ข่าวแวดวงครู
เปิดสอบครู
ห้องพักครู
แผนการสอน
บันทึกคุณครู
Tip & tricks
สหกรณ์เพื่อนครู
กฎหมายในวงการศึกษา
เปิดสอบราชการทั่วไป
 

 
หน้าแรก | มุมคุณครู | ห้องพักครู
   

ข้อตระหนักการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง รูปแบบการสอนพลศึกษาที่เปลี่ยนแปร
   
ผลสืบเนื่องจากการปฏิรูปการศึกษา ในส่วนการเรียนการสอนที่กำหนดให้ครูสอนโดยเน้น ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ส่งผลสำคัญต่อรูปแบบการสอนพลศึกษาที่แตกต่างกันออกไป โดยครูผู้สอนต่างพยายามปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิธีสอน ให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิรูปการศึกษาตามความคิดความเข้าใจของตนเอง ทั้งยังนำไปสู่ข้ออภิปรายถกเถียงกันถึงรูปแบบการสอนพบศึกษาดั้งเดิมว่าเป็นการสอนที่ล้าสมัย ครูเป็นศูนย์กลาง ผู้เรียนขาดความตระหนัก ขาดความริเริ่ม ฯลฯ

เกี่ยวกับปัญหานี้ผู้เขียนได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะต่างถูกสอบถามจากเพื่อนครู และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในวงวิชาชีพพลศึกษาจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนครูที่จัดทำผลงานทางวิชาการเพื่อต้องการให้ผลงานถูกต้องตามหลักวิชาการและให้ได้รับการพิจารณาเป็นผู้ชำนาญการผู้เชี่ยวชาญการสอนวิชาพลศึกษาตามที่เสนอขอ จึงได้รวบรวมวิธีการสอนพลศึกษารูปแบบต่างๆ เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นหรือใช้เป็นแนวทางสำคัญต่อการปรับปรุงการสอนให้ถูกแนวทางจนสามารถพัฒนาผู้เรียนได้สมบูรณ์แบบยิ่งๆ ขึ้นในโอกาสนี้ขอนำเสนอรูปแบบการสอนวิชาพลศึกษาพร้อมทั้งผลที่เกิดขึ้นในรูปแบบต่างๆ ดังนี้

  1. สอนพลศึกษาโดยครูไม่ต้องสอน ครูผู้สอนที่เลือกใช้รูปแบบการสอนวิธีนี้เพราะต้องการให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง ครูใช้วิธีมอบหมายงานให้ผู้เรียนรวมกลุ่มกันไปศึกษาค้นคว้าจากแหล่งความรู้ต่างๆ ให้รู้จักการสร้างองค์ความรู้ปัญหา ร่วมมือกันคิดสร้างสรรค์ ใฝ่หาความรู้ รู้จักประสานงานแสวงหาวิทยากร ฯลฯ ครูเป็นเพียงผู้อำนวยการสอน ผลที่ผู้เรียนได้รับต่างบอกว่าไม่ค่อยได้รับผลแห่งการฝึกปฏิบัติทักษะทางพลศึกษาที่เพียงพอสิ้นเปลืองเวลากับการศึกษาค้นคว้ามากเกินไป


  2. สอนพลศึกษาโดยมอบหมายให้นักเรียนสอนกันเอง ครูผู้สอนที่เลือกใช้รูปแบบการสอนวิธีนี้เพราะต้องการหลีกเลี่ยงครูเป็นศูนย์กลาง การสอนภาคปฏิบัติทางพลศึกษาทั้งหมดจึงมอบหมายหัวข้อให้ผู้เรียนแต่ละคน หรือแต่ละกลุ่มไปศึกษาคว้ารายละเอียด วิธีการปฏิบัติ พร้อมทั้งจัดทำรายงานส่ง และดำเนินการสอนกับเองตามหัวข้อที่ได้รับหมอบหมาย ผลที่ผู้เรียนยังขาดความเชื่อถือในความสามารถของเพื่อน โดยเฉพาะการเรียนในระดับมัธยมศึกษา รวมไปถึงการขาดความเชื่อถือศรัทธาในความสามารถของครูผู้สอน ทำให้แรงจูงใจของการเรียนวิชาพลศึกษาลดน้อยลงส่งผลเสียไปถึงเจตคติที่ดีต่อวิชาพลศึกษา


  3. สอนพลศึกษาโดยให้ศึกษาใบงาน วิธีสอนแบบนี้ครูมอบหมายงานให้ผู้เรียนร่วมกันศึกษาใบงานใบความรู้หรือประเด็นปัญหาต่างๆ เช่น หาข้อสรุปวิธีการเตะลูกบอลด้วยข้างเท้าด้านใน เป็นต้น หลังจากนั้นตัวแทนแต่ละกลุ่มนำข้อสรุปของกลุ่มเสนอหน้าชั้นเรียน เมื่อนำเสนอครบทุกกลุ่มแล้ว ครูและผู้เรียนร่วมกันสรุปเป็นข้อสรุปของชั้นเรียนอีกครั้ง ต่อจากนั้นจึงลงมือฝึกปฏิบัติ การสอนโดยวิธีนี้สิ้นเปลืองเวลาค่อนข้างมาก แต่ครูผู้ใช้วิธีสอนแบบนี้แก้ปัญหาโดยนำเอาชั่วโมงการสอนมารวมกันเป็นการสอนสองชั่วโมงติดต่อกันในหนึ่งสัปดาห์ เพื่อให้มีเวลาเพียงพอแก่การศึกษาใบงาน ใบความรู้ หรือประเด็นปัญหาต่างๆ ซึ่งผิดหลักการแห่งการกระจายเวลาเรียนที่หลักสูตรต้องการให้ผู้เรียนได้เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนในระยะเวลาที่เพียงพอ และเหมาะสมในแต่ละสัปดาห์ ผลที่ผู้เรียนได้รับทำให้น้ำหนักแห่งการปฏิบัติทักษะกีฬาน้อยลงไปมาก ผู้เรียนไม่ได้การพัฒนาการครบตามจุดมุ่งหมายแห่งการสอนพลศึกษาเท่าที่ควร


  4. สอนพลศึกษาโดยใช้กระบวนการที่ทันสมัย เช่น CIPPA MODE หรือ P.D.C.A ครูผู้สอนที่เลือดใช้วิธีสอนแบบนี้มีความภาคภูมิใจ เพราะได้พัฒนาการสอนพลศึกษาให้ทันสมัยยิ่งขึ้น เป็นการนำเอากระบวนการสอนของนักการศึกษาจากต่างประเทศที่ได้รับการยอมรับ และนิยมใช้กันโดยทั่วไปส่วนปัญหาการใช้เวลาสิ้นเปลืองไปกับการระดมพลังสมอง และได้ฝึกทักษะทางกีฬาน้อย ผู้สอนยังย้ำว่าผู้เรียนจะเก่งกีฬาต้องใช้เวลาพิเศษหลังชั่วโมงเรียนเพียงแต่พัฒนาผู้เรียนให้เข้าสู่กระบวนการเรียนหรือรับทราบหลักการและวิธีการเท่านั้น ผลที่ผู้เรียนได้รับก็คล้ายกับการสอนโดยใช้ใบงานดังกล่าวข้องต้น


  5. สอนพลศึกษาโดยใช้กระบวนการปฏิบัติ ครูผู้สอนที่เลือกใช้กระบวนการสอนแบบนี้ คงเป็นเพราะตระหนักในนโยบายการสอนในยุคปฏิรูปการศึกษาที่ต้องเลือกใช้กระบวนการสอนต่างๆ อย่างหลากหลาย เมื่อพิจารณาถึงการสอนพลศึกษาซึ่งเป็นวิชาแห่งการฝึกปฏิบัติ จึงนำเอากระบวนการปฏิบัติมาใช้สอน ซึ่งกระบวนการปฏิบัติมีขั้นตอนการสอนดังนี้

    • ขั้นสังเกต รับรู้

    • ขั้นทำตามแบบ

    • ขั้นตอนทำเองโดยไม่มีแบบ

    • ขั้นฝึกให้ชำนาญ

  6. จากการสอบถามครูผู้ใช้กระบวนการสอนนี้ยังขาดความเข้าใจที่เพียงพอ เช่น ทำไมไม่มีขั้นการเตรียมผู้เรียน ส่วนขั้นการทำเองโดยไม่มีแบบ และขั้นฝึกให้ชำนาญ ได้รับคำตอบว่าให้ผู้เรียนเล่น และฝึกให้ครบคาบเวลาเรียนก็พอ ส่วนคำถามที่ให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติทักษะกีฬาไปมากแล้ว ได้นำไปใช้เพื่อสรุปผลในท้ายชั่วโมงเรียนอย่างไรบ้าง คำตอบที่ได้รับต่างกันไปหลายลักษณะ คงเป็นเพราะกระบวนการสอนวิธีนี้ไม่ได้ระบุถึงขั้นการนำไปใช้

    เมื่อได้รับคำอธิบายว่าขั้นใช้เป็นการนำเอาทักษะที่ได้ฝึกไปแล้วในแต่ละชั่วโมงเรียน นำมาใช้ในลักษณะการเล่นเกม หรือแข่งขันกันโดยใช้เวลาประมาณ 7 นาที เป็นการประเมินผลการเรียนไปด้วยแต่ด้วยความที่ผู้สอนไม่ได้รับทราบถึงรายละเอียดวิธีการนำไปใช้มาก่อน ทำให้ความเข้าใจผิดเป้าหมายไปหลายลักษณะ เช่น การเล่นเกม ตอบว่ามีตัวอย่างเกมลูกเสือมากมายแล้ว ส่วนคำว่า แข่งขัน ก็ตอบว่าให้แข่งขันสนามจริงไปเลย เพราะผู้เรียนชอบ และสามารถแข่งขันสนามจริงกับรุ่นพี่หลังเลิกเรียนทุกวันอยู่แล้ว ผลที่ผู้เรียนได้รับจากการสอนวิธีนี้ยังขาดลำดับขั้นตอนของธรรมชาติวิชาพลศึกษา เฉพาะอย่างยิ่งความสนุกสนานที่น่าจะได้รับ ครูผู้สอนต้องเรียนรู้ถึงวิธีการสอนพลศึกษาแบบ 5 ขั้นตอนมาก่อนแล้วนำเอาหลักการ วิธีการเหล่านี้มาประยุกต์ใช้กับกระบวนการปฏิบัติ ถึงขั้นสามาหรถนำเอาไปใช้ (Application) และขั้นตอนการสอนด้วยวิธีนี้ยังขาดความชัดเจนเพราะไม่มีการกล่าวถึงการเตรียมการนำไปใช้และการสรุป

  7. สอนพลศึกษาโดยกำหนดเป็นเกณฑ์ไว้ เช่น วิชาวอลเล่ย์บอลกำหนดให้ผู้เรียนสามารถเล่นลูกสองมือล่างและสองมือบนได้อย่างละ 100 ครั้งขึ้นไปจึงจะได้คะแนนเต็ม การสอนรูปแบบนี้ครูผู้สอนถือว่าเป็นการสร้างความตระหนักให้ผู้เรียนร่วมมือกันศึกษาค้นคว้าวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องให้ความช่วยเหลือสอนกันเองในกลุ่ม ฝึกประสานงานวิทยา ฯลฯ ผลแห่งการเรียนรู้ ผู้เรียนไม่ได้รับลำดับขั้นตอนการฝึกปฏิบัติที่ถูกต้อง และไม่ได้รับการพัฒนาครบตามจุดมุ่งหมายของวิชาพลศึกษาในแต่ละชั่วโมง


  8. สอนพลศึกษาโดยใช้ขั้นการสอน 6 ขั้นตอน ได้แก่

    • ขั้นเกริ่นนำ

    • ขั้นประสบการณ์

    • ขั้นสะท้อนความคิด

    • ขั้นทฤษฎี

    • ขั้นนำไปใช้

    • ขั้นสรุปผล
รายละเอียดการสอนขั้นแรก ขั้นเกริ่นนำ เป็นการเตรียมตัวผู้เรียนและอบอุ่นร่างกายตามปกติ ขั้นประสบการณ์ คือ ขั้นสอนและฝึกปฏิบัติ ขั้นสะท้อนความคิด เป็นการให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมารายงานผลการทำกิจกรรมที่ได้ฝึกไปแล้ว ขั้นทฤษฎี เป็นการให้ผู้เรียนร่วมกับครูสรุปความรู้ที่ได้รับจากการกระทำ และให้ศึกษาสาระความรู้จากใบความรู้ ขั้นนำไปใช้ ให้ผู้เรียนร่วมกันอภิปรายว่าจะนำเอาความรู้ที่ได้จากการเรียนไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร ขั้นสรุป เป็นการสรุปผลการเรียนทั้งหมด ผลแห่งการเรียนรู้ ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติทักษะทางพลศึกษาน้อย โดยขั้นตอนการสอนตั้งแต่ขั้นที่ 3-5 เป็นการแสดงความคิดเห็นมากกว่าการปฏิบัติกิจกรรมทางพลศึกษา ผู้เรียนไม่ได้เข้าสู่ความสนุกสนานตามธรรมชาติของวิชาเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งขั้นนำไปใช้ที่ผู้เรียนน่าจะนำเอาประสบการณ์ที่ได้ฝึกปฏิบัติมาแล้วนำมาใช้ในสถานการณ์จริง คือ การเล่นเกมหรือแข่งขันช่วงสั้นๆ ตอนท้ายชั่วโมงเรียน

จากตัวอย่างรูปแลลการสอนวิชาพลศึกษาแบบต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น พบว่ามีความแตกต่างกันไปมากจนดูแล้วผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติแห่งวิชาพลศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนได้รับผลประโยชน์อันสมบูรณ์แบบตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรวิชาพลศึกษาครูผู้สอนควรทำความเข้าใจกับปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับการสอนพลศึกษา เพื่อช่วยเป็นแนวทางสำคัญต่อรูปแบบการสอนพลศึกษา ให้เป็นรูปธรรมได้ดียิ่งขึ้นซึ่งปัญหาเหล่านั้น ได้แก่ ครูไม่สาธิตการสอนเพราะเกรงว่าครูจะเป็นศูนย์กลาง ความจริงแล้วหากครูไม่สาธิตเลย ผู้เรียนก็จะมองว่าครูทำอะไรไม่เป็น ไม่มีความรู้ความสามารถ ทำให้ขาดความศรัทธาเชื่อถือต่อครู ดังนั้นควรใช้วิธีเลือกตัวแทนผู้เรียนมาสาธิตสลับกับครู หรือให้ผู้เรียนผลัดเปลี่ยนกันมามีส่วนร่วมสาธิตกับครู การสาธิตของครูก็ควรเลือกเนื้อหาที่เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และอายุของตนเอง สาธิตแล้วทำให้สร้างความศรัทธาเชื่อถือจากผู้เรียนได้ การสอนเพื่อสร้างความตระหนักควรเป็นการให้ตอบคำถามด้วยปากเปล่าสั้นๆ เช่น ความหมายของการวิ่งผลัด คุณสมบัติของนักกีฬากระโดดสูงการให้อภิปรายกลุ่มเขียนรายละเอียดลงในใบงานแล้วนำเอาข้อสรุปของกลุ่มนำเสนอหน้าชั้นเรียน และร่วมกันสรุปอีกครั้ง เป็นการสิ้นเปลืองเวลาไปมากเพราะการสอนพลศึกษาในแต่ละชั่วโมงเรียน ต้องให้ผู้เรียนเกิดพัฒนาการไปพร้อมกันทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ด้านความรู้ ด้านเจตคติ ด้านทักษะปฏิบัติ ด้านสมรรถภาพของทางกาย และด้านคุณลักษณะ ส่วนการใช้กระบวนการปฏิบัติมาดำเนินการสอน อันได้แก่ขั้นสังเกตรับรู้ ขั้นทำตามแบบ ขั้นทำเองโดยไม่มีแบบและขั้นฝึกให้ชำนาญอาจจะเหมาะสมกับการฝึกปฏิบัติในวิชาอื่น เช่น การติดตา การเสียบกิ่งในวิชาเกษตร เป็นต้น

โดยสรุปแล้ว รูปแบบการสอนพลศึกษาดั้งเดิม 5 ชั้น ก็ยังจัดเป็นรูปแบบการสอนที่สมบูรณ์แบบ ช่วยให้พัฒนาผู้เรียนได้ผลสมบูรณ์แบบตามจุดประสงค์ของหลักสูตรวิชาพลศึกษา เพราะแต่ละขั้นระบุขั้นตอนการดำเนินงานไว้ชัดเจน อีกทั้งเสนอแนะสัดส่วนเวลาที่เหมาะสม เช่น ขั้นเตรียมประมาณ 7 นาที ขั้นสอนประมาณ 10 นาที ขั้นฝึกหัดประมาณ 25 นาที ขั้นนำไปใช้ประมาณ 7 นาที และขั้นสรุปสุขปฏิบัติประมาณ 5 นาที

ส่วนข้อตระหนักที่มุ่งพัฒนาการสอนให้ผู้เรียนเป็นสำคัญมากยิ่งขึ้น ครูผู้สอนอาจใช้วิธีการต่างๆ ประยุกต์สอดแทรกในแต่ละขั้นตอนการสอน เช่น การบริหารร่างกาย มอบหมายให้กลุ่มผู้เรียนผลัดกันดำเนินการเป็นผู้นำ หรือช่วงท้ายการบริหารร่างกายอาจให้ฝึกท่ามือเปล่าด้วยท่าทางที่ได้ฝึกทักษะในคาบเรียนที่แล้ว เป็นการทบทวนทักษะท่าปฏิบัติและเป็นการเชื่อมโยงเนื้อหาการเรียนรู้เก่า เข้าสู่เนื้อหาการเรียนรู้ใหม่ได้ด้วย ขั้นการสอนหรือสาธิตได้กล่าวรายละเอียดไว้ข้างต้นแล้ว ขั้นการฝึกหัดหลังจากผู้เรียนได้ฝึกหัดตามแบบฝึกที่ครูเสนอแนะ ในช่วงท้ายของการฝึกอาจมอบหมายให้ผู้เรียนร่วมกันคิดรูปแบบการฝึกหัดเพิ่มเติม ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ขึ้นได้ ส่วนขั้นนำไปใช้ซึ่งเป็นการเล่นเกมหรือแข่งขันในเวลาประมาณ 7 นาที

โดยนำเอาทักษะที่ได้ฝึกในคาบเรียนมาประยุกต์ ถ้าหากการเล่นจบก่อนเวลา ครูอาจใช้วิธีชี้แจงว่าที่ผ่านไปนั้นเป็นการทดลองให้เล่นใหม่หรือแข่งขันหากลุ่มชนะ 2 ใน 3 เพื่อให้ผู้เรียนได้ร่วมเล่นด้วยความสนุกสนาน ในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ และในช่วงสุดท้ายคือช่วงสรุปสุขปฏิบัติ สุขนิสัยก็ต้องให้ผู้เรียนร่วมกันสรุปบทเรียนประเมินผลการเรียน คุณลักษณะ บำเพ็ญประโยชน์ เก็บวัสดุอุปกรณ์ และทำความสะอาดร่างกาย การดำเนินการสอนดังรายละเอียดที่กล่าวมาทั้งหมดนับว่าเป็นไปตามนโยบายการปฏิรูปการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมกิจกรรมการเรียนการสอน มีน้ำหนักแห่งกานฝึกหัด และได้นำเอาประสบการณ์ที่ได้รับนำไปประยุกต์ใช้ในแต่ละชั่วโมงเรียน และเกิดพัฒนาการครบตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรวิชาพลศึกษาได้เป็นอย่างดี
ที่มาข้อมูล : สถิตย์ จันทร์ศรี วารสารวิชาการ ปีที่ 7 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน 2547
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
จำนวนคนอ่าน 18372 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved