ข่าวแวดวงครู
เปิดสอบครู
ห้องพักครู
แผนการสอน
บันทึกคุณครู
Tip & tricks
สหกรณ์เพื่อนครู
กฎหมายในวงการศึกษา
เปิดสอบราชการทั่วไป
 

 
หน้าแรก | มุมคุณครู | ห้องพักครู
   

มาตรฐานการเรียนรู้ : ทิศทางและเป้าหมายของการจัดการเรียนรู้
   
ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ อยู่ระหว่างการพัฒนามาตรฐานการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับการพัฒนาผู้เรียนและบริบทของสังคมไทย โดยเฉพาะการปรับมาตรฐานการเรียนรู้แบบช่วงชั้น (interval benchmarks) เป็นมาตรฐานการเรียนรู้ชั้นปี (grade leval benchmarks) (โดยกระทรวงศึกษาธิการปรับปรุงหลักสูตรตามมาตรฐานการเรียนรู้ชั้นปีในระดับการศึกษาภาคบังคับ และยังเป็นมาตรฐานช่วงชั้นในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย) มาตรฐานการเรียนรู้ดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดทิศทางหรือเป้าหมายของการเรียน นำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนให้สอดคล้องต่อไป มาตรฐานการเรียนรู้ชั้นปัญหาลังพัฒนาอยู่นี้จะเน้นการพัฒนาความรู้ และศักยภาพของนักเรียน โดยผ่านความสามารถด้านทักษะการวิเคราะห์ และผลการปฏิบัติงานของนักเรียน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอประเด็นที่น่าสนใจ ข้อสังเกต หรือ การเรียนรู้ที่ได้รับจากการดำเนินการพัฒนามาตรฐานการเรียนรู้ดังกล่าว ตลอดจนการศึกษาเอกสารต่างประเทศเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้อง มีสาระสำคัญดังนี้

  1. ปัจจุบัน หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 เป็นหลักสูตรแบบอิงมาตรฐาน มาตรฐานการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานตามหลักสูตรนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 76 มาตรฐาน โดยมีมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นเป็นตัวชี้วัด (interval benchmarks) ของมาตรฐาน 76 ตัวนั้น มาตรฐานการเรียนรู้จำแนกเป็นกลุ่มสาระได้ 8 กลุ่มสาระได้แก่


      1.1 ภาษาไทย
      1.2 คณิตศาสตร์
      1.3 วิทยาศาสตร์
      1.4 สังคมศึกษา ศาสนา
      1.5 สุขศึกษาและพลศึกษา
      1.6 ศิลปะ
      1.7 การงานอาชีพและเทคโนโลยี
      1.8 ภาษาต่างประเทศ

  2. การกำหนดลักษณะการเรียนตามหลักสูตรแบบอิงมาตรฐาน คือ ความต้องการปรับเปลี่ยนแนวคิดของการจัดกระบวนการเรียนการสอนจากแนวคิดเดิมที่หลักสูตรมักจะเน้นหรือกำหนดว่า “เด็กเรียนรู้อะไร และทำอะไร” โดยกำหนดกิจกรรม หรือการปฏิบัติ (performance) ที่คิดว่า “จำเป็น” สำหรับเด็กที่ต้องแสดงความรู้และความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้นั้นๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม


  3. ในทางทฤษฎี ตัวชี้วัดมาตรฐานการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบช่วงชั้น (interval benchmarks) และแบบชั้นปี (grade level benchmarks) โดยขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการกำลังดำเนินการปรับมาตรฐานการเรียนรู้แบบช่วงชั้น เป็นมาตรฐานการเรียนรู้ชั้นปี


  4. แม้การดำเนินงานตามมาตรฐานการเรียนรู้แบบช่วงชั้นจะมีความยืดหยุ่นสูงแต่ก็มีข้อจำกัดการจัดหลักสูตรของโรงเรียน มีเนื้อหาแน่นและซ้ำซ้อน การกำหนดตัวชี้วัด เป็นชั้นปี หรือที่เรียกว่า มาตรฐานการเรียนรู้ชั้นปี จึงเป็นการกำหนด “ลำดับการเรียนรู้” (Core Knowlegde Sequence) ไว้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างฐานความรู้ให้สูงขึ้นทีละชั้นและหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนในเนื้อหาที่เรียน


  5. มาตรฐานการเรียนรู้ คือ สิ่งที่กำหนดขึ้นเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการเรียนการสอน โดยเน้น “ความรู้และทักษะที่เกิดขึ้นกับนักเรียน” ซึ่งเป็นการกำหนดการเรียนรู้หลักๆ ว่าเด็กจะเรียนอะไร ผลงานที่คาดหวังคืออะไร การวัดและประเมินผลที่นักเรียนจะต้องมุ่งให้ผ่านมาตรฐานคืออะไร ดังนั้น ผลสำเร็จหรือคุณภาพของการดำเนินการตามมาตรฐานจะวัดจากผลที่เด็กได้เรียนรู้ และผลการปฏิบัติงานของเด็ก


  6. มาตรฐานการเรียนรู้ เป็นตัวกำหนดทิศทางหรือเป้าหมายของการเรียน และการวัดประเมินผลว่า “เด็กเรียนรู้อะไร และทำอะไรได้” มาตรฐานการเรียนรู้มีจุดมุ่งหมาย 3 ประการ

    • ทำให้นักเรียนและครูเกิดความรู้สึกท้าทาย และเห็นเป้าหมายของการเรียนร่วมกันอย่างชัดเจน

    • ทำให้เกิดการรวมพลังและทรัพยากรเพื่อผลลัพธ์ที่ต้องการ คือ ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนด

    • ทำให้มีเครื่องมือที่จะตัดสินว่าการเรียนของนักเรียนดีเพียงไร และโรงเรียนดำเนินการสนับสนุนการเรียนของนักเรียนให้บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ได้ดีเพียงใด

  7. ดังนั้น กระบวนการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลต้องสนองตอบต่อมาตรฐานการเรียนรู้นั่นหมายถึง การเรียนการสอนที่เน้นให้นักเรียนและปฏิบัติได้ตามมาตรฐานการเรียนการสอนที่กำหนด ไม่ใช่การสอนอะไรก็ได้ที่มีอยู่ในหนังสือเรียน

  8. เอกสารต่างประเทศ อาจนำเสนอองค์ประกอบของหลักสูตรแบบอิงมาตรฐานแตกต่างกันไป ในที่นี้จะนำเสนอ องค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

    • Content standatds/ learning standards คือ มาตรฐานการเรียนรู้ ซึ่งเป็นตัวกำหนดทิศทางหรือเป้าหมายของการเรียน

    • Curriculum standards - มักจะอธิบายถึงเทคนิควิธีการเรียนการสอน หรือกิจกรรมภายในชั้นเรียนที่จะช่วยให้นักเรียนบรรลุการเรียนรู้ตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนด

    • preformance standards - บางครั้งเรียก “ตัวชี้วัด หรือ benchmarks” ซึ่งเป็นตัวกำหนดสิ่งที่นักเรียนต้องรู้และสามารถทำได้ในแต่ละระดับชั้น โดยต้องผูกโยงกันกับกิจกรรมการเรียนการสอนของแต่ละกลุ่ม

    • standards-based assessment - ระบุถึงระดับคุณภาพของความรู้และการปฏิบัติงานของนักเรียน ที่มีคุณภาพยอมรับได้ในแต่ละทักษะและองค์ความรู้ เป็นผลการปฏิบัติงานของนักเรียนที่คาดหวังที่สามารถวัดได้ ซึ่งโดยทั่วไปครูจะเป็นผู้กำหนดระดับผลปฏิบัติงานที่จะยอมรับได้ (acceptable level of performance)

  9. ลักษณะสำคัญของมาตรฐานการเรียนรู้ชั้นปี สรุปได้ดังนี้

    • เป็นตัวชี้วัดมาตรฐานที่ท้าทายความสามารถของนักเรียน และจุดประกายให้ครูได้ตื่นตัวที่จะคิดวิธีการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับตัวชี้วัดนั้น เช่น ในกลุ่มสาระภาษาไทย กำหนดมาตรฐานไว้ว่า นักเรียน “วิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน” หรือนักเรียน “ประเมินความน่าเชื่อถือจากการฟัง ดูสื่อโฆษณาอย่างมีเหตุผล” เป็นต้น

    • นอกจากมาตรฐานการเรียนรู้ชั้นปีมีความยากง่ายเหมาะสมกับวัย และความสนใจของเด็กตามระดับชั้นแล้ว มาตรฐานยังเน้นการเรียนรู้สิ่งที่ใกล้ตัว มีคุณค่าต่อการดำรงชีวิต และเหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมปัจจุบัน เช่น มาตรฐานการเรียนรู้ภาษาไทยระบุให้นักเรียน “วิจารณ์ความสมเหตุสมผลของงานเขียน และความเป็นไปได้ที่อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิด” เป็นต้น

    • ชี้ทิศทางการเรียนที่นักเรียนต้องรู้และปฏิบัติได้ โดยเน้นให้นักเรียนได้แสดงออกโดยผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์มากกว่าการท่องจำ ดังนั้น ในมาตรฐานการเรียนรู้ชั้นปีจึงพยายามหลีกเลี่ยงลักษณะการเขียนมาตรฐานหรือตัวชี้วัดที่ระบุว่า นักเรียน “เข้าใจ” เรื่องนั้นเรื่องนี้ โดยเปลี่ยนเป็นว่า นักเรียนสารมารถ “วิเคราะห์” “วิจารณ์” “อภิปราย” “ระบุเหตุผล” “บอกความแตกต่าง” ฯลฯ เกี่ยวกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ เป็นต้น

    • ไม่ระบุองค์ความรู้ และศักยภาพ/ทักษะที่แตกต่างกันหลายอย่างไว้ในมาตรฐานเดียวกัน จึงทำให้มาตรฐานที่ได้นั้นไปสู่การวัดผลได้อย่างชัดเจน

    • ใช้ภาษาง่ายๆ กระชับ แต่ไม่เจาะจงมากจนเป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ครูจึงมีความยืดหยุ่นในการจัดการเรียนการสอนและการประเมินผลในชั้นเรียน

    • มาตรฐานใดที่มีองค์ความรู้ไม่ซับซ้อนก็สามารถเรียนจบภายในปีเดียวได้ ไม่จำเป็นต้องเรียนทุกปี จึงเป็นการลดความซ้ำซ้อน

  10. สมาคมครูระดับชาติในสาขาวิชาต่างๆ เช่น สมาคมครูคณิตศาสตร์ สมาคมครูศิลปะ ฯลฯ จะมีบทบาทสำคัญมากต่อการพัฒนาและกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนในแต่ละระดับชั้น โดยโรงเรียนเป็นผู้สร้างหลักสูตรภายใต้สาขาวิชานั้นๆ ดังนั้น สมาคมเหล่านี้ควรได้รับการสนับสนุนให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการในแต่ละสาขาวิชาต่อไป


  11. มาตรฐานการเรียนรู้ของระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งนักเรียนอาจมุ่งศึกษาต่อ หรือ ออกไปประกอบอาชีพ นักเรียนจึงต้องการประสบการณ์ การเรียนที่นอกเหนือจากเนื้อหาที่กำหนดไว้ในมาตรฐานกลาง ดังนั้น ในการเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จุดเน้นจึงเปลี่ยนจากการเน้นมาตรฐานกลางเป็นการหึความสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านของนักเรียนหรือผลที่เกิดแก่นักเรียนในอนาคตมากกว่าการเรียนแค่มาตรฐาน


  12. ข้อสังเกตเกี่ยวกับการเรียนรู้โดยการสร้างหน่วยการเรียนรู้ ซึ่งดำเนินการตามกลุ่มสาระ หรือบูรณาการระหว่างกลุ่มสาระก็ได้ และกำหนดเวลาเรียนให้เหมาะสม ทั้งนี้ ต้องระบุมาตรฐานการเรียนรู้ชั้นปี และการประเมินผลให้สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้นั้นๆ อย่างชัดเจน แทนการกำหนดการเรียนรู้ที่คาดหวังรายปี หรือรายภาค ดังนั้น การจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผลลักษณะนี้จะมุ่งทำให้ครูลดภาระงานด้านนี้ลง แต่มุ่งเน้นการวัดผลคุณภาพนักเรียนให้ตรงตามมาตรฐานการเรียนรู้มากขึ้น
โรงเรียนสามารถประเมินผลการเรียนประจำปีตามมาตรฐานชั้นปีด้วยวิธีที่หลากหลาย เพื่อให้ผลประเมินน่าเชื่อถือ หรือบ่งชี้ถึงความรู้ ความสามารถของนักเรียนได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้เพราะการวัดและประเมินผลแต่ละวิธีมีข้อดี และข้อบกพร่องแตกต่างกัน เช่น

  1. ข้อสอบแบบตัวเลือก ซึ่งแม้จะง่ายในการตรวจสอบ แต่ก็ใช้เวลาในการออกข้อสอบมาก นอกจากนี้ ข้อสอบประเภทนี้ไม่สามารถปิดโอกาสให้นักเรียนประยุกต์ใช้ความรู้ หรือแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจสิ่งที่เรียนอย่างลึกซึ้งได้


  2. การวัดและประเมินผลนักเรียนด้านการปฏิบัติ (performance tasks) ซึ่งแม้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของนักเรียนในการประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตจริง และการสร้างความรู้ด้วยตนเอง แต่วิธีการนี้ต้องใช้เวลามากในการประเมินผลว่าจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์


  3. การวัดและประเมินผลโดยแฟ้มสะสมผลงาน (portfolios) ซึ่งเป็นวิธีการที่นักเรียนสามารถแสดงถึงความรู้ของตนเองในสาขาวิชาต่างๆ ได้อย่างรอบด้าน ผลการวิจัยพบว่า วิธีวัดและประเมินผลแบบนี้ไม่สามารถบ่งชี้ได้อย่างแม่นตรงว่านักเรียนมีความรู้ในแต่ละสาขานั้นๆ จริงเพียงใด


  4. ใช้วิธีการประเมินผลที่หลากหลายในชั้นเรียนอย่างสม่ำเสมอ วิธีการนี้จะทำให้ครูมีอิสระและบูรณาการการวัดและประเมินผลเข้าไปในชั้นเรียนแต่จุดอ่อนก็คือ ไม่สามารถประกันได้ว่าครูวัดและประเมินผลได้อย่างแม่นตรง เชื่อถือได้ และสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้
การวัดและประเมินผลตามมาตรฐานการเรียนรู้ชั้นปี ควรดำเนินการทั้งโดยการประเมินในห้องเรียนด้วยวิธีที่หลากหลายอย่างเหมาะสม และสม่ำเสมอ และประเมินผลโดยหน่วยงานภายนอก เช่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสำนักงานทดสอบทางการศึกษา เป็นต้น เพื่อเป็นหลักประกันว่า นักเรียนมีความรู้ ความสามารถ เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด และตรวจสอบว่าผลการวัดและประเมินผลในห้องเรียนของครูถูกต้อง นอกจากนี้ยังเป็นการเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ของเด็กในพื้นที่ต่างๆ เพื่อการส่งเสริมช่วยเหลือการดำเนินงานของโรงเรียนที่ยังไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐานต่อไป

สรุป การปรับมาตรฐานการเรียนรู้แบบช่วงชั้นเป็นมาตรฐานการเรียนรู้ชั้นปีนั้น จะนำไปสู่การกรับหลักสูตร และการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเรียนการสอนจากลักษณะการเรียนแบบท่องจำ เป็นการเรียนที่เน้นทักษะคิดวิเคราะห์ และผลการปฏิบัติงานของนักเรียน ซึ่งสามารถวัดและประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้การปรับตัวชี้วัดเป็นมาตรฐานการเรียนรู้ชั้นปี จะทำให้ความยืดหยุ่นในการจัดการเรียนการสอนลดลง แต่ก็จะทำให้เกิดความชัดเจน ลดความซ้ำซ้อน และมีเอกภาพยิ่งขึ้น โดยคาดหวังว่าผลการจัดหลักสูตรให้ตอบสนองต่อมาตรฐานการเรียนรู้จะทำให้นักเรียนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ


ที่มาข้อมูล : ดร.ดรุณี จำปาทอง วารสารวิชาการ ปีที่ 9 ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2549
จำนวนคนอ่าน 16456 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved