ข่าวแวดวงครู
เปิดสอบครู
ห้องพักครู
แผนการสอน
บันทึกคุณครู
Tip & tricks
สหกรณ์เพื่อนครู
กฎหมายในวงการศึกษา
เปิดสอบราชการทั่วไป
 

 
หน้าแรก | มุมคุณครู | Tips & Tricks
   

การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ด้วยวิธีสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ด็อค (MIA)
   


ภาษาเป็นเครื่องมือที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการสื่อสาร รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้และใช้ในการสื่อความหมายและความเข้าใจซึ่งกันและกัน ในปัจจุบันภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มีบทบาทอย่างกว้างขวางในการติดต่อสื่อสารในสังคมโลก และหากเราเข้าไปในอินเทอร์เน็ตก็จะพบว่าข้อมูลข่าวสารในเว็บเพจส่วนใหญ่จะใช้ภาษาอังกฤษมากที่สุดรวมทั้งประเทศทั่วโลกมีจำนวนประเทศถึง 53 ประเทศใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ (Martin Ebbertz, 2002)

นอกจากนี้ เดวิด แกรดดอล (Davis Graddol) นักภาษาศาสตร์ประยุกต์ชาวอังกฤษได้ทำการวิจัยเรื่อง “English Next (2006)” ให้กับ British Council โดยกล่าวถึงแนวโน้มของภาษาอังกฤษว่า ในอนาคตจำนวนผู้เรียนภาษาอังกฤษทั่วโลกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในอีก 10 - 15 ปีข้างหน้า (ประมาณปี 2015 - 2030) จะมีจำนวนผู้เรียนภาษาอังกฤษสูงขึ้นถึง 2 พันล้านคน ข้อมูลจากงานวิจัยนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนบนโลกนี้ต่างตระหนักถึงความสำคัญของภาษาอังกฤษในสังคมโลกยุคใหม่ (http://www.britishcouncil.org.) ทั้งนี้เพราะว่าภาษาอังกฤษเป็นกุญแจสำคัญทั้งในการค้นคว้าหาความรู้และในการติดต่อสื่อสาร

สำหรับการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศในประเทศไทยนั้น เมื่อเปรียบเทียบความสำคัญของทักษะทางภาษาทั้ง 4 ทักษะ คือ ฟัง พูด อ่าน และเขียน จะพบว่าการอ่านเป็นทักษะที่สำคัญกว่าทักษะอื่นๆ เพราะทักษะการอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญในการแสวงหาความรู้เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการศึกษา การเจรจาต่อรอง และเพื่อการแข่งขันทางการประกอบอาชีพ (วิสาข์ จัติวัตร์ 2543 : 41) ทักษะการอ่านจึงเป็นทักษะที่สำคัญในการศึกษาทุกระดับ เนื่องจากการเรียนวิชาต่างๆ ทั้งในและนอกห้องเรียนต้องใช้การอ่านเป็นสื่อในการเรียนรู้ โดยเฉพาะในการเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศในประเทศไทยทักษะการอ่านเป็นทักษะที่สำคัญมากที่สุด เพราะผู้เรียนมีโอกาสใช้ทักษะ ฟัง พูด และเขียนน้อยกว่าทักษะการอ่าน ดังนั้นการอ่านจึงเป็นเป้าหมายสำคัญในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้เป็นเครื่องมือนำไปสู่การแสวงหาความรู้ทั้งปวง

แต่จากสภาพปัจจุบันที่เกิดขึ้นในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา (โรงเรียนที่เปิดสอนระดับชั้นปฐมวัยถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น) พบว่า โรงเรียนประสบปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการอ่านและเขียน ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นมีนักเรียนสอบได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ มีนักเรียนสามารถสอบผ่านเกณฑ์ตามที่สถานศึกษากำหนดไว้ (ร้อยละ 50) เพียงร้อยละ 35 จากเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด คือ ร้อยละ 80 ผ่านเกณฑ์การประเมินระดับสถานศึกษา สาเหตุของปัญหาดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากตัวผู้เรียนเอง คือ

  1. ผู้เรียนไม่เห็นคุณค่าในการฝึกทักษะการอ่าน


  2. นักเรียนไม่ชอบอ่าน ส่งผลให้นักเรียนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องที่อ่าน ไม่สามารถหารายละเอียดและสรุปใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่านได้


  3. นักเรียนไม่มีความกระตือรือร้นในการอ่าน


  4. นักเรียนไม่มีนิสัยรักการอ่าน จึงทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษต่ำกว่าเกณฑ์การประเมินของสถานศึกษา
ซึ่งผลดังกล่าวข้างต้นสอดคล้องกับผลการประเมินคุณภาพทางการศึกษาระดับชาติ O-NET (Ordinary National Educational Test) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในปีการศึกษา 2553 พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนวิชาภาษาอังกฤษอยู่ในระดับต่ำสุดเมื่อเปรียบเทียบกับวิชาอื่นๆ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการประเมินคุณภาพทางการศึกษาระดับชาติ O-NET ในวิชาภาษาอังกฤษจำเป็นต้องใช้ทักษะการอ่านเป็นพื้นฐาน เพราะทักษะการอ่านเปน็ สว่ นประกอบสำคัญในการวัดผลสัมฤทธ์ิของนักเรียนร้อยละ 80 เน้นทักษะการอ่าน กล่าวคือ อ่านข้อความสั้นๆ อ่านตารางเวลา อ่านป้ายสัญลักษณ์ อ่านเรื่องสั้น ฯลฯ ถ้านักเรียนไม่สามารถอ่านข้อความหรืออ่านเรื่องสั้นแล้วสรุปใจความสำคัญได้ ก็จะทำแบบทดสอบไม่ได้ จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น ผู้เขียนซึ่งเป็นครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษจึงได้ค้นหารูปแบบการสอนที่จะช่วยพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ จึงนำวิธีการสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ด็อคมาใช้ในการแก้ปัญหา ดังนี้




ขั้นตอนการสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ด็อค (MIA)

เมอร์ด็อค (Murdoch. 1986 : 9 - 15, อ้างถึงในนรินทร์ โพธิ, 2549 : 54 - 57) ได้แบ่งวิธีการสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ด็อค (MIA) ออกเป็น 7 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

  1. การถามนำก่อนการอ่าน (Priming Questions) คือ ขั้นตอนที่ครูผู้สอนตั้งคำถามหรือยกข้อความเกี่ยวกับเรื่องที่จะอ่านมาพูดคุยกับนักเรียน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการอภิปรายร่วมกันระหว่างครูกับนักเรียนก่อนที่จะอ่านเรื่องนั้นๆ เป็นการโน้มน้าวให้นักเรียนสนใจเรื่องที่จะอ่าน เป็นกระบวนการคาดคะเนล่วงหน้าว่า เรื่องที่จะอ่านนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอะไร และเมื่อถึงเวลาอ่าน นักเรียนทุกคนจะพยายามค้นหาคำตอบว่า คำตอบที่คิดไว้ล่วงหน้านั้น ตรงกับเรื่องที่อ่านหรือไม่ การอ่านจึงเป็นการกระตุ้นเร้าให้นักเรียนหาคำตอบ


  2. การทำความเข้าใจคำศัพท์ (Understanding Vocabulary) ขั้นตอนนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้นักเรียนเกิดความมั่นใจว่าคำศัพท์บางคำที่เป็นตัวบ่งชี้ความหมายนั้นผู้อ่านมีความเข้าใจถูกต้องแล้วหรือยัง โดยครูจะเป็นผู้เลือกคำศัพท์เหล่านั้นขึ้นมาเอง และให้นักเรียนในกลุ่มช่วยกันค้นหาความหมายของคำศัพท์ในใบงานที่ครูแจกให้จากพจนานุกรม


  3. การอ่านเนื้อเรื่อง (Reading the Text) หลังจากทราบความหมายของคำศัพท์แล้ว ขั้นต่อไป คือ ครูผู้สอนจะแจกเนื้อเรื่องให้นักเรียนอ่าน ซึ่งภายในเนื้อเรื่องประกอบด้วยคำถามแทรกอยู่ในเนื้อหา เพื่อฝึกให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ในขณะที่อ่าน และครูคอยแนะนำช่วยเหลือเมื่อนักเรียนเกิดปัญหาในระหว่างอ่าน


  4. ทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง (Understanding the Text) คือ การตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียน โดยการให้นักเรียนเติมข้อความในประโยคปลายเปิดที่ครูกำหนดให้ นักเรียนต้องเขียนประโยคเหล่านั้นให้เป็นประโยคที่สมบูรณ์ตามเนื้อเรื่องที่อ่าน ในการเติมข้อความเหล่านั้นต้องพิจารณาว่านักเรียนจะไม่ลอกประโยคจากเรื่องมาตอบได้


  5. การถ่ายโอนข้อมูลในรูปแบบอื่น (Information Transfer) คือ กิจกรรมที่ให้นักเรียนนำความรู้หรือข้อมูลที่ได้จากการอ่านมานำเสนอใหม่ในรูปแบบอื่น เช่น อาจจะให้นำคำหรือข้อมูลที่ได้จากการอ่านมาเสนอในรูปตาราง แผนภูมิกราฟ หรือแผนที่อย่างใดอย่างหนึ่ง ตามความเหมาะสมของข้อมูล หากผู้อ่านทำได้ก็ย่อมแสดงว่าผู้อ่านสามารถจับประเด็นสำคัญได้


  6. การทำแบบฝึกหัดต่อชิ้นส่วนประโยคและเรียงโครงสร้างอนุเฉท (Jigsaw Exercise & Paragraph Structure) เป็นกิจกรรมที่ครูแจกชิ้นส่วนประโยคที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องที่อ่านจำนวนหนึ่งให้แก่นักเรียนแต่ละกลุ่ม และให้นักเรียนช่วยกันต่อชิ้นส่วนประโยคเหล่านั้นให้อยู่ในรูปของอนุเฉท (Paragraph) ที่ถูกต้อง และให้ได้ใจความสมบูรณ์ต่อเนื่องกัน


  7. การประเมินผลและการแก้ไข (Evaluation & Correction) เป็นการประเมินผลความเข้าใจในการอ่านส่วนรวมอีกครั้งหนึ่ง และแก้ไขการใช้ภาษาของนักเรียนในแบบฝึกหัดประกอบการอ่าน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง
จากขั้นตอนดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าการสอนอ่านโดยวิธีสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ด็อค (MIA) เป็นการสอนอ่านที่เน้นการฝึกใช้ทักษะต่างๆ คือ ทักษะการฟังทักษะการพูด (จากการตอบคำถามในขั้นที่ 1) ทักษะการอ่าน และทักษะการเขียนควบคู่กันไปตลอด โดยมีขั้นการสอนที่เป็นไปตามลำดับเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านเป็นหลัก และสามารถพัฒนาทักษะอื่นๆ พร้อมกันไปด้วย และจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนพบว่า นักเรียนสนุกสนานเพลิดเพลินกับการร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนทุกขั้นตอน และนักเรียนได้รับการพัฒนาทักษะทางภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ โดยเน้นความเข้าใจความหมาย ให้รู้จักคิด นักเรียนมีโอกาสฝึกภาษาด้านทักษะต่างๆ ในลักษณะบูรณาการ (Integration) ทุกขั้นตอน อีกทั้งฝึกการทำงานเป็นกลุ่ม และฝึกความรับผิดชอบต่อการทำงาน

ผลจากการจัดการเรียนการสอนแบบนี้ผู้เขียน พบว่า วิธีสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ด็อค (MIA) สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิผลในการพัฒนานักเรียนกลุ่มอ่อนที่ไม่สามารถอ่านและสรุปใจความสำคัญในโรงเรียน ขยายโอกาสทางการศึกษาได้ในระดับที่น่าพอใจ ทั้งนี้เป็นเพราะขั้นตอนการสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ด็อค (MIA) มีขั้นตอนการสอนที่ชัดเจน อีกทั้งเป็นการจัดกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการกลุ่ม โดยให้นักเรียนมีโอกาสช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีส่วนร่วมในการคิดและทำกิจกรรม ซึ่งกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ทำให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นและสนใจที่จะเรียนตลอดเวลา

ข้อคิดที่ได้รับจากการนำวิธีสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ด็อค (MIA) มาจัดกิจกรรมการเรียนการสอนอ่านภาษาอังกฤษ พบว่า นักเรียนสามารถตอบคำถามแปลความ ตีความ และขยายความเรื่องที่อ่านได้ดีขึ้น และมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนการสอนอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้หลักการสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ด็อค (MIA)

อีกทั้งจากการสังเกตพฤติกรรมการเรียนและการร่วมกิจกรรมของนักเรียน มีสิ่งที่ครูต้องพิจารณาและเตรียมการสอน เช่น ครูต้องเลือกเนื้อหา ในขั้นการเลือกเนื้อหาเพื่อฝึกทักษะทางภาษาโดยเฉพาะการอ่าน รวมทั้งกิจกรรมการเรียนรู้ครูผู้สอนต้องวิเคราะห์หลักสูตรวิเิคราะห์ผู้เรียนระดับความยากง่ายของบทอ่าน โดยบทอ่านควรมีระดับความยากง่ายเหมาะสมกับระดับของผู้เรียน และสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รวมทั้งบทอ่านควรเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชีวิตประจำวันของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีความสุขและสนุกกับการเรียนรู้ ครูผู้สอนควรพิจารณาโครงสร้างไวยากรณ์ที่ปรากฏในเนื้อเรื่องแต่ละเรื่องว่าเหมาะสมกับระดับความสามารถของผู้เรียนหรือไม่ อาจนำโครงสร้างไวยากรณ์ที่ยากและซับซ้อนสอนก่อนที่จะให้นักเรียนทำกิจกรรมการอ่าน เพื่อให้นักเรียนสามารถแปลความ ตีความ และขยายความได้ ครูผู้สอนควรจัดคละนักเรียนที่มีความสามารถต่างกันไว้ในกลุ่มเดียวกันเพื่อฝึกให้นักเรียนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน







เอกสารอ้างอิง :

นรินทร์ โพธิ. (2549). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านและความสนใจในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ โดยวิธีสอนแบบบูรณาการของเมอร์ดอกซ์ (MIA)กับวิธีการสอนแบบปกติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี.

พรสวรรค์ สีป้อ. (2550). สุดยอดวิธีสอนภาษาอังกฤษ นำไปสู่…การจัดการเรียนรู้ของครูยุคใหม่. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์.

ละเอียด จุฑานันท์. (2540). แนวการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ. กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนาวิชาการ.

วิสาข์ จัติวัตร์. (2543). การสอนภาษาอังกฤษ English Reading Comprehension. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร.

สมุทร เซ็นเชาวนิช. (2543). เทคนิคการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ. (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. [2542]. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545. กรุงเทพฯ : พริกหวานกราฟฟิค.

Graddol, David. (2006). English Next. London : British Council. [Online]. Available for free from the website of the British Council.

Martin Ebbertz. (2002, January). Language on the Internet. [Online]. Available : http://www.netz-tipp.de/sprachen.html.

Murdoch, G. S. (1986). A More Integrated Approach to the Teaching of Reading. English Teaching Forum, (January 1986): 9-15.
ที่มาข้อมูล : ถนอมเพ็ญ ชูบัว ครูโรงเรียนบ้านควนขนุน จังหวัดพัทลุง
ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ฉบับเดือนตุลาคม - ธันวาคม พ.ศ.2554
จำนวนคนอ่าน 47035 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved