ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน

   

จิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษาไทย (Scientific Mind of Thai Primary School Students)
 
จิตวิทยาศาสตร์มีความสำคัญอย่างไรกับการศึกษาวิทยาศาสตร์


จิตวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และความสามารถแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพของผู้เรียน ในการจัดการศึกษาวิทยาศาสตร์ของไทยได้กำหนดเป้าหมายข้อหนึ่งไว้ว่า ควรพัฒนาให้ผู้เรียนมีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ และมีนโยบายในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ให้สอดคล้องกับแผนการศึกษาชาติ (พ.ศ.2545 – 2559) โดยเน้นกระบวนการที่นักเรียนเป็นผู้คิดและลงมือปฏิบัติ ศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบด้วยกิจกรรมที่หลากหลายซึ่งการเรียนรู้ของผู้เรียนจะเกิดขึ้นระหว่างการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมการเรียนการสอน ทำให้มีความสามารถในการสืบเสาะหาความรู้และแก้ปัญหาด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ มีการพัฒนาด้านกระบวนการคิดขั้นสูง มีคุณธรรม จริยธรรม รวมถึงเจตคติ และค่านิยมที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ จนเกิดเป็นคุณลักษณะของผู้มีจิตวิทยาศาสตร์ ส่งผลทำให้บุคคลสามารถทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ครบถ้วนในสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้และเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้บุคคลนั้นๆ รู้ถึงสิ่งที่ได้มาซึ่งความรู้ที่ถูกต้อง (Visser, 2000; Rawland, 2005)

จิตวิทยาศาสตร์ คืออะไร คำว่า “จิตวิทยาศาสตร์ (Scientific Mind)” เป็นคุณลักษณะที่เกี่ยวกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของมนุษย์ ที่มีความเกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึก อารมณ์ และจิตใจของบุคคลที่มีต่อวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็คือพฤติกรรมด้านจิตพิสัยนั่นเอง จากที่ผู้เขียนได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาศาสตร์ พบว่า คำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน โดยระบุไว้เป็นเป้าหมายในการจัดการวิทยาศาสตร์ในประเทศต่างๆ ได้แก่ เจตคติทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Attitude) เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ (Attitude Toward Science) และจิตตนิสัยเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Habit of Mind) ซึ่งแต่ละคำมีความหมายพอสรุป และเขียนเป็นแผนภาพที่ 1 เพื่อให้เข้าใจความเกี่ยวข้องกันได้ดังต่อไปนี้


คุณลักษณะ ความหมาย
จิตวิทยาศาสตร์
(Scientific Mind)
คุณลักษณะของบุคคลที่มีความคิด ความรู้สึกโน้มเอียง และยึดมั่นในคุณค่า ของวิธีการคิดทางวิทยาศาสตร์และการมองโลกแบบวิทยาศาสตร์ในการวิพากษ์วิจารณ์ความรู้ขององค์ความรู้ที่มีอยู่ก่อนแล้ว เพื่อพัฒนาเป็นองค์ความรู้ที่สมบูรณ์
เจตคติทางวิทยาศาสตร์
(Scientific Attitude)
คุณลักษณะนิสัยของบุคคลที่เกิดจากการเรียนรู้ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการที่จะใช้่วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการแสวงหาความรู้
เจตคติต่อวิทยาศาสตร์
(Attitude Toward Science)
อารมณ์ ความรู้สึกโดยทั่วไปของบุคคลที่มีต่อวิทยาศาสตร์ และกิจกรรมการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงความเชื่อ ค่านิยม และความรู้สึกในด้านคุณธรรม จริยธรรม
จิตตนิสัยเชิงวิทยาศาสตร์
(Scientific Habit of Mind)
ลักษณะของบุคคลที่ใช้ความคิดหรือกระบวนการคิดตามแนวทางวิธีการทางวิทยาศาสตร์

แผนภาพที่ 1 ความเกี่ยวข้องกันของคำที่มีความหมายใกล้เคียงกับจิตวิทยาศาสตร์


การวัดคุณลักษณะของจิตวิทยาศาสตร์

ในหลักสูตรการศึกษาวิทยาศาสตร์ของไทยได้ระบุคุณลักษณะจิตวิทยาศาสตร์ไว้ว่า เป็นลักษณะนิสัยของผู้เรียนที่คาดหวังจะได้รับการพัฒนาโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย คุณลักษณะต่างๆ ได้แก่ ความสนใจใฝ่รู้ ความมุ่งมั่นอดทน รอบคอบ ความซื่อสัตย์ ความประหยัด การร่วมแสดงความคิดเห็นและยอมรับฟังความคิดของผู้อื่น ความมีเหตุผล และการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสร้างสรรค์ (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.), 2546)

เมื่อพิจารณาถึงการศึกษาวิทยาศาสตร์จะเห็นว่ามี 2 องค์ประกอบที่สำคัญ คือ องค์ความรู้วิทยาศาสตร์ และวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ให้ได้มาซึ่งความรู้ ในอดีตการจัดการศึกษาวิทยาศาสตร์ต่างมุ่งเน้นที่จะพัฒนาผู้เรียนด้านสติปัญญาเพื่อรู้และเข้าใจในองค์ความรู้วิทยาศาสตร์เป็นหลัก ซึ่งยังไม่สอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมในปัจจุบันมากนัก เนื่องจากองค์ความรู้วิทยาศาสตร์นั้นๆ มีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวการณ์ของตัวมันเองอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการเรียนรู้จึงไม่ควรจำกัดอยู่ที่การรวบรวมสะสมความรู้ที่มีอยู่เท่านั้น ผู้เรียนควรได้รับการพัฒนาวิธีการที่จะได้มาซึ่งความรู้และคุณลักษณะต่างๆ ทั้งในด้านความรู้สึกและอารมณ์ เช่น ความสนใจ เจตคติที่ต้องการ ค่านิยมที่พึงปรารถนา ความซาบซึ้ง ตลอดจนสร้างเป็นนิสัยที่ดีงาม ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้ ก็คือ จิตวิทยาศาสตร์นั่นเอง ซึ่งจะทำให้บุคคลนั้นมีลักษณะของความเป็นนักวิทยาศาสตร์ มีความเกี่ยวข้องทั้งส่วนของความรู้ ความคิด และความเชื่อ นำไปสู่พลังแห่งการเรียนรู้ (Bentley and Others, 2000) จะทำให้ผู้เรียนเป็นผู้ใฝ่รู้ เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต คุณลักษณะอารมณ์และความรู้สึกนี้เองสามารถเกิดขึ้นในตัวผู้เรียนได้พร้อมๆ กัน และมีส่วนสำคัญที่จะเอื้อให้เกิดการแสวงหาให้ได้มาซึ่งความรู้


จากความสำคัญของจิตวิทยาศาสตร์ดังกล่าว เราควรหันมามองดูว่านักเรียนของไทยเรานั้นมีจิตวิทยาศาสตร์เป็นอย่างไร เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งในตัวผู้เรียน ผู้สอน และกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวนักเรียน การที่จะได้มาซึ่งข้อมูลนี้ก็ต้องอาศัยกระบวนการวัดและประเมินที่เป็นมาตรฐาน เพราะการรู้ถึงจิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียนว่าเป็นทิศทางใด และมีความเข้มมากน้อยแค่ไหน ย่อมจะทำให้ผู้สอนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถทำนายพฤติกรรมที่อาจจะเกิดขึ้นของนักเรียนได้ และสามารถวางแผนดำเนินการจัดการเรียนการสอนได้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาให้นักเรียนมีการพัฒนาตามคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ผู้เขียนได้ทำการศึกษาและพัฒนาแบบวัดจิตวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนประถมศึกษา โดยวัดคุณลักษณะที่เป็นตัวบ่งชี้จิตวิทยาศาสตร์ 10 คุณลักษณะ ได้แก่ ความอยากรู้อยากเห็น ความมีเหตุผล ความใจกว้าง ความซื่อสัตย์ ความเพียรพยายามมุ่งมั่น ความร่วมมือช่วยเหลือ ความรับผิดชอบ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความรอบคอบ และการมีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์

แบบวัดจิตวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นฉบับนี้มีจำนวน 30 ข้อ เป็นแบบสถานการณ์ 4 ตัวเลือก โดยกำหนด
ให้คะแนนตามระดับขั้นความรู้สึกของ Krathwohl and Others, (1964) เป็นดังนี้ ขั้นรับรู้ได้ 1 คะแนน ขั้นตอบสนองได้ 2 คะแนน ขั้นรู้คุณค่าได้ 3 คะแนน และขั้นจัดระบบ/ลักษณะนิสัยได้ 4 คะแนน มีพิสัยคะแนนอยู่ระหว่าง 30-120 คะแนน แบบวัดจิตวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นนี้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพทั้งในด้านความเที่ยงแบบสอดคล้องภายใน ได้ค่าความเที่ยงทั้งฉบับมีค่าเท่ากับ 0.93 และตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างด้วยวิธีวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ซึ่งมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้เขียนจึงนำแบบวัดจิตวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้วไปวัดจิตวิทยาศาสตร์นักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ที่อยู่ในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมจำนวน 3,134 คน ได้มาจากการสุ่มด้วยวิธีแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Random Sampling) และนำข้อมูลมาสร้างเป็นเกณฑ์ปกติคะแนนจิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษาได้ ดังนี้


ผลการวัดจิตวิทยาศาสตร์นักเรียนประถมศึกษา พบว่า คะแนนเฉลี่ยจิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษามีค่าเท่ากับ 94 คะแนน หมายความว่าโดยภาพรวมนักเรียนประถมศึกษาของไทยมีจิตวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณาตามระดับชั้นจะเห็นว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีจิตวิทยาศาสตร์สูงที่สุดคือ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 99 คะแนน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ของการมีจิตวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับดี ส่วนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2-5 มีจิตวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีคะแนนเฉลี่ยต่ำสุดเท่ากับ 84 คะแนน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มีจิตวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับน้อย รายละเอียดแสดงดังแผนภาพที่ 2

แผนภาพที่ 2 แสดงคะแนนเฉลี่ยจิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา


เมื่อพิจารณาคะแนนจิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษาที่จำแนกตามคุณลักษณะของจิตวิทยาศาสตร์ทั้ง 10 คุณลักษณะ ซึ่งมีคะแนนเต็มของแต่ละด้าน 12 คะแนน พบว่า มีจำนวน 4 คุณลักษณะที่มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 10 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดี คือ การมีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ ความรับผิดชอบ ความร่วมมือช่วยเหลือ และความใจกว้าง และคุณลักษณะที่มีคะแนนเฉลี่ยน้อยที่สุดเท่ากับ 8 คะแนน มีจำนวน 2 คุณลักษณะ คือ ด้านความรอบคอบและด้านความอยากรู้อยากเห็น รายละเอียดแสดงดังแผนภาพที่ 3

แผนภาพที่ 3 แสดงคะแนนเฉลี่ยจิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา


แนวทางพัฒนาจิตวิทยาศาสตร์นักเรียนประถมศึกษา

ในการพัฒนาคุณลักษณะด้านต่างๆ ของจิตวิทยาศาสตร์นั้น มีหลายวิธีขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความรู้ความสามารถของครู วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และที่สำคัญขึ้นอยู่กับตัวนักเรียนเองด้วย อย่างไรก็ตามควรจัดให้มีการส่งเสริมและพัฒนาคุณลักษณะในแต่ละด้านของจิตวิทยาศาสตร์ พร้อมกับการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างวิธีหนึ่งในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับนักเรียนประถมศึกษาที่ช่วยส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดคุณลักษณะอันพึงประสงค์อย่างได้ผลมาแล้ว วิธีการนั้นก็คือ “การจัดกิจกรรมการเรียนแบบบูรณาการ” จากประสบการณ์ของผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมดำเนินการวิจัยและพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาไทยระดับประถมศึกษาสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการมีคุณลักษณะทางด้านความสนใจใฝ่รู้ มีความอยากรู้อยากเห็น มีความรับผิดชอบ มีความรอบคอบ มีความร่วมมือช่วยเหลือและความมีเหตุผลที่ดีขึ้น (สสวท., 2553)

จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าครูผู้สอนหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย ควรหันมาดูแลนักเรียนตัวน้อยๆ ของเราบ้างว่าเขามีคุณลักษณะที่พร้อมจะเรียนรู้ในสิ่งที่เราจะหยิบยื่นให้เขาแล้วหรือยังโดยเฉพาะนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งต้องให้ความเอาใจใส่เป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นวัยที่ต้องเรียนรู้พร้อมกับการเล่นเป็นหลัก ยังขาดการคิดเชิงเหตุผล ทำให้มีจิตวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับน้อยตามข้อมูลที่ปรากฏ และเมื่อพิจารณาเป็นราย ด้านของคุณลักษณะที่เป็นตัวบ่งชี้จิตวิทยาศาสตร์ คงจะทำให้ผู้อ่านมองเห็นแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนานักเรียนประถมศึกษาได้ตรงจุดมากขึ้น โดยเฉพาะคุณลักษณะที่ได้คะแนนเฉลี่ยน้อย สมควรได้รับการพัฒนาและส่งเสริมเป็นลำดับต้นๆ ก่อน ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ส่งผลให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีคุณลักษณะตามที่ได้้ตั้งเป้าหมายไว้ในหลักสูตรการศึกษาของไทย





เอกสารอ้างอิง :

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2546). การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มวิทยาศาสตร์ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว

______. (2553). รายงานการศึกษาและพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก. กรุงเทพฯ

Bentley, M and Others. (2000). The Natural Investigator. New York : Wadsworth.

Krathwohl, David R. and Others (1964). Taxonomy of Educational Objectives. Handbook II Affective Domain. New York ; David Mckay.

Rowland, G. (2005). Guiding the Evalutionary Human. Retrieved August, 5, 2006, From http://www.learndev.org/dl/BtSM2005-Rowland-v2.pdf.

Visser, J. (2000, August 25). The Scientifi c Mind in Context. Retrieved July, 25, 2006, From http://www.learndev.org/SciMind.html.
ที่มาข้อมูล : ทรายทอง พวกสันเทียะ นิสิตดุษฎีบัณฑิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสุชาดา บวรกิติวงศ์ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ฉบับที่ 2 เดือนเมษายน - มิถุนายน พ.ศ.2554
จำนวนคนอ่าน 9364 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved