ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
คณิตศาสตร์สำหรับเด็ก
บทเรียนคณิตฯ พื้นฐาน
แบบฝึกหัดคณิตฯ พื้นฐาน
บทเรียนคณิตฯ เพิ่มเติม
แบบฝึกหัดคณิตฯ เพิ่มเติม
แบบทดสอบหลังการเรียนรู้
ตะลุยโจทย์ยาก
รวมสูตรคณิตศาสตร์
สนุกคิดสะกิดเชาวน์
เกร็ดคณิตศาสตร์
พจนานุกรม
วิทยาศาสตร์
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 
หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกคณิตศาสตร์ | แบบฝึกหัดคณิตศาสตร์พื้นฐาน

แบบฝึกหัดคณิตศาสตร์พื้นฐาน
   

แบบฝึกทักษะเรื่อง จำนวน 6-10 (ชุด 5)
 
ระดับชั้น : ป.1

จงเติมตัวเลขที่หายไป

ตัวอย่าง



หมายเหตุ : ใช้คำว่าและคั่นระหว่างคำตอบ เช่น 7 และ 10

 

1.
     คำตอบ 
 

2.
     คำตอบ 
 

3.
     คำตอบ 
 

4.
     คำตอบ 
 

5.
     คำตอบ 
 

6. อดหวั่นใจไปไม่ได้ กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความเป็นห่วงจากผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ครูบาอาจารย์ รวมถึงนักวิชาการทั้งหลายว่า เด็กไทยสมัยนี้ส่วนใหญ่ยังเขียนหนังสือไม่ถูก อ่านไม่ออกสรุปความไม่ได้ ย่อความไม่เป็น ออกเสียงไม่ชัดเจน พูดไทยคำฝรั่งคำ แถมถามอย่างตอบอีกอย่าง ฯลฯ

พฤติกรรมการใช้ภาษาดังกล่าวสะท้อนภาพความล้มเหลวในการสื่อสารใช่หรือไม่ ถ้าใช่ อะไรคือสาเหตุ คำตอบของคำถามนี้ ผู้เขียนได้ลองไตร่ตรองดูก็พบว่า ส่วนหนึ่งของความบกพร่องของ “สื่อ ภาษา” น่าจะเกิดจากการเรียนการสอนนั่นเอง การที่จะอธิบายปรากฏการณ์การใช้ภาษาที่เกิดขึ้นว่าได้มี อุปสรรคหรือปัญหาขึ้นในจุดใดของการสื่อสาร เพื่อจะหาวิธีการปรับแก้ “การสื่อภาษา” ให้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพนั้น เราควรที่จะเข้าใจองค์ประกอบและกระบวนการสื่อสาร ในการนี้ผู้เขียนจะขอเสนอ “แบบจำลองการสื่อสาร” ฮาโรลด์ ลาสเวลล์ (Harold D. Raswell) มาอธิบายพฤติกรรมการใช้ภาษาดังกล่าว


แบบจำลององค์ประกอบของการสื่อสาร




อุปสรรคในกระบวนการสื่อสาร ได้แก่

  1. ครูฐานะผู้ส่งสาร

    ข้อบกพร่องจากตัวครู

    • ครูขาดทักษะในการสื่อสาร ครูเป็นต้นแบบ (model) ของเด็ก และเด็กก็มักจะเลียนแบบ (modeling) พฤติกรรมของครูจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น หากครูในฐานะผู้ส่งสาร ไม่ได้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้ ยังขาดความระมัดระวังในการออกเสียงยังออกเสียง ร.ล ตัวควบกล้ำไม่ชัดเจน เขียนตัวสะกด การันต์ผิดๆ พูดไทยคำอังกฤษคำปนกับศัพท์วิชาการอันสูงส่ง อีกยังพูดเร็วเกินไป จนเด็กฟังไม่ทัน สรุปได้ว่าพฤติกรรมเหล่านี้ย่อมตกทอดมายังเด็กอย่างไม่ต้องสงสัย


    • ครูขาดความเข้าใจเรื่องจิตวิทยาการสื่อสาร ผู้ส่งสารที่ดีควรวิเคราะห์ผู้รับสารก่อนทำการส่งสารทุกครั้ง ดังนั้นครูในฐานะผู้ส่งสารก็จำเป็นต้อง “รู้จัก” เด็กในฐานะผู้รับสารอย่างแท้จริง ครูต้องคำนึงถึงระดับสติปัญญา ระดับการศึกษา เพศ เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อ ประสบการณ์ส่วนบุคคล รวมถึงภูมิหลังที่แตกต่าง กันของเด็กแต่ละคน เพราะปัจจัยเหล่านี้ มีผลต่อความเข้าใจ และความสนใจในการเรียนรู้ของเด็กโดยตรง


    • ครูใช้วิธีสอนแบบเดิมๆ ทำให้เด็กรู้สึกถึงความเบื่อหน่าย ครูต้องปรับเปลี่ยนกลวิธีการสอนเพื่อให้เด็กสนุกกับการเรียน โดยส่งเสริมกระตุ้นให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน โดยวิธียึดเด็กเป็นศูนย์กลางการเรียน (Child Center) มีการฝึกให้เด็กได้ปฏิบัติเอง แทนที่ครูจะเป็นฝ่าย “ป้อนความรู้ ข้อมูลข่าวสาร” แต่เพียงข้างเดียว ให้มีการฝึกค้นคว้าเรียนรู้ปัญหาและแก้ปัญหาด้วยตนเอง โดยเฉพาะกิจกรรมเสริมต่างๆ ที่เป็นกิจกรรมกลุ่มต้องจัดให้เหมาะสมกับความสนใจในแต่ละระดับการศึกษา ลักษณะเฉพาะตัว รวมถึงบริบททางสังคมของเด็กแต่ละคน


    • “ครูต้องคำนึงถึงระดับสติปัญญา ระดับการศึกษา เพศ
      เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อ ประสบการณ์ส่วนบุคคล
      รวมถึงภูมิหลังที่แตกต่างของเด็กแต่ละคน”


      ความบกพร่องจากระบบการจัดการศึกษา

    • ครูสอนไม่ตรงตามคุณวุฒิ ปัญหานี้เกิดจากความไม่เห็นความสำคัญของวิชาภาษาไทย และความคิดที่ว่า วิชาภาษาไทยเป็นวิชาที่ง่าย ใครๆ ก็สอนได้ โดยเฉพาะการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษา ที่จะพบว่าครูจบเอกคณิตศาสตร์สอนภาษาไทย จบพละศึกษาสอนภาษาไทย โดยมิได้คำนึงถึงความเป็นจริงว่าการพัฒนาทักษะและปลุกฝังความรู้ ความเข้าในในวิชาภาษาไทยระดับนี้นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากเด็กได้รับการถ่ายทอดความรู้ไปอย่างผิดๆ หรือไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่ควร ก็จะส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านการเรียนรู้ และการใช้ภาษาของเด็กที่อาจไม่พัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ และข้อบกพร่องทางการสื่อภาษานี้ก็จะติดตามไปเป็นปัญหาในการเรียนในระดับที่สูงขึ้น ได้แก่ ระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา นอกจากนี้ความสามารถในการเรียนและการใช้ภาษาในระดับต้นก็ยังให้คุณประโยชน์ต่อผู้เรียนอย่างอเนกอนันต์ เพราะจะเป็นพื้นฐานนำไปสู่การก้าวไปเรียนรู้แขนงวิชาอื่นๆ ได้อีกมากมาย และครูที่ศึกษาอบรมในแขนงวิชาภาษาไทยมาโดยตรงย่อมมีเทคนิค วิธีการที่เหมาะสม รวมทั้งวัตถุดิบที่จะถ่ายทอดและเพิ่มเติมความรู้ให้เด็กได้อย่างพียงพอ


    • ปัญหาเรื่องภาษาถิ่น ปัญหานี้มักจะเกิดในกรณีครูได้รับการบรรจุให้สอนโรงเรียนต่างถิ่น ต่างภูมภาคจากภูมิลำเนาและถิ่นที่อยู่ของตนเอง โดยเฉพาะโรงเรียนในชนบทห่างไกลที่มีการสื่อสารกันด้วยภาษาถิ่นมากกว่าภาษาราชการหรือครูที่ได้บรรจุตามโรงเรียนบริเวณชายแดนหรือบริเวณที่มีชนกลุ่มน้อย ย่อมมีอุปสรรคเรื่องการสื่อภาษาระหว่างผู้ส่งกับผู้รับสาร

  2. “การที่ผู้รับสารจะรับสารได้ดีจำเป็นที่จะต้องมีทัศนคติที่ดีต่อสารนั้นด้วย”

  3. สาร หรือเนื้อหาในบทเรียน สารที่ดีควรมีความเหมาะสมกับผู้รับสารและสถานการณ์ของการสื่อสาร ความเบื่อหน่ายในบทเรียนบางกรณี เกิดจากเนื้อหาในส่วนหลักไวยากรณ์ หรือวรรณคดีซึ่งเป็นของเก่า ต่างยุคต่างสมัย ห่างจากการรับรู้และการทำความเข้าใจของเด็กยุคนี้ แต่เด็กยังจำเป็นต้องเรียน ดังนั้น ครูอาจต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์โดยนำเนื้อหาที่ทันสมัยทันเหตุการณ์มาประยุกต์ให้เข้ากับของเก่า เช่น ครูอาจจะนำวรรณกรรมร่วมสมัยที่ควรค่าต่อการอ่าน หรือวรรณกรรมที่ดีเด่นได้รับรางวัลต่างๆ อาทิ วรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมอาเซียน (รางวัลซีไรท์) รางวัล ส.ป.อ. มาสอนควบคู่กับวรรณคดีที่เป็นของเก่าเพื่อให้เด็กตระหนักและวาบซึ้งครูค่าความงามทางวรรณศิลป์ของวรรณกรรมไทย นอกจากนี้ความยากง่ายของเนื้อหา แนวเรื่อง รวมทั้งความซับซ้อนของโครงเรื่อง (Plot) ต้องเหมาะสมกับระดับการศึกษาของผู้เรียนด้วย


  4. ผู้รับสาร ได้แก่ นักเรียน นิสิต นักศึกษาทุกระดับที่ต้องเรียนวิชาภาษาไทยการที่ผู้รับสารจะรับสารได้ดีจำเป็นต้องมีทัศนะคติที่ดีต่อสารนั้นด้วย ดังนั้นผู้เรียนในฐานะผู้รับสารก็ต้องศรัทธาและมีทัศนคติที่ดีต่อสาร อันได้แก่ วิชาภาษาไทยเสียก่อน จึงจะสามารถเปิดใจรับความรู้ ความเข้าใจในการเรียนได้อย่างเต็มที่ การปลูกฝังและปรับเปลี่ยนทัศนคติควรเกิดขึ้นตั้งแต่การเรียนระดับประถมศึกษา ในชั้นนี้ครูต้องมีบทบาทกระตุ้นให้เด็กเกิดความรักและภาคภูมิใจในภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาประจำชาติ และให้ตระหนังถึงว่า การเรียนภาษาไทยนั้นมิได้ยากและน่าเบื่ออย่างที่คิด รวมถึงให้เห็นความสำคัญและความจำเป็นของวิชาภาษาไทยว่าเป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ในศาสตร์อื่นๆ ได้ ส่วนผู้เรียน ในระดับที่สูงขึ้น ได้แก่ ระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ก็ควรเน้นให้เห็นความสำคัญของการเรียนภาษาไทยในแง่การนำไปใช้ว่าสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันและในการประกอบอาชีพ


  5. สื่อ คือ สิ่งใดก็ตามที่เป็นตัวกลางนำข้อมูล ข่าวสาร ประสบการณ์ ความรู้ ความคิดของครูไปยังผู้เรียน สื่อที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้การสื่อสานสัมฤทธิ์ผลได้ง่าย ปัญหาที่พบก็คือ ครูมักจะยึดแต่ตำรา เป็นสื่อหลักในการสอน จึงทำให้ผู้เรียนขาดความสนใจได้ง่าย ดังนั้นสื่อที่นำมาประกอบการสอน ควรมีความหลากหลาย ครอบคลุมการฝึกทักษะทุกด้าน (ฟัง พูด อ่าน เขียน) นอกจากตำราเอกสารประกอบการสอน หนังสืออ่านเพิ่มเติม และแบบฝึกหัดแล้ว สื่อโสตทัศนูปกรณ์ ประเภทต่างๆ ก็ควรเลือกใช้เช่น แถบบันทึกเสียง (Tape) เพื่อฝึกทักษะการฟังแบบต่างๆ เช่น ฟังจับใจความสำคัญ ฟังบทกวีนิพนธ์ ฟังเพื่อความบันเทิง แถบบันทึกภาพ (Video) เพื่อฝึกทักษะการดูภาพประกอบเสียง แผ่นภาพบัตรคำ เกม สื่อที่เป็นบุคคล ได้แก่ วิทยากรที่เชิญมาถ่ายทอดความรู้ให้ผู้เรียน เช่น การสาธิตการร้องเพลงพื้นบ้าน การขับเสภา การอ่านทำนองเสนาะรวมถึง สภาพแวดล้อมในการเรียนการสอน อันเป็นสื่อที่ส่งเสริมให้เกิด “บรรยากาศของการเรียนรู้” โดยการจัดให้มีกิจการส่งเสริมหลักสูตรต่างๆ ทั้งใน-นอกห้องเรียน เช่น จัดบรรยากาศทางวิชาการ โต้วาที การอภิปราย การแข่งขันเล่านิทาน ตอบปัญหาภาษาไทยชิงรางวัล ฯลฯ เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความตื่นตัวในการเรียนรู้อยู่เสมอ


  6. ผล คือ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นขึ้นหลังกระบวนการรับสาร-ส่งสาร ผลจะเป็นเครื่องชี้วัดสัมฤทธิ์ของกิจกรรมการสื่อสารในการเรียน การสอน และการสื่อสารในการเรียน การสอนนี้จัดเป็นกระบวนการที่เป็น “พลวัติ” (Dynamic) ที่ต้องมีการตอบสนองไป-มา ระหว่างผู้ทำการสื่อสาร โดยมากครูมักจะยึดติดกับบทบาทการเป็นผู้ให้และถ่ายทอดแต่เพียงฝ่ายเดียว ครูจึงละเลยหน้าที่จะเป็นผู้รับรู้ปฏิกิริยาตอบสนองของเด็กว่าได้รับความรู้ มีความเข้าใจเพียงใด การที่จะรับรู้ปฏิกิริยาดังกล่าวนี้ครูสามารถทำได้โดย

    • จากการสังเกต ครูควรหมั่นสังเกตกิริยา ท่าทางของผู้เรียนว่าเป็นไปในทิศทางใด ปฏิกิริยาเชิงบวก ได้แก่ การพยักหน้า สบตา ปรบมือ ยิ้มแย้ม หัวเราะ และซักถาม ปฏิกิริยาเชิงลบ ได้แก่ ขมวดคิ้ว ไม่สบตา เฉยเมย หลับ ไม่ร่วมกิจกรรมหรือทำอย่างขาดความกระตือรือร้น ทิศทางของการแสดงออกจะบ่งชี้ระดับความสนใจและความเข้าใจในการเรียนของเด็กแต่ละคน


    • วัดผลจากการซักถามคำถามจากบทเรียน ดังนั้นครูต้องคอยกระตุ้นให้เด็กแสดงผล (ปฏิกิริยา) ออกมาให้ได้ ประกอบกับครูควรจัดให้มีการประเมินผลการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ ด้วยเครื่องมือการวัดผล ที่เที่ยงตรงและมีประสิทธิภาพ
การนำเนอถึงปัญหา “การสื่อภาษา” ในบริบทของการสื่อสารนั้น เป็นเพียงความตั้งใจที่จะช่วยจัดอุปสรรคของการเรียนรู้เรื่องการใช้ภาษาของเยาวชนไทย โดยเฉพาะภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาประจำชาติ ใช้เป็นภาษาหลักในการสื่อสาร เพื่อนำไปสู่การติดต่อสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ บุคคลที่ยังต้องดำรงชีวิตอยู่ในสังคมไม่อาจปฏิเสธว่า การใช้ภาษาได้ถูกต้อง เหมาะสมเป็นศักดิ์และศรีแก่ตัวของผู้ใช้ภาษาและเป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต หน้าที่การงาน เพราะภาษาไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือในการสื่อสารแต่ยังแทรกอยู่ในการดำเนินชีวิตตลอดเวลา
     คำตอบ 
 

7.
     คำตอบ 
 

8.
     คำตอบ 
 

9.
     คำตอบ 
 

10.
     คำตอบ 
 
 
           
 
 
 
 
ที่มาข้อมูล : www.myfirstbrain.com
จำนวนคนอ่าน 1483 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved