ข่าวแวดวงครู
เปิดสอบครู
ห้องพักครู
แผนการสอน
บันทึกคุณครู
Tip & tricks
สหกรณ์เพื่อนครู
กฎหมายในวงการศึกษา
เปิดสอบราชการทั่วไป
 

 
หน้าแรก | มุมคุณครู | ห้องพักครู
   

เครือข่ายการทำงานร่วมกัน ยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาทักษะชีวิตเด็กเร่ร่อน
   
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา 81 กำหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมและสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรม และสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างเสริมความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกให้ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์อันเป็นพระประมุข สนับสนุนการค้นคว้าวิจัย ในศิลปะวิทยาการต่างๆ เร่งรัดการศึกษาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาวิชาชีพครู และส่งเสริมคุณปัญญาท้องถิ่น ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ และมาตรา 76 กำหนดให้รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย การตัดสินใจทางการเมือง รวมทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ รวมทั้งในการจัดการศึกษาของรัฐให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองท้องถิ่น และเอกชนตามที่กฎหมายบัญญัติ และให้ความคุ้มครองการจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพและเอกชนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ดังนั้น จึงได้ตราพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542

เพื่อเป็นกฎหมายแม่บทในการบริหารและจัดการศึกษาอบรมให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังกล่าว โดยมาตรา 8(2) ยึดหลักว่า ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และมาตรา 9 การจัดระบบโครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษา (2) ให้มีการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (5) ให้ระบบทรัพยากรจากแหล่งต่างๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา (6) ยึดหลักการมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น (สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ข : 6-41) ต่อมารัฐบาลได้ตราพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มีผลบังคับใช้วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2547 เพื่อปรับปรุงพิธีการสงเคราะห์ คุมครองสวัสดิภาพและส่งเสริมความประพฤติเด็กให้เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน กำหนดให้มีคณะกรรมการคุ้มครองเด็กระดับชาติระดับจังหวัดและกำหนดสัดส่วนของกรรมการภาคเอกชนไว้อย่างชัดเจน

จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก มีความมุ่งหมายให้ทุกส่วนของสังคม มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาการสงเคราะห์ คุ้มครองสวัสดิภาพและส่งเสริมความประพฤติเด็กอย่างกว้างขวาง ซึ่งการทำงานร่วมกันให้เกิดผลดีในลักษณะกัลยาณมิตร คือ การทำงานในลักษณะเครือข่าย

หากจะกล่าวถึงเรื่อง เด็ก ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กให้ความหมายว่า บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่รวมถึงผู้ที่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส และพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กล่าวถึง เด็กกำพร้า เด็กที่อยู่ในสภาพยากจน เด็กพิการ เด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิด และเด็กเร่ร่อน

โดยให้ความหมาย เด็กเร่ร่อน ไว้ว่า เด็กที่ไม่มีบิดามารดาหรือผู้ปกครอง หรือมีแต่ไม่เลี้ยงดูหรือไม่สามารถเลี้ยงดูได้จนเป็นเหตุให้เด็กต้องเร่ร่อนไปในที่ต่างๆ หรือเด็กที่มีพฤติกรรมใช้ชีวิตเร่ร่อน จนน่าจะเกิดอันตรายต่อสวัสดิภาพของตน (สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ : 1-2)

นอกจากนี้ หากพิจารณาความเกี่ยวข้องด้านการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กขององค์การสหประชาชาติ ได้มีการประกาศใช้ครั้งแรกในปี พ.ศ.2533 และประเทศไทยได้ลงนามในภาคยานุวัติสารรับอนุสัญญานี้เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2535 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2535 มีทั้งสิ้น 54 ข้อ

โดย 40 ข้อแรกมีสาระสำคัญเกี่ยวกับสิทธิพื้นฐานของเด็ก 4 ประการ คือ
  1. สิทธิที่จะมีชีวิต (Right to life)

  2. สิทธิที่จะได้รับการปกป้อง (Right to protected)

  3. สิทธิที่จะได้รับการพิจารณา (Right to developed)

  4. สิทธิที่จะมีส่วนร่วม (Right to participate)
ส่วนอีก 14 ข้อนั้น เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการที่จะทำให้เกิดการดำเนินการตามพันธกรณีที่ระบุไว้ในอนุสัญญา ตลอดจนสิทธิและหน้าที่ของภาครัฐที่ร่วมลงนามยอมรับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

ทั้งนี้ การลงนามข้างต้นประเทศไทยได้ตั้งข้อสงวนไว้ 3 ข้อ คือ
  1. ข้อ 7 เรื่องสัญชาติ

  2. ข้อ 22 เรื่องสถานะผู้ลี้ภัย

  3. ข้อ 29 เรื่องการศึกษา
ต่อมาเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 ได้ขอถอนข้อสงวนข้อ 29 เรื่องการศึกษา มีผลทำให้เด็กที่ไม่มีสัญชาติหรือไม่มีหลักฐานทะเบียนเกิด เช่น เด็กชาวเขา เด็กชนกลุ่มน้อย เด็กเร่ร่อน เป็นต้น ได้รับสิทธิที่จะได้รับการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกันกับเด็กทั่วๆ ไปซึ่งเด็กๆ เหล่านี้ ส่วนหนึ่งจะอยู่ในความดูแลของรัฐ และส่วนหนึ่งจะอยู่ในความดูแลของเอกชนหรือองค์กรเอกชนที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า เอ็นจีโอ (NGOs) ที่ทำงานด้านเด็ก

ทั้งนี้ แม้ว่าเด็กจะอยู่ในความดูแลขององค์กรเอกชน หากเปรียบเทียบกับกลุ่มประชากรวัยเดียวกันจะมีสัดส่วนน้อยมาก แต่เป็นส่วนสำคัญยิ่งในการเติมเต็มให้การปฏิบัติงานของกระทรวงศึกษาธิการตามกฎหมายการศึกษาแห่งชาติฉบับปัจจุบัน สามารถดำเนินการได้บรรลุตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ปัจจุบันองค์กรเอกชนที่ทำงานด้านเด็ก ได้เข้ามามีบทบาททำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการในการจัดการศึกษาทุกระดับ มากขึ้นตามลำดับ เช่น ร่วมเป็นกรรมการและคณะกรรมการในศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กและครอบครัว กระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น ควรจะได้ศึกษาทำความเข้าใจถึงรูปแบบ และกระบวนการทำงานขององค์กรเอกชนหรือองค์กรพัฒนาเอกชนให้มากยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ในการทำงานร่วมกัน

องค์กรเอกชนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็ก

คณะกรรมาการพัฒนาการศึกษาเพื่อผู้ด้อยโอกาส ภายใต้คณะกรรมการปฏิรูปการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และผู้มีความสามารถพิเศษ ได้ประมวลและรวบรวมทำเนียบเครือข่ายองค์กรภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำหน้าที่จัดการศึกษาและให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส องค์กร ส่วนภูมิภาคมีอยู่ 30 องค์กร (กระทรวงศึกษาธิการ : 23-66)

นอกจากนี้ หากพิจารณาจากเอกสารเครือข่ายเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ ได้จำแนกเป็นเครือข่ายในส่วนกลาง 20 องค์กร (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ: สารบัญ) รายชื่อองค์กรส่วนหนึ่งจากเอกสารทั้งสองแหล่งซ้ำซ้อนกัน นอกจากนี้ยังมีประมวลรายชื่อเครือข่ายองค์กร ซึ่งหน่วยงานรัฐอื่นได้ประมวลไว้อีกหลายหน่วยงาน แสดงให้เห็นว่าในหน่วยงานของรัฐระดับประเทศที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนให้ความสำเร็จในการทำงานร่วมกันกับองค์กรเอกชนเหล่านี้ นอกจากนี้องค์กรภาครัฐและหรือเอกชนได้ร่วมกันจัดตั้งเป็นเครือข่ายเพื่อความเข้มแข็งในการทำงานมากขึ้น เช่น คณะกรรมการด้านเด็ก เครือข่ายแรงงานเด็ก เครือข่ายเด็กพิการ เครือข่ายการป้องกันการทารุณเด็ก (สหวิชาชีพ) และเครือข่ายเด็กเร่รอน เป็นต้น

เครือข่ายองค์กรเพื่อเด็กเร่ร่อน

เป็นเครือข่ายที่มุ่งทำงานกับเด็กเร่ร่อนโดยตรง เกิดขึ้นด้วยมติของการสัมมนาสมัชชาคนทำงานเพื่อเด็กเร่ร่อน ครั้งที่ 1 จากองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่เข้าร่วม 18 องค์กร จำนวน 112 คน เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2535 โดยมีองค์กรเข้าร่วมเป็นเครือข่ายครั้งแรก ทั้งหมด 15 องค์กร ได้แก่ กองทุนคุ้มครองสวัสดิการเด็ก กรมประชาสงเคราะห์, กองแผนงาน กรมการศาสนา, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ, ศูนย์ส่งเสริมการศึกษาตามอัธยาศัยกรมการศึกษานอกโรงเรียน, ศูนย์เด็กด้อยโอกาส คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศูนย์พิทักษ์เด็ก เยาวชนสตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก, มูลนิธิเพื่อชีวิตเด็ก, มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาบุคคล, มูลนิธิอุทิศเพื่อเด็กไทยในชนบท (มูลนิธิช่วยเหลือเด็กในขนบท), บ้านพระมหาไถ่พัทยา, โครงการพัฒนาเด็กด้อยโอกาส (พื้นที่สะพานพุทธ), กลุ่มพันธกิจเพื่อสังคม จังหวัดสมุทรปราการ, โครงการสร้างสรรค์เด็กเวียงพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ (เครือข่ายองค์กรเพื่อเด็กเร่ร่อน : 1)

จากประสบการณ์ที่ได้ทำงานร่วมกับบุคลากรขององค์กรเอกชนต่างๆ พบว่า การทำงานร่วมกันยังไม่สามารถประสานงานและทำงานร่วมกันได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากข้อจำกัดของแต่ละองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน แม้ว่าจะมีจุดมุ่งหมายเดียวกันในการช่วยเหลือเด็กและเยาวชน แต่มีวิธีการปฏิบัติงานที่หลากหลายทำให้ความต่อเนื่องในการประสานงานหรือความเข้าใจในการปฏิบัติงานร่วมกันเกิดความคลาดเคลื่อนได้

เครือข่ายการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน

จากอุปสรรคดังกล่าว ได้มีความพยายามที่จะประสานการดำเนินการร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน โดยการจัดสัมมนาผู้บริหารระดับสูง และระดับกลางขององค์กรภาครัฐและเอกชน โดยรายงานการจัดค่าสัมพันธ์คนทำงานเพื่อเด็กครั้งที่ 4 ช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ.2543 ณ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี พบว่าการประชุมสัมมนา 3 ครั้งที่ผ่านมา ส่งผลดีทั้งตรงและทางอ้อมต่อการพัฒนางาน ทั้งที่อยู่ในความรับผิดชอบของภาครัฐและเอกชน มีการทำงานเพื่อเด็กด้อยโอกาสในลักษณะเครือข่าย สามารถติดต่อเชื่อมโยงประสานสัมพันธ์กันได้มากขึ้น ทุกฝ่ายให้การบริการและเอื้ออำนวยความสะดวกแก่กันและกัน เพราะความคุ้นเคยและไว้วางใจกัน รู้และเข้าใจวัตถุประสงค์เป้าหมายการทำงานและปัญหาข้อจำกัดของแต่ละหน่วยงาน

หากสามารถขยายการทำงานในลักษณะเครือข่ายออกสู่ระดับจังหวัดและท้องถิ่น น่าจะเกิดประโยชน์ในการจัดการศึกษาให้สามารถบรรลุตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่ชาติ ที่มุ่งเน้นให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย โดยเครือข่ายดังกล่าวจะเป็นแกนกลางในการประมวล ติดตาม รวบรวม ข้อมูลเด็กด้อยโอกาสในระดับจังหวัด และท้องถิ่น เพื่อจัดรูปแบบการศึกษาที่เหมาะสมให้กับเด็กเหล่านั้น

จากความสำคัญของเครือข่ายที่กล่าวมาแล้ว หากวิเคราะห์ความพร้อมขององค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน อาจพิจารณาได้ดังนี้

องค์กรภาครัฐ

  1. สามารถขอจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการได้

  2. มีบุคลากรที่มีความรู้หลากหลายจำนวนมาก

  3. มีการจัดระเบียบองค์กรที่แน่นอน

  4. มีหน้าที่ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด

  5. จัดหาทรัพยากรอื่นๆ มาสนับสนุนการปฏิบัติงานได้
องค์กรภาคเอกชน

  1. บุคลากรเกาะติดพื้นที่ และทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ได้ดีกว่า

  2. มีการประสานความร่วมมือในเครือข่ายการทำงานมากกว่าองค์กรภาครัฐ

  3. มีอิสระและความคล่องตัวในการปฏิบัติงานสูง

  4. บุคลากรสามารถติตามแก้ปัญหาในระยะยาวของเด็ก เป็นรายกรณีได้อย่างดีและต่อเนื่อง
นอกจากนี้ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง เด็กเร่ร่อน : ปัญหาและทางออก โดยศึกษาจุดเด่นและจุดด้อยในการที่รัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนดำเนินการอยู่ พบว่ามีจุดเด่นและจุดด้อยแตกต่างกัน (วัลลภ ตังคณานุรักษ์: 27-28) ดังนี้

หน่วยงานรัฐ
องค์กรพัฒนาเอกชน
จุดเด่น
1. งบประมาณสถานที่พร้อม
2. ทำงานได้ต่อเนื่องตลอดไป
1. รุกทำงานด้วยใจและเข้าถึงเด็ก
2. ตัดสินใจได้เร็ว ไม่มากด้วยระเบียบ
จุดด้อย
1. เต็มไปด้วยระเบียบซับซ้อน
2. เน้นเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ
1. งบประมาณจำกัด สถานที่ไม่พร้อม
2. ทำงานได้ไม่ต่อเนื่อง


จากความพร้อมและจุดเด่นจุดด้อยที่แสดงให้เห็นข้างต้น จะเห็นว่า หากสามารถประสานการทำงานในลักษณะเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว อาจสามรถนำข้อเด่นของทั้งสองฝ่ายผนึกกำลังกัน เพื่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนในการแก้ปัญหาเด็กด้อยโอกาสทั้งระดับชาติ จังหวัด และท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การทำงานร่วมกันต้องอาศัยหลักของความเสมอภาค การรู้จักให้และจริงใจที่จะร่วมคิดร่วมทำร่วมติดตามประเมินผลด้วยกันเพื่อประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับเด็ก เป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ให้กับบุคลในสังคมอนาคต

แนวทางการพัฒนาการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชนในลักษณะเครือข่าย

การพัฒนาเครือข่ายการทำงานระหว่างรัฐและเอกชนให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันมีแนวทาง (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา : 1-4) ดังนี้
  • การวางแผนให้สอดคล้องกับจุดเน้น (Strategic Focus) หากวางแผนได้ตรงกับปัญหา/จุดเน้นที่เป็นปัจจุบันจะทำให้เกิดพลังร่วมในการทำงานมากยิ่งขึ้น

  • อบรมบุคลากรโดยกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ซึ่งอาศัยประสบการณ์ของผู้เรียนทำให้มีปฏิสัมพันธ์กัน เกิดการเชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์ของผู้เรียนรวมทั้งผู้สอน การทำงานเป็นทีม เคารพความคิดของตนเองและสมาชิก จะทำให้เกิดการขยายองค์ความรู้อย่างกว้างขวาง

  • การใช้การสื่อสารรูปแบบต่างๆ ในการสร้างความตระหนักและความตื่นตัว

  • มีการประชุมเครือข่าย เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ

  • มีเวทีการเรียนรู้ระหว่างเครือข่ายเป็นระยะเพื่อการพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง
อนึ่ง ในการพัฒนาเครือข่ายให้มีความต่อเนื่องและความเข้มแข็งนั้น องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนพึงตระหนักถึงความมั่นคงในสถานะและอาชีพของบุคลากรของแต่ละองค์กร แม้ว่าจะเลือกบุคลากรที่เหมาะสมและตั้งใจทำงานเป็นอย่างดีเพียงไร หากบุคลากรไม่มีความมั่นคงในสถานะและอาชีพของตนเองแล้ว การที่จะมีใจทุ่มเทช่วยเหลือเด็กและการให้ความร่วมมือในการพัฒนาเครือข่ายย่อมต้องลดทอนไปอย่างแน่นอน

เด็กด้อยโอกาสโดยเฉพาะเด็กเร่ร่อน แม้จำนวนจะไม่มากนักเมื่อเทียบกับเด็กในช่วงวัยเดียวกัน แต่เป็นส่วนที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันในฐานะที่เป็นอนาคตของชาติ และหากพิจารณาถึงการส่งเสริมพัฒนากลับมีความละเอียดอ่อนและต้องใช้เวลามากกว่าด้วยซ้ำ ประกอบกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องมุ่งให้การส่งเสริมและพัฒนาโดยให้ทุกส่วนของสังคม มีส่วนร่วมในการดำเนินงาน การทำงานในลักษณะเครือข่ายจึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาและสร้างให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อระดมทรัพย์กำลังจากทุกส่วนมาใช้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด ในการพัฒนาทักษะชีวิตเด็กด้อยโอกาส โดยเฉพาะเด็กเร่ร่อนให้ได้รับโอกาสและการพัฒนาที่เท่าเทียมกันกับเด็กอื่นๆ โดยทั่วไปในสังคม...
ที่มาข้อมูล : ชาคริต ภวังคนันท์ วารสารวิชาการ ปีที่ 7 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน 2547
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
จำนวนคนอ่าน 1414 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved