ข่าวแวดวงครู
เปิดสอบครู
ห้องพักครู
แผนการสอน
บันทึกคุณครู
Tip & tricks
สหกรณ์เพื่อนครู
กฎหมายในวงการศึกษา
เปิดสอบราชการทั่วไป
 

 
หน้าแรก | มุมคุณครู | ห้องพักครู
   

การให้ระดับผลการเรียนและการรายงานผล
   

การใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 มีความแตกต่างจากการใช้หลักสูตรประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ที่ผ่านมาหลายประการ โดยเฉพาะในแง่กระบวนการที่สถานศึกษาจะต้องจัดทําหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อใช้จัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาของตน โดยมีมาตรฐานการเรียนรู้ที่กําหนดไว้ในกลุ่มสาระต่างๆ เป็นเป้าหมายการพัฒนาผู้เรียน นอกจากจัดทําหลักสูตรแล้ว สิ่งที่ต้องดําเนินการควบคู่กันไป คือ การกําหนดแนวปฏิบัติในการประเมินผลการเรียน สําหรับสถานศึกษา ซึ่งส่งผลให้สถานศึกษามีความวิตกกังวลเป็นอันมาก ด้วยเกรงว่าสิ่งที่ดำเนินการจะไม่ถูกต้องหรือมีคุณภาพเพียงพอ เนื่องจากการใช้หลักสูตรที่ผ่านมา หลักสูตร รายวิชา กลุ่มประสบการณ์ จุดประสงค์การเรียนรู้การวัดและประเมินผลถูกกำหนดจากส่วนกลาง สถานศึกษาที่ใช้หลักสูตรทุกแห่งต้องปฏิบัติตามกติกาเดียวกัน ซึ่งผู้ปฏิบัตินอกจากจะไม่ต้องกังวลกับการตอบคําถามเรื่องคุณภาพของสิ่งที่ได้กําหนดขึ้นแล้วยังไม่ต้องเป็นภาระในการแสวงหาแนวทางปฏิบัติ และตัดสินใจเลือกแนวปฏิบัติอีกด้วยการกระจายอํานาจการจัดการศึกษาให้แก่สถานศึกษาได้ดําเนินการทุกด้าน เช่นนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้สถานศึกษาได้เดิน หรือเลือกทางเดินสู ่เป้าหมายด้วยวิถีทางแห่งตนเอง ซึ่งเชื่อว่าจะทําให้สถานศึกษามีความเข้มแข็ง พัฒนาสู ่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าทีผ่านมา ปัญหาที่ท้าทายความสามารถของสถานศึกษาก็คือ จะทําอย่างไรเพื่อให้สามารถเลือกทางเดินที่ ก่อให้เกิดการพัฒนา และประโยชน์สูงสุดต่อระบบการจัดการศึกษาของตน

การประเมินผลการเรียน ถือเป็นเครื่องมือ/กลไก ในการกํากับติดตาม เพื่อให้รู้ว่า การจัด การศึกษาประสบผลสําเร็จเพียงใด ระดับใด ฉะนั้นเพื่อให้ผู้ปฏิบัติในระดับสถานศึกษา ได้มีข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาดําเนินการหรือตัดสินใจเลือกทางเลือกเกี่ยวกับการให้ระดับผลการเรียนและการรายงานผลการเรียนรู้ จึงขอนําเสนอสาระความรู้ในเชิงหลักการเกี่ยวกับการให้ระดับผลการเรียนและการรายงานผล ดังนี้

ระบบการให้ระดับผลการเรียน และระบบการรายงานผล มีไว้เพื่ออะไร ?

ระบบการรายงานผลและการให้ระดับผลการเรียน ถูกออกแบบเพื่อทําหน้าที่ในสถานศึกษาหลายประการ หน้าที่แรก คือ ใช้ในการเรียนการสอน ที่มุ่งปรับปรุงส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียนให้ดีขึ้น ความมุ่งหวังจะให้เกิดการสนองตอบความมุ่งหวังดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อ การรายงานผลต้องมีความชัดเจนในจุดประสงค์การสอน ชี้ให้เห็ นจุดอ่อน - จุดแข็ง ในการเรียนรู้ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการทางสังคมของผู้เรียน รวมทั้งส่งเสริมและนําไปสู่ การสร้างแรงจูงใจแก่ ผู้ เรียน ดังนั้น การรายงานจะทําหน้าที่ดังกล่าวข้างต้นได้ การรายงานนั้นจําเป็นต้องมีข้อมูลที่มากกว่า ระดับผลการเรียนที่แสดงตัวอักษร (ตัวเลข, ตัวพยัญชนะ) เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

หน้าที่ที่สอง คือ รายงานต่อผู้ปกครอง/นักเรียน การรายงานความก้าวหน้าในการเรียน ถือเป็นบทบาทหลักของระบบการให้ระดับผลการเรียนและการรายงานผล การรายงานจะต้องช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจจุดมุ่งหมายของสถานศึกษา และรู้ว่า ผู้เรียนเกิดสัมฤทธิผลในผลการเรียนรู้ ที่ต้องการดีแค่ไหนเพื่อรู้ว่าสถานศึกษามีความพยายามจะทําอะไร ผู้ปกครองจะได้ร่วมมือส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือช่วยวางแผนการศึกษาและอาชีพ

หน้าที่ประการที่สาม คือ ใช้ ในการบริหารจัดการและแนะแนว ระดับผลการเรียนและการรายงานความก้าวหน้า จะสนองตอบหน้าที่การบริหารจัดการในประเด็นที่เกี่ยวกับการตัดสินการเลื่อนชั้นการจบการศึกษา การคัดเลือกหรือให้รางวัล โดยทั่วไป กรณีเพื่อจุดมุ่งหมายของการบริหารจัดการ จะใช้ระดับผลการเรียนที่เป็นตัวอักษรโดดๆ เนื่องจาก เป็นการขมวดสรุป ง่ายต่อการบันทึกและหาค่าเฉลี่ยซึ่งหากมุ่งความสะดวกในการบริหารจัดการ โดยใช้ระดับผลการเรียนอย่างเดียว ก็มีผลและเป็นตัวขัดขวางต่อการพัฒนาระบบการรายงานความก้าวหน้าในการเรียนและประโยชน์ต่อการใช้งาน เพราะระดับผลการเรียนอย่างเดียวไม่ได้ให้รายละเอียดเพียงพอ อย่างไรก็ตาม ได้มีความพยายามที่จะพัฒนาระบบการรายงานที่สามารถสนองตอบการทําหน้าที่ ทั้งเรื่องของการบริการจัดการและชนิดของข้อมูล ที่ผู้เรียนผู้ปกครอง ครู และนักแนะแนวต้องการเพิ่มเข้าไป สําหรับการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายส่วนใหญ่จะใช้ระบบตัวอักษร เนื่องจากจําเป็นต้องเชื่อมโยงกับการรับเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษานักแนะแนวจะใช้รายงานผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน และพัฒนาการด้านต่างๆ ควบคู่ไปกับข้อมูลอื่นๆ เช่น เจตคติ นิสัยในการทํางาน ลักษณะทางสังคม ฯลฯ เพื่อช่วยผู้เรียนในการวางแผนการเรียนและอาชีพ

ดังนั้น ระบบการให้ระดับผลการเรียนและการรายงานผลสมัยใหม่ จําเป็นต้องออกแบบเพื่อให้สนองตอบหน้าที่ที่หลากหลายขึ้น ต้องการรายงานที่มี รายละเอียดมากขึ้น มากกว่าการรายงานแบบดั้งเดิม ที่มีเฉพาะระดับผลการเรียนที่เป็นตัวอักษรอย่างเดียว แต่อาจมีวิธีการรายงานที่ต่างกัน

ชนิดของระบบการให้ระดับผลการเรียนและการรายงาน

ระบบตัวอักษร ที่ใช้ตัวอักษรโดดๆ เช่น A B C D F หรือตัวเลข 4 3 2 1 0 เป็นวิธีการดั้งเดิมที่ถูกนํามาใช้รายงานความก้าวหน้าในการเรียนของนักเรียน อย่างกว้างขวาง ระบบนี้ กระชับง่าย สะดวกต่อการหาค่าเฉลี่ย เป็นประโยชน์ต่อการพยากรณ์ความสําเร็จในอนาคต อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อจํากัดหลายประการ อาทิ กรณีระดับผลการเรียนเป็นตัวอักษรอย่างเดียวจะยากแก่การตีความ และการใช้ประโยชน์ คนที่ได้ ระดับ 3 หรือ C อาจแสดงว่ามีผลสัมฤทธิ์ดี แต่การทํางานยังต้องปรับปรุงพฤติกรรมไม่ดี ก็ได้ เพราะระดับผลการเรียนดังกล่าว ถือเป็นผลรวมขององค์ประกอบต่างๆ เช่น ผลสัมฤทธิ์ความพยายาม นิสัยการทํางาน พฤติกรรม นอกจากนี้ยังไม่สามารถชี้ให้เห็นจุดแข็ง-จุดอ่อนในการเรียนรู้ของผู้เรียน และอาจนําไปสู่การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับผู้เรียน กรณีมีการลดจํานวน

ระดับผลการเรียนน้อยลงเป็น 2 หรือ 3 ระดับ เช่น เป็น S - พอใจ U – ไม่พอใจ ระบบผ่าน-ไม่ผ่าน ในต่างประเทศมีการใช้ระบบ 2 ระดับ พอใจ - ไม่พอใจ ผ่าน - ไม่ผ่านกับระดับประถมศึกษา มานาน ปัจจุบันมีการนํามาใช้กว้างขวางในระดับมัธยมศึกษา ในบางรายวิชาเช่นวิชาเลือก ซึ่งจะไม่ถูกนําไปรวมในการคํานวณค่า GPA ด้วยความมุ่งหมายที่จะกระตุ้นให้นักเรียน

แสวงหาความรู้ในสาขาใหม่ๆ ซึ่งเมื่อไม่นํามารวมเป็น GPA แล้ว เด็กกล้าที่จะเลือกเรียนเรื่องอื่นๆ ที่สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับตนเองมากขึ้นระบบผ่าน-ไม่ผ่าน ง่ายต่อการนําไปใช้ แต่จะให้สารสนเทศน้อยกว่า เพราะไม่ให้สิ่งบ่งบอกอะไร เกี่ยวกับระดับการเรียนรู้ แต่ จะมีคุณค่าต่อการอธิบายสภาพการปฏิบัติปัจจุบัน การให้ระดับผลการเรียนแบบผ่าน มักใช้กับรายวิชาที่มีการสอนภายใต้แนวคิดการเรียนเพื่อรอบรู้ (mastery learning) การได้ระดับผ่าน จึงแสดงให้เห็นถึงความรอบรู้ของผู้เรียนในเรื่องนั้นๆ และจะได้รับการบันทึก ก็ต่อเมื่อได้เรียนรู้รายวิชานั้นอย่างสมบูรณ์แล้ว

การตรวจสอบและรายงานผลการเรียนรู้สําคัญเพื่อให้มี ข้อมูลที่แสดงความก้าวหน้าของผู้เรียน อาจเพิ่มเติมความสมบูรณ์ให้กับระบบการให้ระดับผลการเรียนแบบดั้งเดิม โดยมีรายการ จุดประสงค์สํ าคัญ (ผลการเรียนรู้ที่ต้องการ) ที่จะให้ตรวจสอบหรือประเมินประกอบ ซึ่งรายงานลักษณะนี้เหมาะกับระดับประถมศึกษา ตัวอย่างรายงาน

การอ่าน

  1. อ่านด้วยความเข้าใจ

  2. เข้าใจความหมายและการใช้คําใหม่ๆ

  3. อ่านให้คนอื่นฟังได้ดี

  4. อ่านอย่างอิสระเพื่อความเพลิดเพลิน
คณิตศาสตร์

  1. ใช้กระบวนการพื้นฐานทางคณิตศาสตร์

  2. แก้ปัญหาโดยใช้เหตุผล

  3. มีความแม่นยําในการทํางาน

  4. ทํางานได้ในระดับที่น่าพอใจ
สัญญลักษณ์ที่ใช้ประเมิน (rate) ผลการเรียนรู้สําคัญเหล่านี้มีต่างๆ กัน อาจใช้ระดับตัวพยัญชนะ A B C D E F หรือใช้สัญญลักษณ์ O - outstanding , S - satisfactory , N - needs improvement หรือ PP - partially proficient, N - needs improvement, P – proficient การรายงานด้วยรูปแบบนี้ มีประโยชน์มากในแง่รายละเอียดเกี่ยวกับจุดอ่อน - จุดแข็งของผู้เรียน ซึ่งจะช่วยในการแก้ปัญหาของผู้เรียนได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนนักเรียน ผู้ปกครองให้นึกถึงจุดมุ่งหมายของโรงเรียนอยู่เสมอ ความยุ่งยากของการรายงาน ด้วยวิธีการนี้ คือ การนํารายการดังกล่าวบันทึกลงในแบบฟอร์มที่สามารถสื่อให้ผู้ใช้ เข้ าใจได้ง่าย ทางแก้ปัญหาดังกล่าวคือ การให้ผู้ ปกครอง และนักเรียนมีส่วนร่วมพัฒนารูปแบบรายงาน

จดหมายถึงพ่อแม่/ผู้ปกครองมีการพิจารณาใช้ จดหมายถึงพ่อแม่/ผู้ปกครอง เพื่อรายงานความก้าวหน้าในการเรียนของผู้เรียน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น และสามารถรายงานให้เห็นจุดแข็ง-จุดอ่อน ข้อเสนอแนะในการพัฒนาได้ตามที่ต้องการ อาจใช้ประกอบแฟ้มสะสมงาน เพื่อแสดงให้เห็นพัฒนาการของผู้เรียนได้ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนแก้ปัญหาให้แก่ผู้เรียนได้ดีกว่า

หน้าถัดไป
ที่มาข้อมูล : ดร.บุญชู ชลัษเฐียร ผู้เชี่ยวชาญฯ สพฐ.
จำนวนคนอ่าน 2535 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved