ข่าวแวดวงครู
เปิดสอบครู
ห้องพักครู
แผนการสอน
บันทึกคุณครู
Tip & tricks
สหกรณ์เพื่อนครู
กฎหมายในวงการศึกษา
เปิดสอบราชการทั่วไป
 

 
หน้าแรก | มุมคุณครู | ห้องพักครู
   

การสอนด้วยวิธีโฟนิกส์กับการอ่านสำหรับเด็ก LD
   
การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงความรู้และแหล่งข้อมูลต่างๆ ดังนั้นผู้ที่ประสบปัญหาหรือมีความบกพร่องทางด้านการอ่านจึงเป็นที่น่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ เนื่องจากพวกเขาต้องประสบกับปัญหาในการเรียนรู้ทั้งในและนอกโรงเรียนแล้ว ความบกพร่องดังกล่าวยังส่งผลทำให้ความภาคภูมิใจ ความเชื่อมั่นในตนเอง ความสุขในชีวิต รวมทั้งคุณภาพชีวิต โดยรวมของพวกเขาลดน้อยลงไปด้วย

อย่างไรก็ตามปัญหาทางด้านการอ่าน นับเป็นปัญหาหลักของเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities) หรือเด็ก LD โดยพบว่าเด็กกลุ่มนี้ประมาณร้อยละ 80 มีปัญหาทางด้านการอ่านซึ่งปัญหาดังกล่าวนิอกจากจะส่งผลต่อการเรียนรู้ทางด้านภาษาแล้ว ยังส่งผลต่อการเรียนรู้วิชาอื่นๆ และคุณภาพชีวิตของเด็กเหล่านี้ทั้งในช่วงวัยเรียนและเมื่อยามเติบโตเป็นผู้ใหญ่อีกด้วย

เนื่องจากการอ่านเป็นทักษะที่ต้องการความสามารถในการรู้จัก (recognize) คำ ด้วยเหตุนี้ผู้อ่านที่สามารถพัฒนาความสามารถในการรู้จักคำหรือระลึกถึงคำ (word recognition) จะทำให้พัฒนาทักษะทางด้านการอ่านของเขามีความก้าวหน้าไปตามลำดับ แต่สำหรับผู้ที่ไม่สามารถพัฒนาความสามารถในการระลึกถึงคำหรือเรียนรู้ที่จะรู้จักคำที่ไม่คุ้นเคย หรืออาจต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการพัฒนาความสามารถดังกล่าว จะทำให้การพัฒนาทักษะทางด้านการอ่านของเขาเป็นไปได้อย่างล้าช้า ด้วยเหตุนี้ทักษะในการระลึกได้ถึงคำหรือเรียนรู้ที่จะรู้จักคำที่ไม่คุ้นเคยจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะทักษะนี้นับเป็นทักษะเบื้องต้นที่สามารถบ่งบอกถึงการพัฒนาทักษะทางด้านการอ่านในลำดับต่างๆ ไปได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากเด็กที่มีความยากลำบากในเรื่องดังกล่าว ย่อมเป็นการยากที่จะเติบโตมาเป็นผู้ที่มีความสามารถทางด้านการอ่านในเวลาต่อมา






โฟนิกส์นับเป็นทักษะในการรู้จักคำหรือเรียนรู้ที่จะรู้จักคำที่ไม่คุ้นเคยที่เป็นประโยชน์ เนื่องจากเป็นการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวอักขระกับเสียงของตัวอักษรขณะนั้นๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้นำไปประยุกต์ ใช้ในการรู้จัดคำหรือเรียนรู้คำที่ไม่รู้จักหรือคุ้นมาก่อนในการอ่าน จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน พบว่า การสอนด้วยวิธีโฟนิกส์เป็นวิธีหนึ่งที่เป็นผลดีในการร่วมช่วยพัฒนาการอ่านของเด็กที่มีปัญหาหรือความบกพร่องทางด้านการอ่าน






โฟนิกส์เป็นระบบเสียงของตัวอักขระในภาษาที่มีกฎเกณฑ์ต่างๆ อย่างชัดเจน โดยอักขระ (grapheme) แต่ละตัว จะมีเสียงเฉพาะของตัวเองที่เรียกว่า "หน่วยเสียง" (phoneme) ในการอ่านผู้เรียนจะเรียนรู้การอ่านคำโดยการจำเสียง และรูปของตัวอักขระนั้นๆ ดังนั้นจะกล่าวไปแล้ว การสอนด้วยวิธีโฟนิกส์ก็คือ การสอนให้ผู้เรียนได้รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเสียงและรูปของตัวอักขระนั้นๆ ซึ่งเป็นการสอนให้เด็กรู้จักการถอดรหัสคำ (decode) ของตัวอักษรที่เป็นภาษาเขียนไปสู่เสียงที่เป็นภาษาพูด ทำให้เด็กเข้าใจหน่วยเสียงของภาษา เช่น เสียงสระ เสียงพยัญชนะ ซึ่งหน่วยเสียงเหล่านั้นจะปรากฎอยู่ในคำเมื่อผู้เรียนได้เรียนรู้และฝึกฝนการเชื่อมโยงตัวอักขระกับเสียงมากยิ่งขึ้นเท่าใด ผู้เรียนก็จะสามารถระบุคำที่ไม่รู้จักหรือไม่คุ้นเคยมากขึ้นเท่านั้น

สำหรับการสอนด้วยวิธีโฟนิกส์นั้น ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้เรียนถอดรหัสคำได้เท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้เรียนสามารถสะกดคำได้อีกด้วย โดยหลังจากผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับพยัญชนะ สระ และการประสมคำแล้ว ผู้เรียนจะเรียนรู้ในการออกเสียงคำ โดยการผสมเสียงเหล่านั้นเข้าด้วยกันเพื่อออกเสียงเป็นคำ ด้วยเหตุนี้ผู้เรียนจึงสามารถเรียนรู้ที่จะรู้ตักคำที่ไม่คุ้นเคยโดยการเชื่อมโยงเสียงกับตัวอักษรหรือกลุ่มของตัวอักษร







สำหรับแนวทางการสอนด้วยวิธีโฟนิกส์นั้น จากการศึกษาวิจัยและประสบการณ์ของครูผู้สอน ได้มีนักศึกษาวิจัยและประการณ์ของครูผู้สอน ได้มีนักการศึกษาให้คำแนะนำที่น่าสนใจเกี่ยวกับหารสอน ด้วยวิธีโฟนิกส์ไว้ดังนี้

  1. ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวอักษรใหม่กับเสียงขอตัวอักษรนั้นๆ ในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อแสดงความก้าวหน้าของผู้เรียน โดยควรให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวอักษรใหม่กับเสียงของตัวอักษรนั้นๆ ในทุกๆ สองหรือสามวัน และควรให้เด็กๆ ได้ฝึกฝนสิ่งเหล่านี้ทุกๆ วัน จนเมื่อเด็กรู้จักตัวอักษรกับเสียงที่ได้เรียนรู้มาความสัมพันธ์ระหว่างตัวอักษรใหม่กับเสียงของตัวอักษรนั้น


  2. ควรให้เด็กได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างรูปพยัญชนะกับเสียงของพยัญชนะก่อนแล้วจึงให้เด็กได้เรียนรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างรูปสระกับเสียงของสระในภายหลัง แต่อย่างไรก็ตามการเรียนรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างสระกับเสียงของสระก็ควรจะเริ่มต้น โดยเร็วเมื่อเด็กมีความพร้อม


  3. สำหรับเด็กที่ๆไม่สามารถถอดรหัสคำได้ เช่นเด็กอื่นๆ การสอนโดยเริ่มจากคำที่มีหนึ่งพยางค์ โดยอาศัยวิธีโฟนิกส์จะมีประโยชน์กว่าวิธีอื่นๆ


  4. การสอนให้ผู้เรียนรู้จักคำโดยเริ่มจากพยัญชนะต้นจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน มากกว่าเริ่มต้นด้วยสระ


  5. เมื่อผู้เรียนได้เรียนรู้และสามารถประสมคำที่มีพยัญชนะต้นตัวเดียวประสมกับสระโดยไม่มีและมีตัวสะกดแล้ว ควรให้ผู้เรียนได้เรียนรู้คำที่มีพยัญชนะต้น 2 ตัว* ในลำดับต่อไป แต่ทั้งนี้นั้นควรได้คำนึงถึงความพร้อมของผู้เรียนด้วยเป็นสำคัญ





การสอนด้วยวิธีโฟนิกส์ อาจจำแนกได้หลายประเภท แต่ในที่นี้จะนำเสนอตัวอย่างการสอนด้วยโฟนิกส์บางประเภทที่น่าสนใจ ซึ่งได้แก่ การออกเสียงโดยการสังเคราะห์ (synthetic phonics) และการออกเสียงโดยการเปรียบเทียบ (Analogy phonics) สำหรับรายละเอียดและตัวอย่างการสอนด้วยวิธีโฟนิกส์ทั้ง 2 ประเภทดังกล่าว มีดังนี้

การออกเสียงโดยการสังเคราะห์ (synthetic phonics) เป็นการสอนให้ผู้เรียนได้รู้อย่างชัดเจนในการแปลงตัวอักษรสู่เสียง (หรือหน่วยเสียง -phoneme) แล้วจึงประสมเสียงออกมาเป็นคำ ตัวอย่างเช่น

  • การสอนคำว่า "cat" ให้ยกเสียงคำว่า cat ออกเป็น c/a/t ต่อจากนั้นจึงผสมด้วยเสียงออกมาเป็นคำว่า cat


  • การสอนคำว่า "กะ" ให้แยกเสียงคำว่า กะ ออกเป็น ก/ะ ต่อจากนั้นจึงประสมเสียงออกเป็นคำว่า กะ


  • การสอนคำว่า "งาน" ให้แยกเสียงคำว่า งาน ออกเป็น ง/า/น ต่อจากนั้นจึงผสมเสียงออกมาเป็นคำว่า งาน
ออกเสียงโดยการเปรียบเทียบ (Analogy phonics) เป็นการสอนให้ผู้เรียนได้ระลึกถึงว่า สิ่งที่คล้องจองกันในคำที่ไม่คุ้นเคย เป็นสิ่งที่เหมือนกันในคำตอบที่ตนเองคุ้นเคยหรือรู้จักมาก่อน เช่น

คำที่รู้จัก
คือ
kick
คำใหม่
คือ
brick
คำที่รู้จัก
คือ
sing
คำใหม่
คือ
ring
คำที่รู้จัก
คือ
ตา
คำใหม่
คือ
นา
คำที่รู้จัก
คือ
กอด
คำใหม่
คือ
จอด
คำใหม่
คือ
วาง

จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า โฟนิกส์เป็นระบบเสียงของตัวอักขระในภาษาซึ่งแต่ละตัวมีเสียงเฉพาะของตัวเอง การอ่านออกเสียงมีกฎเกณฑ์ทางภาษาบ่งบอกชัดเจนว่าตัวอักขระแต่ละตัวจะมีเสียงใด และเมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปตัวอักขระนั้นๆ จะมีเสียงใด แม้ว้าวิธีการสอนและโฟนิกส์ได้มีการพัฒนาขึ้นสำหรับการสอนภาษาอังกฤษ แต่ได้มีการนำไปใช้ในการสอนภาษาในหลายประเทศ ในประเทศไทยเองได้มีการนำวิธีการสอนภาษาแบบโฟนิกส์มาใช้ในการสอนภาษาไทยเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามควรมีการพัฒนาการสอนด้วยวิธีโฟนิกส์อย่างเป็นระบบในการนำมาประยุกต์ใช้ควรได้คำนึงถึงบริบทของภาษาไทยที่อาจมีความแตกต่างกับภาษาอังกฤษในบางประการ เพื่อให้วิธีการสอนดังกล่าวเป็นประโยชน์กับเด็ก LD และเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านการอ่านอย่างแท้จริง

โดย.. ดร.เจษฎา กิตติสุนทร นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ สำนักงานบริหารการศึกษาพิเศษ สพฐ.
ที่มาข้อมูล : วารสารวิชาการ ปีที่ 13 ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2553
จำนวนคนอ่าน 19464 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved