ข่าวแวดวงครู
เปิดสอบครู
ห้องพักครู
แผนการสอน
บันทึกคุณครู
Tip & tricks
สหกรณ์เพื่อนครู
กฎหมายในวงการศึกษา
 

 
หน้าแรก | มุมคุณครู | Tips & Tricks
   

สอนคณิตศาสตร์อย่างไรให้สนุก
   
พูดถึงวิชาคณิตศาสตร์ ทีไรเด็กบางคนจะรู้สึกเบื่อหน่าย เพราะเรียนก็ไม่รู้เรื่องและมีความรู้สึกว่าครูดุ ถ้าทำการบ้านไม่ได้และคิดจะพึ่งพ่อแม่ก็มักถูกตำหนิ เช่น “ง่ายๆ แค่นี้ทำไมลูกทำไม่ได้” เพราะ “ลูกไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่องจริงๆ นะซิ” ปัญหาที่ตามมาก็คือ เด็กไม่กล้าเข้าหาครูและพ่อแม่อีกบางคนแก้ปัญหาด้วยการพึ่งเพื่อน แต่บางคนก็หนีปัญหาคือ เลิกคิด เลิกสนใจ ไม่ตั้งใจเรียน ก่อปัญหาในชั้นเรียน และไม่ส่งการบ้านสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ “สอบตก” หรือมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นปัญหาให้ครูและพ่อแม่ต้องวิตกและหาทางช่วยเหลือในเวลาต่อมา

ในฐานะที่เป็นครูคณิตศาสตร์คนหนึ่ง จึงอยากเสนอวิธีการและเทคนิคง่ายๆ ที่สามารถเอาชนะใจเด็กๆ ได้ไม่ยาก เทคนิคดังกล่าวนี้เป็นการผสมผสานแนวคิดทฤษฎี 2 ทฤษฎีเข้าด้วยกัน และอาจผสมผสานวิธีการสอนแบบเน้นให้นักเรียนเชื่อมโยงสิ่งที่เขาเรียนกับเรื่องใกล้ตัวที่เขาสนใจ เข้าไปเพื่อให้เด็กได้รู้จักคิดหากฎหลักการ ทฤษฎีต่างๆ จากตัวอย่างหรือเหตุการณ์ใกล้ตัวที่ครูนำมาเสนอ โดยครูมีบทบาทเป็นผู้แนะนำ/ชี้แนะให้เด็กได้ข้อสรุปด้วยตนเอง และวิธีการสอนที่นำมาใช้ในการสอนวิชาคณิตศาสตร์ดังได้กล่าวมานี้ได้แก่

  1. วิธีการสอนโดยใช้การนิรนัย (Deduction)


  2. วิธีการสอนโดยใช้การอุปนัย (Induction)
จากการศึกษาวิธีการสอนหลายๆ วิธีและนำไปทดลองใช้กับเด็กๆ ทำให้พอสรุปได้ว่า วิธีสอน 2 วิธีที่จะกล่าวถึงนี้เป็นวิธีที่เหมาะกับการสอนคณิตศาสตร์มากที่สุดก็ว่าได้ ในที่นี้ขอกล่าวถึงวิธีทั้ง 2 วิธีพอสังเขปดังนี้ (ทิศนา แขมมณี, 2546)


วิธีการดังกล่าวจะใช้ได้ผลดีก็ต่อเมื่อ ครูผู้สอนคณิตศาสตร์นั้น ต้องมีลักษณะที่ทำให้นักเรียนรัก ยกย่องมีบุคลิกภาพที่ดีทำให้นักเรียนมีความสุขในการเรียนสามารถปรึกษาปัญหาเมื่อไม่เข้าใจบทเรียนเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้เสมอ

  1. ขยันและเอาใจใส่ต่อการสอน มีการเตรียมการสอนมาอย่างดี ตรวจงานรวดเร็ว และหมั่นตามงานนักเรียนอยู่เสมอ

  2. มีความรู้ในศาสตร์ที่ตนสอนอย่างลึกซึ้ง และหมั่นแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ให้ทันสมัยอยู่เสมอ

  3. มีความกระตือรือร้นที่จะสอน มีใจรักและเมตตาเด็ก ครูควรต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็กที่เรียนช้า ขณะเดียวกันก็ต้องสามารถจัดกิจกรรมเพื่อเสริมศักยภาพของเด็กเก่งด้วย

  4. สามารถใช้กลยุทธ์/วิธีสอน ที่จะกระตุ้นให้เด็กคิดวิเคราะห์หาคำตอบได้โดยการชี้แนะ เมื่อเด็กสามารถคิดได้ก็จะเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง และมีความมั่นใจสูง

  5. มีจิตวิทยาในการสอน รู้จักให้แรงเสริมแก่เด็กที่เก่ง และอ่อนอย่างเหมาะสม เด็กที่เรียนเก่งหรืออ่อนก็ตาม หากครูคอยให้กำลังใจ ให้แรงเสริมเป็นประจำ ก็จะเกิดทัศนคติที่ดีต่อการเรียน นอกจากจะช่วยให้เด็กๆ มีความสุขแล้ว ครูเองก็จะภูมิใจที่ได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการสอนของตนอีกด้วย

  6. มีความสามารถในการเชื่อมโยง หรือดึงเอาเรื่องราวที่อยู่ในความสนใจของเด็ก เช่น อาจเป็นเรื่องในบ้านหรือในชีวิตประจำวันของเด็ก มาใช้ในการสอนให้สอดคล้องกับเนื้อหาคณิตศาสตร์ได้อย่างเหมาะสม

  7. สามารถบูรณาการความรู้/เนื้อหาวิชาต่างๆ ให้เข้ากับวิชาคณิตศาสตร์เป็นอย่างดี เช่น หากต้องการสอนเรื่อง จำนวนตัวเลข การประมาณค่าก็อาจจะให้นักเรียนนึกถึงจำนวนตัวเลขในชีวิตประจำวันของเขา แล้วนำมาใช้ในการตั้งโจทย์คำถาม ตัวอย่างกิจกรรมในเรื่องนี้ เช่น


หากครูสอนเรื่องเศษส่วน ก็ให้ทำโจทย์เศษส่วนเป็นโจทย์ปัญหาพาขันได้ เช่น

  1. นักเรียนชั้น ป.5/5 มี 36 คน ชอบรับประทานส้มตำปู ¾ ของทั้งหมด ที่เหลือชอบรับประทานส้มตำไทย อยากทราบว่า มีนักเรียนชั้น ป.5/5ที่ชอบรับประทานส้มตำไทยกี่คน

  2. ณ ไร่ชาเขียวแห่งหนึ่งมียอดอ่อนของใบชาอยู่ 2,481 ยอด เจ้าหนอนโออิชิ กินไปแล้ว 1/3 ของทั้งหมด เจ้าของไร่จึงรีบสำรวจใบชาที่เหลือเพื่อเก็บไปขายอยากทราบว่าเจ้าของไร่จะเก็บใบชาได้กี่ดอก

  3. ในการจัดทัศนศึกษาไปอยุธยาของระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2547 มีนักเรียนป.5 ทั้งหมด 240 คน พอถึงวันนัดมีนักเรียนมาสายและตกรถเสีย 3/80 ของนักเรียนทั้งหมด อยากทราบว่านักเรียนตกรถกี่คน และจงแสดงความคิดเห็นด้วยว่า นักเรียนตำรถเหล่านั้นควรจะทำอย่างไรต่อไปดี
การสอนโจทย์ปัญหาด้วยวิธีการดังกล่าว จะทำให้นักเรียนสนใจและอยากจะตอบคำถามมากกว่าการตั้งโจทย์ปัญหาแบบธรรมดาๆ นอกจากนี้ครูผู้สอนอาจมอบหมายงานให้นักเรียนทำเพื่อตรวจสอบความเข้าใจในเรื่องเศษส่วนได้ เช่น ให้นักเรียนแต่งนิทานเศษส่วน เป็นกลุ่มๆ ละ 2-3 คน โดยใช้เนื้อหาเรื่องเศษส่วนได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการบวก ลบ คูณ หาร หรือโจทย์ระคน ผู้เขียนเคยทดลองให้นักเรียนทำมาแล้วพบว่า เป็นกิจกรรมที่ดี นักเรียนได้ฝึกคิดคำถามอย่างสร้างสรรค์ และได้ค้นคว้าหาคำตอบที่ตนสนใจ การทำงานเป็นกลุ่มยังสามารถช่วยให้เด็กๆ สนุก ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนๆ ด้วย ในที่นี้ขอยกตัวอย่างนิทานสัก 2-3 เรื่องพอเป็นแนวทาง

การสอนคณิตศาสตร์ด้วยวิธีการดังกล่าวนับว่าเป็นการบูรณาการความรู้ในวิชาต่างๆ ให้มาสัมพันธ์กับวิชาคณิตศาสตร์ได้อย่างกลมกลืน ทำให้สามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้ และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นให้สอดคล้องกับชีวิตของนักเรียนได้เป็นอย่างดี ประโยชน์ที่จะได้รับก็คือ ช่วยให้การเรียนรู้คณิตศาสตร์ มีความหมายมากขึ้น ช่วยให้นักเรียนเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนเข้ากับชีวิตจริงได้ และในทางกลับกันก็สามารถเชื่อมโยงเรื่องของชีวิตจริงภายนอกห้องเรียนนั้นมีประโยชน์หรือนำไปใช้ได้จริง นอกจากนี้ยังเป็นการบูรณาการระหว่างวิชาคือ มีการนำทักษะทางภาษามาใช้ในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ มีการฝึกทักษะทางสังคม ในลักษณะของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันและในลักษณะของการทำงานเป็นกลุ่มอีกด้วย

การที่ครุรู้จักเลือกใช้กิจกรรมที่หลากหลายในการจัดกระบวนการการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน นับว่าเป็นเทคนิคการสอนที่ทำให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้น ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน และยังได้รับการพัฒนาในหลายด้านทั้งทางสติปัญญา อารมณ์ และสังคม และการที่ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ มีบทบาทเป็นผู้กระทำ ได้ทดลองฝึกปฏิบัติจริง จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความพร้อม มีความสุขในการเรียน รวมทั้งเกิดทักษะและพฤติกรรมตามจุดประสงค์ที่วางไว้ได้ในที่สุด

“นิทานเศษส่วน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5”
โจทย์การบวก +
และการลบ –

ป.ย.ส.      45 1/5 + 10 3/10 + 35 4/5 = M

  1. มีสามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังจะไปฮันนีมูนกันทีภูเก็ต ภรรยาเป็นธิดาช้างจึงต้องมีขนมไปด้วย ขนมที่เอาไปก็คือทุเรียนทอด 45 1/5 กิโลกรัม ระหว่างทางสามีของธิดาช้างกลัวว่า 45 1/5 กิโลกรัมจะน้อยเกินไปจึงซื้อเพิ่มอีก 10 3/10 เมื่อถึงภูเก็ตธิดาช้างหิวมาก จึงกินทุเรียนทอดไป 35 4/5 กิโลกรัม อยากรู้ว่าจะเหลือกี่กิโลกรัม


  2. ตั๊กแตนเจ้าสำราญตัวหนึ่งมีนิสัยขี้เกียจ ตลอดช่วงฤดูร้อนไม่ยอมหาอาหารเก็บสะสมไว้ในรัง ผิดกับมดซึ่งเป็นสัตว์ขยันสามารถหาอาหารได้ 4 ¾ กอง พอถึงฤดูหนาวหิมะตกหนักตั๊กแตนไม่สามารถหาอาหารได้ต้องซมซานมาเคาะประตูที่บ้านของมดเพื่อขออาหาร มดเห็นใจจึงแบ่งอาหารให้ 1 ¼ กอง และตั๊กแตนสัญญาว่าเมื่อสิ้นฤดูหนาวแล้วจะมาคืน 4 เท่าของที่ยืมไป มดจะมีอาหารเท่าตอนสิ้นฤดูหนาว

จำนวนคนอ่าน 12814 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved