ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
หลักภาษาไทย
แบบทดสอบภาษาไทย
ร้อยแก้ว
ร้อยกรอง
วรรณคดีไทย
บทอาขยาน
คำสับสน
สำนวน / สุภาษิต
คำราชาศัพท์์์
คำย่อ
ภาษาไทยใกล้ตัว
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกภาษาไทย | ภาษาไทยใกล้ตัว

ภาษาไทยใกล้ตัว
   

เว้นวรรค
 
(1) ไม่ได้พบกันนาน นมโตขึ้นเป็นกอง
(2) ไม่ได้พบกันนานนม โตขึ้นเป็นกอง


สองตัวอย่างข้างต้น ดูเผินๆ เหมือนจะเป็น "ฝาแฝด" กัน แต่ถ้าดูดีๆ จะรู้ว่า "แฝดคนละฝา" สิ่งที่ทำให้ต่างกันคือ "การเว้นวรรค"

ตัวอย่างแรกบอกถึงความเปลี่ยนแปลงเฉพาะที่ โตเฉพาะอวัยวะบางส่วน ตัวอย่างหลังเป็นความหมายโดยรวมว่าตัวโตขึ้นมาก โตทั้งตัวไม่ได้เจาะจงตรงไหนเป็นพิเศษ ขืนใครทักสาวใดด้วยตัวอย่างแรก ยิ่งถ้าฝ่ายทักเป็นชาย ผลจะเป็นอย่างไร...ไม่กล้าคิด

"เว้นวรรค" คืออะไร ?
"เว้นวรรค" คือ "เว้นช่องว่างระหว่างข้อความ" ซึ่งสัมพันธ์กับความหมายของคำหรือประโยคและมีผลต่อความเข้าใจโดยตรง ถ้าเว้นได้ถูกที่ นอกจากจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจข้อความได้ถูกต้อง ยังช่วยเน้นความสำคัญและทำให้ข้อความดังกล่าวสละสลวยอีกด้วย ตรงกันข้ามถ้าเว้นวรรคไม่ถูกที่ อยากจะเว้นตรงไหนก็เว้น อยากจะเขียนติดต่อกันก็ทำตามใจฉัน ความหมายของข้อความก็ผิดเพี้ยนไปทำให้เข้าใจผิดกันได้

ไม่เชื่อก็ลองพิจารณาสองตัวอย่างต่อไปนี้เปรียบเทียบกัน

(ก) พวกเราพากันไปลงเรือเล่น เรือแล่นไปตามลำน้ำ เจ้าพระยาบ่ายโฉมหน้าไปทางสะพานพระราม หกเรือแล่นได้เร็วและไปได้ไกล มากลอยลำเลียบเลาะไปตามริมตลิ่งและจอดเรือเข้ารับผู้โดยสารลงเรือเพิ่มเติมเป็นระยะๆ ไป เกือบตลอดทางเมื่อคนลงเรือนับจำนวนร้อยประกอบกับคลื่น ลมไม่สู้จะราบเรียบซ้ำมากระทบระลอกคลื่นของเรือรบ "หลวงลื่นเลยลม" ซัดเอาเรือ เราโคลงเคลงแทบจะล่มลงเสีย กลางน้ำใครคนหนึ่งท่าทางกล้องแกล้งแต่ไม่กร๊อก กร๋อยล้วงกระเป๋าค้นหา อะไรเสียงดังกรุ๊กกริ๊กกรุ๋งกริ๋ง คว้าเอาฉิ่งทอง เหลืองขึ้นมาตีฉิ่ง - ฉิ่ง ฉับๆ แล้วก็ขึ้นต้นเสียงร้องเพลงเรือ "เอ้อระเหยลอยมาๆ แต่คลองตลาด" พวกเราผู้ชายในเรือทั้งหมดอดไม่ได้ก็พร้อมกันร้องรับเป็นลูกคู่ลงท้ายว่า "ฮ้าไฮ้ เชี้ยบ เชี้ยบ"

(ข) พวกเราพากันไปลงเรือเล่น เรือแล่นไปตามลำน้ำเจ้าพระยาบ่ายโฉมหน้าไปทางสะพานพระรามหก เรือแล่นได้เร็วและไปได้ไกลมากลอยลำเลียบเลาะไปตามริมตลิ่งและจอดเรือเข้ารับผู้โดยสารลงเรือเพิ่มเติมเป็นระยะๆ ไปเกือบตลอดทาง เมื่อคนลงเรือนับจำนวนร้อยประกอบกับคลื่นลมไม่สู้จะราบเรียบซ้ำมากระทบระลอกคลื่นของเรือรบหลวง "ลื่นเลยลม" ซัดเอาเรือ เราโคลงเคลงแทบจะล่มลงเสียกลางน้ำ ใครคนหนึ่งท่าทางกล้องแกล้งแต่ไม่กร๊อกกร๋อยล้วงกระเป๋าค้นหาอะไรเสียงดังกรุ๊กกริ๊กกรุ๋งกริ๋งคว้าเอาฉิ่งทอง เหลืองขึ้นมาตี ฉิ่ง - ฉิ่ง ฉับๆ แล้วก็ขึ้นต้นเสียงร้องเพลงเรือ "เอ้อระเหยลอยมาๆ แต่คลองตลาด" พวกเราผู้ชายในเรือทั้งหมดอดไม่ได้ก็พร้อมกันร้องรับเป็นลูกคู่ลงท้ายว่า "ฮ้าไฮ้ เชี้ยบ เชี้ยบ"

ตัวอย่างในข้อ (ก) และ (ข) เว้นวรรคต่างกัน ความหมายก็ต่างกัน แทนที่คำว่า "เจ้าพระยา" ในข้อ (ก) จะเป็นชื่อของ "แม่น้ำ" เหมือนข้อ (ข) ก็อาจเข้าใจว่าเป็น "ชื่อเรือ" ก็ได้ ชื่อสถานที่ก็เปลี่ยนแปลงไป จาก "สะพานพระรามหก" เหลือแค่ "สะพานพระราม" ส่วนคำว่า "หก" เมื่อไปอยู่ติดกับคำว่า "เรือ" ก็กลายเป็น "หกเรือ" หรือเรือจำนวนหกลำ เช่นเดียวกับคำว่า "มาก" ในข้อ (ก) ดูเหมือนกลายเป็น "ชื่อคนขับเรือ" เมื่อต้องทำหน้าที่ประธานของประโยคถัดไปว่า "มากลอยลำเลียบเลาะไปตามริมตลิ่ง" นอกจากนี้หลังข้อความ "และจอดเรือเข้ารับผู้โดยสารลงเรือเพิ่ม" ก็เว้นวรรค แล้วมีข้อความว่า "เติมเป็นระยะๆ ไป" ตรงนี้จะ "เติมน้ำมัน" หรือ "เติมอะไร" ก็เดายาก เมื่อเกิดมาเว้นวรรคหน้าข้อความ "เกือบตลอดทาง" แล้วเอาข้อความนี้ไปต่อกับประโยคถัดไป และกลายเป็นส่วนขยายของประโยคนั้นดังนี้ "เกือบตลอดทางเมื่อคนลงเรือนับจำนวนร้อยประกอบคลื่น" จะเห็นได้ว่าข้อความไม่สมบูรณ์ อ่านแล้วไม่รู้เรื่องว่า "ประกอบกับคลื่น" แล้วมีอะไรต่อ ประโยคต่อไปคือ "ลมไม่สู้จะราบเรียบ" คำว่า "ราบเรียบ" ไม่น่าจะใช้กับ "ลม" น่าจะใช้กับ "คลื่น" หรือ "คลื่นลม" มากกว่า ที่เกิดข้อความพิลึกๆ อย่างนี้ก็เพราะไปเว้นวรรคแยกคำว่า "คลื่นลม" ออกจากกันทั้งๆ ที่เป็นคำเดียวกัน มิหนำซ้ำ "เรือรบหลวง" ที่ชื่อ "ลื่นเลยลม" ในตัวอย่างข้อ (ข) ก็ถูกลดชั้นลงเป็นแค่ "เรือรบ" ในข้อ (ก) ทั้งยังเปลี่ยนชื่อเรือเป็น "หลวงลื่นเลยลม" เสียด้วย นี่ไม่ใช่เว้นวรรคผิด แต่ใส่เครื่องหมายคำพูดผิดที่

ยิ่งไปกว่านั้นระลอกคลื่นอันเกิดจากเรือรบหลวงที่แล่นผ่านมาแทนที่จะทำให้ "เรือเราโคลเคลง" ก็กลายเป็นว่าระลอกคลื่นซัดเรือก็จริง แต่ "ตัวเรือ" กลับไม่เป็นอะไร "ตัวพวกเรา" ต่างห่างที่เป็น ดังข้อความว่า "ซ้ำมากระทบระลอกคลื่นของเรือรบหลวง 'ลื่นเลยลม' ซัดเอาเรือเราโคลเคลงแทบจะล่มเสีย" ทำไมถึงใช่คำว่า "ล่ม" กับ "เรา" ทั้งๆ ที่ควรใช้กับ "เรือ" มากกว่า มาถึงตรงนี้ก็เกิดคำถามต่อไปว่าแล้ว "ล่ม" ตรงไหน น่าจะเป็นที่ "กลางน้ำ" แต่ก็ไม่ใช่ เพราะเว้นวรรคหน้าคำนี้ก็เลยเกิดประโยคที่ว่า "กลางน้ำใครคนหนึ่งท่าทางกล้องแกล้งแต่ไม่กร๊อก กร๋อยล้วงกระเป๋าค้นหา" คนท่าทางกล้องแกล้งยังพอเข้าใจได้ "แต่ไม่กร๊อก" นี่คืออะไร แล้ว "กร๋อย" คือใครถึงมาทำกิริยาอาการข้างต้น ต่อจากนั้นก็มีใครเปรยขึ้นมาว่า "อะไรเสียงดังกรุ๊กกริ๊กกรุ๋งกริ๋ง" ประธานของข้อความถัดไปแม้จะละไว้ไม่เอ่ยถึงก็ชวนให้เข้าใจว่า "กร๋อย" นี่แหละเป็นคน "คว้าเอาฉิ่งทอง" "กร๋อย" เป็นคนคว้าฉิ่งแต่ไม่ได้ตีฉิ่ง เพราะคนที่ตีคือ "เหลือง" ในข้อความว่า "เหลืองขึ้นมาตีฉิ่ง - ฉิ่ง ฉับๆ แล้วก็ขึ้นต้นเสียงร้องเพลงเรือ"

เป็นอันว่า "เหลือง" ทำหน้าที่ถึงสองอย่างคือ ตีฉิ่งและเป็นต้นเสสียงเพลงเรือ จริงๆ แล้วไม่มีทั้งคนชื่อ "กร๋อย" และ "เหลือง" ในข้อความเลย ที่เกิด "กร๋อย" ขึ้นมาก็เป็นเพราะเว้นวรรคกลางคำว่า "กร๊อกกร๋อย" นั่นเอง "กร๋อย" ก็เลยกลายเป็นประธานของประโยคถัดไป ที่ร้ายกว่านั้นคือเว้นวรรคในคำว่า "ฉิ่งทองเหลือง" กลายเป็น "ฉิ่งทอง" หรือ "ฉิ่งทองคำ" ไปเรียบร้อย ทั้งยังทำให้เกิดคนชื่อ "เหลือง" เป็นประธานของประโยคถัดไปเสียอีก

เห็นไหมล่ะ ใครว่า "เว้นวรรค" ไม่สำคัญ เว้นผิดที่ละก็...ยุ่งอย่าบอกใคร

โดย ผศ.ดร.ญาดา อรุณเวช อารัมภีร

ที่มาข้อมูล : วารสารกรมประชาสัมพันธ์ ประจำเดือนมิถุนายน 2553 หน้า 47
จำนวนคนอ่าน 3857 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved