ข่าวแวดวงครู
เปิดสอบครู
ห้องพักครู
แผนการสอน
บันทึกคุณครู
Tip & tricks
สหกรณ์เพื่อนครู
กฎหมายในวงการศึกษา
 

 
หน้าแรก | มุมคุณครู | Tips & Tricks
   

วรรณคดีไทย : ทำอย่างไรให้เด็กเกิดการเรียนรู้
   
ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ (O-NET) ที่ผ่านมาส่วนใหญ่เมื่อพิจารณารายละเอียด พบว่า นักเรียนมีคะแนนต่ำมากที่สุดเป็นเรื่องเกี่ยวกับวรรณคดีและวรรณกรรม นั่นจึงเป็นข้อที่น่าสนใจว่า


นับตั้งแต่อดีตเมื่อครั้งสมัยสุโขทัย หรืออาจยาวนานกว่านั้น ไทยเรามีวรรณคดีจำนวนมาก นับเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของชาติ โดยมียอดกวีทั้งปวงสร้างสรรค์ไว้คู่แผ่นดินไทย วรรณคดีจะสะท้อนภาพของสังคมไทยตามทัศนะของกวีในแต่ละยุคแต่ละสมัย และเสนอภาพตามมุมมองและความคิดของกวีนั้น ถ่ายทอดเป็นตัวอักษรที่งดงามด้านวรรณศิลป์ วรรณคดีไทยมีส่วนสำคัญที่แสดงถึงความเป็นชาติมาช้านาน ปัจจุบันหลักสูตรการศึกษาทุกระดับบรรจุวรรณคดีไทยไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาไทย กระทรวงศึกษาธิการมีการประกาศรายชื่อวรรณคดีและวรรณกรรมสำหรับการเรียนการสอนทั้งกำหนดให้เรียนและเลือกเรียน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า เรื่องราวจากวรรณคดีก็คือ ภาพสะท้อนสังคมไทยแต่ละยุคแต่ละสมัยนั่นเอง

การเรียนการสอนวรรณคดีไทยในโรงเรียน นอกจากมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าและช่วยกันธำรงเอกลักษณ์ไทยแล้ว การสอนวรรณคดีไทยยังช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้แนวคิด ค่านิยม และพฤติกรรมของคนในยุคสมัยนั้นๆ ด้วยคติ ข้อคิดคำสอนที่ได้จากวรรณคดีล้วนเป็นภูมิปัญญาอันล้ำค่ายิ่งที่กวีฝากไว้ในกลวิธีการประพันธ์อย่างกลมกลืนและเลือกสรรภาษาที่งดงาม การสอนวรรณคดีไทยในโรงเรียน โดยเฉพาะระดับประถมศึกษายังคงเป็นเพียงการสอนอ่านเอาเรื่องหรือการสอนอ่านออกเสียง ครูจำนวนมากไม่ได้จบสายตรงด้านภาษาไทย หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ครูไม่ตรงวุฒิขาดความรู้ความเข้าใจและความซาบซึ้งในสุนทรียรสของวรรณคดี อาจทำให้ขาดการตีความหรือเข้าใจความหมายของภาษาวรรณคดีอย่างแท้จริง แม้ว่าจะมีครูไม่ตรงวุฒิอีกจำนวนมากที่สนใจและศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อให้การเรียนการสอนเกิดประสิทธิภาพ ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงวรรณคดีได้ เพราะความเข้าใจต่อการเรียนวรรณคดีนั้น มิใช่เพียงแค่การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองเพียงอย่างเดียว อาจต้องผ่านการเสวนาการรับฟังความคิดเห็นจากผู้รู้หรือผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะสาขาเฉพาะวิชา ซึ่งจะสามารถถ่ายทอดความรู้ความคิดได้เป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาสั่งสมไม่น้อยกว่า 2 ปี จึงจะเกิดความรู้ความเข้าใจในวรรณคดีอย่างแท้จริง

จากประสบการณ์ìการติดตามเชิงประจักษ์ไปยังโรงเรียนประถมศึกษาทั่วประเทศ พบว่า การเรียนการสอนวรรณคดีมีครูจำนวนไม่น้อยยังมุ่งเน้นให้นักเรียนเข้าใจความหมายและท่องจำคำศัพท์โบราณ หรือศัพท์ยากๆ เพื่อให้ทำข้อสอบได้ครูบางคนมุ่งให้นักเรียนแปลความหมายงานประพันธ์ร้อยกรองที่ใช้ภาษาวรรณศิลป์อย่างดีเยี่ยมให้เป็นร้อยแก้วที่ต้องสละสลวยยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม ในขณะที่นักเรียนยังใช้ภาษาไทยได้ไม่ดีนัก หรือครูบางคนยังมุ่งให้นักเรียนพยายามจดจำรายละเอียดปลีกย่อยซึ่งหากไม่ตั้งใจจริงๆ ก็คงจำไม่ได้ แต่ครูก็จะเน้นย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญและสำคัญมากจนต้องจำให้ได้ขึ้นใจ


การจัดการเรียนการสอนต่างๆ ในลักษณะที่กล่าวมาแล้ว ล้วนแต่ไม่ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ เกิดความเข้าใจ หรือหากสูงขึ้นไปกว่านั้นคือ เกิดสุนทรีย์ในการเรียนวรรณคดีไทยแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับทำให้นักเรียนเบื่อหน่ายและกลายเป็นปัญหาเรื้อรังไปในที่สุด เพราะหากครูจัดการเรียนการสอนวรรณคดีได้สนุกสนาน แม้แต่แค่การเล่าเรื่องประกอบ หรือทำท่าทางตามบทบรรยายของเรื่องในวรรณคดีเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เรายังจดจำและระลึกถึงเรื่องราวต่อเติมได้เป็นอย่างดี รู้สึกสนุกและสนใจใคร่รู้เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อไป เพราะความประทับใจในวรรณคดีเรื่องนั้นๆ จะติดอยู่ในใจของเราต่อมาอีกนานแสนนาน แม้พ้นวัยเรียนไปนานแล้วก็ตาม อาจเป็นแรงบันดาลใจก่อผลงานอันวิเศษยิ่งในภายหลัง ที่จริงการสอนวรรณคดีให้สนุกมีได้หลายแบบ เช่นตัวอย่างต่อไปนี้ ได้จากข้อเขียนในเว็บไซต์ http://prd.rmub.ac.th/thaipoem/research.ph?mode=note2 ของผู้ช่วยศาสตราจารย์ยุทธภูมิ สุวรรณเวช มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เรื่อง สอนวรรณคดีไทยอย่างไรในยุคปฏิรูปการศึกษา คือ การสอนแบบวิจารณ์

การเรียนการสอนของเรามักจะออกมาในรูปของการให้คำถามและคำตอบที่ตายตัวพลิกแพลงไม่ได้ เช่น

2 + 2 = 4
จะเป็น 1 2 หรือ 3 หรือ 5 6 ไม่ได้
ต้องเท่ากับ 4 จึงจะถูกต้อง

วรรณคดีเป็นวิชาที่สอนว่า 2 + 2 = 4 ก็จริง แต่ไม่ใช่ว่าต้องมีคำตอบเดียว 2 + 2 = 1 + 3 ก็ได้ หรือจะเป็น 2 + 2 = 5 – 1 ก็ได้ หรืออะไรอีกก็ได้ที่เท่ากับ 4 ยิ่งหาตัวเลขมาได้หลากหลายเท่าไร ก่อนจะถึงคำตอบสุดท้ายคือ 4 ก็ยิ่งดีเท่านั้น


เช่นเรื่อง สังข์ทอง ตอนกำเนิดพระสังข์ จะขอยกมาเพื่อให้เห็นว่า เรื่องสังข์ทองไม่ได้ยากเกินสมองของเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 วรรณคดีไม่ใช่วิชาสอนให้ตอบว่าพระสังข์เป็นลูกใคร และทำไมต้องไปอยู่กระท่อม แต่ควรสอนให้คิดว่า ถ้านักเรียนเป็นท้าวยศวิมล จะสั่งประหารนางจันทาแม่ของพระสังข์ซึ่งคลอดลูกมาเป็นหอยสังข์หรือไม่ หรือเมื่อเห็นไก่มาจิกกินข้าว นักเรียนจะทำเหมือนกับพระสังข์หรือไม่ หรือว่าจะทำอย่างอื่น อะไรบ้างที่นักเรียนจะทำได้

เด็กแต่ละคนจะถูกกระตุ้นให้ใช้สมองคิดหาคำตอบ คิดค้นหาเหตุผลมาตอบครู เราอาจจะแปลกใจถ้าพบว่าเด็กมีความคิดบางอย่างเข้าท่าอย่างที่ผู้ใหญ่เองไม่ได้คิดมาก่อน คำตอบที่ถูกต้องไม่ตายตัว ที่สำคัญคือ กระตุ้นให้นักเรียนคิด ไม่ใช่กระตุ้นให้จำรายละเอียดในหนังสือ การกระตุ้นให้คิดจะทำให้เด็กโตขึ้นมีความคิดสร้างสรรค์ ถ้ากระตุ้นให้จำ โตขึ้นจะลอกเลียนแบบได้เก่ง ถ้ามีคำตอบในตำราแล้วตอบได้เท่าไรเท่ากัน แต่คิดอะไรใหม่ๆ เองได้ยากเย็น ส่วนใหญ่จะเป็นคนไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ เพราะกลัวผิด

จากผลการประเมินการสอบ O-NET ปีการศึกษา 2553 ถึงปีการศึกษา 2554 ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเฉลี่ยวิชาภาษาไทยต่ำในเรื่องความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวรรณคดี เมื่อวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้ผลการประเมินในเรื่องนี้ต่ำ อาจกล่าวได้ว่า มีสาเหตุหนึ่งมาจากเรื่องการเรียนการสอนด้วย เพราะครูคือ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่จะทำให้การเรียนรู้ของเด็กเกิดขึ้นได้ และเป็นไปตามเป้าหมายของหลักสูตร จากสภาพการเรียนการสอนและผลประเมิน O-NET ที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาการเรียนการสอนวรรณคดีในห้องเรียนดังกล่าว จึงขอเสนอแนวทางในการสอนวรรณคดีไทยในโรงเรียน สอนอย่างไร ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ คือ

  1. ครูพึงระลึกถึงลักษณะสำคัญของวรรณคดีไว้เสมอว่า วรรณคดี คือ ภาพสะท้อนสังคมแห่งยุคสมัย กวีจะสะท้อนแนวคิด มุมมอง ผ่านไปในเนื้อเรื่อง ดังนั้น ครูต้องหาวิธีการที่จะทำให้นักเรียนมองเห็นและวิเคราะห์ภาพตลอดจนแนวคิดของกวีให้ได้ใกล้เคียงที่สุด การนำเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์แห่งยุคสมัยมากล่าวถึงในการสอน เป็นเพียงฉากหลังที่ช่วยส่งภาพสะท้อนเด่นชัดขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่ประเด็นหลักแต่อย่างใด


  2. ครูควรส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักคิดแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น การอ่านงานวรรณคดีจะทำให้มองเห็นแง่มุมเรื่องราวชีวิตและพฤติกรรมของตัวละครต่างยุคต่างสมัย พฤติกรรมของตัวละครจะเป็นบทเรียนชีวิตจำลองที่ท้าทายให้นักเรียนรู้จักคิดและติดตาม ครูควรใช้สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างฝึกฝนการใช้สติปัญญาคิดแก้ปัญหาของนักเรียน สถานการณ์ต่างๆ และพฤติกรรมของตัวละครที่เกิดขึ้นน่าจะยกขึ้นมาเป็นแบบฝึกประสบการณ์ ทดลองใช้มุมมองและแนวความคิดของนักเรียนในการไตร่ตรอง ใคร่ครวญเพื่อเพิ่มพูนสติปัญญามากขึ้น


  3. ครูควรเน้นให้นักเรียนมองเห็นความงดงามและศิลปะของการใช้ภาษาไทยของกวี นักเรียนควรซาบซึ้งในรสคำและรสความ ความเสนาะของเสียงจากการเลือกสรรถ้อยคำที่กวีเลือกนำมาเรียบเรียง เพื่อก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจแก่ผู้อ่าน ครูควรใช้ความรู้เรื่องหลักภาษาไทย หรือด้านเสียงของคำมาอธิบายถึงการเลือกสรรถ้อยคำและเสียงเสนาะของวรรณคดีนั้นๆ เพื่อทำให้นักเรียนมองเห็นความสามารถของกวีที่เลือกสรรภาษามาร้อยเรียงอย่างมีศิลปะ จนเกิดความงามในเรื่องนี้ ครูที่จบไม่ตรงวุฒิ อาจเกิดความวิตกว่า จะไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของวรรณคดีเรื่องนั้นๆ ได้ ซึ่งตรงนี้มิใช่สาระหลัก ขอเพียงครูมีความตั้งใจจริงและเปิดใจกว้างเรียนรู้ และหาคำอธิบายจากเพื่อนครูด้วยกัน ซึ่งอาจเป็นครูที่จบภาษาไทยโดยตรงแต่สอนอยู่ต่างโรงเรียนหรืออยู่ในโรงเรียนเดียวกัน แต่ทางที่ดีศึกษานิเทศก์ที่รับผิดชอบภาษาไทยของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ควรจัดให้มีการพัฒนาครูระดับประถมศึกษาด้านวรรณคดีอย่างจริงจังและทั่วถึง ทั้งด้านองค์ความรู้ การเรียนการสอน การใช้สื่อการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล


  4. ครูควรใช้เนื้อหาเหตุการณ์ของวรรณคดีมาเป็นแรงจูงใจสำคัญในการที่จะทำให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่าน และเป็นผู้ใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง กล่าวคือครูต้องพยายามใช้วรรณคดีในชั้นเรียนนั้น เป็นตัวกระตุ้นและยั่วยุให้นักเรียนเกิดความกระหายใคร่รู้ และติดตามอ่านเนื้อหาสืบเนื่องจากเรื่องที่กำลังเรียน หรือเห็นความสำคัญของการค้นหาความรู้ด้านอื่นๆ มาประกอบ หรือขยายความให้วรรณคดีที่กำลังเรียนเกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น นักเรียนต้องการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนในชั้นเรียน หรือคนอื่นๆ ที่เคยอ่านวรรณคดีเรื่องเดียวกันมาแล้ว เพื่อเป็นการขยายโลกทัศน์ของตนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

จากแนวทาง 4 ประการที่ได้นำมาถ่ายทอดไว้ข้างต้นนี้ คงจะช่วยทำให้ครูมองเห็นภาพรวมของการสอนวรรณคดีไทยที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้นักเรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้ มีนิสัยใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง และคงไม่ใช่ภาระมากเกินไปสำหรับครูภาษาไทยทุกท่าน อย่างไรก็ตาม ครูควรแสวงหาแนวทางหรือวิธีการได้อีกอย่างหลากหลาย นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น

สิ่งสำคัญครูจะต้องแสวงหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่สอนอย่างกระจ่างแจ้ง สามารถตอบคำถามนักเรียนได้ เมื่อนักเรียนอ่านวรรณคดีเรื่องใดไม่เข้าใจติดขัด ไม่แน่ใจ หากครูมีคำตอบ กระตุ้นให้นักเรียนคิดและติดตามหาคำตอบให้เสมอ จะทำให้นักเรียนมีใจชอบเรียนวรรณคดี เกิดเป็นความศรัทธาต่อตัวครู เพราะครูเป็นคนตั้งใจจริง ครูแสดงออกให้นักเรียนเห็นว่า มีความสุขทุกครั้งที่อยู่ในห้องสอน เมื่อนั้น...สิ่งที่ครูอยากจะสอนแม้เป็นเรื่องยากหรือไม่สนุก นักเรียนก็จะใส่ใจ สนใจ เพราะเขาศรัทธาและเคารพความตั้งใจจริงในการสอนของครู ตัวครูก็ต้องเข้าใจที่จะสอดแทรกอารมณ์ขัน แม้จะเป็นเรื่องที่เป็นหลักการก็ตามก่อนจบผู้เขียนจึงขอฝากบทร้อยกรองสั้นๆ สำหรับครูภาษาไทยทุกท่านดังนี้






เอกสารอ้างอิง :

คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, สำนักงาน. (2542). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ศิลปศาสตร์ธรรมศาสตร์, สมาคม. (2537). เอกสารประกอบการอบรม เรื่องการสอนวรรณคดีไทยให้สนุก. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ผศ.ยุทธภูมิ สุวรรณเวช. อ้างอิงจาก http://prd.rmub.ac.th/thaipoem/research.ph?mode=note2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร. สอนวรรณคดีไทยอย่างไรในยุคปฏิรูปการศึกษา.
ที่มาข้อมูล : นิจสุดา อภินันทาภรณ์ หัวหน้าสถาบันภาษาไทย สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา
ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ฉบับเดือนเมษายน - มิถุนายน พ.ศ.2555
จำนวนคนอ่าน 9184 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved