ข่าวแวดวงครู
เปิดสอบครู
ห้องพักครู
แผนการสอน
บันทึกคุณครู
Tip & tricks
สหกรณ์เพื่อนครู
กฎหมายในวงการศึกษา
 

 
หน้าแรก | มุมคุณครู | ห้องพักครู
   

RAVOR MODEL การบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วม โดยใช้เทคนิคชบา 5 กลีบ
   


โรงเรียนบ้านราวอ ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลดอน อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานีเขต 1 เป็นโรงเรียนขนาดกลาง มีนักเรียน 204 คน ผู้บริหารสถานศึกษา 1 คน ข้าราชการครูสายผู้สอน 5 คน ครูพนักงานราชการ 1 คน ครูอัตราจ้าง 1 คน วิทยากรอิสลามศึกษา 1 คน และพนักงานบริการ 1 คน จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 1 ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระยะทางห่างจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 1 ประมาณ 30 กิโลเมตร

เมื่อผู้เขียนได้รับคำสั่งให้ย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ผู้บริหารโรงเรียนบ้านราวอเมื่อปีการศึกษา 2553 ผู้เขียนได้ศึกษาบริบทของโรงเรียนอยู่ประมาณ 4-5 เดือน สังเกตพบทั้งสิ่งที่เป็นโอกาส ได้แก่ ความเข้มแข็งของชุมชนที่มีความเข้มแข็งกว่าชุมชนอื่นๆ ที่เคยประสบมา โดยเฉพาะคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความเข้าใจและชัดเจนในบทบาทหน้าที่ของตนเอง นอกจากชุมชนเข้มแข็งแล้วยังพบว่าที่นี่มีคลังปัญญามากมายที่สามารถประยุกต์หรือบูรณาการในการจัดการศึกษาได้ คลังปัญญานั้นก็คือภูมิปัญญาท้องถิ่นแขนงต่างๆ ทั้งที่เป็นปราชญ์ชาวบ้านและที่เป็นแหล่งเรียนรู้ แต่สิ่งที่เป็นวิกฤติของสถานศึกษาแห่งนี้ผู้เขียนขอแบ่งออกเป็นด้านๆ ดังนี้

  1. ด้านปัจจัย ส่วนใหญ่เกิดจากจำนวนครูผู้สอนมีไม่เพียงพอและร้อยละ 80 ของครูผู้สอนที่มีอยู่สอนไม่ตรงตามวิชาเอก ประกอบกับ ครูที่มีอยู่มีภาระงานมาก ต้องทำงานพิเศษนอกเหนือจากการสอน ครูที่มีประสบการณ์ในการสอนหรือสอนตรงตามวิชาเอกได้ขอย้ายออกนอกพื้นที่ เนื่องจากหวั่นวิตกต่อเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า


  2. ด้านกระบวนการ เกิดจากผลกระทบของด้านที่ 1 กล่าวคือ เมื่อครูสอนไม่ตรงตามวิชาเอก สิ่งที่ตามมา คือ ความไม่ถนัดในการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญในวิชาหรือกลุ่มสาระการเรียนรู้นั้นๆ


  3. ด้านผลผลิต คือ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในบางกลุ่มสาระยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ส่วนใหญ่ขาดการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ขาดความกระตือรือร้นในการเรียน ขาดทักษะในการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ ขาดความกล้าแสดงออกในทางที่สร้างสรรค์ เป็นต้น
จากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี มีคุณค่า ควรแก่การสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษา ถ้าเราไม่หยิบฉวย ไม่นำมาใช้ก็น่าเสียดายนัก เพราะโอกาสเหล่านั้นอาจจะหมดหรือสูญหายไป ในขณะที่วิกฤติเหล่านั้นยังคงอยู่ หากปล่อยปละละเลยอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่อาจจะแก้ไขได้ยาก และส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียน

ผู้เขียนจึงได้คิดเทคนิควิธีที่จะนำมาใช้พัฒนาการบริหารการศึกษาของโรงเรียนบ้านราวอ โดยใช้แนวคิด ทฤษฎีต่างๆ ทางการบริหารมาประยุกต์เป็นหลักการ หรือเทคนิคการบริหารการศึกษาของตนเอง เพื่อจุดประกายให้กลุ่มบุคคลที่มีบทบาทเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษา อันได้แก่ ผู้ปกครอง นักเรียน ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้บริหารสถานศึกษา ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาซึ่งแต่เดิมกลุ่มบุคคลดังกล่าวข้างต้นอาจจะยังขาดการประสานสัมพันธ์กันอย่างเต็มที่ รวมทั้งไม่รู้จักใช้วิกฤติให้เป็นโอกาส ค้นหาอัตลักษณ์ของตนเองและท้องถิ่นไม่พบ แต่ปัจจุบันกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องดังกล่าวเริ่มมีการประสานสัมพันธ์กันอย่างเต็มที่ มีส่วนร่วมในการดำเนินการจัดการศึกษาทุกขั้นตอน เริ่มรู้จักจุดเด่น อัตลักษณ์ของตนเองและท้องถิ่น เฉกเช่นเดียวกับที่ผู้คนเริ่มเห็นคุณค่าของดอกชบา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดปัตตานี และเป็นดอกไม้ประจำถิ่น อีกทั้งดอกแต่ละดอกของชบาเกิดจากการรวมตัวกันของกลีบดอกจำนวน 5 กลีบเป็นดอกไม้ที่มีี่หลากหลายสีสัน สวยงาม แม้กลีบดอกจะอ่อนนิ่ม แต่ลำต้นก็แข็งแกร่ง ถ้าปลูกหลายๆ ต้นจะดูร่มรื่น สดชื่น งามตายิ่งนัก

หากนำมาเปรียบเทียบกับหลักการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมจะเปรียบเสมือนกลีบดอกชบาทั้ง 5 มาร้อยเรียงประสานกันเป็นโครงสร้างของดอกที่มีความสวยงามอยู่ในตัว นับเป็นมิติใหม่ของการบริหารสถานศึกษาที่ต้องระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งจะก่อให้เกิดคุณค่าใหม่ในการพัฒนาการศึกษา เพราะบุคคลที่เกี่ยวข้องแต่ละกลุ่ม และหลักการแต่ละหลักการมีส่วนสำคัญเท่ากัน มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างเป็นพลวัต จะขาดการมีส่วนร่วมจากบุคคลกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด หรือขาดหลักการใดหลักการหนึ่งมิได้ มิฉะนั้นแล้วจะกลายเป็นดอกชบาที่ไม่สมบูรณ์ กลีบแหว่ง ไม่สวยงามอีกต่อไป หากเปรียบเทคนิคการบริหารแล้ว คือ เทคนิคการบริหารที่คลุมเครือไม่ชัดเจน ไม่มั่นคง ไม่ครบกระบวนขั้นตอน

เมื่อนำดอกชบาซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดปัตตานีและเป็นดอกไม้ประจำถิ่น มาผนวกกับชื่อของโรงเรียนราวอ (RAVOR) ที่มี 5 ตัวอักษร ผู้เขียนจึงได้หลักการบริหารโรงเรียน และตั้งชื่อใหม่ว่า RAVOR Model หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า การบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคนิคชบา 5 กลีบ โดยแต่ละกลีบมีความหมายตรงกับศัพท์ทางการบริหาร ดังนี้



การบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคนิคชบา 5 กลีบ เป็นนวัตกรรมทางการบริหารการศึกษาที่มีกระบวนการพัฒนาด้วยการนำหลักการของวงจรคุณภาพ PDCA (Deming Circle) มาเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงาน ดังนี้

1. ขั้นวางแผน (Plan) ก่อนที่จะนำเทคนิคชบา 5 กลีบมาใช้ในการบริหารสถานศึกษา ได้มีการคิดวางแผนร่วมกับบุคลากรในสถานศึกษาเกี่ยวกับขั้นตอน วิธีการ รวมทั้งทำความเข้าใจ เชิญชวนบุคลากรที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ผู้ปกครอง ชุมชน ครู และคณะกรรมการสถานศึกษา มาร่วมกันคิดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าประสงค์ของสถานศึกษา อีกทั้งศึกษาหลักสูตร เพื่อนำมากำหนดเป็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน ตลอดจนมีการสรุปสิ่งที่ได้รับจากการร่วมคิดและนำมาออกแบบกระบวนการทำงาน

2. ขั้นดำเนินการ (Do) เป็นการทำความเข้าใจกับครู บุคลากรในสถานศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องถึงการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคนิคชบา 5 กลีบ เริ่มจากกลีบที่ 1 ศึกษาผลของการจัดการศึกษา เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติในชบากลีบที่ 2, 3, 4 และ 5 ซึ่งโรงเรียนได้ดำเนินการดังนี้ ส่งเสริมให้ครูผู้สอนและบุคลากรจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ จัดกิจกรรมต่างๆ ที่สนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการคิดแบบต่างๆ มีการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียน จัดบรรยากาศภายใน ภายนอกห้องเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ ศึกษาแหล่งเรียนรู้ทั้งในบริเวณโรงเรียนและชุมชน จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่หลากหลายเพื่อให้นักเรียนร่วมกิจกรรมอย่างสนุกสนาน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทุกกิจกรรม ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้มีการสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม บูรณาการหลักวิชาเข้ากับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีการประสานสัมพันธ์กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง มีการประเมินผลการจัดการเรียนรู้ นำผลจากการประเมินไปพัฒนาผู้เรียนต่อไป ผู้บริหารสถานศึกษานิเทศติดตามการดำเนินงานของครูและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง บำรุงขวัญกำลังใจแก่บุคลากร ชุมชนติดตามความเคลื่อนไหวทางการศึกษา ศึกษาผลการจัดการศึกษา ผู้เรียน ครู และผู้บริหารร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานจากการจัดการศึกษาร่วมกันสู่สาธารณชน

3. ขั้นติดตามประเมินผล (Check) กล่าวคือเมื่อนำนวัตกรรมไปใช้ในการบริหารสถานศึกษาได้ระยะหนึ่ง จึงให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมกันประเมินผลใน 3 บริบท ได้แก่ การประเมินปัจจัยนำเข้า ประเมินกระบวนการ และประเมินผลผลิต โดยใช้วิธีการสังเกตแบบมีส่วนร่วม ผู้เกี่ยวข้องในที่นี้ ได้แก่ นักเรียน ผู้ปกครอง ครู บุคลากรในโรงเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาในภาพรวมสามารถสรุปเป็นด้านๆ ดังนี้

  • ด้านผู้ปกครอง มีความนิยมชมชอบ มีเจตคติที่ดีต่อโรงเรียนมากขึ้น เนื่องจากกระบวนการจัดการศึกษาได้ส่งผลให้บุตรหลานในความปกครองของตนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เป็นคนดี คือมีคุณธรรม จริยธรรม มีความสุข คือมีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี มีสุนทรียภาพ สำนึกรักในความเป็นไทย ดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข เป็นคนเก่ง คือมีความรู้และทักษะจำเป็นพื้นฐาน


  • ด้านผู้เรียน มีสัมฤทธิผลทางการเรียนอยู่ในระดับที่น่าพอใจมีจิตสาธารณะ ได้รับรางวัลจากการแข่งขันทักษะทางวิชาการ การแข่งขันกีฬาเนื่องในโอกาสต่างๆ ได้รับคัดเลือกให้แสดงผลงานในงานต่างๆ ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในผลงาน เกิดความรัก ความผูกพัน และศรัทธาในสถาบันการศึกษามากขึ้น


  • ด้านคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตระหนักและเข้าใจในบทบาทหน้าที่ มีความพึงพอใจในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่สถานศึกษาจัดขึ้น


  • ด้านครูและบุคลากรในสถานศึกษา ตระหนักในบทบาทของตนเองเห็นความสำคัญของการพัฒนาตนเองและการพัฒนาการสอน เกิดความรักความสามัคคีในหมู่คณะ


  • ด้านผู้บริหาร มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เห็นความสำคัญของการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการให้ทันต่อการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ยึดหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินงาน บริหารงบประมาณและสินทรัพย์อย่างโปร่งใส ถูกต้อง และตรวจสอบได้ นิเทศ ติดตามการดำเนินงานของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง บำรุงขวัญ เสริมกำลังใจแก่บุคลากร

4. ขั้นปรับปรุง พัฒนา หรือนำผลมาปรับปรุง แก้ไข (Action) ข้อมูลย้อนกลับจากผลการประเมินโดยผู้เกี่ยวข้อง เป็นความรู้ เป็นข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำมาใช้ปรับกระบวนทัศน์ในการบริหารจัดการสถานศึกษาให้มีมาตรฐาน มีคุณภาพยิ่งขึ้น โดยโรงเรียนได้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการ
ดำเนินงานด้านต่างๆ ดังนี้

  • ด้านปัจจัยนำเข้า ได้จัดเตรียม สรรหาบุคลากรมาทดแทนหรือทำการสอนในบางกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยเฉพาะกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ในส่วนของครูผู้สอน นักเรียนปฐมวัยโรงเรียนได้คิดแก้ปัญหาด้วยการสรรหาบุคคลในพื้นที่ที่มีความถนัดในการสอนนักเรียนปฐมวัยมาทำการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ให้มีการจัดกิจกรรมเสริมทักษะทางภาษา จัดครูหรือบุคลากรที่มีอยู่ซึ่งมีความถนัดมากที่สุดมาช่วยจัดการเรียนรู้ อีกทั้งจัดกิจกรรมเรียนรู้ผ่านสื่อ CAI เป็นต้น


  • ด้านกระบวนการ มุ่งให้ครูและบุคลากรเกิดความตระหนักในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะครูผู้สอนควรจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญอย่างต่อเนื่องและเอาใจใส่ผู้เรียนอย่างทั่วถึงกัน รวมทั้งปลูกฝังระเบียบวินัยให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนอย่างยั่งยืน มีการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ ในส่วนบทบาทของโรงเรียนได้ดำเนินการนิเทศภายใน เน้นให้ครูจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาบูรณาการการจัดการเรียนรู้ในบางกลุ่มสาระการเรียนรู้ให้ครูและบุคลากรประเมินการสอน และการปฏิบัติงานของตนเอง ส่งเสริมให้ครูและบุคลากรใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงาน การประสานงาน มีการสร้างเว็บไซต์ของโรงเรียน กระตุ้นให้ครู และบุคลากรพัฒนาตนเองด้วยการอ่านให้มากขึ้น เป็นต้น
ในวันนี้ “การบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคนิคชบา 5 กลีบ” คือ ความหวังและแรงบันดาลใจที่เราชาวราวอจะร่วมกันก้าวเดินต่อไป ด้วยกำลังที่มีอันน้อยนิด ด้วยกำลังของใครคนใดคนหนึ่ง คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือขับเคลื่อนให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นได้ แม้นวันนี้เราไม่สามารถย้อนเวลาแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในอดีตได้ แต่ถ้า “เรา” ทุกคน “ร่วมมือกัน” เรายังมีความหวังมีแรงบันดาลใจที่จะสร้างอนาคตทางการศึกษาให้ดีขึ้นได้ เฉกเช่นดอกชบาที่สวยงาม หลากสีมีเสน่ห์ บานสะพรั่งอยู่คู่ปัตตานีสืบไป







เอกสารอ้างอิง :

ดร.ณัฐฐนันท์ พราหมณ์สังข์. ผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารแบบมีส่วนร่วม. วารสารวิชาการ ปีที่ 12 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2552 : 37.

ทิพวรรณ เสนจันทร์ฒิชัย. การบริหารแบบมีส่วนร่วมโดยใช้เทคนิคจำปา 5 กลีบ. วารสารวิชาการ ปีที่ 13 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2553 : 36.
ที่มาข้อมูล : รัตนา ณ ปัตตานี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านราวอ อำเภอปะนาเระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 1
ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ฉบับที่ 2 เดือนเมษายน - มิถุนายน พ.ศ.2554
จำนวนคนอ่าน 25038 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved