ข่าวแวดวงครู
เปิดสอบครู
ห้องพักครู
แผนการสอน
บันทึกคุณครู
Tip & tricks
สหกรณ์เพื่อนครู
กฎหมายในวงการศึกษา
เปิดสอบราชการทั่วไป
 

 
หน้าแรก | มุมคุณครู | ห้องพักครู
   

"นาฏศิลป์ไทย" ศาสตร์แห่งการบูชาครูและฝึกฝน
   
การร่ายรำของมนุษย์ไม่ว่าชาติใดภาษาใด ล้วนเกิดจากการเลียนแบบธรรมชาติ มาจากการแสดงกิริยาอาการเคลื่อนไหวโดยธรรมชาติ เมื่อเกิดการร้องและการทำจังหวะดนตรี มนุษย์ก็เกิดความฮึกเหิมตามสัญชาตญาณ แล้วลุกขึ้นออกท่าทาง ทำมือทำไม้ไปตามอารมณ์ ความรู้สึก และความหมายที่ต้องการสื่อ จนกระทั่งค่อยๆ พัฒนาเป็นการร่ายรำที่มีระเบียบแบบแผนแตกต่างกันไปตามแต่ละถิ่นที่อยู่

สำหรับ นาฏศิลป์ไทย นั้นสันนิษฐานว่า ได้รับอิทธิพลมาจากนาฏศิลป์ของอินเดีย ที่ใช้มือและแขนเป็นองค์ประกอบหลักในการสื่อความหมาย ทั้งโดยตรงและโดยนัย ใน คัมภีร์นาฏยศาสตร์ของพระภรตมุนี ซึ่งถือเป็นตำราทฤษฎีนาฏศิลป์ที่สำคัญเล่มหนึ่ง กล่าวถึงความสามารถของการใช้มือเพียงมือเดียวทำท่าที่มีความหมายได้ถึง 24 ท่า ท่าสองมือที่มีความหมาย 13 ท่า และท่าสองมือที่ไม่มีความหมาย แต่ใช้เพื่อประกอบการร่ายรำให้งดงามอีก 30 ท่า นอกจากนี้ยังได้บันทึกท่ารำของพระศิวะที่เรียกว่า "ศิวะกรณะ" ทั้งสิ้น 108 ท่า ซึ่งว่ากันว่าเป็นท่าที่พระศิวะทรงร่ายรำไว้เป็นแบบอย่างแก่มนุษย์ ในจำนวนนี้มี 2 ท่าที่มีลักษณะคล้ายกับท่ารําแม่บทของไทย คือ ท่าลตาวฤศจิก กับ ท่าคงคาอวตรณ ที่คล้ายกับท่ากินรีเลียบถํ้าและท่าแมงมุมชักใย ด้วยเหตุนี้จึงมีการนับถือพระศิวะว่าเป็นเทพเจ้าแห่งการร่ายรำ

นาฏศิลป์ไทยมีความงดงามเป็นเอกลักษณ์ด้วยลีลาและท่ารำที่อ่อนช้อย ประณีต กรีดกราย แสดงออกถึงอารมณ์อันละเอียดอ่อน โดยใช้ร่างกายส่วนต่างๆ ประกอบกันทั้งศีรษะ ลำตัว แขน มือ ขา เท้า รวมไปถึงดวงตาที่ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกออกมาจนผู้ชมรับรู้ได้ ผสมผสานดนตรีและการขับร้องเพลงไทยที่มีการเอื้อนและบทร้องที่ก่อให้เกิดอารมณ์คล้อยตาม หวั่นไหวไปตามเรื่องราว และการแต่งกายที่เน้นสีสัน ความประณีตบรรจง เพื่อบ่งบอกฐานะ อุปนิสัย ความคิด อาชีพ และบทบาทของตัวละครที่แสดง

ปัจจุบันนาฏศิลป์ไทยจัดออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ
  1. นาฏศิลป์พื้นบ้าน

    เป็นการร่ายรำของชาวบ้านในภูมิภาคต่างๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นการแสดงเพื่อความรื่นเริงตามวิถีพื้นบ้าน เช่น การฟ้อนของภาคเหนือ การเซิ้งของภาคอีสาน การรำและระบำของภาคกลางและภาคใต้


  2. นาฏศิลป์ในราชสำนัก

    เป็นการร่ายรำที่มีรูปแบบ จารีต พิธีกรรม และวิธีปฏิบัติเคร่งครัด ได้แก่ การแสดงโขนและการแสดงละคร ที่แต่เดิมฝึกสอนกันเฉพาะในราชสำนัก
แต่ปัจจุบันมีการสอนแพร่หลายมากขึ้นทั้งนาฏศิลป์พื้นบ้านและนาฏศิลป์ราชสำนัก ซึ่งยังคงเอกลักษณ์การถ่ายทอดวิชาความรู้ที่แตกต่างจากการศึกษาศาสตร์อื่นๆ มาจนถึงทุกวันนี้


นาฏศิลป์ไทย ศาสตร์นี้มีครู


นาฏศิลป์ไทยให้ความสำคัญกับครูไว้สูงสุด ครูในที่นี้หมายถึง ครูผู้ถ่ายทอดและฝึกสอนการร่ายรำให้ และรวมถึงครูทุกๆ ท่านที่คิดค้นลีลาท่ารำแห่งนาฏศิลป์เป็นมรดกตกทอดมาสู่ชนรุ่นหลังจนทุกวันนี้ ฉะนั้น ก่อนเริ่มเรียนวิชานาฏศิลป์ ผู้เรียนจะต้องผ่านพิธีไหว้ครู ซึ่งถือเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์และจะขาดเสียมิได้ในการศึกษานาฏศิลป์ เพื่อแสดงออกถึงความเคารพกตเวทีแด่ท่านบูรพาจารย์และครูบาอาจารย์ ผู้ซึ่งได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ศิษย์ในฐานะผู้สืบทอดมรดกทางวิชาการ จึงพร้อมในปวารณาตนรับการถ่ายทอดวิชาความรู้ด้วยความวิริยะอุตสาหะ มานะอดทน เพื่อเป็นความรู้ติดตัวนำไปประกอบอาชีพ และสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ตนเองในภายภาคหน้า

นอกจากนี้ พิธีไหว้ครูยังก่อให้เกิดความสามัคคีขึ้นในหมู่ผู้เรียน ในฐานะที่เป็นศิษย์ครูเดียวกัน เป็นเครื่องเตือนใจให้ศิษย์ประพฤติแต่สิ่งดีงาม อยู่ในศีลธรรมจรรยา ตั้งตนอยู่ในโอวาทของครูบาอาจารย์ และเป็นการขอขมาครูต่อสิ่งที่ศิษย์ได้กระทำสิ่งผิดพลาดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เมื่อเรียนสำเร็จแล้วผู้เรียนจะรู้สึกเชื่อมั่นในวิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา กล้าแสดงออก และสามารถนำความรู้ไปถ่ายทอดได้โดยไม่กลัวว่าจะ "ผิดครู"

การจัดพิธีไหว้ครูนิยมกระทำใน วันพฤหัสบดี ซึ่งถือเป็นวันครูตามตำนานเทพเจ้าพระพฤหัสบดี ของพราหมณ์ ในปัจจุบันบางครั้งนิยมจัดกันในวันอาทิตย์ได้อีก 1 วัน แต่ไม่ว่าจะจัดวันพฤหัสบดีหรือวันอาทิตย์ จะต้องไม่ตรงกับวันพระเพราะถือว่าครูจะไม่ลงมา และหาซื้อเครื่องสังเวยลำบาก เดือนที่นิยมประกอบพิธีไหว้ครูตามแบบโบราณนั้น คือ เดือนที่เป็นเลขคู่ ยกเว้นเดือน 9 เดือนเดียวที่อนุโลม เพราะถือว่าเป็นเลขมงคลของไทย นอกจากนี้ตามคติโบราณจะระบุจันทรคติเข้าไปด้วย โดยนิยมกระทำในวันข้างขึ้นที่ถือว่าเป็น "วันฟู" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรือง


พิธีไหว้ครูประกอบด้วยพิธีย่อย 4 พิธี
  1. พิธีสวดมนต์เย็น เป็นพิธีสงฆ์ที่ทำก่อนวันไหว้ครู 1 วัน เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยในวันนี้ศิษย์จะต้องตระเตรียมสถานที่และสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นในการไหว้ครูให้เรียบร้อย แล้วนิมนต์พระจำนวน 9 รูป มาทำพิธีสวดมนต์เย็นในโรงพิธีดังกล่าวก่อนเริ่มวันไหว้ครู


  2. พิธีไหว้ครู เป็นการสำรวมใจรำลึกถึงพระคุณของบรมครูที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้แก่ศิษย์ และพร้อมใจกันเปล่งเสียงวาจาด้วยความเคารพตามครูผู้กระทำพิธีขณะอ่านโองการ


  3. พิธีครอบครู เป็นพิธีที่กระทำกันมาช้านาน หมายถึงการนำศีรษะครูมาครอบ (เพื่อรับเป็นศิษย์) และครูจะคอยคุ้มครอง คอยช่วยเหลือให้ศิษย์มีความจำในกระบวนท่ารำ จังหวะดนตรี หากมีสิ่งใดที่ไม่งามจะเกิดขึ้นกับศิษย์ ครูจะปัดเป่าให้พ้นจากตัวศิษย์ พิธีครอบครูนั้นนับว่าเป็นการทำให้ผู้เรียนมีกำลังใจว่าครูจะคุ้มครองรักษา ครูจะช่วยเหลือแม้จะรำผิดพลาดไปบ้าง ทำให้ผู้เรียนไม่ตระหนกตกใจจนเกินไป เพราะเชื่อมั่นว่าตนเองได้ทำพิธีครอบครูแล้ว ครูจะให้อภัยในความผิดพลาด นอกจากนี้ ผู้ศึกษานาฏศิลป์ทุกคนถือว่าเป็นพิธีครอบครูนั้นเป็นสำคัญ และจำเป็นสำหรับผู้ศึกษาปฏิบัติท่ารำที่อยู่ในระดับสูง เช่น การรำเพลงหน้าพาทย์ ก่อนจะรำผู้ศึกษาต้องผ่านพิธีครอบครูก่อนจึงจะต่อท่ารำได้


  4. พิธีมอบ พิธีนี้เป็นขั้นตอนที่สูงที่สุด หมายถึงการได้รับมอบความรู้ความเป็นครู ผู้สืบทอดการอบรมสั่งสอนในสมัยที่ยังไม่มีปริญญาบัตรเป็นเครื่องกำหนดความรู้ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ครูผู้สอนวิชานาฏศิลป์จะพิจารณาว่าศิษย์คนใดมีความรู้ในวิชานาฏศิลป์ มีฝีมือในการรำดีเลิศ จนถือเป็นแบบแผนที่ดีได้ และมีความประพฤติเรียบร้อย เหมาะสมที่จะเป็นครูสืบทอดความเป็นผู้รู้ให้กับผู้อื่นต่อไป การมอบนั้นครูผู้กระทำพิธีจะรวบรวมบรรดาอาวุธทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการแสดงโขน - ละคร เช่น พระขรรค์ ดาบ หอก ธนู รวมทั้งบทละคร มัดรวมไว้ จากนั้นครูจะภาวนาคาถาประสิทธิ์ประสาทความเป็นผู้รู้ แล้วส่งมัดอาวุธให้ศิษย์ได้น้อมรับ ก็เป็นอันว่าศิษย์นั้นได้เป็นครูสอนวิชานาฏศิลป์อย่างถูกต้องสมบูรณ์ตามประเพณีนิยมที่ปฏิบัติกันมาจนทุกวันนี้

ครูสอนเพียงเบื้องต้น เก่งฝึกฝนด้วยตนเอง


นาฏศิลป์เป็นศาสตร์ที่เน้นความโค้งอ่อนของสรีระ โดยปกติแล้วกล้ามเนื้อและกระดูกของคนเรานั้นไม่สามารถบิดงอได้ดังใจ จึงจำเป็นต้องค่อยๆ บริหารกล้ามเนื้อให้ยืดหยุ่น เพื่อปรับพื้นฐานความสมดุลและจัดระเบียบร่างกายให้เกิดความสวยงามตามสัดส่วนมาตรฐานที่โบราณจารย์กำหนดไว้ อวัยวะในร่างกายที่นาฏศิลป์ไทยใช้มากและเน้นเป็นพิเศษ คือ มือและเท้า ที่จะต้องดัดให้โค้งงอนคล้ายภาพในจิตรกรรมไทยโบราณ โดยมีท่าพื้นฐานที่สันนิษฐานพัฒนามาจากท่าฤาษีดัดตนหรือโยคะตามลำดับดังนี้

ดัดมือ การดัดมือนั้นแบ่งเป็นสองส่วน คือ
  • ดัดนิ้ว : โดยใช้มือรวบนิ้วทั้ง 4 ของอีกข้างหนึ่งให้ชิดกัน แล้วดึงเข้าหาตัวให้ได้มากที่สุด วิธีนี้ครูโบราณแนะนำว่าควรดัดในน้ำข้าว (ปัจจุบันหาน้ำข้าวไม่ได้แล้ว ให้ดัดในน้ำอุ่นแทนได้) เพื่อขยายเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ และช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้


  • การดัดมือที่มีลักษณะคล้ายดัดนิ้ว : แต่ใช้มือจับฝ่ามืออีกข้างหนึ่ง ใช้นิ้วหัวแม่มือกดตรงข้อมือ แล้วดึงเข้าหาตัวสุดแรง การดัดมือที่ได้ผลนั้นควรดัดข้อมือให้หักให้ได้มากที่สุด จะได้มือที่สวยงาม บางคนเข้าใจผิดว่ารำไทยนั้นต้องนิ้วงอนอย่างเดียว แท้จริงแล้วข้อมือที่หักงอกลับได้และนิ้วอ่อนงอนเป็นสิ่งที่เสริมกัน ยิ่งมีนิ้วที่อ่อนงอนหักพลิกกลับในแต่ละข้อนิ้วที่โบราณเรียกว่า "นิ้วตกท้องนาค" ด้วยแล้วย่อมเป็นเสน่ห์เสริมการรำให้ดูดียิ่งขึ้น
ดัดแขน : ทำได้ 2 วิธี คือ นั่งชันเข่าข้างหนึ่ง วางข้อศอกของแขนที่จะดัดบนหัวเข่าให้ข้อศอกเลยหัวเข่าออกไปเล็กน้อย ใช้มืออีกข้างทำท่าดัดข้อมือแล้วกดท่อนแขนลงไป (ท่านี้จึงดัดได้ทั้งมือและแขน) แต่ถ้าจะให้ได้ผลเร็วให้ใช้เท้าอีกข้างยกพาดบนข้อมือ ในท่านี้ต้องระวังอย่าให้หลังงอ เพราะจำทำให้ลำตัวเสียรูปอีกวิธีคือการประสานมือทั้งสองข้างแล้วพลิกหลังมือเข้าหากัน นั่งชันเข่าขึ้นทั้งสองข้าง วางท่อนแขนทั้งสองให้อยู่ระหว่างเข่า บีบเข่าเข้าหากัน ให้ท้องแขนติดกันให้ได้ ในท่านี้ก็ต้องระวังหลังเช่นกัน แล้วต้องค่อยๆ ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นอาจฉีกขาดได้

ดัดหลัง : เริ่มจากท่านั่งขัดสมาธิเพชร โน้มตัวไปด้านหน้า แล้วเอาแขนสองข้างยันพื้นให้ตึง แอ่นหลังไปข้างหน้า พยายามดึงให้ท้องติดพื้น ท่านี้จะทำให้หลังอ่อน

เมื่อดัดตัวจนร่างกายเกิดความโค้งอ่อนยืดหยุ่นดีแล้ว จึงเริ่มเข้าสู่ การฝึกท่าพื้นฐานของการแสดงนาฏศิลป์ โดยครูจะทำให้ดูเป็นแบบอย่าง แล้วผู้เรียนทำตาม ระหว่างนั้นครูจะช่วยจับท่าให้ถูกต้องงดงามตามแบบแผนที่สืบต่อกันมา ซึ่งผู้เรียนจะต้องสังเกตและจดจำท่ารำที่ครูฝึกให้อย่างละเอียดถี่ถ้วน เช่น การตั้งวงนั้นแขนควรอยู่ในรูปและระดับใด นิ้วชี้ถึงนิ้วก้อยต้องเรียนชิดติดกัน ปลายนิ้วงอนเข้าหาลำแขน เป็นต้น การจดจำและเลียนแบบให้เหมือนครูมากที่สุดจะทำให้รักษาเอกลักษณ์ของท่ารำและวิธีการปฏิบัติให้สืบต่อไปได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง รวมทั้งต้องอดทนต่อการเคี่ยวกรำของครู ไม่ย่อท้อ เพื่อปรับท่ารำให้สวยงาม


นอกเหนือจากการจดจำท่ารำต่างๆ ได้อย่างแม่นยำแล้ว ผู้เรียนนาฏศิลป์จะต้องศึกษาถึงที่มาและความหมายของภาษาท่ารำอย่างละเอียดลึกซึ้ง เพื่อถ่ายทอดอารมณ์และความหมายของท่ารำได้ถูกต้องตามความมุ่งหมายของผู้คิดประดิษฐ์ท่ารำนั้นๆ ขึ้นมา

การเรียนนาฏศิลป์นั้น ครูและศิษย์จะมีความผูกพันใกล้ชิดกัน นอกเหนือจากถ่ายทอดวิชานาฏศิลป์แล้ว ครูยังมีหน้าที่ขัดเกลาจิตใจผู้เรียนให้เป็นคนละเอียดอ่อน อบรมกิริยามารยาท การเดิน ยืน นั่ง นอน การวางตัว และบุคลิกภาพต่างๆ ของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้มีกิริยามารยาทงดงาม มีบุคลิกและการทรงตัวที่สง่างามสมกับที่ได้ร่ำเรียนวิชานาฏศิลป์ไทย

อย่างไรก็ตาม ครูนั้นเป็นเพียงผู้ถ่ายทอดและชี้แนะ การจะเรียนนาฏศิลป์ได้ดี มีลีลาท่ารำงดงาม อ่อนช้อย ประณีต จนเป็นที่ประทับใจแก่ผู้ชมได้นั้น ผู้เรียนจะต้องหมั่นนำสิ่งที่ครูสอนไปฝึกฝนด้วยตนเอง เพราะนาฏศิลป์นั้นเป็นศาสตร์ที่ต้องอาศัยใจรักและการฝึกฝนจึงจะเกิดความงดงาม โดยมีจิตใจเคารพครูบาอาจารย์เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวให้อดทนพยายามจนบรรลุจุดหมายปลายทางของการศึกษานาฏศิลป์สมดังที่ตั้งใจไว้

ปัจจุบันมีสถาบันที่เปิดสอนนาฏศิลป์ไทยหลายแห่งทั้งของภาครัฐและเอกชน ที่เก่าแก่และเป็นที่รู้จักมากที่สุด คือ วิทยาลัยนาฏศิลป์ กรมศิลปากร ซึ่งเป็นสถาบันศึกษานาฏศิลป์ ศิลปวัฒนธรรม และดนตรีแห่งแรกของประเทศไทย ปัจจุบัน คือ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ประกอบด้วยวิทยาลัยนาฏศิลป์รวม 13 แห่งทั่วประเทศ ในภาคเอกชน ได้แก่ ภัทราวดีเธียเตอร์ บ้านรำไทย และสถาบันสอนนาฏศิลป์อีกร่วมร้อยแห่งที่ทยอยเปิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในลักษณะหลักสูตรพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจและพ่อแม่ที่ต้องการให้ลูกได้ศึกษานาฏศิลป์ไทยเพิ่มเติม เพื่ออนุรักษ์นาฏศิลป์ไทยอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมล้ำค่าของประเทศให้สืบต่อไปยังชนรุ่นหลัง
ที่มาข้อมูล : สานปฏิรูป ฉบับที่ 76 ปี 2547
มูลนิธิสดศรี - สฤษดิ์วงศ์
จำนวนคนอ่าน 9828 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved