ข่าวแวดวงครู
เปิดสอบครู
ห้องพักครู
แผนการสอน
บันทึกคุณครู
Tip & tricks
สหกรณ์เพื่อนครู
กฎหมายในวงการศึกษา
เปิดสอบราชการทั่วไป
 

 
หน้าแรก | มุมคุณครู | Tips & Tricks
   

วิธีการสอนทักษะการอ่านจับใจความแบบฝรั่ง
   
ผลการประเมินแห่งชาติ บ่งบอกเด็กไทยทั้งระดับประถมและมัธยมศึกษาอ่อนภาษาไทย (คะแนนเฉลี่ยเกิน 50% มานิดเดียว) ผลการวิจัยระดับชาติบ่งบอกเด็กไทยไม่ชอบอ่านหนังสือ (แต่ชอบดูการ์ตูนเล่ม) อาจารย์สอนมหาวิทยาลัยบอกนิสิตนักศึกษาไทยส่วนใหญ่ ไม่ชอบอ่านและเขียนไม่เป็นประโยค

ครูสอนภาษาไทยทั้งชั้นประถมและมัธยมเถียง (เสียงฉุนๆ) “ก็สอนอ่านอยู่ทุกวันแล้ว...ตามหลักสูตร...ตามหนังสือเรียน...สอนเต็มที่แล้ว อยู่ที่ตัวเด็กเอง บางคนก็เก่ง บางคนก็แย่ ส่วนใหญ่ปานกลาง ไม่ดีไม่แย่คละกันไป จะเอาอย่างไรอีก...วันหนึ่งๆ สอน 5-6 คาบ...เหนื่อยนะ”

เอาละ..นี่คือข้อเท็จจริง ที่เราทุกคนต้องยอมรับกันว่าเป็นปัญหา และเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดจากหลายสาเหตุเสียด้วย แต่สาเหตุแห่งปัญหาเกิดขึ้นมานานนม ตั้งแต่ชั้นประถมต้น - ป.1 ป.2 ป.3 โน้นแน่ะ! สะสมทับถมตกตะกอนจับผนึกแข็งดังหินผา (เอาค้อนมาทุบยังไม่แตกเลย) จึงเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขในช่วงเวลาเล็กน้อย...แต่ก็มิใช่จะมืดมิดทีเดียวหรอก...

ปัญหาหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน (ที่พอมีทางแก้ไขได้) คือ การสอน ทักษะการอ่านในใจ การจับใจความการคาดคะเนเหตุการณ์ การแยกข้อเท็จจริง/ข้อคิดเห็น การวิเคราะห์ความ การสรุปความ การใช้บริบทในการอ่านและการเข้าใจความหมายของคำ ประโยค ข้อความ...

ทักษะเหล่านี้ขอถามจริงๆ เถิด...มีการสอนอย่างแท้จริงเกิดขึ้นในกระบวนการสอนอ่านในชั้นเรียนโดยเฉพาะในชั้นประถมศึกษาอย่างจริงจังหรือไม่... คำตอบ...มีบ้าง โดยเฉพาะทักษะประการสุดท้าย การเข้าใจความหมายของคำ ประโยค และข้อความ จะต้องมีการสอนแน่นอนมิฉะนั้นการที่นักเรียนอ่านไม่ได้ เป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติเลยทีเดียว

ทว่า การสอนอ่านในใจทักษะอื่นๆ อีกละ (ดังที่ระบุไว้ในหลักสูตร) ครูบางคนอาจบอกว่า “มีการสอนซิก็สอนตามกิจกรรมในหนังสือเรียนภาษาไทย ที่กำหนดให้อ่าน...แล้วสรุปความ โดยให้ตอบคำถามว่า ใคร...ทำอะไร..ที่ไหน...เมื่อไร...อย่างไร...นี่นา...ก็ให้ทำแล้วนี่... จะเอาอย่างไรอีก”

ทีนี้ถ้าข้อความที่ให้อ่าน มิได้เป็นข้อความง่ายๆ ที่เด็กจะหาคำตอบได้โดยง่าย ยิ่งถ้าเป็นหนังสืออ่านเรื่องยาวๆ มีหลายย่อหน้า มีความมากๆ มีรายละเอียดเยอะแยะ ทั้งประเภทบันเทิงคดี สารคดี และความรู้ เด็กจะสรุปความได้อย่างไร...ไม่ต้องถึงขั้นสรุปความหรอกค่ะ เอาแค่ให้เด็กจับใจความในแต่ละย่อหน้า ให้รู้เรื่อง ให้จำได้ ครูจะสอนอย่างไร เพื่อนครูเคยถามตัวเองไหม? เราใช้วิธีการใด...สอนให้เด็กนักเรียนจับใจความในแต่ละย่อหน้าได้

ทักษะการอ่านในใจทั้งหมดเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องมีการฝึกฝนเริ่มกันตั้งแต่เด็กชั้นประถมปีที่ 1-6 ตลอดไปจนถึงชั้นมัธยมปีที่ 1-6 เรียกว่า ตลอด 4 ช่วงชั้นการศึกษาขั้นพื้นฐานเลย มิพักต้องพูดถึงในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ที่เด็กจะต้องเรียนรู้และนำทักษะการอ่านในใจ การจับใจความไปใช้ในสาระที่ 5 : วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 (หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544) ที่เด็กนักเรียนจะต้องอ่านให้เข้าใจ และแสดงความคิดเห็น วิจารณ์อย่างเห็นคุณค่า และนำมาประยุกต์ใช้จริง ซึ่งล้วนต้องการทักษะการอ่านต่างๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนแรก แล้วในกลุ่มสาระการเรียนรู้กลุ่มอื่นๆ อีกล่ะ ที่มีเนื้อหาวิชาต้องการให้นักเรียนอ่าน ให้ตีความ จับใจความ อาทิเช่น กลุ่มวิทยาศาสตร์ กลุ่มสังคม ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มสุขศึกษาและพลศึกษา ฯลฯ แทบจะทุกกลุ่มเลย ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มคณิตศาสตร์... ถ้าอ่านโจทย์เลข อ่านคำถามตีความไม่ได้...ก็จบเห่กัน

การสอนอ่านในใจ คงเป็นเรื่องสำคัญที่ครูต้องสอน ต้องฝึกนักเรียนอย่างเป็นกระบวนการและที่สำคัญที่สุด เพื่อนครูที่รัก ต้องรู้จักวิธีสอนการอ่านที่แท้จริงด้วย ขออนุญาตใช้คำภาษาอังกฤษ คือ ต้องรู้ how to teach ให้ได้ และนำไปปฏิบัติกับนักเรียนได้ ไม่ใช่แค่รู้ว่า การอ่านในใจคืออะไร ประกอบด้วยทักษะอะไร แต่ไม่รู้วิธีสอน ได้แต่สั่งให้นักเรียนไปอ่าน และทำกิจกรรมตามหนังสือเรียนเท่านั้น

ผู้เขียนเองเป็นนักอ่านที่ถูกฝึกให้อ่าน โดยไม่มีใครมาสอนหรือบอกวิธีอ่าน จึงได้แต่ตั้งหน้า ตั้งตา อ่านเอา...อ่านเอา...เรียกว่า ตะลุยอ่านเพราะความอยากอ่าน อ่านด้วยความสนุก ด้วยใจรักอ่าน ทักษะการอ่านจึงเกิดขึ้นเองในที่สุด...

ทว่า เป็นเวลาสิบกว่าปีทีเดียว กว่าจะเป็นนักอ่านได้ แต่ยุคสมัยนี้ไม่เหมือนกันแล้ว เด็กผู้เรียนของเราไม่มีเวลาเหลือเฟือ มานั่งก้มหน้าก้มตาอ่านอย่างเดียวได้เสียแล้ว สังคมแวดล้อมเปลี่ยนไป มีสื่ออื่นๆ มาดึงเวลาของเด็กๆ เราไปหมดเวลาที่เหลือ (เพียงเล็กน้อย) ในโรงเรียนก็ยังถูกแบ่งออกไปเรียนและทำกิจกรรมอื่นๆ อีก เช่นนี้แล้ว เด็กนักเรียนจะเกิดทักษะการอ่านขึ้นเองได้อย่างไร มิพักต้องพูดถึงนิสัยรักการอ่านเลย ดังนั้น ครูจะต้องเป็น ผู้ชี้บอก ชี้แนะวิธีอ่าน และวิธีฝึกให้เกิดทักษะการอ่านให้ได้ภายในเวลาจำกัด โดยเฉพาะในชั่วโมงการเรียน สาระการเรียนรู้ กลุ่มภาษาไทยเท่านั้น (อย่าหวังว่าจะมีโอกาสฝึกทักษะการอ่านในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ เลย)

ผู้เขียนมีงานที่ชื่นชอบอยู่อย่างหนึ่ง คือ การแปลหนังสือตำราวิชาการสอนต่างๆ จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย เพื่อให้เพื่อนครูได้มีโอกาสรับรู้ความรู้ ความคิด ทฤษฎี เทคโนโลยี และนวัตกรรม การเรียนการสอนในต่างประเทศ รวมทั้งสิ่งปฏิบัติในชั้นเรียนที่ได้ผลดี ที่ครูฝรั่งปฏิบัติจนได้ผลดีมาแล้วที่เราเรียกกันว่า “best practice” นั่นแหละ ผู้เขียนมีโอกาสได้อ่าน และแปลหนังสือเรื่องหนึ่ง ชื่อ Language Arts : Mini Lessons, Step by Step Skill-Builders for Your Classroom ของผู้แต่งที่เป็นครูชาวอเมริกัน 2 คน คือ Joan Clemmons และ Lois Lasse ชื่อในภาษาไทยยังไม่ลงตัว แต่คงในทำนองสอนทักษะการอ่าน - เขียน : หน่วยการเรียนย่อยการใช้ภาษา เพื่อฝึกทักษะนักเรียนทีละขั้นตอนอะไรเช่นนี้แหละ

เนื้อหาหนังสือเรื่องนี้ โดนใจผู้เขียนอย่างรุนแรง...นี่คือวิธีการสอนอ่านในใจ - ทักษะการจับใจความที่ผู้เขียนอยากถ่ายทอดให้เพื่อนครูชาวไทยทั้งหลาย ได้รับรู้ และนำไปลองฝึกปฏิบัติให้แก่นักเรียนในชั้นเรียนของตนเองดูบ้าง โดยเฉพาะเพื่อนครู-ชาวประถมศึกษาทั้งหลาย วิธีการสอนของ ครูใจแอน แคลมมอนส์และครูโลอิส ลาสส์ ไม่ยากเย็นอย่างไรเลย ไม่ต้องใช้เครื่องมือเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ใดๆ ด้วย คุณครูทั้งสองเพียงทำ “ตัวแบบการคิดดัง” ออกมาให้นักเรียนเห็นว่า ในขณะที่อ่านนั้น เราควรคิดอย่างไรกับสิ่งที่อ่าน แล้วฝึกให้เด็กนักเรียนคิดดังๆ ออกมาในขณะที่อ่าน...ฟังดูแล้วไม่ค่อยยากใช่ไหม แต่วิธีการฝึกเด็กนักเรียนของคุณครูทั้ง 2 ให้เป็นนักคิดดังๆ ขณะอ่าน น่าสนในมากทีเดียว

ผู้เขียนไม่ประสงค์จะอธิยายด้วยตัวเอง แต่อยากให้เพื่อครูอ่านจาก “best practice” ของคุณครูชาวอเมริกันทั้ง 2 ที่ฝึกปฏิบัติกับนักเรียนของตนจะดีกว่าเพื่อเพื่อนครูจะได้เข้าใจกลยุทธ์การสอนไดดี ประสาชาวครูด้วยกัน อีกทั้ง ยังเป็นการประกาศเกียรติคุณของครูอเมริกันทั้ง 2 ท่านด้วย ข้อความต่อไปนี้คืองานแปลหนังสือเรื่อง Language Arts : Mini Lessons, Step by Step Skill - Builders for Your Classroom บทที่ 4 กลยุทธ์อ่านเข้าใจความ

จัดทำตัวแบบการรู้คิด

พูดเรื่องเล่า

จัดทำตัวแบบกลยุทธ์

นักเรียนผลักดันลองนำไปประยุกต์ใช้กับนักเรียนของเพื่อนครูบ้างไหม... น่าลองนะคะ... ทำแล้วได้ผลเป็นอย่างไร ลองเขียนมาบอกกล่าวเผยแพร่ให้เพื่อนครูคนอื่นๆ นำไปปฏิบัติบ้างก็จะดีไม่น้อยต่อการเรียนการสอนของเรา

คุณครูอเมริกันทั้งสองยังแนะนำ กิจกรรมติดตามผล (ตอนท้ายบท) อีกว่า ควรทบทวนหน่วยการเรียนนี้ซ้ำอีก โดยให้เด็กนักเรียนฝึกปฏิบัติเป็นคู่ๆ อีกครั้ง และควรทำตลอดทั้งปีโดยใช้วัสดุการอ่านและหนังสือประเภทต่างๆ ทั้งบันเทิงคดี สารคดี โดยเฉพาะอย่างยิงกับหนังสือเรียน และที่อยากจะส่งเสริม คือ การฝึกอ่านวารสาร/นิตยสารสำหรับเด็ก จะช่วยแก้ปัญหาการอ่านเพื่อความเข้าใจของเด็กบางคนได้ดีทีเดียว

นอกจากนี้ ในบนที่ 4 นี้ คุณครูผู้แต่งหนังสือเรื่องนี้ ยังบอกแนะกลยุทธ์การสอนอ่าน วารสาร/นิตยสาร การอ่านหนังสือเรียน (ยาขมหม้อใหญ่ที่เดียว ถ้าให้เด็กนักเรียนอ่านเองและการอ่านอย่างอิสระ หรือ การอ่านหนังสือนอกเวลาของเด็กนักเรียนด้วย

ก่อนจบบทที่ 4 นี้ คุณครูทั้งสองคนได้บอกกล่าววิธีการประเมินผลหน่วยการเรียนนี้หลายๆ วิธี เช่น
  • การพูดคุยการอ่านกับเด็กๆ (เช่นที่บรรยายไว้แล้ว)

  • การให้อ่านเป็นคู่

  • การให้นักเรียนเขียนบันทึกการเรียนประจำวัน (learning logs) ในชั้นเรียน

  • โดยให้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับกลยุทธ์อ่านบางประเภทที่ได้เรียนมา

  • การให้นักเรียนเขียนภาพโครงเรื่อง (story maps)

  • การเขียนบันทึกการอ่านหนังสือที่นักเรียนเลือกอ่านเอง เพื่อใช้ประเมินตนเองและเก็บรวบรวมไว้ในแฟ้มผลงาน

  • การเล่าเรื่อง (retelling)

  • การเสวนาพูดคุยหนังสือ (book talks)

  • แฟ้มงาน (portfolios)
รายละเอียดต่างๆ ปรากฏอยู่อย่างสมบูรณ์ และน่าสนใจมาก ในหนังสือเรื่องนี้ จึงขอบอกกล่าวว่า ครูสอนภาษาไทยชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ไม่น่าพลาดการอ่านและศึกษาหนังสือเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด หากมีโอกาส ผู้เขียนจะทำกลยุทธ์ฝึกทักษะการอ่านและการเขียนตางๆ มาเล่าสู่เสริมประสบการณ์เพื่อครูต่อไป...
ที่มาข้อมูล : จินตนา ใบกาซูยี วารสารวิชาการ ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2547
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
จำนวนคนอ่าน 19985 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved