอยากทำเรื่องธรรมดาที่มีอยู่ให้สนุกสร้างสรรค์กว่าเดิมได้

ตัวอย่างเช่น เปลี่ยนข้างของการใส่ถุงเท้า เคยใส่ถุงเท้าข้างซ้ายก่อน ก็สลับมาเป็นเปลี่ยนใส่ข้างขวาก่อนบ้าง เคยจับแก้วมือซ้าย ลองจับด้วยมือขวา เพียงเปลี่ยนจากซ้ายไปขวา ขวาไปซ้าย หน้ามาหลัง หลังไปหน้า บนลงล่าง ล่างขึ้นบน ทแยงบ้าง ตะแคงบ้าง สลับไปเรื่อย จากสิ่งคุ้นชินที่เคยๆ จะกลายเป็นสิ่งซึ่งแปลกๆ ที่ไม่เคย ทำให้เกิดความรู้สึก เกิดสติที่ต้องคอยสังเกต หรือลองวิธีการใหม่ๆ ขึ้นมาได้

การนำสิ่งของธรรมดาที่ใช้ทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวันมาทำให้เกิดความแตกต่าง ทำให้เด็กเกิดความสนุกของการคิดต่อได้ ตัวอย่างเช่น การนำหลอดน้ำให้เด็กดูแล้วถามเด็กว่า สิ่งนี้ใช้ทำอะไร เด็กส่วนใหญ่จะบอกว่า “ใช้ดูดน้ำ” ถ้าหากครูถามให้เด็กคิดริเริ่มต่อว่า “หลอดน้ำสามารถทำประโยชน์ทำอะไรได้อีก” จะเริ่มมีคำตอบแห่งการสร้างสรรค์ออกมาได้ ซึ่งจะทำให้เด็กเรียนรู้ว่า ของที่มีอยู่หรือใช้อยู่ทุกๆ วันหากลองตั้งคำถามและนึกต่อให้แตกต่าง จะทำให้ได้ความรู้ใหม่จากเรื่องเล็กๆ ที่ธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา เด็กจะสนุกกับการคิดต่อกับการหาประโยชน์ของหลอดน้ำมาใช้มากกว่าการหยิบหลอดเพื่อมาใช้ดูดน้ำเพียงอย่างเดียว

อีกวิธีการหนึ่ง ครูจะหยิบหลอดขึ้น แล้วนำมาดัดขดให้เป็นวงกลม ทำเป็นจานรองแก้วให้เด็กดู สานหลอดเป็นรูปสัตว์ ทำเป็นก้านดอกไม้ การทำเป็นตัวอย่างให้เด็กเกิดความสนใจ อยากรู้ อยากทำต่อ ทำให้เด็กสามารถหาเรื่องที่จะทำให้สมองเกิดสร้างสรรค์ได้ร้อยแปดพันเก้า จนที่สุดอาจเกิดการอยากทดลอง อยากปรับ อยากเปลี่ยนกันใหม่ และหากต้องการท้าทายความคิดมากขึ้น สำหรับเด็กโตอาจมีของ 2 สิ่งแล้วให้คิดหาความสัมพันธ์ของสิ่งของ ตัวอย่างเช่น นำหลอดดูดน้ำไปวางกับผัก หรือวางกับถุงมือ แล้วให้เด็กลองช่วยกันคิดว่า หลอดดูดน้ำกับผักหรือถุงมือเกี่ยวกันหรือเข้ากันได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการท้าทายความคิดสร้างสรรค์ทั้งสิ้น

เทคนิคที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น เป็นส่วนหนึ่งการพัฒนาความสร้างสรรค์ หากผู้ใหญ่เห็นความสำคัญและร่วมกระตุ้นไปพร้อมกันด้วยการส่งเสริม เอื้อบรรยากาศแห่งความสร้างสรรค์ และเปิดโอกาสให้เด็กได้คิด ได้ทำ ได้แสดงออก และมีเวทีของการนำเสนอ สิ่งที่ผู้ใหญ่คิดไม่ถึงอาจเกิดขึ้นจากความคิดของเด็กๆ เพื่อจะนำไปสู่การสร้างนวตักรรมใหม่ๆ ขึ้นมาได้ในที่สุด
ที่มาข้อมูล : ดร.จิตรา ดุษฎีเมธา นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาศักยภาพบุคคล
คู่มือกระตุ้นจินตนาการ Honda Super Idea
จำนวนคนอ่าน 1977 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved