ข่าวแวดวงครู
เปิดสอบครู
ห้องพักครู
แผนการสอน
บันทึกคุณครู
Tip & tricks
สหกรณ์เพื่อนครู
กฎหมายในวงการศึกษา
เปิดสอบราชการทั่วไป
 

 
หน้าแรก | มุมคุณครู | Tips & Tricks
   

ฝึกเด็กให้รักการเขียนภาษาไทย
   
ภาษาไทย เป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสาร ทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียนเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้วิชาอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กวัยประถมศึกษา การพัฒนาทักษะภาษาไทยตั้งแต่แรกเริ่มศึกษาเล่าเรียนจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้วิชาอื่นๆ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี สำหรับเด็กๆ ส่วนใหญ่แล้ว การเรียนรู้หลักภาษาไทยและฝึกทักษะอย่างฝึกอ่าน หัดเขียน เป็นเรื่องน่าเบื่อ ชวนง่วงเหงาหาวนอน ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเป็นไปไม้เบื่อไม้เมากับการฝึกทักษะเลขคณิต

การจัดการเรียนการสอนภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้น ป.2 - ป.6 โรงเรียนวัดฉัตรแก้วจงกลณี ในรูปแบบของ อาจารย์สุขพงศ์ ทัศนกูลกิจ จึงเริ่มจากการปรับเปลี่ยนเจตคติที่ไม่ดีต่อการเรียนการสอนภาษาไทยก่อนเป็นอันดับแรก เพราะถ้าเด็กมีความคิดต่อการเรียนภาษาไทยในแง่ลบ ย่อมมีผลการเรียนรู้วิชาอื่นๆ ออกมาในด้านลบเช่นกัน เนื่องจากทุกวิชาจะมีภาษาไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง

ในการสร้างเจตคติให้เด็กรักการเรียนภาษาไทยนั้น อาจารย์สุขพงศ์ เปิดเผยว่า เน้นสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ทฤษฎีและฝึกทักษะภาษาไทยให้สนุกสนาน มีชีวิตชีวาและสีสัน ทั้งในและนอกห้องเรียน หวังสร้างแรงจูงใจใฝ่รู้ของลูกศิษย์ ที่สำคัญผู้สอนจะต้องมีใจรักในภาษาไทยและการสอนเป็นทุนเดิม จึงจะสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สนุกสนานเหมาะสมกับนักเรียนประถม

นอกเหนือจากนี้ ครูควรเป็นตัวอย่างที่ดีในการนำทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียนภาษาไทยไปใช้ให้เห็นเป็นรูปธรรม เช่น นำงานเขียนเล็กๆ น้อยๆ ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองมาแสดงให้ผู้เรียนได้สัมผัสและซึมซับ เพราะนักเรียนระดับประถมมีโอกาสใกล้ชิดและผูกพันกับครูมากกว่าวัยอื่น ย่อมชอบอ่านผลงานเขียนของครูและของตัวเอง ตัวอย่างที่ดีจะกลายเป็นสื่อการสอนที่ดีในรูปแบบหนึ่งโดยปริยาย

ภายในห้องเรียนภาษาไทย ซึ่งเป็นห้องพักของอาจารย์สุขพงศ์ด้วย นอกจากอุปกรณ์การเรียนและสื่อการสอนภาษาไทย ยังมีวิทยุ และเครื่องดนตรี 2-3 เช่น ฉิ่ง แทมโบลิน และกรับ สำหรับใช้เป็นเครื่องประกอบจังหวะ วางไว้เด่นชัดสำหรับให้เด็กหยิบใช้ได้ทันทีในการประกอบกิจกรรมเกี่ยวกับภาษาไทย รวมทั้งเตรียมบอร์ดขนาดพอเหมาะไว้ด้านหน้าห้อง และตามจุดต่างๆ ทั่วโรงเรียนสำหรับให้เด็กนักเรียนนำผลงานที่ได้จากการพัฒนาทักษะภาษาไทยมาแสดง

ทั้งนี้ทั้งนั้น การเรียนรู้และสื่อสารด้วยการเขียนถือเป็นทักษะภาษาที่ยากสุด เพราะไม่ใช่ทักษะเบื้องต้นในการสื่อสารประจำวัน ในขณะที่การปลูกฝังให้เด็กๆ รักการเขียนตั้งแต่วัยเยาว์จะช่วยฝึกกระบวนการคิดให้เป็นระบบ และพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

"หลักการเขียนต้องให้ข้อมูลพื้นฐานก่อน เพราะเด็กยังไม่มีข้อมูลที่จะนำมาเขียน โดยเชื่อมโยงเรื่องที่จะให้เขียนกับเหตุการณ์หรือเรื่องใกล้ตัว ช่วยให้เห็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม และรู้จักที่จะดึงความรู้เดิมที่ได้จากการสะสมประสบการณ์ออกมาใช้ตามจินตนาการ" อาจารย์สุขพงศ์ กล่าว

อาจารย์สุขพงศ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การเริ่มต้นฝึกทักษะการเขียนที่ไม่ถูกวิธี เช่น กำหนดหัวข้อเรื่องให้เด็กเขียน โดยไม่มีข้อมูลพื้นฐานให้ เด็กๆ ส่วนใหญ่มักประสบปัญหาไม่รู้จะเขียนอะไรและเขียนอย่างไร ทำให้ไม่กล้าและไม่อยากเขียนเพราะกลัวผิด เกิดความรู้สึกด้านลบว่าการเขียนเป็นเรื่องยาก แล้วพาลไม่อยากเขียนในที่สุด เป็นการบั่นทอนศักยภาพการพัฒนาการเขียนการอ่านตามวัย

สำหรับเด็กระดับประถม 2 ซึ่งเป็นวัยที่เพิ่งหัดเรียนหัดอ่านได้ไม่นาน มีประสบการณ์ใช้ภาษาและคำศัพท์ไม่มากนัก ต้องเริ่มจากการฝึกเขียนเชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับเรื่องในชีวิตประจำวันหรือสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว เพื่อฝึกการใช้คำและแต่งประโยค อย่างเช่น ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา อาจารย์สุขพงศ์อาศัยเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นข้อมูลให้นักเรียนแต่ละระดับชั้นสร้างสรรค์งานเขียน เด็กๆ ป.2 ก็เช่นกัน

การเรียนภาษาไทยสไตล์อาจารย์สุขพงศ์จะต้องมีบรรยากาศสนุกสนาน เริ่มจากให้นักเรียนแบ่งกลุ่มตามสีที่ชอบ ใครชอบสีอะไรให้อยู่กลุ่มนั้น เพราะถ้าให้เลือกจับกลุ่มกันเอง เด็กจะเลือกเข้ากลุ่มเพื่อนสนิท หรือเด็กที่เรียนรู้ได้เร็วจะจับกลุ่มกันเอง โดยครูมีกระดาษแข็งสีแดง ชมพู น้ำเงิน เขียว และเหลือง แจกให้เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม

ครูปรบมือ 1 ครั้งให้กลุ่มสีแดงยกป้ายสีของตนและยืนขึ้น 2 ครั้งสีชมพู 3 ครั้งสีน้ำเงิน เพิ่มจำนวนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบทุกสี แล้วสลับกันไปมา บางครั้งเด็กจับสีของกลุ่มและจังหวะปรบมือสลับกัน ลุกขึ้นถูกผิดสลับกลุ่มกัน เรียกเสียงหัวเราะสนุกสนาน ช่วยสร้างความกระตือรือร้น และทำให้สมองปลอดโปร่งพร้อมที่จะเรียนรู้วิชาการ อีกทั้งฝึกทักษะการฟังไปในตัว

อาจารย์สุขพงศ์ใช้เทคนิคง่ายๆ กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเด็กๆ เพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่สาระการเรียนรู้ โดยให้นักเรียนทายว่าในซองจดหมายขนาดใหญ่ที่ครูถือมามีอะไรอยู่ข้างใน ตัวอย่างที่แต่ละกลุ่มทาย เช่น จดหมายถึงผู้ปกครองเชิญมาร่วมงานปีใหม่ของโรงเรียน ใบคริสต์มาสสีแดงที่ซานตาครอสนำมาแจก หรือแม้กระทั่งบทกลอนพร้อมภาพประกอบที่ครูเขียนถึงนักเรียนขณะไปเที่ยวต่างจังหวัด เพราะทุกครั้งที่เดินทางไปพักผ่อนต่างจังหวัด อาจารย์สุขพงศ์จะถ่ายภาพธรรมชาติ นำมาติดบนกระดาษสี เขียนคำบรรยายร้อยแก้วหรือร้อยกรอง นำมาติดไว้ที่บอร์ดด้านหน้าห้องภาษาไทย ให้เด็กๆ อ่านผลงานของครู แต่ไม่มีกลุ่มใดทายถูกว่าเป็นบัตรอวยพรปีใหม่หรือ ส.ค.ส. 2546

ครูขออาสาสมัคร 1 คนออกมาอ่านคำอวยพรปีใหม่ในบัตรอวยพรปีใหม่ที่เพื่อนของครูส่งมาให้ พร้อมโชว์ตัวอย่างให้เพื่อนๆ ในห้องดู แสดงให้เห็นแบบฟอร์มการเขียนบัตรอวยพรว่า จะต้องประกอบด้วยผู้รับคำอวยพรร้อยแก้วหรือร้อยกรอง และลงชื่อผู้ส่ง แล้วพูดคุยถึงจุดมุ่งหมายในการส่งบัตรอวยพรปีใหม่ ความหมายของอักษรย่อ ส.ค.ส. และการเขียนคำอวยพร

ขั้นต่อมา ให้ข้อมูลพื้นฐานแก่เด็กๆ เพื่อให้เห็นภาพและรู้ว่าควรจะเขียนบัตรอวยพรส่งให้ใครได้บ้างโดยครูตั้งคำถามว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ให้นักเรียนคิดว่าจะส่งบัตรอวยพรไปให้ใครบ้าง แน่นอนว่าเด็กวัยนี้จะต้องคิดถึงคนใกล้ชิด อย่างพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน และครูก่อนเป็นอันดับแรก แต่เสียงส่วนใหญ่บอกว่าจะส่งบัตรอวยพรให้พ่อแม่

ครูให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมาช่วยกันวาดรูปแสดงให้เห็นว่าภายในครอบครัวมีใครเป็นสมาชิกบ้าง ตัวแทนแต่ละกลุ่มออกมาวาดรูปด้วยความกระตือรือร้น มีทั้งบ้าน รูปพ่อแม่ที่บ่งบอกเพศ ลูกชายหญิง ปูย่า ตายาย และพี่น้อง เป็นการฝึกทักษะทางด้านศิลปะไปพร้อมๆ กัน และช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เพราะเด็กๆ ชอบที่จะออกมาวาดรูปบนกระดานดำ

อาจารย์สุขพงศ์แนะนำให้นักเรียนเห็นความสำคัญของการเขียนว่า ในช่วงปีใหม่ถ้าไม่ทำบัตรอวยพรปีใหม่ส่งให้บุคคลที่รักและเคารพ อาจจะพูดอวยพรก็ได้ แต่การเขียนบัตรอวยพรด้วยลายมือ จะมีหลักฐานปรากฏ ผู้อ่านสามารถเก็บไว้และหยิบขึ้นมาอ่านในเวลาที่ระลึกถึงผู้ให้ อีกทั้งเห็นลายมือของผู้เขียนจากข้อความสื่อความหมายไปถึงผู้รับ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล การเขียนจึงมีเสน่ห์ต่างจากต่างการสื่อความหมายในรูปแบบอื่นๆ

เมื่อรู้แล้วว่าจะเขียนบัตรอวยพรให้ใคร เด็กอาจยังไม่รู้ว่าจะเขียนอย่างไร ครูจึงนำตัวอย่างบัตรอวยพรของรุ่นพี่ ป.6 มาให้ดู แล้วให้แต่ละกลุ่มช่วยกันคิดและส่งตัวแทนออกมาเขียนข้อความอวยพรของกลุ่มบนกระดานดำ ตัวอย่างคำอวยพรของแต่ละกลุ่มจะใช้คำศัพท์และประโยคง่ายๆ ตามศักยภาพวัย อย่างเช่น ขอให้พ่อแม่มีความสุข ขอให้พ่อแม่มีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืน และขอให้พ่อแม่ทำอะไรสมความปรารถนา ครูให้ทุกคนอ่านข้อความบนกระดานดำพร้อมๆ เพื่อฝึกทักษะการอ่านควบคู่การเขียน

จากนั้น ให้สร้างชิ้นงานรายบุคคล โดยให้นักเรียนใช้คำศัพท์ง่ายๆ เขียนคำอวยพรให้พ่อแม่ ฝึกให้คิดและเขียนตามจินตนาการ วาดรูปประกอบ และระบายสีให้สวยงาม ลงบนกระดาษสีชมพูขนาดบัตรขนาดพอเหมาะที่ครูเตรียมไว้ให้ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศงานรื่นเริง ก่อนจะให้เด็กๆ ลงมือเขียน ครูให้เลือกสวมหมวกหลากแบบและสีสัน เปิดเพลงอวยพรปีใหม่ในเวอร์ชั่นของเด็กให้ฟัง พร้อมทั้งเชิญชวนทุกคนร้องรำทำเพลงและเต้นตามใจชอบพอหอมปากหอมคอ เป็นเสมือนการฉลองปีใหม่เล็กๆ ภายในห้องเรียน

เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนเข้าใจหลักการเขียนบัตรอวยพร ให้แต่ละกลุ่มคัดเลือกผลงานการเขียนบัตรอวยพรของเพื่อนที่มีความโดดเด่นในด้านรูปแบบและเนื้อหา นำมาอ่านให้เพื่อนต่างกลุ่มฟัง และร่วมประเมินผลงาน มีหลักการประเมินว่าจะต้องเขียนถูกรูปแบบของบัตรอวยพร เขียนคำศัพท์และประโยคถูกต้อง อ่านแล้วสื่อความหมายเข้าใจ และวาดรูประบายสีสวยงาม

ส่วนผลงานของนักเรียนคนอื่นๆ ครูให้นำบัตรอวยพรฝีมือตนเองไปมอบให้พ่อแม่ให้ช่วงปีใหม่ รูปแบบบัตรอวยพรของเด็กๆ แตกต่างกันตามจินตนาการและประสบการณ์ ส่วนใหญ่เป็นรูปครอบครัวที่ตรงตามสภาพจริง มีบ้านหลังกะทัดรัด พ่อแม่ พี่ และน้อง บางคนวาดรูปบ้านในฝัน ใส่รายละเอียดเพิ่มขึ้น คือหลังบ้านเป็นภูเขา มีรูปพระอาทิตย์กำลังส่องแสงอยู่หลังภูเขา ด้านหน้าบ้านปลูกดอกไม้สีสวย ข้างๆ บ้านมีลำธารเล็กๆ ไหลผ่าน บางคนจินตนาการบรรยากาศปีใหม่แบบฝรั่ง วาดรูปตุ๊กตาหิมะอยู่ท่ามกลางหิมะและต้นคริสต์มาสสีแดง แต่คำอวยพรที่เขียนมีความหมายไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก ส่วนใหญ่อยากให้พ่อแม่และสมาชิกทุกคนในบ้านมีความสุข หรือไม่ก็ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง และมีอายุยืน

"ขออวยพรให้พ่อแม่เจริญรุ่งเรือง ทำงานได้เงินดี และอยากให้ทุกคนมีความสุข"

นั่นคือข้อความอวยพรปีใหม่ที่ค่อนข้างยาวของ เด็กหญิงกุศลิน มัจฉสินธุ เธอเล่าว่า หวังจะให้พ่อแม่แปลกใจจึงทำซอง ส.ค.ส.ขึ้นมา นำบัตรอวยพรใส่ในซองปิดผนึกเรียบร้อย แล้วแอบเอาไปใส่ไว้ในตู้รับจดหมายของบ้านในคืนวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา พอรุ่งเช้าวันปีใหม่บอกพ่อแม่ว่ามีซองจดหมายอยู่ในตู้รับจดหมายให้ไปไขตู้เอาจดหมายด้วย ทันทีที่พ่อแม่เห็นลายมือก็แล้วว่าลูกสาวส่งบัตรอวยพรให้ ท่านทั้งสองยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

ในขณะที่ เด็กชายปฏิภาณ คงสายสิน เพื่อนห้องเดียวกัน เขียนอวยพรสำหรับสมาชิกทุกคนในครอบครัวว่า อยากให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง และสมหวังในสิ่งที่ปรารถนา พร้อมวาดรูปสมาชิกทุกคนในบ้านร่วมตกแต่งบ้านเตรียมฉลองปีใหม่เล็กๆ ภายในบ้าน แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ภายในครอบครัวได้เป็นอย่างดีว่ามีความรักและความอบอุ่น

"ผมเอา ส.ค.ส.ซ่อนไว้ใต้ที่นอนอย่างมิดชิด ไม่ให้ทุกคนในบ้านเห็นก่อนวันปีใหม่จะมาถึงจริงๆ พอถึงวันขึ้นปีใหม่เอาไปมอบให้พ่อกับแม่อ่านให้พี่น้องฟัง ดูทุกคนแปลกใจ และหวังว่าจะได้บัตรอวยพรในโอกาสอื่นๆ อีก" ปฏิภาณ กล่าวอย่างภาคภูมิใจด้วยสีหน้าบ่งบอกว่ามีความสุข

หลังจากเปิดเรียนหลังวันหยุดปีใหม่หลายวัน อาจารย์สุขพงศ์ให้นักเรียนทุกระดับชั้นที่เรียนเรื่องการเขียนบัตรอวยพร นำบัตรอวยพรไปติดไว้ตามบอร์ดที่กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ของโรงเรียน

การฝึกทักษะการเขียนจากเรื่องใกล้ตัวเด็ก เปิดโอกาสให้ผู้เรียนนำความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่มาใช้เป็นวัตถุดิบในการเขียน สามารถช่วยให้เด็กๆ ประถมฝึกทักษะการเขียนง่ายขึ้น เกิดทัศนคติที่ดีว่าการเขียนไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ อีกทั้งช่วยพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม การปลูกฝังให้เด็กรักการเขียนจะต้องให้ฝึกเขียนอย่างต่อเนื่องนอกจากเขียนในชั่วโมงเรียน ที่สำคัญจะต้องมีเวทีสำหรับให้เด็กๆ นำเสนอผลงานเขียนของตนเอง จะได้ภาคภูมิในตนเอง และเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์เขียนซึ่งกันและกัน .....


ที่มาข้อมูล : สุขพงศ์ ทัศนกูลกิจ ใน สานปฎิรูป ฉบับที่ 58 เดือนมกราคม 2546
จำนวนคนอ่าน 3989 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved