ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ข่าววิทยาศาสตร์
ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์
เรื่องน่ารู้
พจนานุกรม
นักวิทยาศาสตร์
คำถามวิทยาศาสตร์
สีสันวิทยาศาสตร์
การทดลองวิทยาศาสตร์
บทเรียน / แบบฝึกหัด
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | บทเรียน | บทเรียน

บทเรียน
   

วิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 : ชีวิตกับระบบนิเวศสิ่งแวดล้อม
 
ระดับชั้น : มัธยมต้น

ชีวิตกับระบบนิเวศสิ่งแวดล้อม

สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติในแต่ละท้องถิ่น มีความแตกต่างหลากหลาย เช่น บางบริเวณมีแม่น้ำ ลำธาร คลอง บางบริเวณเป็นพื้นที่ชายทะเล ป่าชายเลน และบางบริเวณเป็นป่าไม้ ภูเขาสูง หรือที่ราบ เป็นต้น ในบริเวณหนึ่งๆ มักพบสิ่งมีชีวิตมากมายหลายชนิดอาศัยอยู่ร่วมกัน ทั้งคน สัตว์ พืช และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ สิ่งมีชีวิตดังกล่าวต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ การดำรงชีพของสิ่งมีชีวิต ยังสัมพันธ์กับสิ่งไม่มีชีวิตในแต่ละบริเวณด้วย ไม่ว่าจะเป็น น้ำ ดิน อากาศ แสง สิ่งแวดล้อมในแต่ละบริเวณมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน

ระบบนิเวศ

ระบบนิเวศ (ecosystem) หมายถึง กลุ่มสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน และมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต ระบบนิเวศแต่ละระบบมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะของสิ่งมีชีวิตและแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต โลกจัดได้ว่า เป็นระบบนิเวศที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งเรียกว่า โลกของสิ่งมีชีวิต (biosphere)

ระบบนิเวศ เป็นระบบความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในแหล่งที่อยู่แหล่งใดแหล่งหนึ่ง ซึ่งมีความสัมพันธ์ 2 ลักษณะ คือ

  1. ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่รวมกันในบริเวณแหล่งที่อยู่นั้น เรียกว่า ความสัมพันธ์ทางชีวภาพ


  2. ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มสิ่งมีชีวิตกับสภาพแวดล้อมที่ไม่มีชีวิตในบริเวณแหล่งที่อยู่นั้น เรียกว่าความสัมพันธ์ทางกายภาพ เช่นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับอุณหภูมิ น้ำ อากาศ แร่ธาตุ แสงสว่าง เป็นต้น
ระดับความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ

สิ่งมีชีวิตมีมากมายหลายชนิดในธรรมชาติ เช่น นก ต้นไม้ กุ้ง ปู ปลา เป็นต้น จัดเป็นสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด ในธรรมชาติจะพบสิ่งมีชีวิตหลายชนิดในลักษณะต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งจัดระดับความสัมพันธ์เป็น 4 ระดับ ดังนี้

  1. ระดับประชากร (population) หมายถึงระบบที่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปมาอยู่รวมกันในบริเวณหนึ่ง เช่น มดในรัง ปลาหางนกยูงในอ่าง นก 2 ตัวเกาะบนกิ่งไม้ และแปลงปลูกผักกาดเป็นต้น


  2. ระดับชุมนุมสิ่งมีชีวิต (community) หมายถึง ระบบที่มีสิ่งมีชีวิตตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป อาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน เช่น มดและแมลงกระชอนที่อยู่ใต้ขอนไม้ ปูและปลาในคลอง นกเอ้องเกาะอยู่บนหลังควาย เป็นต้น


  3. ระดับระบบนิเวศ (ecosystem) หมายถึง ระบบที่รวมความสัมพันธ์ของชุมนุมสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมบริเวณนั้น มีการหมุนเวียนสารและพลังงานเป็นวัฏจักร เช่น ระบบนิเวศป่าไม้มีการหมุนเวียนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซออกซิเจน มีการถ่ายทอดพลังงาน เช่น หนอนกินใบไม้ นกกินหนอน เป็นต้น


  4. ระดับชีวภาค (biosphere) หมายถึง ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก เป็นระบบนิเวศที่มีขนาดใหญ่มาก
ประเภทของระบบนิเวศ

ระบบนิเวศบนโลกนี้มีหลายระบบตั้งแต่ขนาดใหญ่จนกระทั่งเล็ก โลกของเราเป็นระบบนิเวศที่มีขนาดใหญ่ ประกอบด้วยระบบนิเวศหลายชนิด ซึ่งจัดประเภทของระบบนิเวศได้ 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

  1. ระบบนิเวศตามธรรมชาติ เป็นระบบนิเวศที่เกิดขึ้นและเป็นไปตามธรรมชาติ เช่น ระบบนิเวศป่าไม้ ระบบนิเวศน้ำจืด เป็นต้น

  2. ระบบนิเวศที่มนุษย์สร้างขึ้น มีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก เช่น ระบบนิเวศบ้านเรือน ระบบนิเวศตู้ปลา เป็นต้น
ชนิดของระบบนิเวศ

ระบบนิเวศมีหลายชนิด แต่ละระบบนิเวศมีสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันตามสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นความหลากหลายทางชีวภาพ แต่อาจมีสิ่งมีชีวิตบางชนิดเหมือนกันได้ในสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่แตกต่างกัน ในระบบนิเวศหนึ่งๆ จึงมีสิ่งมีชีวิตหลายชนิดทั้งพืชและสัตว์ซึ่งมีจำนวนชนิดและจำนวนประชากรต่างกัน เป็นความหลากหลายในระบบนิเวศ โดยทั่วไประบบนิเวศแบ่งออกเป็น 5 ชนิด ดังนี้

  1. ระบบนิเวศแหล่งน้ำจืด

  2. ระบบนิเวศทะเล

  3. ระบบนิเวศป่าชายเลน

  4. ระบบนิเวศป่าไม้

  5. ระบบนิเวศชมชนเมือง
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ

สิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ในระบบนิเวศมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกัน และมีความสัมพันธ์กันในลักษณะต่างๆ เช่น มดกินซากแมลงที่ตาย จิ้งจกกินแมลงเป็นอาหาร วัวกินหญ้า และต้นหญ้าเจริญเติบโตจากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต เมื่อพิจารณาจากลักษณะการอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศพบว่า มีทั้งสัมพันธ์แบบพึ่งพากัน การเป็นศัตรู ไม่เป็นศัตรู สิ่งมีชีวิตหนึ่งได้รับประโยชน์ แต่สิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งเสียประโยชน์ หรือพบว่าสิ่งมีชีวิตหนึ่งได้ประโยชน์ แต่สิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งไม่ได้และไม่เสียประโยชน์

กลุ่มสิ่งมีชีวิตมีความสัมพันธ์โดยการกินกันเป็นทอดๆ ทำให้มีการถ่ายทอดพลังงานที่สะสมในโมเลกุลของอาหารต่อเนื่องกัน โดยที่สัตว์ได้รับพลังงานถ่ายทอดมาโดยการกินพืชและสัตว์อื่นที่กินพืชเป็นอาหาร สัตว์จึงมีบทบาทเป็นผู้บริโภค โดยแบ่งเป็น ผู้บริโภคพืช ผู้บริโภคสัตว์ ผู้บริโภคทั้งพืชและสัตว์ ผู้สลายสารอินทรีย์ ตามลำดับ

  1. ผู้ผลิต (producer)

  2. ผู้บริโภค (consumerr)

  3. ผู้สลายสารอินทรีย์ (decomposer)
กลุ่มสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศมีความสัมพันธ์ซึ่งกันกัน ซึ่งจำแนกความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตได้ดังนี้

  1. ภาวะล่าเหยื่อ (predation)

  2. ภาวะปรสิต (parasitism)

  3. ภาวะพึ่งพากัน (mutualism)

  4. ภาวะอิงอาศัย (commensalism)

  5. ภาวะได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน (protocooperation)

  6. ภาวะแข่งขัน (competition)

  7. ภาวะเป็นกลาง (neutralism)

  8. ภาวะต่อต้าน (antibiosis)
การถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ

ในระบบนิเวศจะมีการถ่ายทอดพลังงานจากสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งไปยังสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง เริ่มต้นจากผู้ผลิตได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์ มีน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นวัตถุดิบ ซึ่งจากกระบวนการสังเคราะห์แสง พลังงานจากดวงอาทิตย์เปลี่ยนไปอยู่ในรูปของสารอาหาร และถ่ายทอดไปยังผู้บริโภค ซึ่งมี 2 ลักษณะดังนี้

  1. ห่วงโซ่อาหาร (food chain) เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่มีการกินกันเป็นทอดๆ ในแนวเดียวกัน การเขียนโซ่อาหารทำได้โดยเขียนเป็นลูกศรระหว่างสิ่งมีชีวิต โดยสิ่งมีชีวิตที่ถูกกินจะอยู่ทางซ้าย ส่วนผู้บริโภคอยู่ทางขวา ดังภาพ

    ภาพ : แสดงตัวอย่างความสัมพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในรูปห่วงโซ่อาหาร

    ในระบบนิเวศมีโซ่อาหารมากมาย สิ่งมีชีวิตที่เป็นส่วนของโซ่อาหารหนึ่ง อาจเป็นส่วนประกอบของอีกหลายๆ โซ่อาหารได้ด้วย ทำให้โซ่อาหารเชื่อมโยงสัมพันธ์กันเป็นสายใยอาหาร


  2. สายใยอาหาร (food web) เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่มีการถ่ายทอดพลังงานที่ซับซ้อน มีโซ่อาหารที่มีความสัมพันธ์กันหลายๆ โซ่อาหารในระบบนิเวศ

ภาพ : แสดงความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในรูปสายใยอาหาร
น้องๆ ทราบหรือไม่ว่า ผู้ย่อยสลายอินทรียสารในระบบนิเวศคือใคร ?

เมื่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในสายใยอาหารตายลง จะถูกย่อยสลายโดยกลุ่มจุลินทรีย์ เช่น เห็ด รา แบคทีเรีย ที่ดำรงชีวิตโดยอาศัยพลังงานจากการย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิต กลุ่มจุลินทรีย์จึงมีบทบาทเป็นผู้ย่อยสลายอินทรียสารในระบบนิเวศ

วัฏจักรของสารในระบบนิเวศ

ในระบบนิเวศนอกจากจะมีสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ยังมีแร่ธาตุและสารต่างๆ เป็นองค์ประกอบตามธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตใช้แร่ธาตุและสารจากสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิต ในขณะเดียวกันก็ปล่อยสารกลับคืนสู่สิ่งแวดล้อมด้วย ทำให้เกิดการหมุนเวียนสารเป็นวัฏจักร

น้องๆ มารู้จักกับวัฏจักรต่างๆ ของสารที่มีอยู่ในระบบนิเวศ ดังนี้

  1. วัฏจักรของน้ำ เป็นวัฏจักรที่มีความสำคัญในระบบนิเวศเนื่องจากเป็นปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต และยังมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ด้วย การหมุนเวียนน้ำส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยกระบวนการทางกายภาพ เช่น การระเหย ในตก หิมะละลาย แต่ก็มีน้ำบางส่วนหมุนเวียนผ่านองค์ประกอบทางชีวภาพในระบบนิเวศด้วย การหมุนเวียนของน้ำในระบบนิเวศมี 2 แบบ คือ

    ภาพ : วัฏจักรของน้ำ

    • การหมุนเวียนน้ำโดยไม่ผ่านสิ่งมีชีวิต เริ่มจากน้ำตามแหล่งน้ำต่างๆ เช่น แม่น้ำ ทะเล น้ำในดิน เป็นต้น ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์แล้วเกิดการระเหยเป็นไอน้ำขึ้นสู่อากาศ เมื่อกระทบกับความเย็นในบรรยากาศควบแน่นเป็นละอองน้ำ แล้วเกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเมฆ ตกลงมาเป็นฝน ลูกเห็บ หรือ หิมะสู่สิ่งแวดล้อมต่อไป

    • การหมุนเวียนโดยผ่านสิ่งมีชีวิต เริ่มจากสิ่งมีชีวิตกินน้ำแล้วขับถ่ายออกมาในรูปน้ำปัสสาวะ การหายใจของสัตว์ การคายน้ำของพืช การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช ซึ่งจะระเหยเป็นไอน้ำขึ้นสู่บรรยากาศ เปลี่ยนไปเป็นก้อนเมฆและตกลงมาเป็นฝนคืนกลับให้พืชและสัตว์ต่อไป

  2. วัฏจักรคาร์บอน คาร์บอนเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของอินทรียสารในสิ่งมีชีวิต เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และวิตามิน พืชใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศในกระบวนการสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหาร สัตว์ได้รับสารอาหารที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบโดยการกินอาหาร ผู้ย่อยสลายอินทรียสารได้รับสารที่มีคาร์บอนจากการดูดซึมสารอินทรีย์ที่ย่อยสลายแล้ว
(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
ภาพ: แสดงวัฏจักรคาร์บอน
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดปล่อยคาร์บอนกลับคืนสู่บรรยากาศในรูปของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นผลจากกระบวนการหายใจ พืชจะนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สิ่งมีชีวิตปล่อยสู่บรรยากาศไปใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสงต่อไป ดังนั้น ในระบบนิเวศจึงมีการหมุนเวียนของสารที่มีคาร์บอนตลอดเวลา ซึ่งเรียกว่า วัฏจักรคาร์บอน

นอกจากวัฏจักรของน้ำและวัฏจักรคาร์บอนแล้ว ในธรรมชาติยังมีวัฏจักรของสารอื่นๆ อีก เช่น วัฏจักรไนโตรเจน และวัฏจักรฟอสฟอรัส เป็นต้น สารต่างๆ ไม่ได้หมุนเวียนในระบบนิเวศโดยแยกกันอย่างอิสระ แต่มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กัน

ในระบบนิเวศจะมีการหมุนเวียนสาร ควบคู่ไปกับการถ่ายทอดพลังงาน เช่น ระบบนิเวศป่าไม้จะพบว่าสัตว์ต่างๆ ทั้งพืชพรรณนานาชนิด พืชดูดซึมสารอนินทรีย์ในดินเข้าทางราก และลำเลียงไปยังส่วนต่างๆ เพื่อใช้ในกระบวนการดำรงชีวิต เนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ของพืชเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ เมื่อพืชและสัตว์ตายลง ผู้ย่อยสลายอินทรียสารก็จะย่อยสลายซาก ทำให้สารอนินทรีย์กลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม และจะหมุนเวียนเข้าสู่พืชได้อีก เช่นเดียวกับคาร์บอนที่กลับคืนสู่บรรยากาศในรูปของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากการหายใจของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด

ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมในแง่การถ่ายทอดพลังงานและการหมุนเวียนสาร

ภาพ : แสดงความสัมพันธุ์ระหว่างการถ่ายทอดพลังงานและการหมุนเวียนสารในระบบนิเวศ

ประชากร

สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อมล้วนมีความหลากหลายชนิดที่อาศัยอยู่ในแหล่งที่อยู่เดียวกัน ถ้าเราลองพิจารณาสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในบริเวณและช่วงเวลาเดียวกัน เราเรียกว่า ประชากรของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นๆ

ในธรรมชาติ จำนวนประชากรหรือขนาดของประชากรที่อาศัยอยู่ในแต่ละบริเวณ ในแต่ละช่วงเวลาจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เนื่องจากมีการเพิ่มและลดจำนวน ซึ่งเป็นผลจากการเกิดและการตาย สำหรับสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนที่ได้ การเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากร อาจเป็นผลของการอพยพเข้า และอพยพออกด้วย ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ทำให้สัดส่วนระหว่างจำนวนประชากรกับพื้นที่ที่ประชากรอาศัยอยู่ ซึ่งเรียกว่า ความหนาแน่นของประชากร เปลี่ยนแปลงไป

ความหลากหลายทางชีวภาพ

ในบริเวณที่ชนิดของสิ่งมีชีวิตมีความแตกต่างหลากหลายมาก กล่าวได้ว่า บริเวณนั้นมีความหลากหลายทางชีวภาพมาก

ความหลากหลายทางชีวภาพ ใน 3 ระดับ

น้องๆ ทราบว่ามีการรณรงค์เพื่อรักษาความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในโลก เช่น การอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตที่หายากหรือใกล้สูญพันธุ์ การต่อต้านการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ธรรมชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนระบบนิเวศ ระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพจะรักษาสมดุลได้ดี ดังนั้น เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงจำนวนสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่งจะไม่ส่งผลรุนแรงต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในระบบนิเวศนั้น

เมื่อระบบนิเวศมีความสมดุล มนุษย์ก็อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เปลี่ยนแปลงเกินความคาดหมาย และก็ยังใช้ประโยชน์จากทรัพยากรต่างๆ ในระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพได้ต่อไป

ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สิ่งแวดล้อม (environment) คือสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเราที่รวมกันเป็นองค์ประกอบที่เรียกว่าสภาพแวดล้อม สิ่งแวดล้อมอาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต สามารถมองเห็นได้ และมองเห็นไม่ได้ และเป็นสิ่งที่มีอยู่แต่เดิมตามธรรมชาติหรือเกิดจากฝีมือมนุษย์ ในทำนองเดียวกันสิ่งที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติและมนุษย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการดำรงชีวิต เราเรียกว่า ทรัพยากรธรรมชาติ (natural resource) ซึ่งจะมีทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ไม่หมด ทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ หรือทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดไปหรือสิ้นเปลือง แต่ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมประเภทใดก็ตามย่อมจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทั้งสิ้น

สิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ (physical environment) คือ สิ่งแวดล้อมที่ไม่มีชีวิต เช่น อุณหภูมิ ความชื้น กระแสลม กระแสน้ำ อากาศ แร่ธาตุ ภูเขา ก้อนหิน แม่น้ำ รวมถึงสิ่งปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนต่างๆ

  2. สิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ (biological environment) คือ สิ่งแวดล้อมที่มีชีวิต เช่น พืช สัตว์ มนุษย์ เป็นต้น
สิ่งที่สำคัญที่มีต่อสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ คือ

  • แสงสว่าง

  • อุณหภูมิ

  • น้ำหรือความชื้น

  • แร่ธาตุต่างๆ

  • ความเป็นกรด - เบสของดินและน้ำ

  • ความเค็มของดิน
การปรับตัวของสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม

ระบบนิเวศแต่ละแห่งมีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ดังนั้นสิ่งมีชีวิตจึงมีการปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อความอยู่รอด ดังนี้

  1. การปรับตัวด้านรูปร่างลักษณะ เป็นการปรับตัวด้านโครงสร้างของร่างกายและสีผิวให้กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการดำรงชีวิต หลบภัย และหาอาหาร เช่น ตั๊กแตนกิ่งไม้ มีรูปร่างและสีผิวคล้ายกิ่งไม้เพื่อพรางตัวให้รอดพ้นจากศัตรู

  2. การปรับตัวด้านสรีระ เป็นการปรับตัวด้านกลไกลและหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ เช่น ต้นกระบองเพชร เป็นพืชที่ขึ้นอยู่ในที่แห้งแล้งลดใบไปเป็นหนามเพื่อลดอัตราการคายน้ำ มีลำต้นอวบเพื่อเก็บน้ำ เป็นต้น

  3. การปรับตัวด้านพฤติกรรม เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมในการดำรงชีวิตในแหล่งที่อยู่ ซึ่งอาจเป็นการปรับตัวชั่วคราวหรือถาวรก็ได้ เช่น การปรับตัวของกบในฤดูแล้ง เนื่องจากขาดแคลนอาหารโดยกบจะอยู่นิ่งๆ และหลบอยู่ในรู เพื่อลดการใช้พลังงาน ลดอัตราการเผาผลาญอาหารในร่างกาย กบมีชีวิตอยู่รอดจนถึงฤดูฝนซึ่งมีอาหารพอเพียงจึงออกมาหากินตามปกติ และการที่พืชปรับตัวโดยการเอนเข้าหาแสงสว่าง เป็นต้น
การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า

ป่าไม้ เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร และเป็นแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ ช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นในดินและในบรรยากาศ เกิดการหมุนเวียนสาร นอกจากนั้น ยังเป็นแหล่งของปัจจัยที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ประเทศไทยอุดมด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด มีป่าไม้ประเภทต่างๆ แต่ปัจจุบันพื้นที่ป่าลดลงอย่างมากจนน่าเป็นห่วง โดยเป็นผลจากทั้งกิจกรรมของมนุษย์และปัจจัยทางธรรมชาติ ตัวอย่าง***ภาพ

สัตว์ป่า เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญยิ่ง ทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ สัตว์ป่ามีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันในโซ่อาหารและสายใยอาหาร และมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมในแง่ของการหมุนเวียนสารต่างๆ ในระบบนิเวศด้วย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องช่วยกันอนุรักษ์สัตว์ป่าไม่ให้ลดน้อยลงถึงขั้นสูญพันธุ์

ปัญหาทรัพยากรสัตว์ป่าลดลง หรือบางชนิดอาจสูญพันธุ์มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น การถูกล่าเพื่อเป็นอาหาร เพื่อการกีฬา และเพื่ออาชีพ นอกจากนั้น การตัดไม้ทำลายป่า ก็เป็นการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า การลดจำนวนของสัตว์ป่า ยังเป็นผลจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ไฟป่า และยังมีการสูญพันธุ์ตามธรรมชาติของสัตว์ป่า เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้

ทรัพยากรน้ำ

น้ำเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป แต่สามารถหมุนเวียนได้ในวัฏจักรน้ำ ดังที่น้องๆ ได้ศึกษามาแล้ว น้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ใช้ในการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในน้ำ น้ำมีความจำเป็นต่อภาคอุตสาหกรรม เป็นแหล่งพลังงาน เป็นเส้นทางคมนาคม เป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นต้น

มลพิษทางน้ำ หมายถึง ภาวะที่น้ำมีคุณภาพเสื่อมลง หรือเปลี่ยนแปลงสมบัติไป เนื่องจากการปนเปื้อนของสิ่งแปลกปลอมที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้

มลพิษทางอากาศ อากาศที่เราหายใจประกอบด้วย ก๊าซไนโตรเจนประมาณ 78% ก๊าซออกซิเจนประมาณ 21% ที่เหลือเป็นก๊าซชนิดอื่นๆ เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซอาร์กอน นอกจากนั้นในอากาศยังมีไอน้ำ ฝุ่นละออง และเชื้อจุลินทรีย์ปะปนอยู่ด้วย

มลพิษทางดิน คือ ภาวะที่ดินเสื่อมคุณภาพลง หรือมีสารพิษเกินขีดจำกัดจนมีอันตรายต่อสุขภาพและการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม การเสื่อมคุณภาพของดินส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง มีผลเสียทางเศรษฐกิจและสังคม สารพิษในดินอาจมีอันตรายรุนแรง ทำให้สิ่งมีชีวิตตายหรือหยุดการเจริญเติบโต นอกจากนั้น ยังอาจสะสมในโซ่อาหาร ทำให้เกิดอันตรายมากขึ้นต่อผู้บริโภคลำดับท้ายๆ

แนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันทั่วโลกเผชิญกับปัญหาความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และปัญหาทรัพยากรธรรมชาติลดน้อยลง ปัญหาเหล่านี้มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของคนอย่างมาก จึงมีการตื่นตัวที่จะใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในระดับบุคคล มีการรณรงค์สร้างความรู้ ความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ในสภาพแวดล้อม คนเป็นส่วนหนึ่งในสภาพแวดล้อมที่ต้องพึ่งพาสิ่งต่างๆ ในสภาพแวดล้อมเพื่อการดำรงชีวิต จึงต้องตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ละร่วมกันเฝ้าระวังและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างประหยัด และยั่งยืน

โลกเป็นระบบนิเวศขนาดใหญ่ ประกอบด้วยองค์ประกอบทางชีวภาพและกายภาพที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันตลอดเวลา ทั้งในด้านการถ่ายทอดพลังงาน การหมุนเวียนสาร ทุกวันนี้มนุษย์ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติขาดแคลน มีการสะสมของเสียและสารพิษในสิ่งแวดล้อม จนเกิดมลพิษที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตทั้งมวลบนโลก และมนุษย์เราเองที่มีภาระสำคัญในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยต้องศึกษาวิธีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดผลในเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด

ที่มาข้อมูล : - หนังสือแบบเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (สสวท) กระทรวงศึกษาธิการ
- คู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (สสวท) กระทรวงศึกษาธิการ
จำนวนคนอ่าน 204594 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved