ข่าวแวดวงครู
เปิดสอบครู
ห้องพักครู
แผนการสอน
บันทึกคุณครู
Tip & tricks
สหกรณ์เพื่อนครู
กฎหมายในวงการศึกษา
เปิดสอบราชการทั่วไป
 

 
หน้าแรก | มุมคุณครู | แผนการสอน
   

:: แผนการสอน วิชา วิทยาศาสตร์ ระดับชั้น ม.3
พันธุกรรมและความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต (ม.3 แผน 4)
   
หัวข้อ :
กฎของเมนเดล

สาระสำคัญ :
เมนเดล บาทหลวงชาวออสเตรเลีย ผู้ได้ชื่อว่า “บิดาแห่งวิชาพันธุศาสตร์” ได้ศึกษาเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม และได้ตั้งกฎไว้ 2 ข้อ คือ

  1. กฎแห่การแยกตัว (law of segregation) กล่าวไว้ว่า ยีนในสิ่งมีชีวิตจะอยู่เป็นคู่ เมื่อมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ ยีนเหล่านี้จะแยกออกจากกันอย่างอิสระไปสู่เซลล์สืบพันธ์แต่ละเซลล์


  2. กฎแห่งการรวมกลุ่มอย่างอิสระ (law of independent assortment) กล่าวไว้ว่า ยีนที่อยู่ในเซลล์สืบพันธุ์จะมารวมกันอย่างอิสระเมื่อมีการปฏิสนธิ ทำให้ยีนดังกล่าวถูกถ่ายทอดไปยังรุ่นถัดไปได้ ซึ่งการถ่ายทอดลักษณะดังกล่าวจะถูกถ่ายทอดไปยังโครโมโซมร่างกายหรือโครโมโซมเพศ


ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง :
  1. อธิบายกฎข้อที่ 1 และข้อที่ 2 ของเมนเดลได้

  2. อธิบายการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ไปสู่ลูกหลานได้

  3. เขียนแผนภาพแสดงการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ไปสู่ลูกหลานได้


สาระการเรียนรู้ :
เมนเดล ได้ศึกษาเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม และได้ตั้งกฎไว้ 2 ข้อ คือ

  • กฎแห่การแยกตัว (law of segregation) กล่าวไว้ว่า ยีนในสิ่งมีชีวิตจะอยู่เป็นคู่ เมื่อมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ ยีนเหล่านี้จะแยกออกจากกันอย่างอิสระไปสู่เซลล์สืบพันธ์แต่ละเซลล์


  • กฎแห่งการรวมกลุ่มอย่างอิสระ (law of independent assortment) กล่าวไว้ว่า ยีนที่อยู่ในเซลล์สืบพันธุ์จะมารวมกันอย่างอิสระเมื่อมีการปฏิสนธิ ทำให้ยีนดังกล่าวถูกถ่ายทอดไปยังรุ่นถัดไปได้ ซึ่งการถ่ายทอดลักษณะดังกล่าวจะถูกถ่ายทอดไปยังโครโมโซมร่างกายหรือโครโมโซมเพศ
จากกฎของเมนเดลทั้ง 2 ข้อนี้ ทำให้แนวคิดเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมเกิดการเปลี่ยนแปลงและทำให้มนุษย์มีความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมเพิ่มขึ้น

ลักษณะของพันธุ์แท้กับพันทาง

  • ลักษณะพันธุ์แท้

    ลักษณะที่ปรากฏให้เห็นถ้าเป็นพันธุ์แท้จะมีอัลลีล (allele) ที่เหมือนกันมาเข้าคู่กัน เช่น เด่นเหมือนกันหรือด้อยเหมือนกัน กำหนดให้ BB เป็นลักษณะเด่น b เป็นลักษณะด้อย

    ลักษณะต้นสูงพันธุ์แท้จะมีอัลลีลของยีนที่เข้าคู่กันคือ BB
    ลักษณะต้นเตี้ยแคระพันธุ์แท้จะมีอัลลีลของยีนที่เข้าคู่กันคือ bb


  • ลักษณะพันทาง

    ลักษณะที่ปรากฎ (ฟีโนไทป์) ให้เห็นเป็นลักษณะเด่น แต่มีลักษณะด้อยแฝงอยู่ แอลลีลของยีนที่เข้าคู่กันจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น ลักษณะสูงไม่แท้ที่เรียกว่า พันทาง จะมีรูปแบบของยีน (จีโนไทป์) คือ Bb หรือ bB


กระบวนการจัดการเรียนรู้ :
  1. ครูและนักเรียนร่วมกันทบทวนเรื่อง พันธุกรรมที่ถ่ายทอดทางโครโมโซมเพศ หรือโรคทางพันธุกรรม ที่เรียนผ่านมาได้ว่า เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมร่างกายและโครโมโซมเพศในด้านรูปร่าง โครงสร้าง หรือจำนวนโครโมโซม ส่วนความผิดปกติของโครโมโซมในพืชนั้นจะพบน้อยกว่าคน เพราะส่วนใหญ่จะตายหรือเป็นหมันทำให้ไม่สามารถแพร่พันธุ์ต่อไปได้

    ที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมร่างกาย ได้แก่ กลุ่มอาการดาวน์ โรคตาบอดสี โรคธาลัสซีเมีย โรคฮีโมฟีเลีย เป็นต้น


  2. ครูอธิบายนำเข้าสู่เนื้อหาเรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม โดยอธิบายว่า เมนเดล บาทหลวงชาวออสเตรเลีย ผู้ได้ชื่อว่า “บิดาแห่งวิชาพันธุศาสตร์” ได้ศึกษาเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม และได้ตั้งกฎไว้ 2 ข้อ คือ

    • กฎแห่งการแยกตัว (law of segregation) กล่าวว่า อัลลีลของยีนที่อยู่เป็นคู่กัน จะมีการแยกตัวออกจากกันในระหว่างที่มีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์


      โดยครูอธิบายพร้อมภาพประกอบ

      จากภาพ ถั่วลันเตารุ่นพ่อแม่มีดอกสีชมพูมีอัลลีลเป็น AA เมื่อมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ อัลลีลของยีนจะแตกตัวออกเป็น A และ A ส่วนถั่วลันเตารุ่นพ่อแม่ที่มีดอกสีขาว มีอัลลีลของยีนเป็น aa เมื่อมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ อัลลีลของยีนจะแยกตัวออกเป็น a และ a จากนั้นเมื่อมีการปฏิสนธิ อัลลีลที่แยกตัวออกมาก็จะรวมตัวกันอีกครั้ง


    • กฎแห่งการรวมกลุ่มอย่างอิสระ (law of independent assortment) กล่าวไว้ว่า ยีนที่ควบคุมลักษณะที่แตกต่างกันมีความเป็นอิสระที่จะไปรวมตัวกันหรือจับคู่กัน ซึ่งทำให้รุ่นลูกหรือรุ่นหลานมีรูปแบบของยีนและลักษณะที่หลากหลายรูปแบบ (ดังภาพ)


      จากภาพอธิบายได้ว่า ถั่วลันเตารุ่นพ่อแม่ ดอกสีม่วง เมล็ดเรียบมีอัลลีลเป็น AABB และดอกสีขาวเมล็ดย่นมีอัลลีลเป็น aabb เมื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์ ดอกสีม่วง เมล็ดเรียบ จะมีอัลลีลเป็น AB ส่วนดอกสีขาว เมล็ดย่นจะมีอัลลีลเป็น ab จากนั้นเมื่อมีการปฏิสนธิ อัลลีลของยีนในเซลล์สืบพันธุ์ของพ่อแม่จะจับคู่กันอย่างอิสระ ทำให้ได้ลูกรุ่นที่ 1 มีรูปแบบของยีนเป็น AaBb ทุกอัลลีล โดยมีลักษณะที่ปรากฏเป็นดอกสีม่วง เมล็ดเรียบทุกต้น

      ต่อมาเมื่อนำเอาลูกรุ่นที่ 1 มาผสมกัน ผลที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะดังแผนภาพต่อไปนี้

  3. จากนั้นครูให้นักเรียนในชั้นเรียนทำกิจกรรมเพื่อตรวจสอบความเข้าใจนักเรียน โดยยกตัวอย่างสัตว์เลี้ยงที่นักเรียนชอบมา 1 ชนิด จากนั้นให้นักเรียนวิเคราะห์ลักษณะของสัตว์ที่นักเรียนสนใจ ในหัวข้อ ดังนี้

    • ลักษณะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

    • เขียนแผนผังลักษณะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม 1 ลักษณะ (ลงในกระดาษ A4)

  4. นักเรียนฟังครูอธิบายเรื่อง ลักษณะของพันธุ์แท้พันทาง ว่า ลักษณะของพันธุ์แท้ เป็นลักษณะที่ปรากฏให้เห็นถ้าเป็นพันธุ์แท้จะมีอัลลีลที่เหมือนกันมาเข้าคู่กัน เช่น เด่นเหมือนกันหรือด้อยเหมือนกัน กำหนดให้ BB เป็นลักษณะเด่น b เป็นลักษณะด้อย

    ลักษณะต้นสูงพันธุ์แท้จะมีอัลลีลของยีนที่เข้าคู่กันคือ BB
    ลักษณะต้นเตี้ยแคระพันธุ์แท้จะมีอัลลีลของยีนที่เข้าคู่กันคือ bb

    ส่วนลักษณะพันทาง เป็นลักษณะที่ปรากฏ (ฟีโนไทป์) ให้เห็นเป็นลักษณะเด่น แต่มีลักษณะด้อยแฝงอยู่ แอลลีลของยีนที่เข้าคู่กันจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น ลักษณะสูงไม่แท้ที่เรียกว่า พันทาง จะมีรูปแบบของยีน (จีโนไทป์) คือ Bb หรือ bB (ดังตัวอย่างในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ช่วงชั้นที่ 3 เล่ม 3 (หนังสือมาตรฐานแม็ค))


  5. จากนั้นนักเรียนแต่ละคนเขียนแผนภาพแสดงการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของต้นถั่วลันเตาจากรุ่นพ่อแม่พันธุ์แท้สู่ลูกรุ่นที่ 2 ในด้านความสูงและลักษณะของเมล็ด ลงในใบกิจกรรมเรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม


  6. นักเรียนแบ่งกลุ่มๆ ละ 5-6 คน ช่วยกันอภิปรายเพื่อสรุป เรื่อง เกี่ยวกับกฎทั้ง 2 ข้อของเมนเดลได้อย่างเข้าใจและถูกต้อง


  7. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุป กระบวนการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมตามกฎของเมนเดลที่กล่าวว่า “มีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ ยีนที่อยู่เป็นคู่ๆ จะแยกออกจากกันอย่างอิสระ และจะกลับมารวมกันเมื่อมีการปฏิสนธิ” และยีนที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมจะถูกถ่ายทอดไปกับโครโมโซม โดยยีนเด่นจะข่มยีนด้อย แต่ในบางครั้งยีนเด่นก็ไม่สามารถข่มยีนด้อยลงได้ จะมีการแสดงลักษณะร่วมกันเรียกว่า ลักษณะไม่สมบูรณ์ นั่นเอง


สื่อและแหล่งการเรียนรู้ :
  • แผนภาพอธิบายกฎการแยกตัวของเมนเดล

  • แผนภาพอธิบายกฎการจับคู่กันอย่างอิสระของเมนเดล

  • ใบกิจกรรมเรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม


การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ :
การวัดผล
การประเมินผล
1. สังเกตการร่วมอภิปรายในชั้นเรียน
1. .........................................................
2. สังเกตการร่วมทำกิจกรรมในชั้นเรียน
2. .........................................................
3. ตรวจใบกิจกรรม 3. .........................................................


ที่มาข้อมูล : www.myfirstbrain.com
จำนวนคนอ่าน 3638 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved