ข่าวแวดวงครู
เปิดสอบครู
ห้องพักครู
แผนการสอน
บันทึกคุณครู
Tip & tricks
สหกรณ์เพื่อนครู
กฎหมายในวงการศึกษา
 

 
หน้าแรก | มุมคุณครู | ห้องพักครู
   

แนวทางการวัดและประเมินผลการปฏิบัติงาน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2550
   

การวัดผลการปฏิบัติงานเป็นการสังเกตพฤติกรรมการตอบต่อแบบวัดที่ไม่ได้แสดงออกด้วยภาษาหรือการทำกิจกรรมที่อาศัยทักษะความคล่องแคล่วของการเคลื่อนไหวทางกายและการวัดที่ไม่เน้นการตอบสนองทางภาษา Nitko (1983: 22) และ Ebel & Frisbie (1986: 35) นอกจากนี้ Lyman (1986: 163) ก็ได้ให้ความหมายของการวัดผลการปฏิบัติงานเป็น 3 ประการ คือ

  • ประการแรก หมายถึง การวัดที่เกี่ยวข้องกับการใช้วัสดุอุปกรณ์


  • ประการที่สอง หมายถึง การทดสอบที่ไม่ใช้ทักษะทางภาษา


  • ประการที่สาม หมายถึง เป็นการวัดตัวอย่างงานที่ทำ (Work – sample test)
จะเห็นว่า การวัดผลการปฏิบัติงานจึงมีความหมายแตกต่างกันตามความคิดของแต่ละบุคคล บางท่านนิยามการวัดผลการปฏิบัติงานว่าเป็นทักษะการปฏิบัติงานที่ไม่ใช้ข้อสอบที่ใช้ภาษา บางท่านนิยามว่าเป็นการวัดพฤติกรรมการปฏิบัติไม่ใช้ความสามารถทางสมองแต่เป็นการใช้ทักษะทางกาย และบางท่านนิยามการวัดผลการปฏิบัติงานว่าเป็นการที่ให้ผู้ถูกวัดแสดงการปฏิบัติเชิงพฤติกรรมที่เป็นไปได้ทั้งทางสมองหรือทางกาย การวัดผลการปฏิบัติงานจึงเป็นการวัดที่ครอบคลุมทักษะการปฏิบัติแน่นอน แต่ยังหาข้อสรุปที่แน่นอนไม่ได้ว่าจะคลอบคลุมสมองหรือไม่ จึงเป็นสิ่งที่ควรพัฒนาให้มีระบบ มีหลักการมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดว่าให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิดแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และทักษะชีวิตด้วยแล้ว คุณภาพการศึกษายังต้องแสดงด้วยทักษะความสามารถของผู้เรียน ทั้งทางด้านทฤษฎีและปฏิบัติ ปัญหาการวัดผลการปฏิบัติงานอยู่ที่ผู้สอนขาดความเข้าใจในการวัดจึงเป็นสิ่งที่ต้องกระตุ้นให้ความตื่นตัวในกลุ่มผู้สอนให้พัฒนาวัดให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

จุดเน้นที่สำคัญของการวัดผลการปฏิบัติงานอยู่ที่ความเข้าใจในธรรมชาติของการปฏิบัติงานของนักเรียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการวัดพฤติกรรมการปฏิบัติงานการแก้ปัญหางานที่ทำ จุดมุ่งหมายสุดท้ายก็คือผลงานที่ทำ หรือนำงานที่ได้รับมอบหมายไปปฏิบัติให้เกิดผลความหลากหลายของสาขาวิชามีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการทำงานเป็นอย่างมาก ลักษณะของงานเป็นกระบวนการทำงานที่ถูกต้อง เช่น การพิมพ์ดีด การซ่อมเครื่องยนต์ การประกอบสิ่งของ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ ในทำนองเดียวกันการวัดผลงานต้องมีความเที่ยวตรงและเชื่อถือได้ เช่น ความถูกต้องของผลการทดลอง ทักษะการสอน ก็จะทำได้ง่ายกว่าการวัดผลงานที่ต้องใช้ความคิดเห็นส่วนตัว เช่น ความสวยงามของผลงาน ความคิดสร้างสรรค์

การวัดผลการปฏิบัติงานและการประเมินผลเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน ทั้งนี้เพราะผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนอยากเรียนรู้ ต้องนำเสนอ อธิบาย และประเมินว่าผู้เรียนบรรลุเป้าหมายหรือไม่ การวัดผลการปฏิบัติงานจึงต้องมีการวางแผนอย่างเป็นระบบที่ดี โดยมีขั้นตอน ดังนี้

  1. สภาพแวดล้อม

    การวางแผนการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนอาจเกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการทดลอง สถานที่สถานการณ์จำลอง หรือสถานการณ์จริง ผู้สอนต้องมีการจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการปฏิบัติงานอย่างครบครัน เพื่อให้เกิดทักษะ และพฤติกรรมในการปฏิบัติงานได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบมาตรฐานเดียวกันทั้งองค์กร

  2. มอบหมายงานให้ผู้เรียน

    การวางแผนให้ผู้เรียนปฏิบัติงาน มีการมอบหมายงานให้ผู้เรียนปฏิบัติและหมุนเวียนให้ผู้เรียนได้มีการปฏิบัติงานทุกขั้นตอนที่เกี่ยวข้องและตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในด้านความสามารถ ความถนัดและความสนใจ


  3. การควบคุมการปฏิบัติงาน

    การวางแผนการควบคุมการปฏิบัติงาน การฝึกปฏิบัติที่ผ่านการควบคุม หมายถึง การสอนหรือการประเมินโดยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เป็นขั้นตอนภายใต้การแนะนำของผู้สอน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    • 3.1 การอธิบายและการสาธิตโดยครูผู้สอน ผู้สอนให้คำแนะนำเบื้องต้นแก่ผู้เรียน ฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับทักษะที่ต้องการให้เกิดขึ้น ต้องประกอบด้วยวัตถุประสงค์การปฏิบัติและเหตุผลสำหรับการเกิดทักษะนั้น แต่ละขั้นตอนผู้สอนควรอธิบาย ตั้งคำถามและแสดงให้ผู้เรียนเห็นการปฏิบัติที่สำคัญอันนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้องและสมบูรณ์


    • 3.2 การฝึกปฏิบัติโดยผู้เรียน ผู้สอนพูดคุยกับผู้เรียนแต่ละคนเกี่ยวกับขั้นตอนของการปฏิบัติงานพร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิดการแก้ไขข้อบกพร่องในการปฏิบัติงาน ครูต้องให้เวลาเพียงพอต่อการปฏิบัติงานและหลีกเลี่ยงการช่วยเหลือผู้เรียนโดยไม่จำเป็น


    • 3.3 การแนะนำและการแก้ไขข้อผิดพลาดจากผู้สอน ช่วงแรกผู้สอนเน้นวัตถุประสงค์การฝึกปฏิบัติงานเพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจความสามารถที่พัฒนาในขณะฝึกปฏิบัติโดยชี้ให้เห็นในสิ่งที่ผู้เรียนต้องทำพร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิดความพร้อมในการทำงานผู้สอนใช้คำถามเพื่อตรวจสอบความเข้าใจและพัฒนาทักษะการปฏิบัติงานของผู้เรียน รวมทั้งแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น

  4. การวัดผลการปฏิบัติงานจึงแตกต่างจากการทดสอบซึ่งเป็นการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนค่อนข้างมากเพราะจุดเน้นของการวัดผลการปฏิบัติงานอยู่ที่ทักษะความสามารถในการปฏิบัติงานของผู้เรียน ซึ่งเป็นกลุ่มขนาดเล็กเพื่อให้เกิดผลดีต่อการเรียนการสอนและการวัดและประเมินผล


  5. กระบวนการวัดผลการปฏิบัติงาน

    กระบวนการวัดผลการปฏิบัติงานผู้สอนต้องทำความเข้าใจจุดมุ่งหมายของหลักสูตรให้ชัดเจน หากหลักสูตรระบุถึงทักษะการปฏิบัติงาน ผู้สอนต้องวิเคราะห์พฤติกรรมที่จะวัดให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ กระบวนการวัดผลการปฏิบัติงานมีขั้นตอนที่สำคัญดังนี้

    • 4.1 ผู้สอนกำหนดจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติงาน โดยกำหนดงานให้ผู้เรียนปฏิบัติภายใต้สถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง


    • 4.2 การวิเคราะห์งาน โดยเน้นความสำคัญของการวัดกระบวนการหรือผลงานหรือทั้งสองอย่างประกอบด้วย 1) กิจกรรมหรือขั้นตอนการทำงาน 2) ลำดับของงานที่ต้องทำก่อนหลัง 3) คุณลักษณะด้านการปฏิบัติงานที่ต้องวัด อาจเน้นคุณภาพของการทำงาน คือ ความถูกต้อง ความสวยงาม เช่น ความสวยงามของการออกแบบบ้าน ความคงทนของสิ่งประดิษฐ์ ความคล่องแคล่วในการใช้เครื่องมือทดลองวิทยาศาสตร์หรือการวัดคุณลักษณะของงานที่ปฏิบัติโดยเน้นปริมาณงานที่ทำได้


    • 4.3 กำหนดวิธีการวัดผลการปฏิบัติงานสามารถกระทำได้หลายวิธี เช่น 1) การวัดความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติด้วยการสอบข้อเขียนก่อนการปฏิบัติจริง เพื่อตรวจสอบทักษะความสามารถในงานที่ทำโดยเฉพาะงานที่ทำแล้วมีความเสี่ยงอันตรายสูง เช่น การกระโดดร่ม การดำน้ำ 2) การวัดผลการปฏิบัติงานของผู้เรียนในสถานการณ์จำลองหรือสถานการณ์จริงเป็นการวัดผลการปฏิบัติงานในสถานการณ์ที่มีการจัดสอบ เช่น ห้องเรียน ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ คือ ปล่อยให้ผู้เรียนมีการปฏิบัติงานตามปกติ แล้วผู้ทดลองบันทึกพฤติกรรมการปฏิบัติงาน 3) การวัดผลตัวอย่างของงานที่ได้จากการปฏิบัติจริง การวัดผลโดยวิธีนี้ใช้สำหรับการวัดผลการปฏิบัติงานเป็นส่วนใหญ่โดยพิจารณาจากชิ้นส่วนของงานที่ผู้เรียนเป็นผู้ทำ (Work sample) เช่น รายงานผล การทดลอง งานฝีมือ งานศิลปะ บทประพันธ์การอ่าน ทำนองเสนาะ หรือร้องเพลงใส่เทป


    • 4.4 การกำหนดเครื่องมือในการวัดผลการปฏิบัติงาน ผู้สอนให้ผู้เรียนเขียนตอบในสิ่งที่ปฏิบัติหรือให้ผู้เรียนตอบในช่วงเวลาที่กำหนดโดยใช้การสังเกตการปฏิบัติงานของผู้เรียนเป็นเวลานานและต้องเตรียมเครื่องมือที่มีความเหมาะสมเพื่อใช้ในการวัดผลภาคปฏิบัติซึ่งมีหลายประเภท เช่น แบบทดสอบ แบบสังเกต แบบตรวจสอบรายการ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินพฤติกรรม ระเบียนพฤติการณ์ ซึ่งการวัดผลการปฏิบัติงานอาจต้องใช้เครื่องมือมากกว่า 1 ชิ้น ขึ้นอยู่กับตัวชี้วัดพฤติกรรมที่ผู้สอนกำหนด

      สิ่งที่มีความสำคัญอีกประการหนึ่งในการวัดผลการปฏิบัติงาน คือ การกำหนดผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถในการทำงานของผู้เรียน บางครั้งผู้สอนอาจเก็บข้อมูลจากเพื่อนร่วมชั้นหรือเพื่อนร่วมชั้นหรือเพื่อนที่ทำงานในกลุ่มหรือจากการนำผลงานไปใช้ เช่น การวัดทักษะ ของผู้สอนซึ่งสามารถประเมินความสามารถในการใช้สื่อความรู้ของนิสิตฝึกสอน

  6. การประเมินผลการปฏิบัติงาน

    ผู้สอนพิจารณาจากข้อมูลที่ได้จากการวัดผลการปฏิบัติงานที่นำมาประเมินเพื่อตัดสินคุณภาพการปฏิบัติงาน แบ่งเป็น 3 วิธี ได้แก่

    • วิธีการเปรียบเทียบกับความสามารถโดยเฉลี่ยของกลุ่ม

    • วิธีเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่ผู้สอนกำหนด

    • วิธีการเปรียบเทียบกับความสามารถของผู้เรียน

  7. อย่างไรก็ตามการประเมินโดยยึดผู้เรียนเป็นวิธีการหนึ่งที่น่าสนใจควรนำมาใช้ในการประเมินผลเนื่องจากการประเมินผลมีเป้าหมายเพื่อชี้ข้อบกพร่องของผู้เรียน ความคล่องแคล่วในการปฏิบัติงานส่วนใหญ่ใช้วิธีการฝึกฝนเป็นเวลานาน การวัดและประเมินผลการปฏิบัติงานจึงควรพิจารณาพัฒนาการของผู้เรียนเป็นสำคัญ
บทสรุป

การวัดและประเมินผลการปฏิบัติงานจึงเป็นการวัดที่ครอบคลุมทักษะการปฏิบัติ แต่ยังไม่สามารถสรุปว่าเกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางสมองหรือไม่ การประเมินทักษะการปฏิบัติจึงเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมมาก ซึ่งต้องอาศัยความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่เป็นเกณฑ์เพื่อให้เกิดความยุติธรรมมากที่สุด ดังนั้น การวัดและประเมินผลการปฏิบัติงานนอกจากการให้ความสำคัญกับเครื่องมือที่มีคุณภาพแล้วจึงควรให้ความสำคัญกับการตัดสินคุณภาพของการปฏิบัติด้วยเพราะคะแนนที่ผู้เรียนได้รับไม่ได้เป็นผลมาจากการตอบข้อสอบถูกหรือผิดเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเรื่องการวัดระดับคุณภาพของการปฏิบัติงาน การประเมินผลคุณภาพการทำงานจึงต้องใช้ผู้ประเมินหลายคนแทนที่จะยืดคะแนนของผู้สอนคนใดคนหนึ่งเป็นหลัก รวมทั้งคนใช้ข้อมูลหลายแหล่ง เช่น เพื่อนครูที่สอนระดับเดียวกัน นักเรียน และผู้ปกครองเพื่อยืนยันโดยใช้ผลงานหลายชิ้นที่สะสม ได้แก่ แฟ้มสะสมงาน (Portfolio) การเขียนอนุทิน (Journal) และใช้วิธีการเก็บรวมรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือที่หลากหลายเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้องเชื่อถือได้และมีความเป็นปรนัยมากที่สุด

โดย ดร. สหชาติ เหล็กชาย
ที่มาข้อมูล : กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน วารสารวิชาการ ปีที่ 13 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2553.
จำนวนคนอ่าน 10086 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved