ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หมายเหตุ

หมายเหตุ
   

การสืบพันธุ์ของคน
 


กระบวนการสร้างตัวอสุจิ (spermatogenesis) เกิดขึ้นในหลอดการสร้างอสุจิซึ่งอยู่ภายในอัณฑะจะมีเซลล์พวกหนึ่ง แต่ละเซลล์เรียกว่า สเปอร์มาโทโกเนียม (spermatogonium) เซลล์สเปอร์มาโทโกเนียมเป็นเซลล์ดิพลอยด์และเพิ่มจำนวนโดยการแงแบบไมโทซิสตลอดเวลาทำให้ได้เซลล์ใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก แต่มีอยู่ระยะหนึ่งที่เซลล์เจริญจนมีขนาดใหญ่ขึ้นเรียกว่า สเปอร์มาโทไซด์ระยะแรก (primary spermatocyte) มีนิวเคลียสขนาดใหญ่ และเป็นเซลล์ดิพลอยด์ เซลล์นี้จะเริ่มแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส ครั้งที่ 1 ได้ สเปอร์มาโทไซต์ระยะที่สอง (secondary spermatocyte) เป็นเซลล์แฮพพลอยด์แล้วมีการแบ่งเซลล์แบบไมโซสครั้งที่ 2 จะได้เซลล์ขนาดเท่าๆ กัน 4 เซลล์ แต่ละเซลล์นี้ เรียกว่า สเปอร์มาทิด (spermatid) ซึ่งเปลี่ยนแปลงต่อไปเป็นอสุจิ (sperm) ทั้งหมด

การสร้างเซลล์สืบพันธุ์
(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
กระบวนการสร้างอสุจิ
(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
กระบวนการสร้างไข่

กระบวนการสร้างไข่ (oogenesis) จะสร้างในรังไข่ ซึ่งมีเซลล์กลุ่มหนึ่งแต่ละเซลล์เรียกว่า โอโอโกเนียม (oogonium) โอโอโกเนียมเป็นเซลล์ดิพลอยด์ เช่นเดียวกับสเปอร์มาโทโกเนียม เซลล์เหล่านี้มีการแบ่งแบบไมโทซิสตลอดเวลาทำให้ได้เซลล์ใหม่ๆ จำนวนมากและเซลล์บางเซลล์ก็จะเจริญไปเป็นเซลล์ดิพลอยด์ และจะเริ่มแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสครั้งที่ 1 ได้โอโอไซต์ระยะที่สอง (secondary oocyte) ประกอบด้วยเซลล์ขนาดใหญ่ 1 เซลล์ และเซลล์ที่มีขนาดเล็ก 1 เซลล์ เรียกว่า โพลาร์บอดี (polar body) ซึ่งต่างก็เป็นเซลล์แฮพลอยด์ ต่อมาก็แบ่งเซลล์แบบไมโอซิสครั้งที่ 2 ได้เซลล์ขนาดใหญ่หนึ่งเซลล์คือ เซลล์ไข่ และอีก 3 เซลล์ที่มีขนาดเล็ก คือ โพลาร์บอดี ซึ่งจะสลายไป ส่วนเซลล์ไข่จะมีการเจริญเติบโต สะสมไข่แดงและสารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเอ็มบริโอ จึงทำให้เซลล์มีขนาดใหญ่กว่าตัวอสุจิ แต่เซลล์จะใหญ่มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับปริมาณของไข่แดงที่สะสมอยู่ภายใน

คนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่ มีโอโอไซต์ระยะแรกตั้งแต่เกิดและจะไม่มีเพิ่มขึ้นอีก โอโอไซต์ระยะนี้จะคงอยู่ในสภาพเดิมจนกระทั่งคนและสัตว์นั้นย่างเข้าสู่วันที่สามารถสืบพันธุ์ได้ โอโอไซต์ระยะแรกจึงจะเริ่มแบ่งเซลล์ต่อไป ตัวอย่างเช่น โอโอไซต์ระยะแรกของเด็กหญิงจะเริ่มแบ่งเซลล์ไมโอซิสครั้งที่ 1 ก็ต่อเมื่อเด็กนั้นย่างเข้าสู่วัยสาว (puberty) การตกไข่ครั้งแรกอาจเกิดขึ้นหลังจากเด็กสาวเริ่มมีประจำเดือน และจะเกิดขึ้นต่อไปจนถึงวัยหมดประจำเดือนซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 45-50 ปี ส่วนสเปอร์มาโทไซต์ระยะแรกของเพศชายจะเกิดขึ้นได้ตลอดระยะการสืบพันธุ์

ระบบสืบพันธุ์เพศชาย

อวัยวะสืบพันธุ์เพศชายประกอบด้วย อัณฑะ (testis) ซึ่งอยู่ในถุงอัณฑะ (scrotum) ภายในอัณฑะประกอบด้วย หลอดสร้างตัวอสุจิ (seminiferous tubules) ขดไปขดมาอยู่ภายใน

หลอดสร้างตัวอสุจิจะสร้างตัวอสุจิแล้วปล่อยเข้าไปพักอยู่ในหลอดเก็บตัวอสุจิ (epididymis) ตัวอสุจิจะเจริญเต็มที่ในหลอดนี้ หลอดนี้จะติดต่อกับท่อนำตัวอสุจิ

หลอดสร้างตัวอสุจิจะสร้างตัวอสุจิและปล่อยเข้าไปพักอยู่ในหลอดเก็บตัวอสุจิ ตัวอสุจิจะเจริญเต็มที่ในหลอดนี้ หลอดนี้จะติดต่อกับท่อนำตัวอสุจิ (vas deferens) ซึ่งวกขึ้นไปเหนือขอบกระดูกเชิงกราน ภายในอุ้มเชิงกรานระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับลำไส้ตรงมีต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ (seminal vesicle) ทำหน้าที่สร้างอาหารให้แก่ตัวอสุจิ

ต่อมลูกหมาก (prostate gland) เป็นโครงสร้างที่อยู่ล้อมรอบท่ออสุจิและต้นตอของท่อปัสสาวะ ต่อมนี้มีหน้าที่หลังสารที่เป็นเบสอย่างอ่อน และสารที่ทำให้ตัวอสุจิแข็งแรงและว่องไว เมื่อเข้าไปในท่อปัสสาวะ ในเพศชายจะใช้ท่อปัสสาวะในการหลั่งน้ำเชื้ออีกด้วย ต่อมลูกหมากนี้จะเพิ่มขนาดขึ้นตามวัยในผู้สูงอายุต่อมนี้อาจเบียดท่อปัสสาวะ ทำให้การขับถ่ายท่อปัสสาวะไม่สะดวก ต้องผ่าตัดต่อมออก ใต้ต่อมลูกหมากลงไปเป็นกระเปาะเล็กๆ ของต่อมคาวเปอร์ (cowper's gland) สองต่อม ทำหน้าที่หลั่งสารไปหล่อลื่นท่อปัสสาวะในขณะที่เกิดการกระตุ้นทางเพศ โดยเฉลี่ยแล้วผู้ชายจะหลั่งน้ำอสุจิออกมาประมาณครั้งละ 3 ลูกบาศก์เซนติเมตร และจำนวนตัวอสุจิของคนปกติจะมีประมาณ 300-500 ล้านตัว เพราะฉะนั้นผู้ที่มีจำนวนตัวอสุจิต่ำกว่า 30 ล้านตัวต่อ 1 ลูกบาศก์เซนติเมตร หรือมีอสุจิที่มีรูปร่างผิดปกติมาก อาจจะมีลูกได้ยาก ตัวอสุจิจะเคลื่อนที่ได้เร็วและมีอายุประมาณ 48 ชั่วโมง เมื่อเข้าไปในมดลูกหรือท่อนำไข่

อาจสังเกตเห็นได้ว่า ถุงอัณฑะของคน และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอยู่ภายนอกช่องท้อง ทั้งนี้เพื่อรักษาอุณหภูมิให้พอเหมาะกับการเจริญเติบโตของตัวอสุจิ

ตัวอสุจิประกอบด้วยส่วนหัว ซึ่งเป็นส่วนที่มีนิวเคลียสติดอยู่ ปลายสุดด้านหน้าของส่วนหัวมีเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยเยื่อหุ้มเซลล์ไข่ เพื่อเจาะเข้าไปให้ตัวอสุจิผสมกับเซลล์ไข่ ส่วนถัดจากส่วนหัวเป็นส่วนแรกของหาง (middle piece) มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกยาว เป็นส่วนที่มีไมโทคอนเดรียเป็นจำนวนมาก เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานให้แก่ตัวอสุจิ และมีเซนทริโอล 1 อัน ส่วนเซนทริโอลอีกอันหนึ่งจะกลายเป็นแฟลกเจลลัมอยู่ในส่วนท้ายของหางเป็นโครงสร้างที่ใช้ในการเคลื่อนที่ของตัวอสุจิ

โครงสร้างของตัวอสุจิ

ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง

อวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิงประกอบด้วยรังไข่อยู่ 2 ข้างของมดลูกโดยอยู่ลึกเข้าไปในอุ้งเชิงกราน มีเยื่อยึดรังไข่ไว้ ขนาดของรังไข่โตประมาณเท่ากับหัวแม่มือและน้ำหนักเพียง 2-3 กรัม รังไข่ของเด็กแรกเกิดจะมีไข่ที่เจริญพัฒนาไม่เต็มที่หรือโอโอไซด์ระยะแรกอยู่ประมาณ 2 ล้านเซลล์ โอโอไซต์นี้จะมีกลุ่มของกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า ฟอลลิคูลาร์เซลล์ (follicular cell) หุ้มในลักษณะคล้ายกับถุงหุ้ม โอโอไซต์และฟอลลิเคิล (follicle) ในระยะรุ่นสาว ฟอลลิเคิลเมื่อได้รับการกระตุ้นโดยฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองจะแบ่งเซลล์เจริญเติบโตมากขึ้นตามลำดับจนได้เซลล์ไข่ที่สุกและมีช่องว่าง ซึ่งเกิดจากการแยกตัวของฟอลลิเคิลเซลล์ ฟอลลิเคิลเซลล์สามารถสร้างฮอร์โมนได้

(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
แสดงตำแหน่งอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง
มดลูกเป็นอวัยวะที่อยู่ด้านหลังกระเพาะปัสสาวะ มดลูกติดต่อกับท่อนำไข่ มดลูกตอนล่างที่ติดต่อกับช่องคลอดจะแคบเข้าหากันเป็นปากมดลูก (cervix) เนื้อเยื่อของมดลูกประกอบด้วย ชั้นต่างๆ หลายชั้น เอนโดมีเทรียม (endometrium) เป็นเนื้อเยื่อชั้นในซึ่งมีความสำคัญมาก มีลักษณะคล้ายฟองน้ำ ระหว่างตั้งครรภ์เยื่อชั้นนี้เป็นชั้นที่มีการสร้างรก เพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนก๊าซและส่งอาหารให้แก่เอ็มบริโอ เนื้อเยื่อที่ถัดออกมาเป็นชั้นกล้ามเนื้อทำหน้าที่บีบตัวให้เกิดการคลอด

นอกจากนี้แล้ว ยังมีเนื้อเยื่อบางๆ หุ้มชั้นกล้ามเนื้อเอาไว้อีกทีหนึ่ง ผนังช่องคลอดยืดหยุ่นได้และภายในมีเยื่อเมือก เยื่อนี้จะขับสารออกมาช่วยในการหล่อลื่นช่องคลอด

การเปลี่ยนแปลงของไข่ในรังไข่

เมือ่ถึงวัยสาว โอโอไซต์ระยะแรกหนึ่งเซลล์จะเริ่มเปลี่ยนแปลงโดยการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสครั้งที่ 1 กลายเป็นโอโอไซต์ระยะที่สองซึ่งจะมีขนาดใหญ่ขึ้น และค่อยๆ เคลื่อนมาที่ผิวของรังไข่ ในระยะนี้ฟอลลิเคิลจะสร้างฮอร์โมนเพิ่มมากขึ้น เมื่อเซลล์ไข่ในฟอลลิเคิลเจริญเต็มที่แล้ว ผนังฟอลลิเคิลจะแตกอออก ทำให้เซลล์ไข่หลุดออกมาและเซลล์ไข่ที่ตกออกมาจากรังไข่จะเข้าไปในปีกมดลูก เซลล์ไข่ที่ตกออกมาจากรังไข่นี้ยังเป็นโอโอไซต์ระยะที่สองอยู่ ส่วนเซลล์ที่เป็นฟอลลิเคิลเดิมจะกลายเป็นเนื้อเยื่อสีเหลือง เรียกว่า คอร์ปัสลูเทียม (corpus luteum)

ถ้าเซลล์ไข่นี้ได้รับการผสมกับอสุจิที่ท่อนำไข่ก็จะได้ไซโกต (zygote) ซึ่งจะพัฒนาเป็นเอ็มบริโอ (embryo) ต่อไป เอ็มบริโอจะเคลื่อนที่มาฝังอยู่ในผนังของมดลูก ในขณะเดียวกันคอร์ปัสลูเทียมจะสร้างฮอร์โมน ซึ่งจะทำงานร่วมกับฮอร์โมนจากฟอลลิเคิลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุผนังมดลูกชั้นในหรือเอนโดมีเทรียมให้หนาขึ้นและมีเส้นเลือดฝอยมากขึ้น ถ้าหากเซลล์ไข่ไม่ถูกผสมคอร์ปัสลูเทียมจะสลายตัวภายในเวลาสองสัปดาห์ และหยุดสร้างฮอร์โมน ทำให้เกิดการสลายตัวของเนื้อเยื่อเอนโดมีเทรียม ซึ่งมีเส้นเลือดฝอยอยู่เป็นจำนวนมากแล้วขับออกมาจากมดลูกเป็นผลให้มีรอบประจำเดือนรอบใหม่ กระบวนการนี้โดยปกติจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงวัยที่ไม่มีเซลล์ไข่ตกอีก เรียกว่า วัยหมดประจำเดือน

รังไข่แต่ละข้างจะมีเซลล์ไข่ตกไม่พร้อมกันเมื่อมีเซลล์ไข่ตกที่รังไข่ข้างหนึ่งแล้ว ครั้งต่อไปจะมีเซลล์ไข่ตกที่รังไข่อีกข้างหนึ่ง ปกติจะมีเซลล์ไข่ตกครั้งละ 1 เซลล์

การปฏิสนธิ

(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
(1) เซลล์ไข่ของคน
ในระยะโอโอไซต์ระยะที่สอง
เซลล์ไข่ของคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชั้นสูงนอกจากจะมีเยื่อหุ้มเซลล์ไข่ แล้วยังมีสารเคลือบเซลล์ไข่ที่สร้างมากจากฟอลลิเคิลเซลล์ห่อหุ้มป้องกันอันตรายให้แก่เซลล์ไข่ แต่สารนี้จะถูกย่อยด้วยเอนไซม์จากส่วนหัวของตัวอสุจิ ทำให้ตัวอสุจิเจาะสารเคลือบเซลล์ลงไปเป็นช่อง และเจาะไปถึงผิวเยื่อหุ้มเซลล์ไข่ โอโอไซต์ระยะที่สองก็จะเริ่มแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสครั้งที่สอง ได้เป็นเซลล์ไข่และโพลาร์ บอดี้อีก 1 เซลล์ แล้วนิวเคลียสของตัวอสุจิจึงเข้าไปปฏิสนธิกับนิวเคลียสของเซลล์ไข่ โดยทั่วไปแล้วจะมีอสุจิเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่มีโอกาสเข้าไปผสมกับเซลล์ไข่ เพราะไข่มีกลไกการสร้างสารเคมีป้องกันไม่ให้ตัวอสุจิอื่นๆ ผ่านเข้าไปได้อีก ในทันทีที่ตัวอสุจิตัวแรกเข้าไปสัมผัสกับเยื่อหุ้มเซลล์ไข่ หลังปฏิสนธิแล้วสารเคลือบเซลล์ไข่ยังคงหุ้มเซลล์ไข่อยู่ และจะแตกออกให้เอ็มบริโอฝังตัวกับผนังมดลูก เอ็มบริโอเจริญเติบโตเต็มที่พร้อมจะฝังตัวเมื่ออายุได้ 1 สัปดาห์

หลังจากเอ็มบริโอฝังตัวในมดลูกแล้ว ผนังมดลูกจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เพื่อรองรับเอ็มบริโอ การเปลี่ยนแปลงของผนังมดลูกจะเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนต่างๆ หลายชนิด

ในบางกรณี เมื่อเซลล์อสุจิเข้าผสมกับไข่ได้เป็นไซโกตแล้ว เซลล์ไซโกตอาจแยกออกป็นสองเซลล์ แต่ละเซลล์จะเจริญพันธุ์พัฒนาไปเป็นเอ็มบริโออยู่ภายในครรภ์มารดา จึงเกิดเป็นทารกฝาแฝดที่เกิดจากไซโกตเซลล์เดียว และมีเพศเดียวกันซึ่งจะมีลักษณะเหมือนกันทุกประการ

บางครั้งเซลล์ไข่อาจจะตกพร้อมกัน 2 เซลล์ หรือมากกว่า แต่ละเซลล์มีอสุจิเข้าผสมเกิดเป็นไซโกตที่เจริญพัฒนาไปเป็นเอ็มบริโอและเป็นทารกฝาแฝดได้เช่นกัน ในกรณีนี้ทารกจะมีลักษณะต่างๆ รวมถึงอาจมีเพศเหมือนกันหรือต่างกันได้ เนื่องจากเกิดการปฏิสนธิแยกกันเป็นฝาแฝดที่เกิดจากไซโกตต่างกัน
การเจริญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของไข่ที่ถูกผสม

โดยทั่วไปแล้วหากระบบสืบพันธุ์ไม่มีความผิดปกติใดๆ เซลล์อสุจิและเซลล์ไข่ก็จะรวมกันเกิดการปฏิสนธิได้ไซโกต และเจริญเติบโตต่อไปจนกระทั่งเป็นทารก แต่ในความเป็นจริง ก็พบว่าคูที่แต่งงานจำนวนมากไม่สามารถมีลูกได้ ซึ่งอาจมีสาเหตุจากหลายประการ

สาเหตุของภาวะการมีบุตรยากของชาย

  1. ความผิดปกติที่ตัวอสุจิหรือจำนวนตัวอสุจิ ซึ่งได้แก่ การมีตัวอสุจิที่ผิดปกติ จำนวนตัวอสุจิน้อย ไม่มีตัวอสุจิหรือไม่มีการเคลื่อนที่ของตัวอสุจิเลย โดยปกติการหลั่งน้ำอสุจิแต่ละครั้งจะได้น้ำอสุจิประมาณ 3 ลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งมีตัวอสุจิประมาณ 300-500 ล้านตัว ถ้าในน้ำอสุจิมีอสุจิต่ำกว่า 30 ล้านตัวต่อลูกบาศก์เซนติเมตร หรือมีตัวอสุจิที่มีรูปร่างผิดปกติมาก อาจจะมีโอกาสมีบุตรได้ยาก


  2. ช่องคลอดหรือท่อนำไข่ ตีบ ตัน มีผนังกั้น หรือมีก้อนเนื้องอก หรือเป็นแผล


  3. เกิดการอักเสบเนื่องจากติดเชื้อ เช่น พยาธิ รา แบคทีเรีย และไวรัส ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงภาวะกรด-เบส ของช่องคลอดหรือปากมดลูก ทำให้ตัวอสุจิตายได้


  4. เยื่อบุมดลูกผิดปกติ หรือเนื้องอกที่กล้ามเนื้อมดลูก ทำให้เกิดอาการแท้ง


  5. การขาดฮอร์โมนโดยเฉพาะโพรเจสเทอโรน ทำให้เยื่อบุมดลูกเจริญผิดปกติ ไม่เหมาะที่จะให้ไข่ผสมแล้วฝังตัว
นอกจากนี้การเป็นโรคติดต่อที่เกิดขึ้นจากการสัมพันธ์ก็เป็นสาเหตุหนึ่งทั้งทางฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ถ้าเป็นเรื้อรังนานๆ ก็จะทำให้ไม่สามารถมีบุตรได้เช่นกัน โรคติดต่อที่เกิดการเพศสัมพันธ์มีหลายโรค เช่น โรคเอดส์ ซิฟิลิส ฯลฯ นอกจากจะไม่สามารถมีบุตรแล้ว ยังอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ทารกในหลอดแก้ว

ในภาวะมีบุตรยากดังกล่าวข้างต้น นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามช่วยเหลือคู่สามีภรรยาที่ต้องการจะมีบุตรจึงได้ทำการศึกษาทดลองใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า และประสบความสำเร็จสามารถสร้างทารกในหลอดแก้ว (in-vitro fertilization หรือ test tube babies) แทนที่จะเกิดขึ้นในร่างกายของผู้เป็นมารดาตามธรรมชาติ (in-vivo fertilization)

จำนวนคนอ่าน 29269 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved