ข่าวแวดวงครู
เปิดสอบครู
ห้องพักครู
แผนการสอน
บันทึกคุณครู
Tip & tricks
สหกรณ์เพื่อนครู
กฎหมายในวงการศึกษา
เปิดสอบราชการทั่วไป
 

 
หน้าแรก | มุมคุณครู | ห้องพักครู
   

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ "พอร์ตโฟลิโอ"
   
นับตั้งแต่มีการดำเนินการปฏิรูปการศึกษาในรอบ 4-5 ปีที่ผ่านมา มีการกล่าวถึงการประเมินผู้เรียนตามสภาพจริง โดยหนึ่งในเครื่องมือการประเมินที่นิยมใช้กัน คือ "พอร์ตโฟลิโอ" (Portfolio) หรือ แฟ้มสะสมงานของนักเรียน

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้วแม้ครูจะรู้จักวิธีการประเมินแบบนี้มากขึ้น แต่โดยมากพบว่าครูส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการจัดเก็บผลงานของนักเรียนอย่างเป็นระบบ ทำให้ไม่สามารถประเมินผลได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร "เรียนรู้ข้ามโลก" ฉบับนี้จึงขอนำเสนอเกร็ดความรู้หลากหลายจากนักการศึกษาเกี่ยวกับการจัดทำพอร์ตโฟลิโอของผู้เรียนในระดับปฐมวัย เพื่อประโยชน์สำหรับครูที่สนใจการประเมินผลการเรียนรู้ของเด็กด้วยวิธีนี้

"พอร์ตโฟลิโอ" คืออะไร ?

พอร์ตโฟลิโอ คือ การสะสมผลงานการเรียนรู้ของผู้เรียนตลอดระยะเวลาการเรียน โดยทั่วไปงานที่เก็บไว้ในพอร์ตโฟลิโอมักเป็นผลงานชิ้นที่ดีที่สุดที่นักเรียนทำ และอาจรวมถึงกระบวนการจัดทำผลงานชิ้นนั้นๆ นับตั้งแต่ที่ยังเป็นร่างผลงาน การจัดเก็บการประเมินผลงานตนเองของนักเรียน และการประเมินจากผู้ปกครอง นอกจากนี้พอร์ตโฟลิโอยังใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาความสามารถหรือจุดอ่อนของนักเรียนด้วย

ต่อข้อถามที่ว่าพอร์ตโฟลิโอควรบรรจุอะไรลงไปบ้างนั้น กรอสเวอเนอร์ (1993) ได้ให้แนวทางพื้นฐานไว้ 3 รูปแบบคือ

  1. ผลงานที่นักเรียนเป็นคนเลือกเองทั้งหมด (Showcase Model)

  2. ผลงานที่นักเรียนนำเสนอโดยไม่มีการประเมินคุณค่า (Descriptive Model)

  3. ผลงานของนักเรียนที่ได้รับการประเมินตามบรรทัดฐานต่างๆ (Evaluate Model)
เดอฟิน่า (1992) เห็นว่าการจัดทำพอร์ตโฟลิโอของเด็ก สามารถจัดเก็บข้อมูลหรือความช่วยเหลือต่างๆ จากครู พ่อแม่ กลุ่มเพื่อน และโรงเรียน เข้าไปด้วยได้ รวมทั้งควรแบ่งพอร์ตโฟลิโอออกเป็นหลายส่วนหรือจัดเป็นแฟ้มย่อยๆ นอกจากนี้แล้ว ในการจัดเก็บผลงาน ควรเลือกผลงานที่ใช้สื่ออย่างหลากหลาย และสามารถมองเห็นได้ทุกแง่มุม

ในทัศนะของเดอฟิน่า ประโยชน์ของพอร์ตโฟลิโอนั้นมีหลายประการ อาทิ

  • พอร์ตโฟลิโอช่วยให้การเก็บสะสมผลงานของนักเรียนในแต่ละวิชาหรือมากกว่านั้นดำเนินไปอย่างเป็นระบบ และมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน

  • ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ไม่เพียงแต่การคัดเลือกผลงานของตนเองเก็บไว้ในพอร์ตโฟลิโอเท่านั้น แต่ยังเรียนรู้การกำหนดแนวทางในการคัดเลือกด้วย

  • พอร์ตโฟลิโอสะท้อนให้เห็นถึงกิจกรรมการเรียนของเด็กวันต่อวัน

  • การจัดทำพอร์ตโฟลิโออย่างต่อเนื่องจะช่วยให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการเรียนรู้ ตลอดจนกิจกรรมที่เด็กทำในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ครูจำนวนมากที่มีประสบการณ์ในการใช้วิธีประเมินผลการเรียนรู้ของเด็กจากการจัดทำพอร์ตโฟลิโอกล่าวไปในทางเดียวกันว่า วิธีการประเมินเช่นนี้ช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาหลักสูตรอย่างเหมาะสม นอกจากนี้แล้ว ยังช่วยให้ครูสามารถประเมินรูปแบบการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน เพิ่มพูนความสามารถของครูในการสื่อสารกับพ่อแม่ในเรื่องการเรียนรู้ของเด็ก ตลอดจนช่วยเติมเต็มข้อเรียกร้องทางวิชาชีพของโรงเรียนและการตรวจสอบของชุมชนให้เกิดขึ้น หากพอร์ตโฟลิโอมีการจัดเก็บอย่างดีแล้ว จะทำให้การประเมินผลบรรลุจุดประสงค์ของการเรียนรู้ที่ตั้งเอาไว้

วิธีการจัดทำ

สำหรับครูส่วนใหญ่แล้ว กระบวนการจัดทำพอร์ตโฟลิโอที่เริ่มต้นตั้งแต่การวางแผน การสะสมผลงาน การจัดเก็บ รวมทั้งการประเมินความก้าวหน้าในการเรียนของเด็กอยู่เป็นระยะๆ นั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความรับผิดชอบที่สูงขึ้น ทำให้ครูเกิดความลังเลและกลัวว่าการประเมินผลเด็กโดยใช้พอร์ตโฟลิโอนั้นเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ตนเอง

อย่างไรก็ตาม ครูที่เห็นประโยชน์จากการใช้พอร์ตโฟลิโอในการประเมินเด็กกล่าวยืนยันว่า แท้จริงแล้วการประเมินโดยใช้พอร์ตโฟลิโอเป็นการเปลี่ยนมุมมองของครูในการประเมิน มากกว่าเป็นการเพิ่มภาระครู กล่าวคือ งานของเด็กที่รวบรวมเพื่อเก็บในพอร์ตโฟลิโอนั้นเป็นงานที่เด็กต้องทำเป็นปกติในชั้นเรียนอยู่แล้ว ส่วนการประเมินและการสอนเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปกับหลักสูตร ดังนั้นการประเมินในรูปแบบนี้จึงไม่ได้เบียดบังเวลาในการทำกิจกรรมการเรียนการสอนเลย (โปลาคอฟสกี้, 1993)

โปลาคอฟสกี้อธิบายถึงเทคนิค 3 ประการ ที่ตัวเธอเองใช้ในการ สอนและประเมินเด็กเป็นรายบุคคลคือ

  1. ครูเป็นผู้กำหนดหัวข้อและกรอบเวลาให้เด็กกลุ่มย่อย ลับกันทำงานแต่ละชิ้นในช่วงเวลาเท่ากัน

  2. เด็กเป็นคนกำหนดหัวข้อและเวลาในการทำงานเอง

  3. เด็กเป็นคนกำหนดหัวข้อและเวลาในการทำงานเอง ขณะเดียวกันมีชิ้นงานที่เด็กได้รับมอบหมายให้ "ต้องทำ" ด้วย
องค์ประกอบของพอร์ตโฟลิโอ

โดยทั่วไปพอร์ตโฟลิโอมักประกอบด้วยตัวอย่างผลงานของเด็ก บันทึกการสังเกตอย่างเป็นระบบของครูด้วยรูปแบบที่หลากหลาย และการทดสอบเพื่อคัดเลือก แองเกล (1990) กล่าวว่า ผลงานของเด็กที่เก็บในพอร์ตโฟลิโอควรสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของเด็ก หรืออีกนัยหนึ่งคือ ชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของเด็กมากกว่าความล้มเหลว โดยทั้งครูและพ่อแม่สามารถติดตามความก้าวหน้าของเด็กโดยพิจารณาดูจากผลงานเขียน ภาพวาด รายการหนังสือที่เด็กอ่านเองหรือครูอ่านให้เด็กฟัง วิดีโอหรือภาพถ่ายโครงงานต่างๆ เทปบันทึกเสียงเด็กขณะอ่านหนังสือ เป็นต้น

ในระหว่างที่มีการสังเกตอย่างเป็นระบบนั้น ครูสามารถสังเกตพฤติกรรมเด็กในขณะที่เด็กเล่นคนเดียว ทำกิจกรรมเป็นกลุ่มย่อยหรือกลุ่มใหญ่ก็ได้ในเวลาหรือสถานการณ์ต่างๆ กัน ทั้งนี้การสังเกตอย่างเป็นระบบเช่นนี้ครูควรกระทำอย่างเป็นภววิสัย คัดเลือกประเด็นในการสังเกต (ให้ตรงตามจุดประสงค์ของหลักสูตร) และบันทึกโดยไม่ให้เด็กรู้สึกว่ากำลังถูกเฝ้ามอง ในการสังเกตอย่างเป็นระบบ ครูสามารถกระทำได้ตามแนวทางต่อไปนี้

  1. บันทึกกิจกรรมเด็ก บันทึกนี้เป็นข้อมูลการทำกิจกรรมของเด็กโดยครูไม่ต้องใส่ความเห็นหรือตัดสินใดๆ รูปแบบนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของเด็กอย่างต่อเนื่อง เพราะจะทำให้เห็นถึงพัฒนาการของเด็กชัดเจน


  2. ตรวจเช็คตามเกณฑ์ วิธีนี้นับว่าง่ายที่สุดในการตรวจดูพัฒนาการของเด็ก ทั้งนี้เกณฑ์ดังกล่าวควรสอดคล้องกับจุดประสงค์ของการเรียนการสอนด้วย นอกจากนั้นแล้ว การเฝ้าดูและสังเกตพัฒนาการเด็กควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการทำกิจกรรมปกติ ไม่ใช่จากกิจกรรมที่ออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษ


  3. การจัดลำดับ การจัดลำดับจะกระทำเมื่อพฤติกรรมของเด็กที่ครูเฝ้าสังเกตนั้นประกอบไปด้วยหลายส่วนและหลายแง่มุมมากพอ เป็นต้นว่า คุณสมบัติหรือพฤติกรรมดังต่อไปนี้ของเด็ก (ครูจัดลำดับ) ทำให้เด็กประสบความสำเร็จในสถานการณ์ต่างๆ กัน


  4. คำถามและคำตอบ หนึ่งในวิธีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเด็กที่ง่ายและมีประสิทธิภาพมากที่สุดวิธีหนึ่งคือ การตั้งคำถามปลายเปิดกับเด็ก ตัวอย่างเช่น "ครูอยากให้หนูเล่าเรื่องนี้ให้ครูฟัง" ระหว่างที่เด็กเล่าให้ครูสังเกตและบันทึกความสามารถในการใช้ภาษาของเด็ก นอกจากนี้ การถามถึงกิจกรรมที่เด็กทำจะทำให้ครูมองเห็นพฤติกรรมต่างๆ ของเด็กอีกด้วย


  5. การทดสอบเพื่อคัดเลือก การทดสอบจะช่วยให้ครูแยกแยะได้ว่า เด็กแต่ละคนมีทักษะและการพัฒนาในเรื่องใดมากน้อยแค่ไหน และจะทำให้ครูสามารถวางแผนการเรียนรู้ สำหรับเด็กแต่ละคนได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น การทดสอบนี้จะต้องพิจารณาควบคู่ไปกับชิ้นงานในพอร์ตโฟลิโอของเด็กและงานอื่นๆ ด้วย ที่ สำคัญคือ เครื่องมือที่นำมาใช้ในการประเมินจะต้องไม่เป็นไปเพื่อการให้คะแนนหรือประทับตราเด็ก
การที่ครูจะตัดสินใจว่าควรนำอะไรไปเก็บไว้ในพอร์ตโฟลิโอนั้น ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการจัดทำพอร์ตโฟลิโอ หากไม่มีจุดประสงค์ที่แน่ชัด พอร์ตโฟลิโอจะกลายเป็นเพียงแฟ้มเก็บงานธรรมดาของนักเรียน

การจัดทำพอร์ตโฟลิโอควรเป็นไปเพื่อทำให้ผลงานที่เด็กทำมีความหมายและสามารถสื่อสารได้ รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงไปยังบริบทที่ใหญ่ขึ้น (อาร์เทอร์และพอลัน, 1991) ในทัศนะของ เมอร์ฟี่และสมิธ (1990) พอร์ตโฟลิโอจะต้องสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นกับเด็ก ผ่านการประเมินตนเอง และใช้ในการพัฒนากระบวนการคิดและเขียนของนักเรียนสำหรับการศึกษาในระดับปฐมวัยแล้ว พอร์ตโฟลิโอควรต้องระบุจุดมุ่งหมายให้ชัดเจน และมีตัวอย่างงานของเด็กที่หลากหลาย รวมถึงร่าง (ผลงาน) ที่ประสบความสำเร็จของโครงงานพิเศษบางชิ้น นอกจากนั้นแล้ว เด็กควรมีส่วนร่วมในการเลือกผลงานของตนเองเก็บลงในแฟ้ม เพื่อที่เด็กจะได้วิเคราะห์งานที่ทำด้วยตนเอง

การประเมินโดยใช้พอร์ตโฟลิโอ

ข้อมูลในพอร์ตโฟลิโอควรจัดวางตามลำดับเวลาและหมวดหมู่ นอกจากนี้ เมย์เซล์และสตีล (1991) ยังแนะนำว่าให้จัดข้อมูลตามประเภทของพัฒนาการที่กำหนดตามหลักสูตร (อาทิ จิตพิสัย การใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก และอื่นๆ)

การจัดพอร์ตโฟลิโออย่างเป็นระบบจะช่วยให้ครูสามารถประเมินผลการเรียนรู้ของเด็กได้มีประสิทธิภาพ การประเมินที่ถูกต้องคือการเปรียบเทียบผลงานของเด็กในปัจจุบันกับผลงานก่อนหน้านั้น โดยการประเมินดังกล่าวควรชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเด็กตามมาตรฐานการแสดงออกซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรและความคาดหวังในด้านพัฒนาการที่เหมาะสม จุดมุ่งหมายของพอร์ตโฟลิโอไม่ได้มีเพื่อเปรียบเทียบเด็กคนหนึ่งกับคนอื่นๆ หากใช้สำหรับประเมินพัฒนาการของเด็กแต่ละคนในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น การตัดสินของครูในเรื่องความสามารถ จุดแข็ง จุดอ่อน และความต้องการของเด็กควรขึ้นอยู่กับพัฒนาการของเด็กแต่ละคนที่ปรากฏข้อมูลในพอร์ตโฟลิโอ และจากความรู้ของครูในเรื่องหลักสูตรและขั้นตอนการพัฒนาเด็ก

การใช้พอร์ตโฟลิโอเพื่อประเมินเด็กเล็กนั้นช่วยสร้างระบบในตัวของการพบปะประชุมกันระหว่างครูและผู้ปกครอง กล่าวคือพอร์ตโฟลิโอจะเป็นเครื่องมือพื้นฐานสำหรับครูและพ่อแม่ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก โดยครูและพ่อแม่ควรหยิบยกตัวอย่างชิ้นงานของเด็กออกมาพูดคุยกันเป็นเรื่องๆ มากกว่าการถกเถียงถึงเรื่องพัฒนาการของเด็กอย่างเป็นนามธรรม

เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่า การประเมินโดยใช้พอร์ตโฟลิโอเป็นเครื่องมือนั้นจะช่วยให้ครูมองเห็นพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของเด็กได้ตามสภาพจริงมากที่สุด สอดคล้องกับแนวคิดในการปฏิรูปการศึกษาที่มีการเรียกร้องอยู่ในขณะนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการจัดทำพอร์ตโฟลิโอข้างต้นน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับครูที่ยังกล้าๆ กลัวๆ การใช้เครื่องมือดังกล่าวให้ลองลงมือปฏิบัติจริง
ที่มาข้อมูล : สานปฏิรูป ฉบับที่ 61 เดือนพฤษภาคม 2546
จำนวนคนอ่าน 7324 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved