ข่าวแวดวงครู
เปิดสอบครู
ห้องพักครู
แผนการสอน
บันทึกคุณครู
Tip & tricks
สหกรณ์เพื่อนครู
กฎหมายในวงการศึกษา
 

 
หน้าแรก | มุมคุณครู | ห้องพักครู
   

ประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียนตามสภาพจริงในวิชาวิทยาศาสตร์
   
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้วางแนวทางการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ เน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม และกระบวนการเรียนรู้ ด้านการประเมินผู้เรียนให้พิจารณาจากพัฒนาการเรียนของผู้เรียน ความพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรมและการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ระดับและรูปแบบการจัดการศึกษา

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้จัดทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ซึ่งเป็นหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยกำหนดให้สถานศึกษาจัดทำหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติในการวัดและประเมินผลการเรียนของสถานศึกษา เพื่อให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายถือปฏิบัติร่วมกันและเป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน และมีข้อกำหนดให้สถานศึกษาดำเนินการเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา และประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ

นักเรียนทุกคนเมื่อจนแต่ละช่วงชั้น หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กำหนดให้สถานศึกษาจัดทำรายงานผลการเรียนสาระการเรียนรู้ผลการปฏิบัติกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน (กรมวิชาการ, 2546 ก) ในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนดหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติการประเมินของสถานศึกษาเอง การประเมินผลการเรียนตามสาระการเรียนรู้ส่วนใหญ่ประเมินด้วยข้อสอบ การปฏิบัติกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์มักจะประเมินจากพฤติกรรมหรือการเข้าร่วมกิจกรรม

ส่วนการประเมินความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนดแนวปฏิบัติที่หลากหลาย เช่น ประเมินโดยการจัดสอบนักเรียนที่จะจบช่วงชั้นด้วยข้อสอบฉบับที่หนึ่งวัดการอ่านและเขียนภาษาไทย ฉบับที่สองวัดการอ่านและเขียนภาษาอังกฤษ อีกฉบับวัดการคิดวิเคราะห์ในบางรายวิชา สถานศึกษาบางแห่งให้นักเรียนอ่านหนังสือที่ครูเลือก 1 เล่มแล้วทำข้อสอบแบบอัตนัย บางแห่งให้ครูผู้สอนบางรายวิชาประเมินโดยครูอาจใช้ข้อสอบในวิชาที่สอนหรือให้ระดับคะแนนตามความรู้สึกของครู ซึ่งครูส่วนใหญ่ยังสับสนในวิธีการประเมินที่จะทำให้ข้อมูลที่แสดงความสามารถของนักเรียนตรงตามสภาพจริง

จากการติดตามและประเมินผลการใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนนำร่องและโรงเรียนเครือข่าย พบว่าปัญหาด้านการวัดและประเมินผลที่พบมากที่สุดคือครูขาดความรู้ ความเข้าใจ และขาดทักษะในการวัดและประเมินผลรูปแบบและแนวทางการวัดและประเมินผลไม่ชัดเจน ไม่เข้าใจวิธีการวัดและประเมินผลตามสภาพจริงในแต่ละกลุ่มสาระไม่มีความรู้ในการจัดทำเครื่องมือวัดผลประเมินผล ขาดแนวทางและวิธีในการสร้างแบบประเมินผลการเรียนรู้ที่หลากหลาย (กรมวิชาการ, 2546 ข)

การวัดและประเมินผลระดับชั้นเรียนในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กำหนดให้ประเมินผลการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียนระหว่างเรียนเพื่อหาคำตอบว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ และค่านิยม อันพึงประสงค์จากการร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนหรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนต่างๆ หรือไม่เพียงไรซึ่งจะสะท้อนความสำเร็จในการเรียนของผู้เรียนและประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาของผู้สอน


วิธีการที่เหมาะสมและเอื้อต่อการประเมินผลการแสดงออก ความสามารถ คุณลักษณะ และเจตคติของผู้เรียน ได้แก่ การประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ซึ่งเป็นการประเมินจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมตามภาวะงานที่กำหนด จากผลการปฏิบัติและผลงานสามารถประเมินผู้เรียนได้ในทุกด้านคือทั้งด้านความรู้ ความคิด กระบวนการปฏิบัติ ทักษะการแก้ปัญหา ความสามารถในการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน คุณลักษณะและความรู้สึก โดยการสังเกตการแสดงออกเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่ม การสังเกตอาจสังเกตแบบไม่เป็นทางการ ครูเฝ้าดูพฤติกรรมของผู้เรียนระหว่างการทำงาน การสังเกตแบบเป็นทางการจะมีจุดเน้นในการสังเกตโดยอาจใช้แบบสำรวจรายการมาตราส่วนประมาณค่าหรือการบันทึกพฤติกรรมมีการเกณฑ์ประเมิน (Rubric Assessment) โดยกำหนดระดับคะแนนและคำอธิบายของแต่ละระดับ ซึ่งการให้คะแนนอาจพิจารณาจากภาพรวมของชิ้นงานหรือแยกองค์ประกอบของการให้คะแนนและอธิบายคุณภาพของงานในแต่ละองค์ประกอบ

ผู้เขียนเป็นครูสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จึงขอกล่าวถึงการวัดประเมินผลการเรียนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ซึ่งในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ได้กำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้โดยแบ่งเป็น 8 สาระ สาระที่ 1-7 มุ่งให้นักเรียนมีความเข้าใจในแนวคิดหลักการทางวิทยาศาสตร์ มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามรถสังเกต จำแนก เปรียบเทียบ ทดลอง สำรวจ ตรวจสอบ และสืบค้นข้อมูล มีจิตวิทยาศาสตร์สนใจใฝ่รู้ ซื่อสัตย์ อดทน มุ่งมั่น ใจกว้างยอมรับฟังความคิดเห็น ยอมรับเมื่อมีประจักษ์พยานหรือเหตุผลที่เพียงพอ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ สามารถตั้งคำถาม อธิบาย อภิปราย ทำนาย นำเสนอ สร้างสถานการณ์จำลอง เลือกใช้ วางแผนและปฏิบัติ

ส่วนสาระที่ 8 เป็นการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้และแก้ปัญหา การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจึงต้องเน้นกระบวนการที่ผู้เรียนเป็นผู้คิดลงมือปฏิบัติ ศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การปฏิบัติการทดลอง การอภิปราย การวิเคราะห์ข้อมูล การสืบค้นข้อมูล การนำเสนอผลงาน เป็นต้น

เนื่องจากครูส่วนใหญ่ยังมีปัญหาในการวัดและประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน จึงขอกล่าวถึงการวัดและประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่าสามารถประเมินได้จากผลงานของกิจกรรมต่างๆ ขณะที่ปฏิบัติการเรียนการสอนซึ่งเป็นการประเมินตามสภาพจริง ผู้เขียนขอเสนอตัวอย่างกิจกรรมพื้นฐานของกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในระดับต่างๆ ได้แก่ กิจกรรมการทดลอง การตอบคำถามหรือการอภิปราย การศึกษาค้นคว้าและการนำเสนอผลงาน และเกณฑ์การประเมินที่ครูสามารถนำไปใช้และประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนได้ดังต่อไปนี้

หน้าถัดไป
ที่มาข้อมูล : ลัดดาวรรณ เจริญสักดิ์ศิริ วารสารวิชาการ ปีที่ 8 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม -กันยายน 2548
จำนวนคนอ่าน 10644 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved