ข่าวแวดวงครู
เปิดสอบครู
ห้องพักครู
แผนการสอน
บันทึกคุณครู
Tip & tricks
สหกรณ์เพื่อนครู
กฎหมายในวงการศึกษา
เปิดสอบราชการทั่วไป
 

 
หน้าแรก | มุมคุณครู | ห้องพักครู
   

เรียนภาษาอังกฤษผ่านกิจกรรม CLT
   
ประเทศไทยมีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษมายาวนานกว่า 100 ปี แต่ต้องยอมรับว่าถึง ณ วันนี้คนไทยจำนวนมากยังไม่สามารถนำภาษาอังกฤษไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ดีนัก โดยเฉพาะทักษะด้านการฟังและพูด ก่อให้เกิดการตั้งคำถามถึงวิธีการสอนภาษาอังกฤษในสถาบันการศึกษาของไทยว่ามีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด

ที่จริงแล้วปัญหาข้างต้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหลายๆ ประเทศที่ไม่ได้เป็นสังคมภาษาอังกฤษ โดยประเทศเหล่านี้มีข้อจำกัดคล้ายคลึงกันที่ว่า ผู้เรียนมีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษนอกห้องเรียนน้อยมาก และที่สำคัญคือผู้เรียนขาดความกล้า ขาดความเชื่อมั่น รวมทั้งขาดแรงจูงใจที่จะสนทนาภาษาอังกฤษกับเจ้าของภาษา จึงได้มีการพัฒนาวิธีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษหรือภาษาที่สองที่มุ่งสร้างทัศนคติที่ดีต่อการเรียนภาษาต่างประเทศ เสริมสร้างความมั่นใจ และให้ผู้เรียนสามารถนำภาษาอังกฤษที่เรียนรู้ในห้องเรียนไปใช้สื่อสารในชีวิตจริงได้ หนึ่งในวิธีการเหล่านี้ได้แก่ การสอนภาษาตามแนวสื่อสาร (Communicative Language Teaching-CLT)

ก่อนจะมาเป็น CLT

"การสอนภาษาตามแนวสื่อสาร" พัฒนามาจากวิธีการสอนภาษาต่างประเทศ 2 แบบคือ การสอนแบบไวยากรณ์และแปล (grammar - translation method) และการสอนแบบฟัง - พูด (audio - lingual method) ที่ได้รับความนิยมอย่างยาวนานในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยที่สถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ยังคงใช้วิธีการสอนดังกล่าวในการสอนภาษาอังกฤษจนทุกวันนี้

การสอนแบบไวยากรณ์และแปล (grammar-translation method) เป็นวิธีการสอนภาษาต่างประเทศแบบดั้งเดิมที่เน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจหลักไวยากรณ์ของภาษา รู้ความหมายของคำศัพท์ต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจข้อความหรือข้อเขียนในภาษานั้นๆ และใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง สามารถแปลเป็นภาษาของตนเองได้ โดยครูเป็นศูนย์กลางควบคุมกระบวนการเรียนการสอน (Teacher - Centered) และใช้ภาษาที่หนึ่งดำเนินการสอน ครูจะทำหน้าที่อธิบายหลักไวยากรณ์ในตำราแล้วให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดที่เกี่ยวกับการแปล เน้นการเขียนที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ทางภาษา

อย่างไรก็ตาม วิธีการสอนแบบไวยากรณ์และการแปลมีข้อจำกัดที่เน้นทักษะการอ่านและเขียน มากกว่าทักษะการฟังและพูด ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นวิธีการสอนภาษาที่ทำให้ผู้เรียนพูดภาษาต่างประเทศไม่ได้ ไม่สามารถนำภาษาที่เรียนไปใช้เพื่อประโยชน์ในการดำรงชีวิต ต่อมาจึงมีการพัฒนาวิธีการสอนภาษาต่างประเทศแบบใหม่ๆ ที่เน้นการนำภาษาไปใช้ได้ในชีวิตจริง หนึ่งในนั้นคือวิธี การสอนแบบฟัง - พูด (audio - lingual method) ที่แตกต่างกับวิธีการแรกชนิดตรงกันข้าม

วิธีการสอนแบบฟัง - พูดนี้ให้ความสำคัญกับทักษะฟังและพูด โดยเชื่อว่าการฟังและพูดเป็นทักษะที่ต้องพัฒนาก่อนการอ่านและเขียน ยิ่งไปกว่านั้นวิธีการนี้ไม่เห็นด้วยกับการใช้ภาษาที่หนึ่งในห้องเรียนภาษาต่างประเทศ แต่ยังคงให้ครูเป็นศูนย์กลางคอยแนะนำและตรวจแก้การใช้ภาษาของนักเรียน เน้นความถูกต้องของกฎเกณฑ์ภาษาและการออกเสียง โดยให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดและท่องบทสนทนาจนขึ้นใจ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการใช้กฎเกณฑ์ของภาษา ซึ่งครูจะใช้สื่อในการด้านฟังช่วย เช่น เทปบันทึกเสียง ห้องปฏิบัติการทางภาษา โดยเฉพาะห้องปฏิบัติการทางภาษาจะช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสฝึกภาษาด้วยตนเองได้

อย่างไรก็ตาม หลังจากใช้วิธีการสอนภาษาแบบฟัง - พูด กลับพบว่าผู้เรียนมีปัญหาในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารในชีวิตจริง เนื่องจากการสื่อสารนอกห้องเรียนมีความซับซ้อนเกินกว่าโครงสร้างของบทสนทนาที่ครูให้ท่องในชั้นเรียน ทำให้นักเรียนไม่สามารถดำเนินการสนทนาต่อได้

ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นราวปี 1960 เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ทฤษฎีภาษาศาสตร์ของอเมริกันเปลี่ยนไปโดยกลุ่มนักภาษาศาสตร์ในยุคนั้น เช่น จอห์น บี. แคร์รอล, เคนเนธ เชสเทน และ นอม ชอมสกี ที่ปฏิเสธการเรียนภาษาโดยการวิเคราะห์โครงสร้างทางภาษาตามวิธีการสอนภาษาแบบไวยากรณ์และแปล และชี้ว่าการใช้ภาษาไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยการเลียนแบบหรือทำซ้ำๆ ตามวิธีการสอนแบบฟัง - พูด โดยมองว่าการเรียนรู้ภาษาของคนมีความสลับซับซ้อนมากกว่า เพราะเป็นกระบวนการสร้างสรรค์ภายในสมองมนุษย์

นักภาษาศาสตร์กลุ่มนี้ชี้ว่าการจะนำภาษาต่างประเทศไปใช้ได้นั้นอยู่ที่การพัฒนาความสามารถที่จะเข้าใจภาษาเป็นสำคัญ การเรียนภาษาต่างประเทศจึงควรให้ผู้เรียนได้รู้กฎเกณฑ์ต่างๆ ของภาษาที่เรียนก่อนจะนำไปประยุกต์ใช้ การเลียนแบบและการจดจำไม่ได้ช่วยให้เกิดความเข้าใจ ดังนั้นสิ่งที่นำมาให้ผู้เรียนเรียนจะต้องเป็นสิ่งที่มีความหมาย มีการจัดลำดับความยากง่าย เพื่อช่วยให้การพัฒนาทักษะทางภาษาของผู้เรียนเป็นไปตามขั้นตอน การฝึกเน้นให้ผู้เรียนคุ้นเคยกับกฎเกณฑ์ต่างๆ ของภาษาและการใช้ภาษาจริงในชีวิตประจำวัน โดยพยายามให้ผู้เรียนได้เรียนรู้การใช้ภาษาในสถานการณ์จริงมากที่สุด

ชอมสกีย้ำว่าการใช้ภาษาไม่ถูกต้องของผู้เรียนถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาและเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ซึ่งไม่จำเป็นต้องแก้ไขทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสิ่งนั้นสามารถใช้สื่อความหมายได้ การใช้ประโยคที่ยังไม่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ไวยากรณ์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตามขั้นตอนของการใช้ภาษาเช่นเดียวกับการเรียนรู้ของเจ้าของภาษา แต่ถึงกระนั้นครูควรชี้ให้เห็นความแตกต่างของประโยคที่ถูกต้องและที่ยังไม่ถูกต้องด้วย แนวคิดของนักภาษาศาสตร์กลุ่มนี้มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการสอนภาษาตามแนวสื่อสารในเวลาต่อมา

การสอนภาษาตามแนวสื่อสาร

การสอนภาษาตามแนวสื่อสาร (Communicative Language Teaching-CLT) พัฒนาขึ้นครั้งแรกในแถบยุโรปช่วงปี 1970 เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวมีผู้อพยพเข้าไปอาศัยในยุโรปเป็นจำนวนมาก สมาพันธ์ยุโรปจึงพัฒนาหลักสูตรการสอนภาษาที่สองแบบเน้นหน้าที่และสื่อความหมาย เพื่อช่วยให้ผู้อพยพสามารถใช้ภาษาที่สองในการสื่อสาร โดยเน้นความสามารถในการพูดหรือเข้าใจคำพูดที่แม้อาจไม่ถูกหลักไวยากรณ์ แต่สามารถสื่อความหมายได้ตรงกับสถานการณ์นั้นๆ

การสอนภาษาตามแนวสื่อสารเป็นการเชื่อมระหว่างความรู้ทางภาษา (linguistic knowledge) ทักษะทางภาษา (language skill) และความสามารถในการสื่อสาร (communicative ability) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้โครงสร้างภาษาเพื่อสื่อสาร โดยแยกองค์ประกอบความสามารถในการสื่อสารไว้ 4 ด้านคือ

  1. ความสามารถทางด้านไวยากรณ์หรือโครงสร้าง หมายถึงความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ โครงสร้างของคำ ประโยค ตลอดจนการสะกดและการออกเสียง

  2. ความสามารถด้านสังคม หมายถึงการใช้คำและโครงสร้างประโยคได้เหมาะสมตามบริบทของสังคม เช่น การขอโทษ การขอบคุณ การถามทิศทาง การสอบถามข้อมูลต่างๆ การใช้ประโยคคำสั่ง เป็นต้น

  3. ความสามารถในการใช้โครงสร้างภาษาเพื่อสื่อความหมายด้านการพูดและเขียน หมายถึงความสามารถในการเชื่อมระหว่างโครงสร้างภาษากับความหมายในการพูด-เขียนตามรูปแบบและสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

  4. ความสามารถในการใช้กลวิธีในการสื่อความหมาย หมายถึงการใช้เทคนิคเพื่อให้การติดต่อสื่อสารประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะการสื่อสารด้านการพูดที่มีกลวิธีไม่ทำให้การสนทนานั้นหยุดลงกลางคัน เช่น การใช้ภาษาท่าทาง การขยายความโดยใช้คำศัพท์อื่นแทนคำพูดที่นึกไม่ออก เป็นต้น
ข้างต้นจะเห็นว่า CLT ไม่ได้ละเลยโครงสร้างทางไวยากรณ์ แต่เน้นการสอนเพื่อนำหลักไวยากรณ์เหล่านี้ไปใช้สื่อสารความหมาย ผู้เรียนจะต้องใช้ภาษาได้อย่างถูกต้องและสามารถนำภาษาไปใช้สื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว ยิ่งถ้าหันมามองบริบทของการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ เช่นในประเทศไทยที่ครูผู้สอนส่วนมากไม่ใช่เจ้าของภาษา และมีข้อจำกัดในการใช้ภาษา โครงสร้างทางภาษาหรือไวยากรณ์จึงยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะต่อทักษะการอ่านของผู้เรียน

อย่างไรก็ตาม จุดมุ่งหมายของการสอนตามแนว CLT คือให้ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้ ฉะนั้นครูผู้สอนจึงต้องอดทนต่อความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ในการใช้ไวยากรณ์ของผู้เรียน เช่น การลืมเติม S ในประธานเอกพจน์บุรุษที่ 3 ใน Present Simple Tense ครูไม่ควรแก้ไขในทันที จะแก้ไขก็ต่อเมื่อความผิดพลาดนั้นมีผลต่อการสื่อความหมาย หรือผู้รับสารไม่สามารถเข้าใจได้เท่านั้น การแก้ไขข้อผิดพลาดให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์โดยทันที นอกจากไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนแล้ว ยังก่อผลทางลบต่อผู้เรียนโดยเฉพาะผู้เริ่มเรียนที่ยังใช้ภาษาได้ไม่ถูกต้องนัก ถ้าครูแก้คำผิดบ่อยครั้งจะทำให้ผู้เรียนรู้สึกเสียหน้า วิตกกังวล เกิดทัศนคติในแง่ลบต่อการเรียนภาษา ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง และอาจหยุดการพัฒนาด้านการพูดได้

กิจกรรมตามแนว CLT

กิจกรรมการเรียนการสอนตามแนว CLT ส่วนมากจะจัดในรูปกิจกรรมกลุ่มเล็ก เน้นการเรียนแบบร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน ทุกกิจกรรมเน้นส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ภาษาได้ในสถานการณ์จริง โดยแบ่งเป็น 2 กิจกรรมหลักคือ กิจกรรมเพื่อการสื่อสาร (functional communication activity) เน้นพัฒนาทักษะทางภาษาเพื่อสื่อความหมายในการติดต่อสื่อสาร และ กิจกรรมปะทะสังสรรค์ในสังคม (social interaction activity) เช่น การสนทนา อภิปราย โต้วาที โดยผู้สอนจะต้องคำนึงถึงหลักการดังต่อไปนี้

  • นำเหตุการณ์นอกห้องเรียนเข้าไปสู่ชั้นเรียนโดยใช้บทบาทสมมุติ การเลียนแบบ และกิจกรรมการแก้ปัญหา

  • ใช้ภาษาที่เป็นจริงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ คือภาษาที่เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ภาษาที่ดัดแปลงใช้เฉพาะในชั้นเรียน แต่เป็นภาษาที่ใช้ได้ทั้งในและนอกห้องเรียน

  • เน้นความหมายของภาษาเพื่อการสื่อสาร เพื่อช่วยให้นักเรียนคาดเดาเจตนาของผู้พูดหรือผู้เขียนได้

  • ให้โอกาสนักเรียนแสดงความรู้สึก ความคิด ทัศนคติ

  • กระตุ้นและส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนแบบร่วมมือ ทำงานเป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแต่ละคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม
การจะตรวจสอบว่ากิจกรรมที่ออกแบบมานั้นส่งเสริมการเรียนรู้ตามแนว CLT มากน้อยเพียงใดนั้น มีการกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินไว้คร่าวๆ คือ

ดร.โอเลนกา บิลาช แห่งมหาวิทยาลัยอัลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา ได้เสนอแนวคิดการออกแบบกิจกรรมตามแนว CLT เพื่อให้ครูใช้ประเมินกิจกรรมที่ใช้ในชั้นเรียนว่าเป็นกิจกรรมเพื่อการสื่อสารหรือไม่มากน้อยเพียงใด โดยเสนอว่าครูผู้สอนจะต้องตั้งคำถามต่อกิจกรรมนั้นๆ ดังนี้

  1. กิจกรรมนั้นส่งเสริมหน้าที่ของภาษาหรือไม่

  2. ได้ใช้สื่อที่เป็นของจริงหรือไม่

  3. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารอย่างกว้างขวางเพียงใด

  4. มุ่งให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างอื่นนอกจากคำศัพท์และหลักไวยากรณ์หรือไม่

  5. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกคนเป็นทั้งผู้พูดและผู้ฟังหรือไม่

  6. เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนคิดแก้ปัญหาหรือไม่

  7. เป็นกิจกรรมที่อยู่บนพื้นฐานของการใช้ภาษาในชีวิตประจำวันหรือไม่

  8. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดและทัศนคติส่วนตัวของผู้เรียนหรือไม่

  9. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ปฏิสัมพันธ์หรือไม่

  10. กิจกรรม CLT ที่ดีต้องมีความเสี่ยงภัยต่ำและเกิดความปลอดภัยสูง สร้างความมั่นใจ ลดความวิตกกังวลให้กับผู้เรียน ทุกกิจกรรมต้องเสริมให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจและรู้สึกว่าไม่ถูกบังคับให้ทำ

  11. กิจกรรมนั้นสนุกสนานน่าสนใจ กระตุ้นให้ผู้เรียนอยากร่วมกิจกรรมหรือไม่ ผู้เรียนจะเรียนได้ดีในบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่ไม่กดดัน บรรยากาศการเรียนที่ผสมผสานการ "เล่น" จึงช่วยให้ผู้เรียนลดความวิตกกังวลและประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้น
การสอนภาษาตามแนว CLT นี้เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเซีย ที่ผู้เรียนถูกแวดล้อมด้วยสังคมภาษาที่หนึ่งที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ การสร้างความเชื่อมั่นในการใช้ภาษาและสามารถนำภาษาไปใช้สื่อสารได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าผู้เรียนเกิดทัศนคติที่ดีและมีความเชื่อมั่นในตัวเอง จะเกิดความกล้าที่จะสนทนากับเจ้าของภาษา สามารถใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อช่วยให้สื่อความหมายได้ดีขึ้น ทำให้การสนทนาไม่หยุดลงกลางคัน เช่น การใช้ท่าทาง การถามย้อนกลับเพื่อให้เจ้าของภาษาช่วยตรวจสอบ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการสนทนา ก่อเกิดการพัฒนาการใช้ภาษา และทำให้ผู้เรียนนำภาษาอังกฤษที่เรียนรู้ในห้องเรียนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตจริงได้
ที่มาข้อมูล : ปี่ซังข้าวน้อย ใน สานปฏิรูป ฉบับที่ 71 เดือนมีนาคม 2547
จำนวนคนอ่าน 9690 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved