ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน

   

มิติใหม่ในการสอนเพศศึกษา
 
คำว่า “เพศศึกษา” และแนวคิดเรื่องการสอนเพศศึกษาให้แก่เด็กไทยในบ้านเมืองของเราเกิดขึ้นมาช้านานมากกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว กล่าวคือ นับตั้งแต่ พ.ศ. 2501 เป็นต้นมา คณะอนุกรรมการอบรมวัฒนธรรมทางจิตใจสำหรับเด็กของสภาวัฒนธรรมแห่งชาติในสมัยนั้นได้พยายามจัดทำ “แนวทางสอนเพศศึกษาสำหรับเด็ก” เพื่อมุ่งหวังจะให้โรงเรียนใช้เป็นแนวทางจัดการเรียนการสอนเพศศึกษาสำหรับโรงเรียนทุกระดับ ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เนื่องจากปรากฏชัดว่า เด็กและเยาวชนไทยเริ่มมีปัญหาพฤติกรรมทางเพศเกิดขึ้นแล้ว แนวทางสอนฉบับดังกล่าวมีเนื้อหาสาระสมบูรณ์แบบดีมาก ทั้งด้านการเรียนการสอนและการจัดโรงเรียน แต่น่าเสียดายที่ผลสุดท้ายเมื่อคณะอนุกรรมการเสนอไปยังกระทรวงธรรมการในขณะนั้น กลับไม่ได้รับการพิจารณาให้นำไปใช้ในโรงเรียน ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาที่สมควรจะสอนเพศศึกษา

ในระยะหลังต่อมาเมื่อมีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาของประเทศทุกครั้ง หลายฝ่ายพยายามที่จะสอดแทรกเพศศึกษาเข้าไปในวิชาสุขศึกษาและวิชาอื่นๆ บ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นไปในทางอ้อม ไม่ปรากฏเป็นหัวข้อเพศศึกษาโดยเฉพาะ จนกระทั่งหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 เพศศึกษาจึงปรากฏตัวขึ้นได้ชัดเจนในระบบการศึกษา แต่ปัญหาที่ตามมาอย่างต่อเนื่องก็คือ เรายังขาดครูที่มีความพร้อมทั้งด้านเนื้อหาและวิธีสอน โดยหลักการแล้วคงจะต้องแก้ไขด้วยการผลิตครูและการอบรมครู ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้ปัจจุบันก็ยังทำไม่สำเร็จ ในขณะเดียวกันพฤติกรรมทางเพศของเด็กและเยาวชนได้กลายเป็นปัญหาเพศศึกษาวิกฤติเพิ่มขึ้นเรื่อยมาตามลำดับจนกระทั่งปัจจุบัน

แนวคิดและหลักการ

ผู้เขียนในฐานะที่สนใจเพศศึกษาได้พยายามเขียนหนังสือหรือตำราเพศศึกษาขึ้น เพื่อใช้สอนทั้งในระดับประถม – มัธยม – อุดมศึกษา มาเป็นเวลาช้านานพอสมควร มีความคิดเห็นว่า การแก้ปัญหาเพศศึกษาวิกฤติที่เกิดติดต่อจนบานปลายถึงขณะนี้จะแก้โดยการจัดหลักสูตรและสอนกันแต่เพียงในห้องเรียนอย่างเดียวเท่านั้นคงจะไม่สำเร็จแน่ ประจักษ์พยานที่เห็นชัดๆ ในปัจจุบันก็คือการเรียนการสอนวิชาสุขศึกษาที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของเด็กได้เท่าที่ควร เนื่องจากสาเหตุสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง คือ ไม่มีการพัฒนาโปรแกรมสุขภาพในโรงเรียนมาอย่างต่อเนื่อง ในทำนองเดียวกัน เพศศึกษาซึ่งเนื้อหาสาระส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดอยู่ในวิชาสุขศึกษา เพราะเรื่องเพศมีความสัมพันธ์กับสุขภาพมาก ดังนั้น “เพศศึกษาจึงควรมีความหมายมากกว่าการสอนในห้องเรียน” (Sex education is more than sex teaching.) โดยอาศัยปรัชญาหรือหลักการศึกษาที่ว่า “คนเราสามารถเรียนรู้จากเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมได้ตลอดเวลา” กล่าวคือ เด็กๆ จะเรียนรู้ได้ทั้งในห้องเรียน นอกห้องเรียน ในชุมชน และสังคมทั่วไปได้ทุกเวลาและทุกสถานที่ ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่การเรียนรู้ทุกมิติแบบองค์รวม ด้วยเหตุและผลดังกล่าว โรงเรียนทุกระดับจึงควรจะต้องจัด “โปรแกรมเพศศึกษาในโรงเรียน” (School Sex Education Programs) ขึ้นอย่างเป็นกิจจะลักษณะและถูกต้องครบวงจร มีองค์ประกอบครบทั้ง 3 ด้าน (สิ่งแวดล้อม บริการ และการสอน) บูรณาการเข้าด้วยกันเป็นองค์รวมแบบโปรแกรม ดังตัวอย่างที่ขออธิบายสรุปเพียงเพื่อให้เห็นเป็นภาพพจน์ต่อไปนี้

การจัดโปรแกรมเพศศึกษาในโรงเรียน

การสร้างเสริมพฤติกรรมทางเพศให้แก่เด็ก เพื่อก่อให้เกิดความรับผิดชอบและความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน จนสุดท้ายทำให้เด็กสามารถปรับตัวทางเพศได้ดี โดยที่ตนเองพอใจและสังคมก็ยอมรับด้วย จำเป็นที่โรงเรียนทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจะต้องจัดโปรแกรมเพศศึกษาขึ้น มิใช่มุ่งแต่จะสอนเพศศึกษากันเพียงเฉพาะในห้องเรียนตามหลักสูตรเท่านั้น เพราะการศึกษามิใช่หมายถึงเพียงการสอนให้คนรู้ในสิ่งที่เขาไม่รู้ แต่เป็นการสอนให้คนประพฤติในสิ่งที่เขายังประพฤติไม่ถูกต้อง (Ruskin) ดังนั้นโปรแกรมเพศศึกษาในโรงเรียนดังกล่าวจึงต้องอาศัยองค์ประกอบ 3 ประเภท (การจัดสิ่งแวดล้อม การจัดบริการ และการสอนเพศศึกษา) ผสมผสานหรือบูรณาการเข้าด้วยกัน เพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางเพศ (ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติ) โดยการร่วมมือช่วยเหลือและสนับสนุนจากทางบ้าน ชุมชน หน่วยงาน และองค์การที่เกี่ยวข้องได้สมบูรณ์ครบวงจรให้สามารถดำเนินการไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นมิติใหม่ในการสอนเพศศึกษา เพื่อเป็นการเปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้กว้างขวางและเท่าทันต่อสถานการณ์ได้อย่างแท้จริง

แผนภูมิที่ 1 แสดงองค์ประกอบการจัดโปรแกรมเพศศึกษาในโรงเรียน


การเรียนการสอนเพศศึกษาในโรงเรียนจะได้ผลอย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง โรงเรียนจะเพียงจัดสอนเพศศึกษาในห้องเรียนเท่านั้นย่อมไม่เป็นการเพียงพอ เพราะ “คนเราสามารถเรียนรู้จากเหตุการณ์และสภาพแวดล้อมได้ตลอดเวลา” โรงเรียนจำเป็นต้องจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างเสริมบรรยากาศทางเพศศึกษา รวมทั้งต้องจัดบริการเกี่ยวกับเรื่องเพศและเพศศึกษาเพื่อขยายโอกาสทางการเรียนรู้เพิ่มเติมขึ้นอีกด้วย รวมเรียกว่าโปรแกรมเพศศึกษาในโรงเรียน (School Sex Education Programs) โดยจัดให้องค์ประกอบของกิจกรรมหลักทางการศึกษาทั้ง 3 ประเภทเหล่านี้สอดคล้องและสัมพันธ์กันเพื่อจะได้เป็นตัวอย่างเป็นห้องปฏิบัติการ หรือเป็นปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมให้แก่การสอนเพศศึกษาในห้องเรียนเป็นอย่างดี โดยมีจุดมุ่งหมายเบื้องต้นที่ต้องการให้นักเรียนทุกคนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางเพศทั้งด้านความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติหรือความประพฤติไปในทางที่พึงประสงค์และมีความมุ่งหมายสุดยอดเพื่อต้องการให้นักเรียนสามารถปรับตัวทางเพศได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งทำให้ตนเองพอใจและสังคมยอมรับได้

ต่อไปนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่ต้องการอธิบายสรุปกิจกรรมหลักแต่ละองค์ประกอบสำหรับโปรแกรมเพศศึกษาในโรงเรียนโดยรวม ซึ่งการปฏิบัติจริงนั้นอาจจะต้องปรับให้เข้ากับระดับและประเภทของโรงเรียนตามควรแก่อัตภาพ เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้เด็กๆ เรียนรู้เรื่องเพศศึกษาได้อย่างหลากหลาย ตามอุดมการณ์ทางการศึกษาคือ “กันไว้ดีกว่าแก้” หรือเน้นการป้องกันมากกว่าการแก้ไข ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาโดยตรงที่ต้นเหตุ

1. การจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างเสริมบรรยากาศทางเพศศึกษา เช่น

  1. ทำเลที่ตั้งโรงเรียน โรงเรียนไม่ควรอยู่ติดบ้านเรือนราษฎร รวมทั้งควรอยู่ห่างจากสถานเริงรมย์และแหล่งมั่วสุม อบายมุขต่างๆ


  2. การจัดโรงเรียนและห้องเรียน การจัดโรงเรียนแบบสหศึกษาจะช่วยส่งเสริมบรรยากาศในการเรียนรู้
    ทางเพศศึกษาได้มาก


  3. การเลี้ยงสัตว์ เช่น นก ไก่ กระต่าย หนู หมู ปลา ฯลฯ สัตว์เลี้ยงต่างๆ ช่วยให้นักเรียนเข้าใจธรรมชาติของการสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตได้ดีขึ้น


  4. มุมนันทนาการ เช่น ไม้ดอก ไม้ประดับ สวนญี่ปุ่น สระว่ายน้ำ สนามเด็กเล่น ฯลฯ การพักผ่อนหย่อนใจ เล่นกีฬา และออกกำลังกายสามารถระบายอารมณ์เครียดและเป็นทางออกเรื่องเพศที่ดีสำหรับเด็ก


  5. ห้องน้ำ ห้องส้วม ห้องเก็บของ ห้องกิจกรรม ห้องอเนกประสงค์ ฯลฯ เด็กเล็กอาจจัดห้องน้ำห้องส้วมให้ใช้รวมกันได้ แต่เมื่อโตขึ้นควรแยกกันให้เป็นสัดส่วน และเหมาะสมเฉพาะเพศ เพื่อให้มีความเป็นส่วนตัวเพิ่มขึ้น


  6. ห้องเรียนพิเศษ เช่น ห้องปฏิบัติการชีววิทยา ห้องศิลปะ ห้องคหกรรม ห้องแนะแนว ฯลฯ ห้องเหล่านี้ควรจัดบรรยากาศเพื่อเสริมประสบการณ์ทางเพศศึกษาด้วยกิจกรรมที่เหมาะสม


  7. ตัวอย่างพฤติกรรมทางเพศที่ดีหรือการปรับตัวทางเพศที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตทางเพศ นักเรียนจะเรียนรู้และเลียนแบบจากครูและผู้ใหญ่อยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูเป็นสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็ก บุคลิกภาพ ความประพฤติหรือพฤติกรรมทางเพศต่างๆ ทั้งที่บ้าน โรงเรียน และชุมชนจึงเป็นบทเรียนนอกตำราที่สำคัญ เพราะ “ตัวอย่างที่ดีย่อมดีกว่าคำสอน” และดังคำคมที่ว่า “ถ้าท่านพูดเขาจะฟัง แต่ถ้าท่านทำให้ดูเขาจะเชื่อ” ทั้งนี้เพื่อให้เด็กเกิดความรู้ความเข้าใจ ตระหนักถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีในความเป็นเพศของตน

2. การจัดบริการเกี่ยวกับเรื่องเพศและเพศศึกษา เช่น

  1. การให้บริการสุขภาพจากมุมพยาบาลหรือห้องพยาบาลของโรงเรียน โรงเรียนควรจะมียาและเครื่องเวชภัณฑ์สำหรับบรรเทาอาการปวดของการมีประจำเดือนเอาไว้บริการแก่นักเรียน รวมทั้งควรมีครูแนะแนวเพื่อแนะนำเรื่องปัญหาทางเพศโดยเฉพาะด้วย


  2. การตรวจสุขภาพทั่วไปโดยบุคลากรทางการแพทย์ การตรวจสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ แล้วบันทึกผลเอาไว้จะเป็นประโยชน์ในการแนะนำและแก้ไขการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางเพศได้เป็นอย่างดี


  3. การตรวจพิเศษทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะเอ็กซ์เรย์ ฯลฯ บางครั้งทางโรงเรียนอาจมีความจำเป็นต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับความเจริญเติบโตของร่างกายและจิตใจ โรคต่างๆ ทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น


  4. บริการแนะแนวสุขภาพและปัญหาทางเพศ สุขภาพกับเรื่องเพศมักจะมีความสัมพันธ์กันเสมอ โดยเฉพาะนักเรียนวัยรุ่นมีความจำเป็นต้องใช้บริการแนะแนวมาก นอกจากนี้โรงเรียนควรแนะนำให้เด็กยอมรับและรู้สึกภาคภูมิใจในธรรมชาติแห่งเพศหรือเพศวิถีไปด้วยพร้อมๆ กันเนื่องจากว่า “ไม่มีกิจกรรมการเรียนการสอนใดๆ ที่จะให้ผลการเรียนรู้แก่เด็กได้ดียิ่งไปกว่ากิจกรรมการแนะแนว” (Leonard Carmichael, 1950)


  5. การร่วมมือและประสานประโยชน์กับผู้ปกครองและหน่วยงานในชุมชนเพื่อแก้ปัญหาทางเพศ การพัฒนาพฤติกรรมทางเพศ รวมทั้งการปรับปรุงบุคลิกภาพและแก้ไขการเจริญเติบโตของนักเรียน ถ้าหากทางโรงเรียนใช้หลักกัลยาณมิตรเป็นแนวทางในการปฏิบัติจะได้รับความร่วมมือจากพ่อแม่หรือผู้ปกครอง ตลอดจนหน่วยงานหรือองค์กรในชุมชน จะช่วยทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น

3. การเรียนการสอนเพศศึกษา เช่น

  1. จัดเตรียมครูให้มีความรู้และทักษะเกี่ยวกับเนื้อหาและวิธีสอนเพศศึกษาในการสอนเพศศึกษานั้น เนื้อหากับวิธีสอนมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ตามปกติผู้สอนเพศศึกษาควรจะเป็นผู้ที่เคยเรียนเพศศึกษามาก่อน เช่นเดียวกับครูสอนวิชาอื่นๆ นอกจากนี้ความประพฤติและพฤติกรรมหรือบุคลิกภาพของครูนับว่าเป็นสิ่งสำคัญมากในการสอนเพศศึกษา โรงเรียนควรสนับสนุนให้ครูได้รับการอบรมหรือประชุมสัมมนาเกี่ยวกับเพศศึกษา เนื่องจากเป็นความจริงที่ว่า “การพัฒนาการเรียนการสอนเพศศึกษาจะไม่มีวันสำเร็จหากไม่เริ่มต้นจากการพัฒนาครู”


  2. จัดสอนเพศศึกษาในหลักสูตรวิชาสุขศึกษา การสอนเพศศึกษาในโรงเรียนควรเป็นเพียงบทเรียนหนึ่งเท่านั้น ไม่ควรแยกเพศศึกษาออกมาเป็นวิชาอิสระ เพราะความรู้เรื่องเพศมีอยู่หลายลักษณะด้วยกันนอกจากชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 และมัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6 ที่อาจเป็นวิชาเลือกเสรีได้ โดยโรงเรียนอาจจัดขึ้นเป็นสาระการเรียนรู้เพิ่มเติมตามความเหมาะสม


  3. จัดสอนเพศศึกษาสอดแทรกผสมผสานหรือบูรณาการเข้าไปในเนื้อหาสาระของวิชาหรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องการสอนเพศศึกษาในรูปแบบบูรณาการนี้ นอกจากนักเรียนจะได้เรียนรู้เรื่องเพศครบลักษณะตามธรรมชาติอย่างสมบูรณ์แล้ว ยังช่วยให้นักเรียนมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องเพศวิถีกับชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี และสามารถประยุกต์ประสบการณ์ที่ได้รับเข้ากับชีวิตจริงได้ หากมีโปรแกรมเพศศึกษาในโรงเรียนการประสานงานเกี่ยวกับเรื่องนี้จะง่ายขึ้น


  4. จัดกิจกรรมพิเศษเกี่ยวกับเพศศึกษาเพื่อเสริมหลักสูตรตามโอกาสอันควรกิจกรรมพิเศษ เช่น การจัดนิทรรศการ การอภิปราย การโต้วาที การบรรยายของวิทยากร การอยู่ค่ายพักแรม การจัดทัศนศึกษาหรือทัศนาจรรวมทั้งโครงการพัฒนาทักษะชีวิตรอบด้านและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนอื่นๆ เพื่อความมุ่งหมายในการส่งเสริมเพศศึกษาเป็นกรณีพิเศษนั้นนับว่าเป็นประโยชน์ต่อเด็กมาก


  5. จัดเนื้อหาสาระหรือโอกาสการเรียนรู้ให้มีความยืดหยุ่น (Flexibility) สอดคล้องกับเหตุการณ์ บรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมในชีวิตจริงที่เกี่ยวกับเพศวิถีหรือเพศศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอนตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือ Incidental Teaching จะช่วยกระตุ้นให้นักเรียนสนใจและตั้งใจเรียนดีมาก ทำให้เกิดประสบการณ์และการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง ครูจึงไม่จำเป็นต้องสอนตามหนังสือหรือตำราทุกเรื่อง เพราะชีวิตจริงมิได้เป็นตามตำราเสมอไป


  6. จัดหนังสืออ่านประกอบ หนังสืออ่านเพิ่มเติม และเอกสารอื่นๆ รวมทั้งสื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับเพศศึกษาไว้ในห้องสมุดของโรงเรียนนังหสือและสื่อการเรียนประเภทต่างๆ จะเป็นประโยชน์ในการศึกษาและค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศเป็นอันมาก แต่ทางโรงเรียนจำเป็นต้องคัดเลือกให้เหมาะสมและควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดด้วย


  7. จัดบางบทเรียนเพศศึกษาให้เอื้อต่อคุณภาพการเรียนรู้ เช่น
    1. ควรสอนเพศศึกษาต่อจากบทเรียนสุขภาพจิต

    2. ควรจัดสอนเรื่องโรคทางเพศปนไปกับโรคอื่นๆ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันทั้งโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อ เพื่อให้นักเรียนเห็นว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมดาที่ควรเรียนรู้ (ไม่ควรเน้นเรื่องเพศในทางลบ)

  8. จัดให้เรียนรู้และรู้จักบริโภคข้อมูลข่าวสารเรื่องเพศและเพศศึกษาข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องเพศและเพศศึกษาในยุคปัจจุบันมีอยู่มากมายและหลากหลายทั้งด้านบวกและด้านลบ ครูควรสอนให้นักเรียนสามารถคิดวิเคราะห์และรู้จักเลือกรับข้อมูลข่าวสารจากแหล่งต่างๆ อย่างฉลาด โดยเฉพาะในสุขภาพผู้บริโภคเกี่ยวกับเรื่องเพศ เช่น การโฆษณาชวนเชื่อ การหลอกลวงผลิตภัณฑ์อันตราย การใช้บริการจากแหล่งที่ไม่สมควร ฯลฯ ซึ่งมักจะมีอยู่เกือบทุกบทเรียนเพศศึกษา เมื่อสอนจบบทเรียนหากครูได้เพิ่มในเรื่องเหล่านี้จะเป็นที่น่าสนใจและช่วยเสริมทัศนคติหรือเติมเต็มทักษะชีวิตได้เป็นอย่างดี


  9. จัดกิจกรรมเสริมบทเรียนเรื่องความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับเรื่องเพศ ในระหว่างการสอนหรือก่อนจบบทเรียน (ถ้าหากมีเวลามากพอ) ความรู้เรื่องเพศ เช่นเดียวกับบทเรียนสุขศึกษาเรื่องอื่นๆ ที่มักจะมีความเชื่อที่ผิดเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ครูควรจะได้นำมาอภิปราย ยกตัวอย่างประกอบ พร้อมสรุปเหตุผลที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อเสริมความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่เรียนให้ครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น


  10. จัดการประเมินผลโปรแกรมเพศศึกษาในโรงเรียนให้สมบูรณ์และต่อเนื่อง กิจกรรมทางการศึกษาทั้งในด้านการจัดสิ่งแวดล้อม การจัดบริการ และการจัดการเรียนการสอนเพศศึกษาต่างๆ เหล่านี้ จำเป็นต้องมีการประเมินผลตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งเอาไว้สำหรับนักเรียน ครูอาจารย์ พ่อแม่ผู้ปกครอง และผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อจะได้ทราบความเป็นไปของพฤติกรรมทางเพศและการปรับตัวทางเพศของนักเรียน แล้วนำผลที่ได้จากการประเมินมาทำการปรับปรุงโปรแกรมเพศศึกษาในโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


การประเมินผลโปรแกรมเพศศึกษาในโรงเรียน

ตามปกติครูควรจะทำการวัดผลการเรียนทางด้านความรู้หรือแนวความคิดความรู้สึกหรือทัศนคติ และการปฏิบัติหรือความประพฤติเกี่ยวกับเรื่องเพศ ตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ครูได้ตั้งขึ้นสำหรับสอนและโปรแกรมเพศศึกษาในโรงเรียนโดยรวมเพื่อประเมินผลพฤติกรรมของเด็ก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงการเรียนการสอนบทเรียนเพศศึกษาโดยตรง รวมทั้งควรวัดผลบทเรียนเพศศึกษาเพื่อประเมินผลการเรียนของเด็กเป็นครั้งคราว เช่น การสอบกลางภาค ปลายภาค และปลายปี ซึ่งเป็นการวัดผลการเรียนหรือสอบเด็กเป็นประจำอยู่แล้ว ถ้าโรงเรียนได้จัดหรือดำเนินโปรแกรมเพศศึกษาอย่างเป็นกิจจะลักษณะและต่อเนื่อง โรงเรียนก็ควรจะได้วัดและประเมินผลโปรแกรมเพศศึกษาตามความมุ่งหมายที่ได้ตั้งไว้ต่างหากเป็นอีกส่วนหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ดีการประเมินผลโปรแกรมเพศศึกษาในโรงเรียนอาจกระทำได้หลายวิธีด้วยกันแล้วแต่ว่าโรงเรียนจะจัดและดำเนินการอย่างไรจึงจะเหมาะสม ต่อไปนี้เป็นเกณฑ์การประเมินผลพฤติกรรมทางเพศ ซึ่งโรงเรียนอาจใช้เป็นอีกส่วนหนึ่งในการประเมินผลโปรแกรมเพศศึกษาในโรงเรียนได้ โดยใช้วิธีการสังเกตเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่างๆ หลังจากที่โรงเรียนได้จัดโปรแกรมเพศศึกษาให้แก่เด็กไปสักช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจจะสังเกตตามหัวข้อดังต่อไปนี้

  1. ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนชาย - หญิงภายในห้องเรียนโดยทั่วไปดีขึ้นหรือไม่

  2. การแสดงออกหรือความประพฤติทางเพศที่สังเกตเห็นได้มีแนวโน้มเป็นไปอย่างไร

  3. มีพฤติกรรมทางเพศอะไรบ้างที่เปลี่ยนแปลงไปจากก่อนเริ่มทำโปรแกรมเพศศึกษา

  4. นักเรียนสามารถเลือกอ่านหนังสือหรือวารสารหรือเอกสารเกี่ยวกับเรื่องเพศได้เหมาะสมขึ้นหรือไม่

  5. การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์หรือเลือกประเภทของกิจกรรมนันทนาการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

  6. ยังมีการพูดจาหยาบโลนเกี่ยวกับเรื่องเพศตามบริเวณห้องน้ำหรือห้องส้วมบ่อยๆ อยู่อีกหรือไม่

  7. ปฏิกิริยาในการอภิปรายปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเพศที่นักเรียนได้แสดงออกในห้องเรียนเป็นอย่างไร

  8. นักเรียนทั้งสองเพศมีส่วนร่วมโดยทั่วไปในกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศดีขึ้นหรือไม่

  9. นักเรียนมีการสำรวมในการพูดจา การแต่งตัว และความประพฤติอื่นๆเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

  10. การรู้จักควบคุมพฤติกรรมของตัวเองหรือการมีวินัยในตนเองของนักเรียนดีขึ้นหรือไม่

  11. มีประมวลคำที่ใช้เกี่ยวกับเรื่องเพศเพิ่มขึ้น หรือใช้ถ้อยคำเหล่านั้นได้ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่

  12. มีความรับผิดชอบต่อตนเองและรู้จักให้เกียรติเพื่อนนักเรียนต่างเพศดีขึ้นหรือไม่

  13. ยังมีนักเรียนนำหนังสือหรือเครื่องอุปกรณ์สื่อสารลามกอื่นๆ เข้ามาในห้องเรียนอีกหรือไม่

  14. ยังมีการเขียนข้อความหรือรูปภาพที่ลามกหรือสัปดนตามฝาผนังในที่ต่างๆ อยู่อีกหรือไม่

  15. การให้ความยอมรับนับถือหรือความร่วมมือกับเพื่อนนักเรียนต่างเพศเป็นอย่างไรบ้าง

  16. มีปฏิกิริยาหรือเสียงสะท้อนอะไรบ้างจากทางบ้านหรือพ่อแม่ผู้ปกครองรวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง

  17. คณะครูและบุคลากรต่างมีทัศนคติหรือข้อคิดเห็นและร่วมมือกับโปรแกรมเพศศึกษาอย่างไร ฯลฯ




ที่มา :

บทความจากหนังสือ “เพศศึกษา”
ที่มาข้อมูล : ศ.ดร.สุชาติ โสมประยูร
ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ฉบับเดือนมกราคม - มีนาคม พ.ศ.2555
จำนวนคนอ่าน 11117 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved