ข่าวแวดวงครู
เปิดสอบครู
ห้องพักครู
แผนการสอน
บันทึกคุณครู
Tip & tricks
สหกรณ์เพื่อนครู
กฎหมายในวงการศึกษา
เปิดสอบราชการทั่วไป
 

 
หน้าแรก | มุมคุณครู | ห้องพักครู
   

สิทธิเด็กควรป้องกัน
   

สืบเนื่องจากประเทศไทยได้ร่วมลงนามรับรองอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กขององค์การสหประชาชาติ เมื่อพุทธศักราช 2535 เป็นต้นมา และองค์การยูนีเซฟประเทศไทยได้เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสิทธิเด็กแก่ผู้ทำหน้าที่เกี่ยวกับเด็ก และเยาวชนในหน่วยงานต่างๆ ไปบ้างแต่ก็มีเหตุการณ์เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิเด็กบ่อยครั้ง จึงขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายร่วมมือกันป้องกันคุ้มครองสิทธิเด็ก เพื่อการเจริญและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กมีทั้งสิ้น 54 ข้อ มีสาระสำคัญเกี่ยวกับสิทธิเด็กพื้นฐานของเด็ก 4 ประการ คือ

  1. สิทธิที่จะมีชีวิต

  2. สิทธิได้รับความคุ้มครอง

  3. สิทธิได้รับการพัฒนา

  4. สิทธิในการมีส่วนร่วมทางสังคม
นอกจากนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 ยังได้บัญญัติเกี่ยวกันสิทธิเด็กไว้หลายมาตรา ได้แก่

  • ม.30 กล่าวถึงความเสมอภาค และความเท่าเทียมของบุคคลและเลือกปฏิบัติเพราะ เหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องอายุ

  • ม.43 กล่าวถึงสิทธิในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐต้องจัดหาให้อย่างทั่วถึง อย่างมีคุณภาพ และไม่เก็บค่าใช้จ่าย

  • ม.53 กล่าวถึงการคุ้มครองและเลี้ยงดูของรัฐต่อเด็ก และเยาวชนที่ได้รับความรุนแรงในครอบครัว และไม่มีผู้ดูแลหรือถูกทอดทิ้ง

  • ม.80 กล่าวถึงบทบาทของรัฐที่ต้อง คุ้มครองการพัฒนาเด็ก

  • ม.86 กล่าวถึงบทบาทของรัฐที่ต้อง คุ้มครองแรงงานเด็ก

  • ม.190 กล่าวถึงการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็กในสภาฯ ตั้งผู้แทนองค์การที่เกี่ยวกับเด็กเข้าเป็นคณะกรรมมาธิการวิสามัญด้วย
กระทรวงศึกษาธิการมีหน้าที่รับผิดชอบจัดการศึกษา ทำหน้าที่ในการพิทักษ์สิทธิและช่วยเหลือเด็กทางการศึกษาได้กำหนดนโยบายในการดำเนินดังนี้

  1. ให้สถานศึกษาจัดการศึกษา โดยเคารพสิทธิพื้นฐานของเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 ซึ่งหมายถึง

    • เด็กมีฐานะเหมือนบุคคลทั่วไปในสังคมมีสิทธิมีเสียงตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดนอกจากปัจจัยสี่แล้ว เด็กมีโอกาสแสดงออกทั้งความคิดและการกระทำตราบที่ไม่ไปละเมิดสิทธิบุคคลอื่น และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายหรืออันตรายต่อเด็ก

    • รัฐต้องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เด็กทุกคนจึงมีสิทธิได้รับบริการการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี

    • เด็กได้รับความรุนแรงจากครอบครัวไม่ว่าจะถูกทำร้ายหรือทุกตี ถูกละเมิดทางเพศหรือถูกทอดทิ้ง ขาดปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องเข้าช่วยเหลือเด็กเหล่านั้นและในทางกลับกันเป็นสิทธิได้ที่จะได้รับบริการจากรัฐอย่างเพียงพอและเหมาะสม

    • รัฐต้องมีนโยบายในการพัฒนาเด็ก และคุ้มครองเด็กให้อยู่รอดปลอดภัยในสังคม

    • รัฐต้องคุ้มครองการใช้แรงงานเด็กไม่ละเมิดกฎหมายแรงงาน และต้องสนับสนุนแรงงานเด็กให้ได้รับโอกาสทางสังคมเหมือนทั่วไปด้วย

  2. ให้สถานศึกษาดูแล มิให้ครูหรือบุคคลทางการศึกษาละเมิดสิทธิเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดทางร่างกาย ทางเพศ หรือจิตใจ

  3. ให้สถานศึกษาดูแลเด็กที่ด้อยโอกาสทางการศึกษารวมทั้งเด็กพิการ เด็กไร้ที่พึ่ง เด็กที่ขาดการชี้แนะแนวทางทางการศึกษาให้ได้รับการพิทักษ์สิทธิ และเข้ารับบริการทางการศึกษา

  4. ให้สถานศึกษาให้ความสำคัญ เป็นธรรมแก่เด็กนักเรียน นักศึกษา มิให้ถูกไล่ออกจากระบบศึกษา

  5. ให้สถานศึกษาส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพทั้งร่างกาย และจิตใจที่ดีเพียงพอในการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ
จากนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่จะพิทักษ์สิทธิเด็ก และช่วยเหลือเด็กให้ได้รับการศึกษาอย่างทั่วไป เพื่อให้สถานศึกษาในความดูแลของกระทรวงศึกษาธิการดำเนินนโยบายดังกล่าว

  1. นำนโยบายมาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางการปฏิบัติเป็นของสถานศึกษา

  2. นำแนวทางไปสู่การปฏิบัติ เผยแพร่แก่ผู้เกี่ยวข้อง

  3. วางแผนการปฏิบัติเป็นขั้นตอน

  4. ดำเนินงานตามแผนที่กำหนด

  5. ติดตามผลการปฏิบัติงาน

  6. สรุป และรายงานผลการปฏิบัติงาน
การนำนโยบายมาวิเคราะห์อาจจะใช้วิธีการประชุมเชิงปฏิบัติการของคณะครูภายในโรงเรียน และสรุปเป็นแนวปฏิบัติ หรือตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อทำเรื่องสิทธิเด็กโดยเฉพาะ ถ้าจะวิเคราะห์นโยบายของกระทรวงศึกษาทั้ง 6 ข้อ มาเป็นแนวปฏิบัติ ขอเสนอแนะดังนี้

  1. จัดการเรียนการสอนโดยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็น และการกระทำในขอบเขตของตนไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น และคอยสอดส่องดูแลเด็กไม่ให้ไปกระทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย หรือกระทำในสิ่งที่เป็นผลร้ายต่อตนเอง และผู้อื่น อีกนัยหนึ่ง ให้โอกาสเด็กได้ศึกษาหาความรู้กฎหมายรัฐธรรมนูญ และเรียนรู้สิทธิของเด็กเองเพื่อจะได้ปฏิบัติตนได้ถูกต้อง


  2. ให้โอกาสแก่เด็ก ได้รับการศึกษาอย่างน้อย 12 ปี โรงเรียนควรสอดส่องดูแลเด็กที่ ผู้ปกครองขาดความใส่ใจไม่ให้การศึกษาแก่บุตรหลานของตนโดยการให้คำแนะนำ ช่วยเหลือเขาให้ส่งบุตรหลานของเขาได้เล่าเรียนตลอด 12 ปี


  3. หาทางป้องกันแก้ไขช่วยเหลือเด็กที่ถูกทำร้าย ทุบตี ล่วงละเมิดทางเพศ และถูกทอดทิ้งจากครอบครัว โดยการสอดส่องดูแลเด็กที่มีอาการผิดปกติ หรือศึกษาหาข้อมูลต่างๆ ในการช่วยเหลือเด็กพร้อมทั้งให้การศึกษาแก่เด็กไม่ให้ถูกทำร้าย ถูกละเมิดสิทธิ ป้องกันตนเอง และเมื่อถูกละเมิดสิทธิควรทำอย่างไร


  4. ให้การช่วยเหลือเด็กได้พัฒนาเต็มศักยภาพของเขาให้รู้จักคิดแก้ปัญหาเมื่อมีภัยมารู้จักป้องกันตนเองจากภัยทางสังคม เช่น การติดสารเสพติด โรคเอดส์ อุบัติเหตุ ฯลฯ


  5. ให้การศึกษาเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานแก่นักเรียนเพื่อป้องกันคุ้มครองการใช้แรงงานเด็ก การละเมิดกฎหมายแรงงานพร้อมให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับอาชีพต่างๆ เพื่อโอกาสในการประกอบอาชีพที่เหมาะสมต่อไป


  6. กำหนดเป็นมาตรการเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิเด็กในสถานศึกษาไม่ว่าจะเป็นการละเมิดทางร่างกาย ทางเพศ และจิตใจ


  7. ให้โอกาสแก่เด็กที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา เด็กพิการ เด็กไร้ที่พึ่ง ให้ได้รับบริการทางการศึกษา และได้รับการดูแล คุ้มครองสิทธิที่พึงได้รับ เช่นได้รับเครื่องอุปโภคบริโภค การป้องกันรักษาโรครวมทั้งการได้รับการศึกษา


  8. กำหนดแนวทางป้องกัน และแก้ปัญหามิให้เด็กถูกไล่ออกจากระบบการศึกษาโดยกำหนดวิธีการทำกิจกรรมพิเศษ สำหรับนักเรียนที่มีพฤติกรรมผิดปกติ เช่น ขาดความรับผิดชอบ ขาดระเบียบวินัย


  9. กำหนดนโยบาย หรือแนวทางที่จะพัฒนาเด็กนักเรียนให้มีคุณภาพทั้ง ด้านร่างกายและจิตใจ ให้เป็นคนดี คนเก่ง และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข
โดย อำนวย ยาวิลาศ : เอกสารอ้างอิง : ศูนย์พิทักษ์และช่วยเหลือเด็กทางการศึกษา.คู่มือช่วยเหลือเด็ก กรุงเทพฯ
ที่มาข้อมูล : http://www.nitesonline.net
จำนวนคนอ่าน 6523 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved