ข่าวแวดวงครู
เปิดสอบครู
ห้องพักครู
แผนการสอน
บันทึกคุณครู
Tip & tricks
สหกรณ์เพื่อนครู
กฎหมายในวงการศึกษา
 

 
หน้าแรก | มุมคุณครู | ห้องพักครู
   

การสอนแบบกรณีศึกษาที่ครูน่านำสอน
   

ลีลาการสอนอีกลีลาหนึ่ง ที่เห็นว่าคุณครูน่าจะนำมาสอน เพราะถ้าผู้เรียนสามารถเรียนรู้จนเกิดทักษะการเรียนรู้หรือเกิดลีลาการเรียนรู้ได้ตั่งที่เรียนร่วมกับคุณครูแล้ว เชื่อว่าผู้เรียนจะสามารถนำลีลาการเรียนรู้นี้ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง ลีลาการเรียนรู้ดังกล่าวนี้คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกรณีศึกษา (Case Study) ซึ่งเป็นการศึกษาแบบเจาะลึกเฉพาะเรื่อง เฉพาะงานที่ผู้เรียนสามารถออกไป สังเกต ศึกษา สืบค้น และสอบค้น ความรู้ที่มีอยู่ในท้องถิ่น ในโรงงานหรือในสถานประกอบการอาชีพ และแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ตามที่ต้องการเรียนรู้ได้

ฟังชื่อ กรณีศึกษาแล้วอาจจะคิดว่าวิธีการจัดกิจกรรมคงจะยาก เพราะชื่อแปลกและเหมือนกับกรณีศึกษาเด็กเป็นรายบุคคล ซึ่งความจริงแล้วมันก็ใช่นั้นแหละ เพราะการเรียนรู้แบบกรณีศึกษานั้น ถ้าเปรียบเด็กก็เหมือนกับแหล่งเรียนรู้ที่ผู้เรียนจะต้องสืบค้นประวัติความเป็นมาย้อนหลัง จนถึงปัจจุบันและศึกษารายละเอียดปลีกย่อยแต่ละด้านจนได้ข้อมูลเป็นที่น่าพอใจแล้วจึงจะพอ เพราะสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาสรุปได้จนรู้แบบรู้จริงในเรื่องนั้นๆ ที่อาจจะคาดการณ์สู่อนาคตได้

ในการเรียนรู้แบบกรณีศึกษานี้ คุณครูจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเดินออกจากห้องเรียนไปรับรู้หรือเรียนรู้ประสบการณ์ตรงจาก นอกรั้วโรงเรียน เรียนรู้ของจริงจากแหล่งเรียนรู้จริงแบบสามารถลูบคลำสัมผัสเรียนรู้จากเรื่องราวที่เป็นจริง ด้วยชีวิตแห่งความเป็นจริงได้ด้วยตนเอง

การจัดกิจกรรมเรียนรู้อย่างนี้ ผู้สอนสามารถจัดให้ผู้เรียนศึกษาเรียนรู้ เจาะลึกแบบโครงงาน (Projet work) หรือ เรียนรู้แบบ Story Line ได้อย่างดี ขอเพียงแต่คุณครูมอบความไว้วางใจให้ผู้เรียนได้ลงมือ วางแผนการเรียนรู้ด้วยตนเอง ออกไปปฏิบัติการ สืบสาวราวเรื่อง ที่ต้องการจะเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

วิธีการที่ผู้เรียนออกไปสืบค้นหาความรู้จากโรงงาน จากแหล่งเรียนรู้ ที่ตนใคร่จะเรียนรู้เรื่องนั้นๆ ด้วยตนเองนั้น เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ที่ผู้เรียนจะได้ทั้ง

  • วิธีการเรียนรู้ของภูมิปัญญาที่ผู้เรียน


  • องค์ความรู้ ที่ภูมิปัญญาถ่ายทอดให้ผู้เรียนรู้


  • ความรู้สึก ต่อสิ่งที่ผู้บอกเล่าถ่ายทอดให้ผู้เรียนรู้
องค์ประกอบทั้ง 3 ประการนี้ คือ ความรู้แท้ที่มีอยู่ในภูมิปัญญาท้องถิ่นที่จะสามารถถ่ายทอดให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ และสำหรับตัวผู้เรียนเองนั้น ก็จะเกิดองค์ความรู้ในด้าน

  • วิธีการเรียนรู้


  • องค์ความรู้ที่สามารถศึกษาเรียนรู้ได้มาด้วยตนเอง


  • ความรู้สึกต่อวิธีการเรียนรู้
สิ่งที่ผู้เรียนเรียนรู้ได้ทั้ง 3 ประการ คือความรู้แท้ ซึ่งจะเป็นความรู้ที่ยั่งยืน ฝังใจ ติดตัวผู้เรียนอยู่ได้นานเพราะเป็นประสบการณ์ที่ได้สัมผัสมาด้วยตนเอง อีกทั้งผู้เรียนก็จะเกิด

  • วิธีการเรียนรู้ใหม่


  • ความรู้ใหม่


  • คำตอบใหม่
การเรียนรู้แบบกรณีศึกษานี้ ผู้เรียนจะต้องตั้งประเด็นคำถาม หรือ ตั้งปัญหา ที่ตนใคร่รู้ขึ้นมา พยายามสืบเสาะหาแหล่งเรียนรู้ แล้วไปเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้นั้นจะเป็นการเรียนรู้แบบคนเดียว หรือเรียนเป็นกลุ่มก็ได้ทั้งนี้อยู่ที่ความต้องการของผู้เรียน

การตั้งประเด็นคำถามนั้น ผู้เรียนจะต้องเน้นย้ำถึงการสืบค้นหาสาเหตุ ความเป็นมาของปัญหา เงื่อนไขหรือปัจจัยต่างๆ ที่ก่อให้เกิดปัญหาที่แท้จริง จนส่งผลกระทบให้เกิดเรื่องหรือปัญหาขึ้นมาโดยที่ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการศึกษาอย่างเป็นระบบ แล้วนำข้อมูลจากหลากหลายแหล่งเรียนรู้ที่ผู้เรียนสืบค้นได้ มาทำการวิเคราะห์ สังเคราะห์ สรุปเป็นความรู้ในเรื่องนั้น

สิ่งที่คุณครูผู้สอนจะต้องตระหนัก คือ เมื่อผู้เรียนตั้งคำถามแล้วนำไปสืบค้นคำตอบจากแหล่งเรียนรู้นั้น คุณครูจะต้องคอยกระตุ้นให้ผู้เรียน สืบค้นข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้หลากหลายแหล่ง ในแต่ละประเด็นคำถาม อย่ายอมรับข้อมูลที่มาจากแหล่งเรียนรู้เพียงแหล่งเดียว เพื่อสอนวิธีการสืบค้นและวิธีการเก็บข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ และต้องชี้ให้เห็นถึงความต่างของข้อมูลที่ได้มาจากแหล่งเรียนรู้เดียวกัน หลากหลายแหล่งเรียนรู้ ว่าในแต่ละคำตอบนั้นมีความต่างหรือเหมือนกันอย่างไร ความน่าเชื่อถือของข้อมูลเป็นอย่างไร นี่คือวิญญาณของการเรียนรู้

การตั้งประเด็นคำถามแบบเจาะลึก เพื่อศึกษาความเป็นมาของปัญหานั้น ผู้เรียนจะต้องพยายามตั้งประเด็นเพื่อ

  1. ศึกษาสภาพความเป็นอยู่ของคนในสังคมนั้นว่ามีความเป็นอยู่อย่างไร มีความเป็นมาอย่างไร มีความคิดค่านิยม จริยธรรมและความเชื่ออย่างไร ซึ่งเป็นคำถามเพื่อสืบค้นข้อมูลเชิง มานุษวิทยา จิตวิทยา สังคมวิทยา ศาสนา และจริยธรรม เช่น เรื่อง “ตลาดชุมชน” น่าจะถามคำถามว่า

    • สมัยคุณปู่ คุณย่าเล็กๆ อยู่นั้นคนในชุมชนมีความเป็นอยู่กันอย่างไร


    • ตอนนั้นคนในชุมชนใช้วิธีการใดเกี่ยวกับอาหารการกิน เช่น พวกพืช ผักผลไม้ เนื้อสัตว์ต่างๆ ข้าว ขนม


    • ทำไมคนในชุมชนจึงใช้วิธีการนั้น


    • คุณปู่ คุณย่ามีความรู้สึกอย่างไรที่ได้อยู่ในชุมชนในสภาพอย่างนั้น


    • ชีวิตของชาวบ้านในชุมชนสมัยนั้นมีความเป็นอยู่อย่างนั้น เป็นอย่างไรบ้าง


    • มีสิ่งใดบ้างที่พอจะบ่งบอกถึงลักษณะสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคสมัยนั้น

  2. สภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่ผู้คนในสังคมนั้นอาศัยอยู่เป็นอย่างไร สืบสวนจากภูมิปัญญาหรือผู้เฒ่าในท้องถิ่นเพื่อจะถามหาข้อมูลทางด้านภูมิศาสตร์


  3. ชุมชนนี้มีการจัดระเบียบทางสังคมอย่างไรบ้าง คำถามนี้ต้องการรู้เรื่องราว ทางด้านการปกครอง ซึ่งผู้เรียนจะต้องใช้วิธีการ สังเกต สืบค้น สืบหาจากสภาพจริงของพฤติกรรมทางสังคมในชุมชนนั้นๆ อันเกี่ยวกับสภาพการจัดการระเบียบทางสังคม


  4. สังคมมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงจากอดีตสู่ปัจจุบันอย่างไรบ้าง ข้อมูลอย่างนี้ผู้เรียนจะต้องแสวงหามาได้ด้วยวิธีการสืบหา ความจริงจากชุมชนและค้นคว้าจากเอกสารต่างๆ ที่ปรากฏอยู่มาสรุปเป็นข้อมูลความรู้ของผู้เรียน ซึ่งเป็นความรู้ทางด้าน ประวัติศาสตร์
จะเห็นได้ว่า คำตอบที่จะได้มานั้นผู้เรียนจะต้องสืบเสาะแสวงหาจากชุมชนเป็นหลัก ต้องเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง ต้องศึกษาเรียนรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่น จากพ่อเฒ่า แม่เฒ่า ซึ่งบุคคลเหล่านี้ได้ผ่านเรื่องราวและประสบการณ์ต่างๆ มาด้วยตนเอง แล้วตกผลึกเรื่องราวเหล่านั้นเป็นความรู้ซ้อนอยู่ในตน เมื่อผู้เรียนเพียรถาม ผู้คนเหล่านั้นก็จะรำลึกแล้วเผยความรู้ที่ซ้อนอยู่นั้นมาบอกเล่า สืบทอดเป็นความรู้ใหม่ของผู้เรียนได้

แต่สิ่งหนึ่งที่คุณครูผู้สอนพึงสำเหนียกเอาไว้คือความรู้ที่ผู้เรียนได้มานั้น ไม่มีผิด ไม่มีถูก แต่ผู้เรียนจะต้องใช้ดุลยพินิจพิจารณาวิเคราะห์ สังเคราะห์ ข้อมูลเหล่านั้น มาสรุปเป็นข้อมูลเฉพาะตนได้

การที่จะได้ข้อมูลใกล้เคียงความจริงมากที่สุด ผู้เรียนจะต้องนำข้อมูลที่ได้มาครั้งแรกมาพิจารณาดูว่า พอไหม ซึ่งแน่นอนข้อมูลเหล่านั้นจะต้องมีสิ่งที่ผู้เรียนต้องการรู้อีก เรียกว่า สิ่งที่อยากรู้เพิ่ม ผู้เรียนจะต้องตั้งคำถามต่อแล้วออกไปสืบค้นหาคำตอบมาสรุป และพิจารณาค้นหาสิ่งที่อยากรู้เพิ่มอีก สร้างคำถามแล้วไปสืบเสาะหาอีกทำซ้ำๆ อยู่อย่างนี้จนกระทั่ง ข้อมูลถึงจุดอิ่มตัว ก็เป็นอันว่า เพียงแค่นี้พอแล้ว นี่คือวิธีการเรียนรู้การเก็บข้อมูลความรู้

ก่อนที่ผู้เรียนจะตั้งประเด็นคำถามนำไปสืบค้นข้อมูลจากชุมชน ผู้เรียนจะต้องถามตนเองก่อนว่า

  1. เราจะเก็บข้อมูลในด้านใดบ้าง


  2. ข้อมูลแต่ละด้านนั้นเราควรเก็บในเรื่องใดบ้าง


  3. ข้อมูลแต่ละด้านเราควรเก็บจากแหล่งข้อมูลใดบ้าง


  4. เราจะเก็บข้อมูลด้วยวิธีการใด


  5. เราจะตั้งคำถามว่าอย่างไรบ้าง


  6. เราจะเตรียมตัวอย่างไรในการออกไปปฏิบัติการเก็บข้อมูลในชุมชน
จะเห็นได้ว่าประเด็นทั้ง 6 ประเด็นนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องของการวางแผนการเรียนรู้ และเป็นการเตรียมการทำงานอย่างมีแผนงาน ซึ่งถ้าหากผู้เรียนสามารถดำเนินการได้ครบถ้วนทั้ง 6 ประเด็น และฝึกปฏิบัติบ่อยๆ หลายๆ เรื่องราวแห่งการเรียนรู้ ผู้เรียนก็จะเก่งในการวางแผนการเรียนรู้

คุณครูลองคิดดูว่า ถ้านักเรียนของคุณครูวางแผนการเรียนรู้ได้เองในทักษะการเรียนรู้แบบกรณีศึกษาแล้ว ทักษะการเรียนอื่นๆ นักเรียนจะวางแผนการเรียนได้ไหม เชื่อว่านักเรียนจะสามารถ เชื่อมโยงวิธีการเรียนรู้จากวิธีหนึ่งไปสู่อีกวิธีหนึ่งได้

การเรียนรู้แบบวิธีกรณีศึกษา เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนจะต้องใช้ความสามารถของตนเองในการแก้ปัญหาทุกอย่างที่ตนผจญในห้วงเวลาที่ออกไปเก็บรวบรวมข้อมูลในชุมชน เช่น ผู้เรียนเตรียมคำถามจะไปถาม คนๆ หนึ่ง แต่เขาไม่อยู่จะทำอย่างไร จึงจะกลับมาโดยว่างเปล่า ตรงนี้ผู้เรียนด้วยคิดหาวิธีการแก้ปัญหา หรือในกรณีที่คำถามที่เตรียมไปนั้นหมดลง แต่ผู้ตอบให้ความรู้ดี จะถามต่ออย่างไรอีกเรื่องราวเหล่านี้ผู้เรียนจะต้องคิดหาวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตนเอง นี่คือการนำความรู้เดินของตนหรือความสามารถเฉพาะตนมาใช้ เป็นปัญญาของผู้เรียนระดับหนึ่งด้วย และนี่คือ บทเรียนชีวิตที่ผู้เรียนจะค้นพบวิธีการแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง

สำหรับเรื่องราวที่จะนำมาตั้งเป็นเรื่องของกรณีศึกษานั้นมีมากมาย เช่น กรณีศึกษานิทานพื้นบ้าน กรณีศึกษายาสมุนไพรในชุมชน กรณีศึกษาตลาดนัดชุมชน กรณีศึกษาประวัติความเป็นมาของชุมชน และเรื่องราวต่างๆ ที่ผู้เรียนต้องการจะเรียนรู้จากชุมชน และบางเรื่องบางราวคุณครูสามารถจัดกิจกรรมเรียนรู้ได้

เราจะเห็นได้ว่าคำบางคำ หรือเรื่องบางเรื่องที่ผู้เรียนไม่เข้าใจ เช่นคำว่า อุบัติเหตุ ซึ่งนักเรียนต้องการความเข้าใจเชิงลึกกว่าคำแปลธรรมดา ผู้เรียนก็สามารถสร้างคำถามไปสืบค้นข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ด้วยตนเองได้ และคำตอบที่ได้มาก็จะได้แบบบูรณาการ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกรณีศึกษานี้ นอกจากจะจัดกิจกรรมในชั้นเรียนแล้วยังสามารถจัดกิจกรรมในรูปแบบบ้านเรียนรู้ได้ โดยที่ผู้ปกครองเด็กๆ แทนที่จะนำเที่ยวที่ต่างๆ ต้องให้ลูกหลานวางแผนการเรียนรู้หรือการเที่ยว ต้องตั้งประเด็นคำถามไปค้นหาคำตอบจากการดู การสัมผัสสิ่งนั้นๆ แล้วมาสรุป บทเรียนกันที่บ้าน ผู้เรียนก็จะรู้ทั้งตัวความรู้วิธีเรียนรู้และเกิด ความรู้สึกดีๆ ต่อการเรียนรู้ด้วย

ท่านผู้ปกครองที่มีเด็กน้อยอยู่นั้นลองทำวิธีการกรณีศึกษาไปให้ลูกหลานท่านเรียนรู้ ด้วยการตั้งคำถามง่ายๆ อย่างเด็กๆ แล้วไปค้นหาคำตอบมาเล่าสู่ให้ท่านฟัง และลงบันทึกข้อมูลไว้ ทำบ่อยๆ ลูกหลานของท่านจะเก่ง ในการตอบแบบบรรยาย ไม่เชื่อลองดู


ที่มาข้อมูล : http://www.newschool.in.th
จำนวนคนอ่าน 6596 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved