ข่าวแวดวงครู
เปิดสอบครู
ห้องพักครู
แผนการสอน
บันทึกคุณครู
Tip & tricks
สหกรณ์เพื่อนครู
กฎหมายในวงการศึกษา
เปิดสอบราชการทั่วไป
 

 
หน้าแรก | มุมคุณครู | ห้องพักครู
   

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการนิเทศการศึกษา (2)
   


ลักษณะงานนิเทศการศึกษา

งานนิเทศกที่ปฏิบัติกันอยู่มีมากมายหลายชนิด ดังนี้

  1. งานเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร (Developing Curriculums) ซึ่งเป็นงานเกี่ยวกับการวางโครงสร้างหลักสูตร การประมวลการสอน โดยกำหนดตัวผู้สอน โครงการสอน วัน เวลา สถานที่และวางแผนวิธีสอน ตลอดจนการสร้างเกณฑ์มาตรฐานและบรรจุหน่วยวิชาต่าง ลงในการสอน

  2. การจัดกระบวนการสอน (Organizing for Instruction) เป็นการจัดระบบการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับการนำหลักสูตรไปใช้ เช่น การแบ่งกลุ่มนักเรียน การจัดตารางสอน

  3. การคัดเลือกบุคลากร (Staffing) โดยเลือกสรรให้เหมาะสมกับงาน มีการสรรหา การสอบคัดเลือก และการเก็บรักษาทะเบียนเกี่ยวกับตัวบุคคล

  4. การจัดสิ่งอำนวยความสะดวก (Providing Facility) เช่นการออกแบบและจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้สอน รวมถึงการจัดวางแผนอาคารเรียนที่ถูกต้อง มีการแนะนำให้สามารถหยิบสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้นมาใช้ได้ง่าย

  5. จัดหาวัสดุอุปกรณ์การสอน (Providing Materials) ตรวจและต้องเลือกวัสดุอุปกรณ์การสอนที่จะนำมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลต่อการสอน

  6. จัดอบรมครูประจำการ (Arranging for In-Service Education) เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้แก่ครูประจำการ อันจะส่งผลให้ครูมีความก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพทางด้านวิชาการยิ่งขึ้น

  7. จัดปฐมนิเทศครูใหม่ (Orienting New Staff Members) เพื่อให้ได้ทราบข้อมูลต่าง ให้รู้และเข้าใจในสิ่งที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน เป็นการลดอุปสรรคในการปฏิบัติงาน อันจะทำให้งานประสบสำเร็จมากขึ้น

  8. จัดบริการพิเศษที่เกี่ยวกับการสอน (Relating Special Service) รวมทั้งบริการต่าง ที่ช่วยในการสอน ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกในการเรียนการสอนให้มากที่สุด

  9. การสร้างเสริมความสัมพันธ์กับชุมชน (Developing Public Relation) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน การแจ้งข่าวความเคลื่อนไหวทางการศึกษาให้ชุมชนทราบ แสวงหาความช่วยเหลือจากชุมชน ตลอดจนการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างโรงเรียนกับชุมชน

  10. งานประเมินผล (Evaluation) จัดให้มีการประเมินผลทางการเรียนการสอน เพื่อหาจุดอ่อนที่จะได้ปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งหมายถึงการวางแผน การสร้างเครื่องมือ การจัดดำเนินการ เก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การแปรผล และการตัดสินใจ เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนด้วย

วิธีการนิเทศการศึกษา

สาย ภาณุรัตน์ ได้เสนอแนะเทคนิคการนิเทศไว้หลายอย่างดังนี้

  1. เทคนิคเสนอแนะ ผู้นิเทศจะต้องหาทางเสนอแนะวิธีการต่าง เช่น วิธีสอน วิธีแก้ปัญหาและแหล่งความรู้ต่าง ให้แก่ครูเพื่อให้ครูทราบและเลือกปฏิบัติได้ถูกต้อง

  2. เทคนิคสาธิต ผู้นิเทศจะต้องลงมือปฏิบัติงานให้ครูได้เห็นจริง อาจจะเป็นการสาธิตการสอนการจัดทำอุปกรณ์การสอนเพื่อเป็นแนวทางให้ครูปฏิบัติต่อไป

  3. เทคนิคกัยวิกัย ผู้นิเทศจะต้องพยายามเปิดโอกาสให้ครูได้แสดงความสามารถออกมาให้เต็มที่แล้วช่วยเสริมต่อหรือตัดทอนบางสิ่งบางอย่างให้ในบางกรณีออกมาในรูปของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

  4. เทคนิคชวนพาที ผู้นิเทศจะชักชวนพูดคุยเรื่องวิชาการและหลักการ โดยไม่ให้ครูรู้ตัวว่ากำลังถูกนิเทศ ในขณะเดียวกันก็สอดแทรกสิ่งที่ขาดตกบกพร่องให้

  5. เทคนิคแพร่พิมพ์ ผู้นิเทศเสนอเทคนิคและวิทยาการใหม่ ที่น่าสนใจให้แก่ครู อาจจะทำได้โดยการออกเอกสารทางวิชาการ หรือไม่ก็ออกไปนิเทศกับครูโดยตรง

  6. เทคนิคปลุกมหานิยม ผู้นิเทศจะใช้มนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับครู ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดคุยกันด้วยปัญหาส่วนตัว และอื่น ในขณะเดียวกันก็สอดแทรกปัญหาทางวิชาการเข้าไปด้วย

  7. เทคนิคป้อนขนมนมเนย ผู้นิเทศจะค่อย หาทางฝึกครูให้แก้ปัญหาต่าง ได้เองโดยการป้อนปัญหาจากง่ายไปหายาก ให้ครูช่วยกันคิด ช่วยกันหาทางแก้ไขจนสามารถที่จะคิดและแก้ปัญหาด้วยตนเองได้
ประกาศ แสงเพชร ได้เสนอแนะวิธีการจัดการนิเทศการศึกษาไว้ดังนี้

  1. การเยี่ยมนิเทศชั้นเรียน (Classroom Visitation) เป็นวิธีที่ศึกษานิเทศก์พบและสังเกตการสอนของครูในชั้นเรียนเป็นรายบุคคล การเยี่ยมนิเทศนี้อาจจะเกิดขึ้นจากการที่ศึกษานิเทศก์วางแผนเองหรือเกิดจากความต้องการของครู

  2. การแนะนำเป็นรายบุคคล (Individual Conference) การพบปะกันระหว่างครู และศึกษานิเทศก์เป็นวิธีหนึ่งที่ให้โอกาสศึกษานิเทศก์ได้ทำงานเป็นรายบุคคลกับครูในเรื่องปัญหาทางวิชาการของแต่ละคน เป็นวิธีการที่ทั้งสองคนได้ทำงานร่วมกัน

  3. การประชุมกลุ่ม (Group Conference) การประชุมกลุ่มเป็นการพบปะระหว่างศึกษานิเทศก์และครู ซึ่งอาจจัดเป็นกลุ่มย่อย หรือกลุ่มใหญ่ก็ได้ เพื่อจะศึกษาทำงานหรือสัมมนา

  4. การประชุมปฏิบัติการ (Work Shop) เป็นวิธีการประชุมที่ผู้เข้าประชุมได้ลงมือปฏิบัติตนแก้ปัญหาด้วยกัน เป็นกลุ่มจริงแทนการนั่งฟัง หรือประชุมแบบอื่น ซึ่งผู้เข้าประชุมฟัง หรืออภิปรายปัญหาแต่ฝ่ายเดียว ผลของการประชุมปฏิบัติการจะได้ผลงาน หรือคำตอบต่อปัญหา และสมาชิกได้พัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาร่วมกัน

  5. การให้ครูสังเกตการสอน (Observation of Teaching) ได้แก่ การให้ครูไปสังเกตการสอนของโรงเรียนอื่น การสาธิตการสอน การจัดตั้งศูนย์สมาชิก การสังเกต การสอนชั้นอื่น จุดประสงค์หลัก ของการให้ครูได้สังเกตการสอน ก็เพื่อให้ครูได้เห็นและเรียนรู้วิธีการที่ดี

  6. การใช้เอกสาร (Bulletins, Guides, and Printed Aids) เอกสารที่ศึกษานิเทศก์เผยแพร่ให้ครูเพื่อพัฒนาการสอนนี้มีหลายประเภท อาจจะเป็นขององค์การต่าง ขององค์การอาชีพของสมาคมของหน่วยงานรัฐบาล และของที่หน่วยศึกษานิเทศก์ผลิตขึ้นมา คุณค่าของเอกสารนี้เป็นประโยชน์มากเพราะจะช่วยลดงานด้านอื่น

  7. การใช้วัสดุอุปกรณ์การสอน (Instructional Material) วัสดุอุปกรณ์การสอน เป็นสิ่งสำคัญในการเรียนการสอน ดังนั้นการที่ศึกษานิเทศก์ได้ช่วยครูในเรื่องนี้ เช่น ร่วมกับครูจัดหาวัสดุอุปกรณ์ต่าง ทดลองวัสดุอุปกรณ์ใหม่ ประเมินผล การใช้อุปกรณ์ ทำบัญชี และรายการวัสดุ ทำคู่มือการใช้วัสดุอุปกรณ์ตลอดจนทำคู่มือการสอนต่าง ก็จะช่วยให้การเรียนการสอนมีคุณภาพดีขึ้น
ก่อ สวัสดิพานิชย์ ได้กล่าวถึงเทคนิคการนิเทศการศึกษาที่ใช้กันทั่ว ไปมี 7 แบบดังนี้

  1. การนิเทศโดยตรง ได้แก่การไปเยี่ยมโรงเรียน ศึกษาปัญหาที่โรงเรียนและให้ข้อคิดเห็น

  2. การนิเทศโดยการอบรม

  3. การจัดวัสดุและข่าวสารให้แก่ครู

  4. การสาธิตการสอน

  5. จัดประชุมปฏิบัติการ

  6. จัดให้ไปดูการสอนในโรงเรียน

  7. การแสดงตัวอย่าง จัดนิทรรศการ

การนิเทศเพื่อการพัฒนาเป็นกลุ่ม ได้แก่

  1. การจัดประชุมสัมมนา

  2. การจัดประชุมปฏิบัติการ

  3. การฝึกงาน

  4. การศึกษากรณีตัวอย่าง

  5. การสาธิต

  6. การอภิปราย

  7. การสนทนา

  8. การจัดบรรยายหรือฟังปาฐกถา

  9. ทัศนศึกษา

  10. การร่วมปฏิบัติงานในคณะทำงาน คณะกรรมการ

การนิเทศเพื่อการพัฒนาเป็นรายบุคคล ได้แก่

  1. การฝึกงาน

  2. การเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์

  3. การเลือกวิชาเรียนในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย

  4. การเข้ารับการฝึกอบรม

  5. การศึกษาต่อ

  6. การเป็นสมาชิกของสมาคม

  7. การทดลองปฏิบัติงาน

  8. การอ่าน

  9. การเขียน

  10. การศึกษาและดูงาน

  11. การจัดทำโครงการ

  12. การเป็นวิทยากร

  13. การร่วมเป็นกรรมการ
สมาคมศึกษานิเทศก์แห่งประเทศไทย ได้สรุปเทคนิคที่นิยมใช้ในการนิเทศการศึกษาของศึกษานิเทศก์กรมสามัญศึกษา มี 4 ลักษณะดังนี้

  1. การเยี่ยมโรงเรียน และการแนะนำครูเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่ม

  2. การอบรมครูประจำการ การอบรมครูประจำการมีรูปแบบต่าง เช่น การประชุม สัมมนาการประชุมกลุ่ม การอบรมโดยวิธีการต่าง เช่น การบรรยาย การสาธิต การประชุมปฏิบัติการและอื่นซึ่งแต่ละวิธีการต้องใช้เทคนิคต่าง กัน

  3. การใช้เอกสารทางวิชาการ ได้แก่ การผลิตเอกสารคู่มือครู เอกสารเพิ่มความรู้ เอกสารทางข่าวสาร เอกสารที่ใช้ในการสอน แผนการสอน รวมทั้งการผลิตวัสดุอุปกรณ์การสอนที่ครูจะต้องใช้เงิน เอกสารในศูนย์การเรียน ชุดการสอน แบบเรียนสำเร็จรูป เป็นต้น ซึ่งวิธีการทำและใช้ของเหล่านั้นควรได้พัฒนาวิธีการให้ได้ผลตามที่ต้องการ

  4. การทำวิจัยปฏิบัติการ การศึกษาและทดลองต่าง ที่จะทำให้ครูเกิดเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่าง ซึ่งศึกษานิเทศก์อาจทำได้โดยการสร้างเป็นโครงการต่าง เช่น โครงการโรงเรียนไม่แบ่งชั้น การทดลองวิธีการสอนต่าง การจัดโรงเรียนทดลอง การจัดโรงเรียนตัวอย่างเป็นต้นในการจัดกิจกรรมการนิเทศการศึกษา บางครั้งดำเนินการไปแล้วก็เกิดผลสำเร็จ สามารถช่วยปรับปรุงการเรียนการสอนของครูได้ บางทีดำเนินการไปแล้วครูก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนการสอนได้
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการ หรือเทคนิคการนิเทศการศึกษา ซึ่งมีความสำคัญมากในที่นี้ขอยกวิธีการนิเทศที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไปดังนี้


1. การเยี่ยมชั้นเรียน

วิธีการนิเทศการศึกษาวิธีหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ก็คือการไปเยี่ยมชั้นเรียนในขณะที่ครูกำลังสอนการไปเยี่ยมชั้นจะทำให้เห็นสภาพที่เป็นจริงตลอดจนปัญหาต่าง ที่ครูประสบอยู่เพื่อร่วมมือกับครูหาทางปรับปรุงแก้ไขให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การไปเยี่ยมชั้นเรียนควรจะไปต่อเมื่อได้สร้างความสัมพันธ์กับครูเป็นอย่างดีแล้วเพราะครูจะได้ไม่มองศึกษานิเทศก์ด้วยความหวาดกลัวระแวงสงสัย คิดว่าศึกษานิเทศก์จะมาจับผิด การไปเยี่ยมชั้นเรียน หากศึกษานิเทศก์ได้แจ้งวัตถุประสงค์ให้ครูทราบว่า การมานั้นไม่ใช่มาเพื่อจับผิด หรือเพื่อรายงานการปฏิบัติงานของครู แต่มาเพื่อให้คำแนะนำปรึกษาช่วยเหลือครูเป็นพี่เลี้ยงครูเกี่ยวกับการเรียนการสอน นอกจากนี้ควรเปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วมในการวางแผนงาน กำหนดวัตถุประสงค์ของการเยี่ยมชั้นเรียน ตลอดจนได้แสดงความคิดเห็นและปรึกษาหารือในรายละเอียดต่าง สำหรับศึกษานิเทศก์นั้นมีแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเยี่ยมชั้นเรียนที่ดีดังนี้

  1. ศึกษานิเทศก์ควรเข้าไปสังเกตการสอนของครูในชั้นเรียน ไม่ใช่ไปจับผิด พึงให้ครูยอมรับว่าศึกษานิเทศก์มาเพื่อช่วยเหลือครู

  2. ศึกษานิเทศก์ควรจะเข้าไปพร้อมกับครูผู้สอน หรือภายหลังเล็กน้อยก่อนที่ครูจะเริ่มบทเรียนศึกษานิเทศก์ไม่ควรจะแอบเดินย่อง เข้าไปหลังชั้นเพื่อสังเกตการสอนของครู

  3. ศึกษานิเทศก์ควรเข้าไปนั่งอยู่ข้างหลังห้องเรียน ซึ่งสามารถมองเห็นชั้นเรียนได้ทั่วถึง นั่งฟังอย่างเงียบ ด้วยท่าทีเต็มไปด้วยความสนใจยิ่งและดูจนจบชั่วโมง

  4. ศึกษานิเทศก์ไม่ควรจะเข้าร่วมบทเรียนเป็นอันขาด นอกจากจะได้รับเชิญจากครูและนักเรียนให้เข้าร่วมด้วยเท่านั้น

  5. ศึกษานิเทศก์ควรจะต้องมีบันทึกเกี่ยวกับการสอนของครู ซึ่งจะเป็นแนวทางให้คำแนะนำปรึกษาแก่ครูภายหลัง

  6. ศึกษานิเทศก์ควรจะไปเยี่ยมชั้นเรียนเพื่อสังเกตการสอนมากกว่าหนึ่งครั้งในหนึ่งภาคเรียน\เพื่อจะได้สังเกตดูความเจริญงอกงามของครูในด้านการสอน และดูผลงานการนิเทศของศึกษานิเทศก์เองต่อครูผู้สอน
หลังจากได้มีการเยี่ยมชั้นเรียนแล้ว ศึกษานิเทศก์ควรจะได้พบปะกับครูเป็นส่วนตัว เพื่อชี้แจงความคิดเห็นให้ครูฟัง เปิดโอกาสให้ครูชี้แจงเหตุผลในการกระทำของครู แล้วร่วมกันปรึกษาหารือความคิดที่ดีกว่า ถูกต้องกว่า เหมาะสมกว่า การให้คำปรึกษาแนะนำชี้แจงนั้น ไม่ควรให้เนิ่นนานนัก ควรจะเป็นภายในวันเดียวกัน หรือถ้าเป็นไปได้ภายหลังจากที่ครูนั้นสอนเสร็จก็จะดียิ่งขึ้น เพราะทั้งสองฝ่ายผ่านเหตุการณ์นั้นมาใหม่ วิธีการที่ดี ศึกษานิเทศก์ไม่ควรพูดถึงเฉพาะข้อบกพร่องของครูแต่อย่างเดียว หากมีข้อใดควรชมก็หยิบยกขึ้นมาชม พร้อมทั้งให้กำลังใจที่จะทำเช่นนั้นอีกในการสอนครั้งต่อไป

ข้อควรระวังสำหรับศึกษานิเทศก์ในการไปเยี่ยมชั้นเรียนก็คือ อย่าไปเยี่ยมชั้นเรียนมากจนเกินไปจะทำให้ความสำคัญของการเยี่ยมชั้นเรียนลดน้อยลงไปและจะทำให้ครูเบือหน่าย ผลที่สุดครูก็จะหลบหลีกแทนที่จะให้ความร่วมมือ


2. การพบปะเป็นรายบุคคลกับครู

การพบปะเป็นส่วนตัว เป็นข้อปฏิบัติที่กระทำมานานแล้วในโรงเรียนต่าง เมื่อศึกษานิเทศก์ได้ตรวจเยี่ยมชั้นเรียนแล้ว พบปัญหาเกี่ยวกับการสอนของครู การตรวจงาน วิธีทำงาน การวางตัว และข้อขัดข้องในหน้าที่โดยทั่วไปของครู ศึกษานิเทศก์ควรได้พบปะกับครู พูดคุยเป็นกันเอง แนะนำช่วยเหลือปรับปรุงการปฏิบัติงานให้ดีขึ้น การพบปะพูดคุยนี้อาจจะก่อนหรือหลังการเยี่ยมชั้นเรียนก็ได้ วิธีการนิเทศแบบนี้จะช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างศึกษานิเทศก์กับครูเป็นอย่างดี ร่วมปรึกษาหารือในปัญหาที่มีความสนใจร่วมกัน การนิเทศครูเป็นรายบุคคลนี้จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับการยอมรับนับถือความคิดเห็นของครูการเป็นกันเองอย่างปราศจากพิธีรีตอง การเตรียมงานและงานแผนงานอย่างรอบคอบ การให้ครูได้มีโอกาสค้นคว้าและวิเคราะห์ปัญหาของคนเป็นต้น

วิธีการพบประเมินรายบุคคลเพื่อให้คำปรึกษาหารือ โดยทั่วไปใช้อยู่ 3 แบบ คือ

  1. การให้คำปรึกษาทางตรง (Directive Counseling) เป็นวิธีที่ผู้นิเทศบอกวิธีแก้ปัญหาให้ครูเป็นฝ่ายเชื่อ และถูกบังคับให้เชื่อ ลักษณะคู่สนทนาเป็นแบบผู้เชี่ยวชาญกับผู้ไม่รู้ ศึกษานิเทศก์เป็นผู้พิจารณาปัญหาเอง และสรุปหาวิธีแก้เอง และสั่งให้ครูใช้วิธีนั้น วิธีนี้จะสำเร็จแค่ไหนขึ้นอยู่กับครูว่าจะมีความตั้งใจที่จะทำตามเพียงใด

  2. การให้คำปรึกษาทางอ้อม (Nondirective Counseling) เป็นการนิเทศที่ศึกษานิเทศก์จะต้องให้ความเห็นใจรับฟัง ให้ครูได้ระบายปัญหาโดยละเอียด จากการพบปะแบบนี้จะเป็นโอกาสให้ครูวิเคราะห์ปัญหาด้วยตนเอง และหาวิธีแก้ด้วยตนเอง ศึกษานิเทศก์ที่ชำนาญจะช่วยให้การสนทนาดำเนินไปเรื่อย โดยตนเองจะพยายามไม่เอาความคิดของตนเองเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่จะพยายามให้กำลังใจและเสนอแนะช่วยสรุปและให้ความรู้ แล้วให้โอกาสครูตัดสินใจช่วยตนเอง

  3. การปรึกษาทั้งทางตรงและทางอ้อม (Directive and Non-directive) ครูบางคนมีบุคลิกภาพแตกต่างกันไป อาจต้องใช้ทั้งสองวิธีผสมกันในสถานการณ์อย่างนี้ ศึกษานิเทศก์จะต้องรู้จักเลือกวิธีเหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์นั้น ครูสมัยใหม่ที่มีการศึกษาสูง เมื่อพบกับผู้นิเทศแต่ละฝ่ายต่างก็จะหวังในความรู้ซึ่งกันและกันในการแก้ปัญหา
การนิเทศเป็นรายบุคคลนี้ ศึกษานิเทศก์จะต้องเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์อันดี สร้างบรรยากาศที่มีเสรี มีการช่วยเหลือหลาย วิธี การมีเหตุผลในการตัดสินใจ วางแผนที่ดีล่วงหน้า ที่ให้ครูเกิดความเข้าใจ


3. การสาธิตการสอน

การสาธิตการสอน คือการแสดงวิธีการเป็นตัวอย่างให้ดู ผู้แสดงอาจจะเป็นศึกษานิเทศก์เองหรือวิทยากรที่ได้รับเชิญ ผู้ชมการสาธิต คือครูซึ่งจัดได้เป็นกลุ่มโดยทางโรงเรียนเป็นผู้จัดไว้ หรือในการประชุมอื่น อาจนำวิธีการสาธิตไปใช้ได้ การสาธิตการสอนมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ครูได้เห็นตัวอย่างที่ดีและถูกต้องเกี่ยวกับวิธีการสอนวิชาต่าง นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างทัศนคติที่ดีและศรัทธาต่องานของศึกษานิเทศก์ด้วยการสาธิตการสอนไม่จำเป็นว่าศึกษานิเทศก์จะต้องทำการสาธิตเอง อาจให้ครูหรือผู้อื่นที่เชี่ยวชาญทำการสาธิตแทนก็ได้ นอกจากนี้อาจใช้ภาพยนตร์ที่แสดงการสอนหรือการทดลองแทนก็ได้เช่นกัน การสาธิตการสอนควรมีจุดประสงค์ดังนี้

  1. ส่งเสริมความเจริญงอกงามทางวิชาชีพแก่ครู การสาธิตการสอนควรส่งเสริมความต้องการและความกระตือรือร้นของครูต่อการใช้ความคิดที่เขามีไว้ในใจในระหว่างการสังเกตของเขา การสาธิตจะมีประโยชน์ต่อเมื่อสนองความต้องการ ก่อให้เกิดความมั่นใจในตัวครูและแก่ความต้องการของนักเรียนในการแก้ปัญหา การสาธิตการสอนเป็นการแสดงวิธีสอนใหม่ ในการแก้ปัญหาการเรียนการสอน มันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สังเกตและผู้สาธิต ทั้งก่อให้เกิดมนุษยสัมพันธ์อันดีด้วย

  2. ช่วยแก้ปัญหาครู เป็นการช่วยสาธิตให้ดู เพื่อช่วยเหลือครูเมื่อแก้ปัญหาเองไม่ได้ ศึกษานิเทศก์จะช่วยสาธิตให้ดู การสาธิตจึงเป็นการเกี่ยวข้องกับการใช้อุปกรณ์และทรัพยากรต่าง เพื่อช่วยเหลือครูนักเรียนในการแก้ปัญหา หากมีปัญหาเกิดขึ้นในช่วงการสาธิต ศึกษานิเทศก์จะต้องเป็นฝ่ายช่วยเหลือครูจะจับตาดูผู้สาธิตการสอน แก้ไขปัญหาซึ่งครูสามารถนำมาใช้แก้ปัญหาของตนเมื่อเกิดสถานการณ์ดังกล่าวขึ้นกับตนเอง

  3. เป็นการผสมผสานทฤษฎีและแนวปฏิบัติทางการศึกษาเข้าด้วยกัน วิธีการผสมผสานทฤษฎีและแนวปฏิบัติเข้าด้วยกันได้อย่างดี ได้แก่ การสาธิตการสอน เป็นการแปลทฤษฎีออกมาเป็นแนวปฏิบัติโดยผ่านทางการสาธิตการสอน

  4. ช่วยในการอบรมครู การสาธิตการสอนจะช่วยให้ครูได้รับความรู้เพิ่มเติมจากบทเรียนที่ทำการสาธิต ครูได้ศึกษาและเข้าใจในเนื้อหาวิชาใหม่ อยู่เสมอ การสาธิตการสอนจะช่วยให้ครูสามารถเข้าใจถึงกระบวนการและการนำไปใช้กับสถานการณ์ของตนเองได้
หลักเกณฑ์ที่จะช่วยให้การสาธิตการสอนได้รับผลสำเร็จตามความมุ่งหมายของการนิเทศได้ควรมีลักษณะดังนี้

  1. จะต้องวางแผนการสาธิตการสอนไว้เป็นอย่างดี ควรมีการวางแผนการสาธิตการสอนไว้เพื่อประโยชน์แก่กลุ่มผู้เกี่ยวข้อง การสาธิตการสอนไม่ใช่เป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้สังเกตการสอนเท่านั้นหากยังต้องสนองต่อความต้องการและปัญหาของเขาด้วย การสาธิตการสอนควรมีการตระเตรียมการสาธิตไว้ล่วงหน้า เวลาของการสาธิตก็ควรกำหนดไว้ล่วงหน้าด้วย

  2. การสาธิตการสอนควรเป็นไปโดยธรรมชาติ ในระหว่างการสาธิตการสอนข้อเรียกร้องใดของเด็กควรได้รับการพิจารณาเป็นอันดับแรก การสาธิตการสอนจะได้ผลมากที่สุดเมื่อดำเนินการในห้องเรียนในระหว่างการสาธิตไม่ควรมีการจัดนิทรรศการใด ในห้องเรียน การสอนควรเป็นการนัดกันมาก่อนระหว่างผู้สาธิตการสอนกับเด็กกลุ่มที่จะใช้สาธิตการสอน ครูประจำชั้นควรตระเตรียมเด็กไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เกิดความประหลาดใจ

  3. การสาธิตการสอนควรสัมพันธ์กับเทคนิคการนิเทศการศึกษาอื่น การสาธิตการสอนและการสังเกตการสอนเป็นของคู่กัน การสาธิตการสอนเป็นการสาธิตให้ผู้ที่จะไปสอนได้สังเกตดูเพื่อจะได้นำวิธีการไปสอนต่อ ควรจะใช้หลักการอื่น เข้าช่วยในการสาธิตการสอนด้วย

  4. การสาธิตการสอนควรเน้นในรายละเอียดต่าง ในบทเรียน บทเรียนจะประสบผลสำเร็จหากได้มีการเตรียมเทคนิคเฉพาะสำหรับสาธิตการสอนบทเรียนนั้น ควรมีการอภิปรายกันหลังจากการสาธิตการสอนแล้ว

  5. ควรคัดเลือกผู้สาธิตการสอนเป็นอย่างดี การเลือกผู้สาธิตการสอนที่ดีมีความจำเป็นพอ กับการเลือกสถานการณ์ที่เหมาะสมและการวางแผนที่ดี ครูที่จะสาธิตการสอนจะต้องมาด้วยความสมัครใจผู้สาธิตการสอนจะต้องมีคุณสมบัติที่ดีเยี่ยม มีประสบการณ์อย่างดี และมีบุคลิกภาพส่วนตัวที่จะก่อให้เกิดความสำเร็จ ผู้สาธิตการสอนอาจวางแผนบทเรียนให้สนองต่อความต้องการของเด็กและผู้สังเกต

  6. มีการประเมินผลการสาธิตการสอน ศึกษานิเทศก์จำเป็นต้องประเมินผลเมื่อเสร็จสิ้นการสาธิตแล้วควรจัดการประชุมหลังจากการสาธิตการสอนแล้วในเวลาที่เหมาะสม อภิปรายและวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการสาธิตการสอน นอกจากนี้อาจจะตรวจสอบดูว่าการสาธิตการสอนได้ช่วยจูงใจผู้เรียนแค่ไหน ผู้สาธิตมีความมั่นใจต่อผลงานมากน้อยเพียงใด

4. การประชุมกลุ่ม

การประชุมกลุ่มเป็นการพบปะระหว่างศึกษานิเทศก์และครูซึ่งอาจจัดเป็นกลุ่มย่อย เช่น คณะกรรมการ กลุ่มศึกษา กลุ่มทำงาน กลุ่มสัมมนา หรืออาจจะจัดเป็นการประชุมใหญ่ เช่น การประชุมระดับโรงเรียน ระดับกลุ่มโรงเรียน ระดับจังหวัดหรือระดับเขต ระยะเวลาของการจัดอาจจัดเป็นเวลาสั้นหรืออาจจัดเป็นเวลานานก็ได้ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการจัดการประชุมเป็นวิธีการที่ให้ผลในการปรับปรุงการเรียนการสอนอีกวิธีหนึ่ง หลักสำคัญในการจัดประชุมมีดังนี้

  1. การประชุมควรมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนและเป็นที่ยอมรับในหมู่สมาชิก

  2. ควรวางแผนการประชุมไว้อย่างดีทั้งในเรื่องเนื้อหาและวิธีการ

  3. ควรสร้างทัศนคติที่ดีในเรื่องคุณค่าของการประชุม

  4. เรื่องที่ประชุมควรเป็นเรื่องจริงที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับการทำงาน

  5. ควรเลือกสรรวิทยากรที่ดี

  6. ควรมีผู้นำที่ดีตลอดเวลา

  7. ควรส่งโครงการประชุมให้ผู้เข้าประชุมทราบล่วงหน้า

  8. ควรเปิดโอกาสให้ผู้เข้าประชุมได้ร่วมมืออย่างกว้างขวาง

  9. ควรได้มีการกำหนดและนำการอภิปรายที่ถูกทาง

  10. ควรรับข้อมูลตอบสนองจากผู้เข้าร่วมประชุมตลอดเวลา

  11. ไม่ควรใช้การประชุมกับงานประจำวัน

  12. ควรจบลงด้วยการสรุป และแผนที่จะกระทำภายหน้า
ขั้นตอนของการจัดประชุม ควรมีดังนี้

  1. เตรียมวาระการประชุม

  2. แจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้า และมีเวลาเตรียมตัวให้พร้อม

  3. เตรียมสถานที่

  4. ผู้ที่จะเข้าประชุมต้องเข้าใจความมุ่งหมายอย่างชัดเจน

  5. เลือกวิธีการประชุมให้เหมาะสม

  6. ให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการประชุม

  7. มีการติดตามผลหลังการประชุม
อย่างไรก็ตาม ในการจัดประชุม ผู้บริหารหรือศึกษานิเทศก์ควรจะทราบว่าจะจัดให้มีการประชุมแบบใด เพื่อดำเนินการให้สอดคล้องกับลักษณะของการประชุมนั้น การประชุมอาจแบ่งออกได้ดังนี้

  1. การประชุมแบบการพูด (Speech) เป็นการพูดเรื่องที่เตรียมมาแล้วโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ

  2. แบบการพูดโดยมีการซักถาม (Speech Forum) เป็นการพูดที่เตรียมมาล่วงหน้า หลังจากนั้นเปิดโอกาสให้ผู้ฟังแสดงความคิดเห็นด้วย

  3. แบบการอภิปรายเป็นคณะ (Panel Discussion) ประกอบด้วยคณะผู้อภิปราย 4-8 คนผู้อภิปรายพูดในหัวข้อเดียวกัน มีลักษณะเป็นกันเอง ผู้อภิปรายมีโอกาสซักถามปัญหากันและกันได้

  4. การอภิปรายทั่วไป (Panel Forum) การอภิปรายเป็นคณะเปิดโอกาสให้ผู้ฟังออกความคิดเห็นหรือซักถามได้

  5. การอภิปรายแบบแถลงความเห็น (Symposium) หรือการแถลงความคิดเห็นต่อกันโดยผู้มีความรู้ 2-5 คน มีประธานเป็นผู้นำ แถลงความเห็นในแง่ต่าง เกี่ยวกับปัญหาเดียวกัน ต่างคนต่างความเห็น

  6. การแถลงโดยการถาม (Symposium Forum) หลังจากแถลงความเห็นแล้ว เปิดโอกาสให้ผู้ฟังแสดงความคิดเห็นซักปัญหาต่าง ได้

  7. การอภิปรายแบบสนทนา (Coeloquy) ดัดแปลงจากการอภิปรายแบบเป็นคณะประกอบด้วยตัวแทนจากผู้ฟังและวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนจากผู้ฟังเป็นผู้เสนอ วิทยากรเป็นผู้ตอบภายใต้การนำของผู้นำอภิปราย

  8. การอภิปรายกลุ่ม (Group Discussion) เป็นการประชุมของบุคคลกลุ่มหนึ่ง (6-10 คน)เกี่ยวกับปัญหาที่คนทุกคนสนใจ โดยมีผู้นำที่สามารถทำการปรึกษาหารือร่วมกัน

  9. การประชุมกลุ่ม (Conference) เป็นการประชุมของกลุ่มบุคคล ตั้งแต่ 2-50 คน ซึ่งเป็นตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ในองค์การเดียวกัน เพื่อศึกษาปัญหาและวิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน

  10. การประชุมใหญ่ (Convention) คือการประชุมผู้แทนจากหน่วยย่อยของสมาคมใหญ่เพื่อปรึกษาตกลงปัญหาสมาคมใหญ่

  11. การประชุมคณะกรรมการ (Committee) การประชุมกลุ่มบุคคลที่เป็นกรรมการ เพื่อศึกษาปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง ศึกษาค้นคว้าในเรื่องที่จำเป็นสำหรับการแก้ปัญหาและทำรายงานเสนอต่อที่ประชุมใหญ่เป็นต้น

  12. การสัมมนา (Seminar) เป็นการประชุมที่ใช้มากเฉพาะการศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรีขึ้นไปแบบอภิปรายปรึกษาหารือหาข้อยุติในการปฏิบัติงานร่วมกัน

  13. การประชุมปฏิบัติการ (Work Shop) เป็นการประชุมเพื่อแก้ปัญหา เป็นการเน้นเชิงปฏิบัติการของผู้ที่มีความสนใจหรือปัญหาร่วมกัน เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ ความเข้าใจ ค้นคว้า อภิปราย
การประชุมตามรูปแบบต่าง ที่กล่าวมานี้ มีความสำคัญในสังคมประชาธิปไตย ซึ่งถือว่าการประชุมเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างความเข้าใจอันดีในการทำงานร่วมกัน แต่จะอย่างไรก็ตามการประชุมจะสำเร็จหรือไม่ย่อมมีปัจจัยหลายอย่าง เช่น มีประธานในการประชุมที่ดี สมาชิกมีความสนใจให้ความร่วมมือ เสนอความคิดเห็นในการปรับปรุงแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่าง ที่เกิดขึ้น


5. การฝึกอบรม

การฝึกอบรม หมายถึงการเพิ่มพูนความรู้ ความชำนาญ สมรรถภาพและทัศนคติอันเหมาะสมให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่รับผิดชอบของตนอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด การฝึกอบรมถือว่าเป็นหน้าที่ของศึกษานิเทศก์ที่จะต้องดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาความรู้ความสามารถ ความชำนาญ และความชัดเจนของครูในโอกาสที่เข้ามาทำงานใหม่ หรือขณะที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ในสถานศึกษานั้น การฝึกอบรมมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มพูนและเสริมสร้างประสบการณ์ความรู้ความเข้าใจ และทัศนคติให้ดียิ่งขึ้น การฝึกอบรมที่อยู่ในความรับผิดชอบของศึกษานิเทศก์ก็คือ การอบรมครูประจำการ และการปฐมนิเทศครูใหม่ ส่วนการฝึกอบรมอย่างอื่นนั้น ก็อาจจะมีการฝึกอบรมตามคำขอร้องหรือการฝึกอบรมตามคำเชิญเป็นครั้งคราว

สำหรับขั้นตอนในการฝึกอบรมนั้นแบ่งออกเป็น

  1. ระยะเตรียมการฝึกอบรม จะต้องดำเนินการจัดวางโครงการเพื่อขออนุมัติให้มีการฝึกอบรมซึ่งในโครงการนั้นประกอบด้วยจุดมุ่งหมาย ผู้รับผิดชอบ ระยะเวลาการฝึก เรื่องที่จะทำการฝึก จัดหาสถานที่และอุปกรณ์การสอนให้ครบถ้วน จัดเชิญวิทยากร และจัดเตรียมงบประมาณที่จะใช้จ่ายในการฝึกอบรม

  2. ระหว่างการดำเนินการฝึกอบรม จัดดำเนินการฝึกอบรมไปตามแผนที่วางไว้ ถ้าจะมีการยืดหยุ่นก็ไม่ควรให้เสียหลักการ พยายามรักษาบรรยากาศของการฝึกอบรมให้ราบรื่น และจัดกิจกรรมให้เหมาะสมไม่มากไปหรือน้อยไป

  3. หลังจากฝึกอบรม ควรมีการติดตามและประเมินผลการจัดการฝึกอบรมว่าบรรลุวัตถุประสงค์มากน้อยเพียงใด อาจใช้แบบสอบถามหรือสังเกตเข้าช่วย นอกจากนี้ควรติดตามดูว่าได้นำหลักและวิธีการจากการฝึกอบรมไปใช้ในการปฏิบัติงานมากน้อยเพียงใด
จะเห็นว่า การฝึกอบรมมีจุดมุ่งหมายสำคัญอยู่ที่ต้องการให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ มีทักษะและทัศนคติอันเหมาะสมในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ยังทำให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมปฏิบัติงานดีขึ้นความรู้เพิ่มขึ้น และเกิดความสมัครสมานสามัคคีมากขึ้นทั้งในหน่วยงานของตน และภายนอกหน่วยงานด้วย


6. การผลิตเอกสารทางวิชาการ

การผลิตเอกสารทางวิชาการ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีเอกสารทางวิชาการมากขึ้น เพื่อเป็นคู่มือแก่ครูผู้สอน และผู้เกี่ยวข้องทั้งยังเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในด้านการศึกษา และยังเป็นการประชาสัมพันธ์งานของหน่วยศึกษานิเทศก์อีกด้วย

ขั้นตอนในการผลิตเอกสารทางวิชาการ ควรมีขั้นตอนดังนี้

  1. วางโครงการตลอดปีว่าจะผลิตเอกสารประเภทใดบ้าง โดยพิจารณาความจำเป็นตามลำดับก่อนหลัง

  2. จัดแบ่งความรับผิดชอบในการผลิตตามลักษณะงาน

  3. จัดตั้งคณะกรรมการจัดทำ

  4. ขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และจากหน่วยราชการอื่นถ้ามีความจำเป็น

  5. จัดสรรงบประมาณไว้ให้เพียงพอ

  6. ชี้แจงเรื่องการใช้เอกสารดังกล่าวให้เป็นประโยชน์ไว้ด้วย

  7. รวบรวมเนื้อหา สาระ และข้อมูลต่าง ที่จะจัดทำตลอดจนหาเอกสารสำหรับใช้ประกอบและอ้างอิง

  8. จัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นเตรียมไว้

  9. กำหนดระยะเวลาในการจัดทำ หรือออกเอกสารต่าง เหล่านั้น
เอกสารทางวิชาการที่ศึกษานิเทศก์ควรผลิต มีดังนี้

  1. เอกสารที่เป็นงานของแต่ละหมวดวิชา

  2. เอกสารที่เป็นคู่มือครู

  3. วารสารของหน่วยศึกษานิเทศก์

  4. ผลการทดลองค้นคว้าและวิจัย

  5. รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี

  6. รายงานผลงานดีเด่นที่เคยเผยแพร่

  7. การค้นคว้าทดลองและการวิจัยด้านวิชาการ
การค้นคว้าทดลองและการวิจัยด้านวิชาการ มีจุดมุ่งหมายเพื่อค้นหาข้อมูลข้อเท็จจริงต่าง ตลอดจนการแปลความหมาย สรุปผล และการทดลองเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาจะได้นำผลของการกระทำเหล่านั้นไปแก้ไขปรับปรุงผลของการปฏิบัติงานให้ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สิ่งที่ศึกษานิเทศก์ควรจะทำการค้นคว้าทดลองและทำการวิจัยมีดังต่อไปนี้

  1. เรื่องที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดวิชาที่ตัวเองรับผิดชอบอยู่

  2. เรื่องที่เกี่ยวกับการวัดผล วิธีการออกข้อสอบ ตลอดจนวิธีการในการวัดผลด้วย

  3. เรื่องที่เกี่ยวกับการจัดระบบบริหารงานในหน่วยงานของศึกษานิเทศก์

  4. เรื่องที่เกี่ยวกับโครงการนิเทศการศึกษา การนิเทศการศึกษาแบบต่าง เช่น การให้คำปรึกษาการไปเยี่ยมชั้นเรียน เป็นต้น

  5. เรื่องที่เกี่ยวกับหลักสูตร ประมวลการสอน โครงการสอนตลอดจนแบบเรียนและหนังสืออ่านประกอบ กิจกรรมเสริมหลักสูตร

  6. เรื่องอื่น ที่ได้รับมอบหมาย หรือเป็นเรื่องที่อยู่ในขอบข่ายการนิเทศการศึกษา




อ้างอิงบทความนี้ :

อัญชลี ธรรมะวิธีกุล (http://panchalee.wordpress.com/2009/03/30/supervision-2)
ที่มาข้อมูล : อัญชลี ธรรมะวิธีกุล ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ (http://panchalee.wordpress.com)
จำนวนคนอ่าน 8429 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved