ข่าวแวดวงครู
เปิดสอบครู
ห้องพักครู
แผนการสอน
บันทึกคุณครู
Tip & tricks
สหกรณ์เพื่อนครู
กฎหมายในวงการศึกษา
 

 
หน้าแรก | มุมคุณครู | ห้องพักครู
   

การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา : มโนทัศน์ที่จำเป็นต้องทบทวน
   
จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 หมวดที่ 6 กำหนดให้มีระบบปรับปรุงคุณภาพการศึกษาเพื่อการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ โดยหน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษาจะต้องจัดระบบประกันคุณภาพภายใน และประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษาทุกปี พร้อมทั้งให้มีการประเมินคุณภาพภายนอก โดยองค์กรประกันคุณภาพการศึกษาที่เป็นองค์การมหาชนในสถานศึกษาทุกแห่งอย่างน้อย 1 ครั้ง ทุก 5 ปี ทำให้หน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัดเกิดการตื่นตัวกันขนานใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) กรมสามัญศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงานทางการศึกษาอื่นๆ

ในปีแรกของการดำเนินการ แต่ละหน่วยงานต่างก็พยายามสร้างสรรค์รูปแบบการประกันคุณภาพตามสภาพความพร้อมและความต้องการของตนเอง แต่โดยสาระหลักก็ใกล้เคียงกัน คือ ใช้มาตรฐานการศึกษาเป็นตัวนำไปสู่ระบบการประกันคุณภาพ บนพื้นฐานแนวคิดที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ มุ่งกระจายอำนาจทางการศึกษาให้สถานศึกษาเป็นฐานในการบริหารจัดการ (School-based Management) ภายใต้หลักการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยสถานศึกษาต้องแสดงความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ (Accountability) ภายใต้ระบบรับประกันคุณภาพการศึกษา 3 ระบบ คือ

  1. การควบคุมคุณภาพการศึกษา

  2. การตรวจสอบ ทบทวน และปรับปรุงคุณภาพการศึกษา

  3. การประเมินและรับรองคุณภาพการศึกษา ดังแผนภาพ



แนวดำเนินการตามระบบประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา

จากระบบประกันคุณภาพการศึกษาทั้ง 3 ระบบ สถานศึกษาสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นขั้นตอน ดังนี้

  1. การควบคุมคุณภาพการศึกษา อาจเริ่มต้นโดย

      1.1 การศึกษาและการเตรียมการ โดยการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักแก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เรื่องระบบประกันคุณภาพการศึกษา รวมทั้งการจัดองค์กรส่งเสริมเรื่องนี้ในสถานศึกษาด้วย

      1.2 การวางแผนประกันคุณภาพการศึกษา เริ่มจาการกำหนดมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา เช่น สถานศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานอาจพิจารณาจากมาตรฐานการศึกษาระดับชาติที่มีทั้งหมด 27 มาตรฐาน 91 ตัวบ่งชี้ ซึ่งจะเป็นมาตรฐานการศึกษาเพื่อใช้ในการประเมินคุณภาพภายนอก รวมทั้งพิจารณาจากมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของกรมต้นสังกัด และสภาพข้อมูลพื้นฐานของสถานศึกษาในปีแรกๆ สถานศึกษาอาจพิจารณาเฉพาะมาตรฐานที่สำคัญ เช่น พิจารณาจากมาตรฐานการศึกษาเพื่อใช้ในการประเมินคุณภาพภายนอกในรอบแรกที่กำหนดไว้เพียง 14 มาตรฐาน 53 ตัวบ่งชี้ แล้วจึงค่อยปรับปรุงพัฒนามาตรฐานเพิ่มขึ้นในปีต่อ ๆ ไป เป็นต้น

      มาตรฐานคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ตัวบ่งชี้ และเกณฑ์ที่คาดหวัง ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการวางแผนประกันคุณภาพการศึกษา ซึ่งสถานศึกษาอาจวางแผนในรูปแบบของธรรมนูญโรงเรียน หรือแผนพัฒนาโรงเรียนก็ได้ แล้วจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี รวมทั้งจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาที่สถานศึกษากำหนด

      1.3 การดำเนินการตามแผนประกันคุณภาพการศึกษา เป็นขั้นตอนของการนำแผนไปสู่การปฏิบัติจริง โดยยึดหลักที่ว่า "เขียนในสิ่งที่จะทำ ทำในสิ่งที่เขียน และมีหลักฐานปรากฏว่าได้ทำแล้ว" ระหว่างจำเนินการ สถานศึกษาก็จัดสิ่งอำนวยความสะดวก พัฒนาบุคคลากร นิเทศ กำกับ ติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

  2. การตรวจสอบทบทวนและปรับปรุงคุณภาพการศึกษา แยกเป็น 2 ระบบย่อย คือ

      2.1 การตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษา เป็นการประเมินภายในหรือการประเมินตนเองของสถานศึกษา ซึ่งเป็นการประเมินคุณภาพของสถานศึกษาในแต่ละปีว่า สามารถดำเนินการได้ตามมาตรฐานคุณภาพการศึกษา ตัวบ่งชี้ และเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ มีจุดอ่อนจุดแข็งอะไรบ้าง เพื่อจะได้ปรับปรุง แก้ไข วางแผนกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาสถานศึกษาต่อไป ซึ่งตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติกำหนดให้สถานศึกษาจะต้องรายงานผลให้หน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบความก้าวหน้า ความสำเร็จในการจัดการศึกษาของสถานศึกษาทุกปี

      นอกจากนี้ สถานศึกษาอาจจะได้รับการตรวจสอบ ประเมิน จากหน่วยงานต้นสังกัด (เขตพื้นที่การศึกษา กรม กระทรวง) เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และทบทวนคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาอีกทางหนึ่งด้วย

      2.2 การพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพการศึกษา เป็นการวิเคราะห์ พิจารณา และตัดสินใจในการใช้ผลการประเมินคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาเพื่อการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพของสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง เป็นการยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาให้สูงขึ้นทุกๆ ปี

  3. การประเมินและรับรองคุณภาพการศึกษาเป็นระบบประเมินคุณภาพการศึกษาจากภายนอก ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่า สถานศึกษาจะต้องได้รับการประเมินจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและการประเมินคุณภาพการศึกษา ซึ่งเป็นองค์กรภายนอก ในทุก 5 ปี



การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาอยู่ตรงไหน

ถ้าพิจารณาจากระบบประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาทั้ง 3 ระบบ จะเห็นว่าการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา จะอยู่ที่ ระบบที่ 1) การควบคุมคุณภาพการศึกษา และระบบที่ 2) การตรวจสอบ ทบทวน และปรับปรุงคุณภาพการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับกระบวนการคุณภาพ PDCA (Plan Do Check Action) ของ ดร. เดมมิ่ง (Dr. Deming) นั่นเอง

กระบวนการคุณภาพ PDCA เป็นวงจรการพัฒนาคุณภาพเชิงระบบที่เริ่มจากการที่บุคลากรมาร่วมกันวางแผน (Plan) ร่วมกันปฏิบัติตามแผน (Do) ร่วมกันประเมินตรวจสอบ (Check) และนำข้อมูลจากการตรวจสอบมาร่วมกันปรับปรุงพัฒนา (Action) ไปสู่การร่วมกันวางแผนในโอกาสต่อๆ ไป PDCA จึงเป็นวงจรการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้เรียนมีคุณภาพหรือมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามมาตรฐานการศึกษาที่กำหนด

หากสถานศึกษาดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาเป็นปกติและต่อเนื่องเช่นนี้ทุกปีแล้ว จะเป็นการเตรียมพร้อมรองรับการประเมินและรับรองคุณภาพการศึกษาจากองค์กรภายนอกที่จะมาประเมินทุก 5 ปี ได้เป็นอย่างดี โดยไม่ต้องสร้างภาพหรือวิตกกังวลใดๆ จากการประเมิน


หลักการสำคัญของการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา

การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา มีหลักการสำคัญ 3 ประการคือ

  1. จุดมุ่งหมายของการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา คือ การที่สถานศึกษาร่วมกันพัฒนาปรับปรุงคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษา ไม่ใช่การจับผิดหรือทำให้บุคลากรเสียหน้า โดยเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา

  2. การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ไม่ใช่กิจกรรมที่แยกส่วนมาจากการดำเนินงานตามปกติของ
    สถานศึกษา แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารจัดการและการทำงานโดยปกติของบุคลากรทุกคนในสถานศึกษา โดยมีการวางแผนพัฒนาและแผนปฏิบัติการที่มีเป้าหมายชัดเจน ทำตามแผนตรวจสอบประเมินผล และปรับปรุงพัฒนาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง มีความโปร่งใส และมีจิตสำนึกในการพัฒนาคุณภาพการทำงาน

  3. การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา เป็นหน้าที่ของบุคลากรทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ครูอาจารย์ และบุคลากรอื่นๆ ในสถานศึกษา โดยในการดำเนินงานจะต้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเช่น ผู้เรียน ชุมชน เขตพื้นที่การศึกษา หรือหน่วยงานที่กำกับดูแล เข้ามามีส่วนร่วม ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ช่วยกันผลักดันให้สถานศึกษามีคุณภาพ
การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา : มโนทัศน์ที่จำเป็นต้องทบทวน

การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาตามวงจร PDCA มีจุดผกผันที่เป็นตัวแปรสำคัญว่าจะสามารถนำไปสู่การปรับปรุงพัฒนาคุณภาพหรือไม่ คือ การตรวจสอบประเมินผลภายใน (Check) เพราะการตรวจสอบประเมินผลภายในเป็นการประเมินตนเองของสถานศึกษา ซึ่งต้องอาศัยบุคลากรในหน่วยงานเป็นผู้ร่วมกันดำเนินการและยังมีบุคลากรที่เกี่ยวข้องจำนวนไม่น้อยที่ยังเคยชินกับวัฒนธรรมการประเมินผลภายในสถานศึกษาแบบเก่า ซึ่งจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดมาสร้างวัฒนธรรมการประเมินผลภายในแบบใหม่ที่มุ่งปรับปรุงพัฒนาคุณภาพอย่างแท้จริงกล่าวคือ

มโนทัศน์การประเมินผลภายใน แบบเก่า
มโนทัศน์การประเมินผลภายใน แบบใหม่
1. เป็นการจับผิดการทำงานของบุคลากรในหน่วยงาน 1. เป็นการให้ข้อมูลที่ช่วยให้มีการปรับปรุงตนเองให้ทำงานได้ดีขึ้น
2. เป็นการทำงานเสริมนอกเหนืองานประจำและเป็นการเพิ่มภาระ 2. เป็นงานที่ต้องทำในวงจรการทำงานอยู่แล้ว ไม่ใช่การเพิ่มภาระ
3. เป็นการทำงานเฉพาะกิจเพียงครั้งคราว 3. เป็นงานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง
4. เป็นการทำงานเพื่อสร้างผลงานของคนใดคนหนึ่ง 4. เป็นงานของทุกคนไม่ใช่การสร้างผลงานทางวิชาการของใคร
5. เป็นการทำงานเพื่อหวังผลทางการเมือง 5. เป็นงานที่ต้องทำด้วยใจเป็นกลาง สะท้อนผลตามความเป็นจริง
6. เป็นการทำงานเพราะถูกบังคับให้ทำ 6. เป็นงานที่ทุกคนทำด้วยความเต็มใจและอยากทำ
7. เป็นกระบวนการที่ให้ใครมาทำก็ได้ 7. เป็นงานที่ต้องทำให้ถูกต้องตามวิธีการผู้ทำต้องมีความรู้ในการทำ
8. เป็นการทำงานในกลุ่มคนที่ได้รับมอบหมายโดยเฉพาะ 8. เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันทำให้สำเร็จ
9. เป็นการทำงานที่ไม่ได้หวังเอาผลไปใช้ประโยชน์ 9. เป็นงานที่ต้องเอาผลไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงพัฒนาตนเอง
10. เป็นการทำแล้วเก็บไว้ รู้ผลการประเมินเฉพาะในกลุ่มคนทำ 10. เป็นงานที่ต้องเผยแพร่กรประเมินให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทราบ

การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาจึงเป็นวัฒนธรรมการบริหารจัดการและการทำงานในชีวิตจริงที่มุ่มปรับปรุงพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความร่วมมือร่วมใจของบุคลากรทุกฝ่าย โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญให้บังเกิดผลดีอย่างแท้จริง จึงไม่ใช่การสร้างภาพ หรือการทำงานแบบไฟไหม้ฟาง

การพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ไม่เป็นชีวิตจริงโดยยึดติดแต่รูปแบบและมุ่งพัฒนาเฉพาะจุด เพียงเพื่อการแข่งขันหรือการสนองนโยบายเฉพาะกิจอย่างไร้จุดยืนไม่กำหนดทิศทางที่แน่ชัด ไม่สร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันและฝ่าฟันให้ถึงจุดหมายด้วยวิธีการที่หลากหลายอย่างเป็นเอกภาพ ผลของการพัฒนาก็จะเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จะเหลือค้างคาไว้ก็คือด้านกายภาพที่ไร้วิญญาณ และประวัติศาสตร์ที่ไม่เป็นแก่นสารพอจะคุยอวดใครได้เต็มปาก


ที่มาข้อมูล : ธเนศ ขำเกิด วารสารวิชาการ ปีที่ 3 ฉบับที่ 9 กันยายน 2543
จำนวนคนอ่าน 1919 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved