ข่าวแวดวงครู
เปิดสอบครู
ห้องพักครู
แผนการสอน
บันทึกคุณครู
Tip & tricks
สหกรณ์เพื่อนครู
กฎหมายในวงการศึกษา
เปิดสอบราชการทั่วไป
 

 
หน้าแรก | มุมคุณครู | ห้องพักครู
   

เทคนิคการสอนเด็กให้อ่านออกอ่านได้
   

ปัญหาการอ่านหนังสือของเด็กไทย นับว่าเป็นโจทย์ข้อสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน โดยเฉพาะเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเกือบจะทุกโรงเรียนในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จังหวัด และในทุกภาคของประเทศไทย คงมีเด็กนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่ยังอ่านหนังสือภาษาไทยไม่คล่อง ซึ่งอาจจะรวมไปถึงเด็กนักเรียนที่ "สำกดคำไม่ได้" "อ่านออกเสียงไม่ถูกต้อง" เช่นนี้แล้วจะสอนให้เด็กนักเรียน "รักการอ่าน" ได้อย่างไร และเมื่อได้รับทราบข้อมูลระดับนานาชาติ OECD หรือองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ในโครงการประเมินนักเรียนนานาชาติ PISA (Programme for International Student Assessment) ปี 2003 ผลการประเมินนักเรียนจำนวน 40 ประเทศ พบว่า ด้านการอ่านของประเทศไทยอยู่ในช่วงอันดับที่ 35-36 ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์อยู่ในช่วงอันดับที่ 34-36 ถือได้ว่าค่อนข้างต่ำ ดังนั้น ทุกภาคส่วนในสังคมที่เกี่ยวข้องกับเด็กนักเรียน ต้องให้ความสำคัญ ต้องให้ความร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจ รวมพลังสมอง ช่วยกันวางแผน คิดค้น หาวิธีการแก้ไขปัญหา "การอ่านออกเสียง" ไม่ถูกต้อง และ "การสะกดคำ" ไม่ได้ของเด็กนักเรียนไทยอย่างเป็นระบบต่อเนื่องและจริงจัง เพราะการอ่านนั้นถือเป็น "หัวใจสำคัญอย่างยิ่งในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน" ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ทุกระดับชั้น ดังนั้น เด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาทุกคน ทุกเพศทุกวัยทั่วประเทศ จึงสมควรได้รับการแนะนำ อบรมสั่งสอน ฝึกฝนทักษะการอ่านออกเสียงภาษาไทย การสะกดคำภาษาไทย และการอ่านคำภาษาไทยให้ได้ให้คล่องและแตกฉาน

ในอดีตเรามักให้เด็กนักเรียนเริ่มเรียนรู้วิธีการอ่านก็ต่อเมื่อถึงวัยเข้าเรียนในโรงเรียน และการฝึกเด็กนักเรียนอ่านก็ยกให้เป็นภาระหน้าที่ของครูเป็นผู้จัดกิจกรรมการเรียนการสอน เด็กนักเรียนได้ฝึกอ่านแต่ ท่านเชื่อหรือไม่ว่าในปัจจุบันการอ่านเป็นกระบวนการ ที่ต้องเริ่มจัดให้มีพัฒนาการตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์ มารดาหรือวัยทารก บางครั้งจะพบว่าพ่อแม่บางคนจะอ่านหนังสือหรือเล่านิทาน หรือร้องเพลงให้ลูกฟัง ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในท้องเรื่อยมาจนกระทั่งลูกสามารถอ่านได้ด้วยตนเอง นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากและอยากให้เป็นตัวอย่างแก่ครอบครัวที่กำลังจะมีบุตรคนต่อไป ได้ช่วยพัฒนาความสามารถในการอ่าน และเป็นการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านแก่เด็กตั้งแต่เยาว์วัย

การสร้างนิสัยรักการอ่านนั้น ใช่ว่าจะทำกันได้ง่ายๆ หรืออาจจะกล่าวได้ว่า เป็นเรื่องที่ทำได้ยากหรือยากมาก หรือยากมากที่สุด คงจะไม่มีผู้ใดปฏิเสธอย่างแน่นอน เนื่องจากการสร้าง "นิสัย" ไม่ใช่เรื่องที่จะสร้างกันให้สำเร็จภายในระยะเวลาอันสั้น เพียงวันสองวัน ดังนั้น จึงต้องมีวิธีการเตรียมการ เตรียมความพร้อมเป็นอย่างดี โดยการเตรียมเด็กนักเรียนและเตรียมหนังสือที่จะให้เด็กนักเรียนได้อ่าน เนื่องจากหนังสือคือ "ประทีปแห่งความรู้" และหนทางที่จะเข้าสู่แหล่งความรู้ที่เป็นตัวอักษรหรือตัวหนังสือมากมาย มหาศาลนี้ได้ก็คือ "การอ่าน" หนทางเดียวนั้น ไม่มีหนทางอื่น "การอ่าน" นับว่าเป็นทักษะที่สำคัญทักษะหนึ่งในจำนวน 4 ทักษะในการสื่อสาร ซึ่งประกอบด้วย ทักษะการฟัง ทักษะการพูด ทักษะการอ่าน และทักษะการเขียน ปกติแล้วทักษะทั้งสี่ที่จะเกิดขึ้นได้เอง เก่งเอง หรือเกิดขึ้นตามธรรมชาติ จึงไม่ใช่ "พรสวรรค์" ที่ติดตามมาตั้งแต่เกิด แต่เป็น "พรแสวง" ที่เกิดจาการแนะนำ อบรม สั่งสอน ฝึกฝน และเคียวเข็นจากพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ จนชำนาญกลายเป็นทักษะและกลายเป็นลักษณะนิสัยในระดับ และทักษะการอ่านของเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 อายุ 7-12 ปี ถือว่าเป็นวัยที่จำเป็นต้องได้รับการแนะนำ อบรม สั่งสอน ฝึกฝน และเคี่ยวเข็ญ ให้มีทักษะการอ่านอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นจากการจดจำพยัญชนะภาษาไทย จำนวน 44 ตัว สระ 32 ตัว วรรณยุกต์ 4 รูป 5 เสียง ตัวสะกดแม่กก กง กด กน กบ กม เกย เกอว หลักการสะกดคำ การอ่านสะกดคำในเบื้องต้นจริงๆ แล้วน่าจะเริ่มต้น ตั้งแต่


การสอนให้เด็กนักเรียนอ่านออกและอ่านได้ก่อนแล้วค่อยสอน "รักการอ่าน" จึงมีความจำเป็นอย่างรีบด่วน โดยผู้เขียนจะขออนุญาตแนะนำ 5 กิจกรรมง่ายๆ ให้เหมาะต่อการปฏิบัติทั้งเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา และคุณครูผู้สอนระดับประถมศึกษา โดยต้องมีคุณครูผู้สอนเป็นผู้ให้คำแนะนำ อบรม สั่งสอน ฝึกฝน และเคี่ยวเข็ญ นักเรียนทุกขั้นตอนในทุกกิจกรรมเป็นอันดับแรกก่อนเสมอ อาจมีผู้โต้แย้งว่า ทำไมไม่ให้เด็กดำเนินการเอง แล้วจะเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้อย่างไร ขอเรียนคุณครูและนักศึกษาทุกท่านแม้จะให้ผู้เรียนสำคัญอย่างไร ครูผู้สอนนั้นก็ยิ่งมีความสำคัญกว่าทุกกรณี ทุกกิจกรรมอยู่ที่ครู และครูถือเป็นผู้อำนวยความสะดวกทุกกิจกรรม แล้วท่านจะพบด้วยตนเองว่า เป็นกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้ทุกอย่าง ตอนนี้ขอให้ท่านได้คิดตามแนวทางหรือหลักการ ดังต่อไปนี้

กิจกรรมที่ 1 อ่านออก...อ่านได้ : กำหนดการสะกดคำภาษาไทย

  1. ครูประจำชั้นแบ่งนักเรียนออกเป็น 4 กลุ่ม โดยวิธีการนับ


  2. ตัวแทนกลุ่มจับสลากเลขที่ของกลุ่ม เพื่อใช้ตลอดปีการศึกษา (กลุ่ม 1-2-3-4)


  3. แบ่งพยัญชนะภาษาไทยออกเป็น 4 กลุ่มๆ ละ 11 ตัว ให้กับกลุ่มนักเรียนตามข้อ 2 เขียนลงสมุด


  4. ตัวแทนกลุ่มจับสลากสระ กลุ่มละ 2 ตัว และตัวสะกดอื่นๆ ที่มีในหนังสือภาษาไทยมาประสมกับพยัญชนะทุกตัว


  5. แต่ละกลุ่มลุกขึ้นยืน อ่านคำประสมแล้วทีละกลุ่ม เรียงตามลำดับ เช่น กลุ่มที่ 1 ก - ะ = กะ, ข - ะ = ขะ,.. ก – า = กา, ข – า = ขา,...


  6. ทุกลุ่มจ้ะองนำสระตัวสะกด วรรณยุกต์และหลักการสะกดคำอื่นๆ ในภาษาไทย อักษรนำ อักษรควบ มาสะกดกับพยัญชนะเป็นคำอ่านไปเรื่อยๆ จนครบหรือพึงพอใจ


  7. ใช้ระยะเวลา 1-2 เดือน (สำหรับ ป1. – ป.2) 1 เดือน (สำหรับ ป.3 – ป.6)
กิจกรรมที่ 2 ไปใช้ห้องสมุด : กำหนด แนะนำตู้/ชั้นเก็บของหนังสือ เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่จะเข้าไปค้นคว้า/อ่าน ภายหลังประเมินความพึงพอใจ ในกิจกรรมที่ 1 ตามวัน/กลุ่มสาระ ดังนี้

  1. วันจันทร์ อ่านและบันทึกหนังสือในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย


  2. วันอังคาร อ่านและบันทึกหนังสือในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และสุขศึกษา และพลศึกษา


  3. วันพุธ อ่านและบันทึกหนังสือในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม


  4. วันพฤหัสบดี อ่านและบันทึกหนังสือในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ


  5. วันศุกร์ อ่านและบันทึกหนังสือในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยีและศิลปะ


  6. หนังสือสารานุกรม พจนานุกรมภาษาไทย - ภาษาอังกฤษ สารสารสิชาการ วารสารทั่วไป หนังสือนอกหลักสูตร นิยาย นิทาน การ์ตูน และหนังสือพิมพ์อ่านได้ทุกวัน หรือแล้วแต่ครูกำหนดให้ค้นคว้า/อ่าน/บันทึก


  7. ครูควรจัดทำแบบบันทึกการเข้าใช้ห้องสมุด/อ่านหนังสือ ให้นักเรียนลงลายมือชื่อทุกครั้ง เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบพัฒนาการการเขียนหนังสือของนักเรียนแต่ละคนแต่ละชั้นว่าเป็นอย่างไร เปรียบเทียบลายมือชื่อวันแรก กับหนึ่งสัปดาห์ สองสัปดาห์ หรือหนึ่งเดือน หรือหนึ่งปี เป็นอย่างไร สถิติการอ่านหนังสือ สถิติการใช้ห้องสมุด การพิจารณาตัดสินมอบรางวัลแก่นักเรียนตามแบบบันทึกที่สมมติขึ้นนี้ และสามารถนำไปปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม
แบบบันทึกการใช้ห้องสมุด/อ่านหนังสือ โรงเรียน.............................

สัปดาห์ที่............วัน...............วันที่..............เดือน......................พ.ศ.................

ภาคเรียนที่...............ปีการศึกษา..................

กลุ่มสาระการเรียนรู้.........................ชั้นประถมศึกษาปีที่...................


กิจกรรมที่ 3 สมุดบันทึกการอ่าน : กำหนดการบันทึกในสมุดบันทึกการอ่านในสารความสำคัญที่ได้จากการอ่าน ประโยชน์ที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ที่ได้จากการอ่านหนังสือกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 สาระกลุ่มการเรียนรู้ ตามวันที่กำหนดไว้ บันทึกตามแบบฟอร์มที่สมมติขึ้นท้ายบทความซึ่งสามารถปรับปรุงแก้ไข ตัดออก/เพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม

กิจกรรมที่ 4 นำเสนอรายงาน : กำหนดการนำข้อมูลบันทึกการอ่านจากกิจกรรมที่ 3 นำมาเสนอการอ่าน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการสะกดคำ การอ่านออก - อ่านได้ เขียนได้ และสรุปความได้ถูกต้องหรือไม่ต่อหน้าเพื่อน ต่อหน้าชั้นเรียน ต่อหน้าเสาธง ต่อหน้าห้องประชุมต่อหน้าชุมชน และครูสามารถบันทึก การอ่าน/นำเสนอรายงาน

กิจกรรมที่ 5 ใส่พานมอบรางวัล : กำหนดการพิจารณาบันทึกการอ่าน และรายงานการอ่านดีเด่นของนักเรียนแต่ละคน ในแต่ละชั้นเรียน ในแต่ละกลุ่มสาระการเยนรู้ ว่ามีผู้ใดบ้างที่ผ่านเกณฑ์ดีที่สุด หรือ ดี หรือพอใช้ ตามหลักเกณฑ์การประเมินที่ตกลงกัน ล่วงหน้าและมอบรางวัล อาจเป็นใยประกาศนียบัตรหรือเกียรติบัตร ทุนการศึกษา เงินสด ถ้วยรางวัลพร้อมกันกับรางวัลจากกิจกรรมอื่นๆ ในกิจกรรมวันสำคัญ การจัดนิทรรศการทางวิชาการ หรือวันปัจฉิมนิเทศ เพื่อความภาคภูมิใจครั้งสุดท้าย ก่อนจากโรงเรียนไปก็ยังได้

กิจกรรมทั้ง 5 กิจกรรมแม้จะเป็นกิจกรรมที่ง่ายๆ แต่ก็ต้องอาศัยคุณครูในการกระตุ้นให้นักเรียนคิดสะกิดให้นักเรียนถาม และพยายามให้นักเรียนปฏิบัติมากๆ จะเกิดประโยชน์ต่อนักเรียน และประสบความสำเร็จในที่สุด

(แบบปกด้านนอก)

สมุดบันทึกการอ่าน

โครงการส่งเสริมนิสัย "รักการอ่าน"

กิจกรรม "ยอดนักอ่าน" (เปลี่ยนชื่อกิจกรรมตามต้องการ) ของ

ชื่อ...........................................................

ชั้น.................เลขที่.....................

ภาคเรียนที่......................ปีการศึกษา................


โรงเรียน......................................................

อำเภอ....................จังหวัด........................

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา.....................เขต.....................




ลงชื่อ...........................................ครูประจำชั้น

(...........................................)

ลงชื่อ...........................................ผู้อำนวยการ

(...........................................)



(แบบปกด้านใน)

ติดรูปของเด็กนักเรียนประถมศึกษาและลงประวัติของเด็กนักเรียน


(ปกหลังด้านใน)

ข้อมูลการอ่านหนังสือ

ด.ช./ด.ญ..................................ชั้น................เลขที่...............


จากกิจกรรมง่ายๆ ทั้ง 5 กิจกรรม ล้วนแต่เป็นกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญทั้งสิ้น เด็กนักเรียนจะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติเอง คิดเอง ทำเอง แก้ปัญหาเอง แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ และอำนวยความสะดวกอย่างใกล้ชิดของคุณครูทุกระดับชั้น เป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน มีการแข่งขัน มีการมอบรางวัล อย่างกิจกรรมที่ 1 ท่านจะพบว่ามีการแบ่งเพื่อนเข้ากลุ่มมีการอิดออด แย่งตัว กิจกรรมที่ 2 แนะนำห้องสมุด ชั้นเก็บหนังสือแต่ละประเภท แต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ จำนวนหนังสือในห้องสมุดของโรงเรียนขนาดเล็ก ทั่วประเทศก็สามารถจัดได้ ถ้าคุณครูสามารถจัดให้เด็กนักเรียนได้อ่านจริงๆ ไม่จำเป็นต้องอ่านครบทุกเล่ม ให้เด็กนักเรียนสามารถอ่านออก-อ่านได้ตามกลุ่ม สาระการเรียนรู้เพียงคนละ 8-10 เล่ม/ปี ก็คล่องแล้ว ข้อสำคัญควรจัดสถานที่สำหรับเด็กนักเรียน มีที่นั่งศึกษาค้นคว้า และปฏิบัติกิจกรรมอย่างเพียงพอ บันทึกสาระการอ่านในแต่ละกิจกรรมนั้น นักเรียนจะได้มีโอกาสพบปะใกล้ชิดทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูประจำชั้น ผู้บริหาร เพื่อร่วมชั้น และชุมชน ในกรณีการนำเสนอ ซึ่งจะช่วยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้บริหาร เพื่อร่วมชั้น และชุมชน เป็นไปด้วยความรักความเข้าใจที่ดีต่อกัน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาด้านการเรียนและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็กนักเรียนให้มีลักษณะนิสัยที่พึงประสงค์ได้อีกทางหนึ่ง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าความสามารถในการอ่านของเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาจะดีหรือล้มเหลว ขึ้นอยู่กับประสบการณ์การอ่านในโรงเรียนส่วนหนึ่ง และจากบทบาทของผู้ปกครองหรือชุมชนอีกส่วนหนึ่ง และเมื่อนักเรียนบันทึกการอ่านแล้วต้องนำไปให้ผู้ปกครองลงนาม ครูลงนาม ผู้เขียนจึงมีความเชื่อมั่นว่าในกิจกรรม 5 กิจกรรมง่ายๆ แบบนี้จะช่วยพัฒนาการอ่านออก-อ่านได้ การสะกดคำ และการอ่านคำภาษาไทยได้ของเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาของคุณครูทั้งหลายทั่วประเทศ และเมื่อเด็กนักเรียนอ่านออก - อ่านได้แล้วก็ย่อมจะสามารถสอนให้นักเรียน "รักการอ่าน" ต่อไป

กิจกรรมที่ 1- 5 เด็กนักเรียนจะได้รับรู้พัฒนาการด้านการอ่าน-การเขียน ชื่อ - นามสกุลของตนเองจากการลงลายมือชื่อในสมุดบันทึกการเข้าใช้ห้องสมุด/อ่านหนังสือ โรงเรียน... ชื่อหนังสือที่อ่าน บันทึกสาระการอ่าน รายงานการอ่าน การนำเสนอ การมอบรางวัลจากการอ่านแก่นักเรียนที่มีผลงานการอ่านในระดับต้นๆ ของชั้นเรียน ของโรงเรียน และของกลุ่มโรงเรียน ย่อมส่งผลให้นักเรียนมีพัฒนาการที่ดี มากยิ่งขึ้น และถ้าหากผลงานดังกล่าวได้รับการคัดเลือก เป็นผลงานดีเด่น เก็บไว้ในห้องสมุด เพื่อให้คนอื่นได้อ่านและศึกษา ก็ยิ่งจะได้รับความสนใจ แรงบันดาลใจจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูประจำชั้น ชุมชน สนับสนุนเด็กนักเรียน ระดับประถมศึกษา ให้มีกำลังกาย กำลังใจ กำลังสมองในการสร้างสรรค์ผลงานการอ่าน และการดำรงชีวิตของตนให้ดียิ่งขึ้น ดีกว่าปล่อยให้เสียเวลาไปกับการเล่นเกม มั่วสิ่งเสพติด สิ่งมึนเมา และการพนัน ซึ่งหลักการนี้สอดคล้องกับนักศึกษา ผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญหลายท่านกล่าวว่า การปลูกฝังทักษะการอ่านในแต่ละระดับชั้นนั้น ควรจะทำให้เด็กนักเรียนเกิดการเรียนรู้ ทักษะการอ่านทั้ง 5 ทักษะ คือ

  1. ทักษะการอ่านออก (Decoding Skills)


  2. ทักษะการอ่านได้ (Word Processing Skills)


  3. ทักษะการอ่านเป็น (Comprehension Reading Skills)


  4. ทักษะการอ่านเก่ง (Critical Reading Skills)


  5. ทักษะแสวงหาความรู้ (Study Skills) อันเป็นการปูพื้นฐานการอ่านออก-อ่านได้ การสะกดคำ และการอ่านคำภาษาไทยได้ ย่อความ สรุปความ คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ที่จะส่งผลให้เด็กนักเรียนมีความ "รักการอ่าน" หนังสือทุปกระเภทอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การเกิด "นิสัยรักการอ่าน" ตรงตามมาตรฐานด้านผู้เรียนมาตรฐานที่ 6 ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ตามตัวบ่งชี้ 61 ผู้เรียนมีนิสัยรักการอ่าน สนใจแสวงหาความรู้จากแหล่งต่างๆ รอบตัว ตัวบ่งชี้ 6.2 ผู้เรียนใฝ่รู้ ใฝ่เรียน สนุกกับการเรียนรู้ และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ตัวบ่งชี้ที่ 6.3 ผู้เรียนสามารถใช้ห้องสมุด ใช้แหล่งเรียนรู้ และสื่อต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษาอื่นๆ ที่จะได้ตามมาก็คือ ผู้เรียนอาจยกระดับ ทักษะการอ่านออก ทักษะการอ่านได้ ทักษะการอ่านเป็น ทักษะการอ่านเก่ง และทักษะการแสวงหาความรู้ มีความคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง และมีวิสัยทัศน์ คือ มาตรฐานที่ 4 มีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร คือ มาตรฐานที่ 5 มาตรฐานด้านผู้เรียนในระดับคุณภาพที่สูงขึ้น ตรงตามเป้าหมายของโรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) กระทรวงศึกษาธิการ และประเทศชาติในอนาคต

โดย คมสันติ์ คมน์ทิพยรัตน์
ที่มาข้อมูล : วารสารวิชาการ ปีที่ 12 ฉบับที่ 12 เมษายน - มิถุนายน 2552
จำนวนคนอ่าน 102860 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved