ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ข่าววิทยาศาสตร์
ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์
เรื่องน่ารู้
พจนานุกรม
นักวิทยาศาสตร์
คำถามวิทยาศาสตร์
สีสันวิทยาศาสตร์
การทดลองวิทยาศาสตร์
บทเรียน / แบบฝึกหัด
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | บทเรียน | บทเรียน

บทเรียน
   

วิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 : ดิน หิน แร่ น้ำ
 
ระดับชั้น : มัธยมต้น

ดิน หิน แร่ น้ำ


พื้นที่โลกของเรามีประมาณ 1 ใน 4 ส่วนที่เหลือ 3 ใน 4 ส่วนนั้นเป็นพื้นน้ำหรือมหาสมุทรพื้นทวีปส่วนใหญ่มีดินปกคลุมอยู่เป็นชั้นบางๆ ดินเป็นส่วนที่สำคัญในการดำรงชีพและเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะมนุษย์เรา เพราะปัจจัยหลักในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย ปัจจัยเหล่านี้ล้วนได้มาจากดินทั้งสิ้น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อให้เกิดความรู้ความรู้ความเข้าใจ เราศึกษาเกี่ยวกับการกำเนิด ประโยชน์ และการอนุรักษ์ทรัพยากรดิน เพื่อนำดินไปปรับปรุงใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

ทรัพยากรดิน

ดิน เป็นทรัพยากรธรรมชาติ มีต้นกำเนิดจากอินทรียสารและอนินทรียสาร ดังนี้

  1. ฮิวมัส เป็นซากพืชซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยย่อยสลายปนอยู่ในดินมีสีน้ำตาลดำ มีสารอาหารที่พืชต้องการ

  2. หินและแร่ธาตุ การแตกสลายของหินและแร่ธาตุ เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จนเกิดเป็นต้นกำเนิดดินในที่สุด
เมื่อฮิวมัสกับวัตถุต้นกำเนิดคลุกเคล้าผสมปนกัน โดยมีจุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตในดินช่วยย่อยสลายทำให้วัตถุผสมกลายเป็นดิน ดังภาพ

ลักษณะของดิน

สมบัติของดินเป็นสมบัติเฉพาะ เช่น สี รูพรุน หยาบ และดูดซับน้ำได้ต่างกัน ดินบางชนิดเหนียว บางชนิดร่วน ความเป็นกรด เป็นเบส จึงมีความเหมาะสมในการปลูกพืช

น้องๆ ลองสำรวจพื้นดินบริเวณต่างๆ จะพบว่า ดินมีส่วนประกอบที่คล้ายคลึงกัน คือ มีซากพืช ซากสัตว์ที่ตายทับถม ปนกันอยู่ในดิน เมื่อเวลาผ่านไปซากสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะถูกย่อยสลายกลายเป็นฮิวมัส มีน้ำหนับเบาและซับน้ำได้ดี ทำให้ดินเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช

นอกจากนี้ ดินทราย ยังเป็นดินที่มีรูพรุนมาก ก๊าซและน้ำซึมผ่านได้ง่าย ส่วนดินเหนียวเม็ดดินจะเกาะกันแน่น ทำให้น้ำและก๊าซซึมผ่านได้ยาก เป็นสาเหตุให้พืชขาดออกซิเจน และเจริญเติบโตช้า

ลักษณะของดิน มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากมีส่วนประกอบของวัตถุต้นกำเนิดดินที่แตกต่างกัน ตามลักษณะธรณีสัญฐาน (ธรณีสัญฐาน หมายถึง ลักษณะรูปร่างของพื้นผิวโลกตั้งแต่เริ่มกำเนิด แล้วมีการเปลี่ยนแปลงจากกระบวนการทางธรณีวิทยา จนมีลักษณะรูปร่างอย่างที่พบเห็นในปัจจุบัน เช่น ภูเขา ที่ราบสูง ที่ราบชายฝั่ง หมู่เกาะ เป็นต้น)

เราทราบลักษณะและโครงสร้างของดินแล้ว ยังมีสมบัติของดินอีกอย่างหนึ่งที่ต้องศึกษานั้นคือ ความเป็นกรด-เบส ของดิน เราอาจทดสอบความเป็นกรด-เบสของดินได้ดังนี้

  • นำดินจากสถานที่ต่างกัน 3 แห่ง ทุบให้ละเอียด ใส่ในกล่องพลาสติกเบอร์ 1 ชนิดละครึ่ง ของกล่องพลาสติก

  • เทน้ำกลั่นลงในกล่องพลาสติกพอท่วมดินทั้ง 3 กล่อง ใช้แท่งแก้วคนผสมปนกัน ประมาณ 1-2 นาที แล้วตั้งทิ้งไว้จนดินในกล่องพลาสติกแต่ละกล่องตกตะกอน

  • ใช้ปลายแท่งแก้วจุ่มของเหลวเหนือตะกอนดิน แตะที่กระดาษยูนิเวอร์แซล อินดิเคเตอร์ (universal indicator) หรือกระดาษลิตมัส สังเกตการเปลี่ยนแปลง บันทึกผลเปรียบเทียบสมบัติกรด - เบสของดินทั้ง 3 กล่อง

ค่าความเป็นกรด - เบสหรือค่า pH ของดิน

ชั้นของดิน

ภาพ : แสดงชั้นดินจากผิวดินจนถึงชั้นต้นกำเนิดดิน
นอกจากนี้ ดินที่อยู่ในระดับความลึกต่างกัน ส่วนใหญ่จะมีลักษณะต่างกัน แบ่งดินตั้งแต่ชั้นผิวดิน จนถึงชั้นต้นกำเนิดดินออกกว้างๆ เป็น 4 ชั้น

โดยทั่วไปแล้วบนดินจะมีต้นไม้ปกคลุม มีเศษใบไม้ กิ่งไม้ผุพัง ทับถมกันอยู่ พื้นดินจะมีความชุ่มชื้นสูง เกิดการย่อยสลายของซากพืชและซากสัตว์ได้ดี ทำให้ผิวดินมีฮิวมัสปนอยู่มาก ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ดินในชั้นบนสุดเรียกว่า O มีความเหมาะสมในการเจริญเติบโตของพืช จึงพบรากของพืชแผ่กระจายอยู่ทั่วไป

ชั้นอยู่ลึกถัดลงมาไปเป็นดินชั้น A แตกต่างจากชั้นบนสุดค่อนข้างชัดเจน ประกอบด้วยอินทรียวัตถุที่สลายแล้วผสมคลุกเคล้ากับแร่ธาตุในดิน

ชั้นที่อยู่ลึกถัดจากชั้น A ลงไป คือ ชั้น B จัดเป็นชั้นสะสมตะกอนและแร่ธาตุที่มีองค์ประกอบของเหล็ก อะลูมิเนียม คาร์บอเนต และซิลิกา เป็นต้น สารเหล่านี้ส่วนมากจะถูกชะล้างลงมาจากชั้นบน ทำให้ดินมีเนื้อแน่น และมีจุดประ (mottle) สีส้มแดง กระจายอยู่ในชั้นหน้าตัดดินเห็นได้ชัดเจน ส่วนมากดินชั้นนี้เป็นดินเหนียว

สำหรับชั้นที่ลึกที่สุด คือ ชั้น C เป็นชั้นของหินผุและเศษหินที่แตกหักจากหินดานที่เกิดอยู่ในพื้นที่นั้น มีลักษณะเป็นก้อน เป็นพืด ซึ่งหินดานนี้จักเป็นหินต้นกำเนิดดิน (ความหมายของดินจะแตกต่างกันตามความลึกของชั้นหินดาน ถ้าชั้นหินดานอยู่ตื้นมาก ชั้นดินจะบาง พืชที่มีรากหยั่งลึกจะเจริญเติบโตได้ไม่ดี แต่เหมาะแก่การปลูกพืชที่มีรากแผ่กระจายบริเวณผิวดิน)

จากลักษณะของของดินเราจะทราบว่า ดินเกิดมาจากหิน โดยหินถูกกัดเซาะผุพังจากการกระทำของกระแสลม น้ำ ตลอดจนพืชและสัตว์ต่างๆ รวมทั้งมนุษย์ด้วย ทำให้หินที่แข็งเปลี่ยนสภาพเป็นหินที่ผุ ร่วน และในที่สุดแตกสลายกลายเป็นเศษหินขนาดต่างๆ กัน นอกจากนั้นเมื่อพืชและสัตว์ล้มตายลง ก็จะเปลี่ยนแปลงเป็นอินทรียวัตถุผสมกับเศษหินจึงกลายเป็นดิน

กระบวนการเหล่านี้ใช้เวลานานมากกว่าจะเกิดเป็นชั้นดินสะสมตัวทับถมกันหนาขึ้น ในเวลาต่อมาดินเหล่านี้ก็จะถูกพัดพาจากแหล่งต้นกำเนิดไปสะสมตัวในที่ต่างๆ สำหรับประเทศไทย น้ำจะเป็นตัวการสำคัญที่พัดพาดินจากบริเวณหนึ่งไปยังอีกบริเวณหนึ่งตามความลาดเอียงของพื้นที่ลงสู่ที่ราบ หรือพัดพาตามลำน้ำ

การปรับปรุงคุณภาพของดินและการใช้ประโยชน์

เราอาศัยดินในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ แหล่งที่อยู่อาศัยที่ต้องสร้างอยู่บนชั้นดิน แหล่งทำการเกษตรและอุตสาหกรรม จะพบว่าในปัจจุบันได้มีการจัดสรรที่ดินเพื่อพัฒนาการเกษตร อุตสาหกรรมและกิจกรรมต่างๆ ในปริมาณเพิ่มมากขึ้น

ผลการพัฒนาด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และการดำรงชีวิตประจำวัน เช่น การเติมแร่ธาตุต่างๆ ลงในดิน การใช้สารเคมีป้องกันหรือกำจัดศัตรูพืช การอุตสาหกรรมต่างๆ ก่อให้เกิดมลภาวะของดิน (soil pollution) มีผลทำให้เกิดการสูญเสียสภาพของดิน เนื่องจากสาเหตุดังนี้

  1. การชะล้างพังทลายของหน้าดินจากการผุกร่อนจากธรรมชาติ

  2. การปลูกพืชชนิดเดียวซ้ำบนพื้นที่เดิมของเกษตรกร ทำให้ไม่มีการหมุนเวียนแร่ธาตุ

  3. การใช้ประโยชน์จากที่ดินโดยใช้ความระมัดระวัง เช่น การใช้สารเคมีช่วยเพิ่มผลผลิตมากเกินไป ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินเสื่อมสภาพลง เกิดการสะสมสารพิษในดิน ซึ่งสามารถถ่ายทอดไปตามโซ่อาหารได้

  4. เกษตรกรขาดความรู้ความเข้าใจ เข้าบุกรุกทำลายป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอย
การชะลอการพังทลายของดิน

ปัญหาที่เกิดกับดินทั้งจากธรรมชาติและจากการใช้ประโยชน์ของมนุษย์

ทรัพยากรหิน

หินเป็นวัสดุธรรมชาติที่มนุษย์รู้จักนำมาใช้ประโยชน์ ตั้งแต่สมัยเริ่มแรกที่มนุษย์ยังอาศัยอยู่ในถ้ำ ปัจจุบันเทคโนโลยีสูงขึ้นจึงได้นำหินมาใช้ประโยชน์มากมาย เช่น ก่อสร้างที่อยู่อาศัย อาหาร บ้านเรือน เครื่องประดับ เช่น หินปูนผสมปูนซีเมนต์ในการก่อสร้าง หินอ่อน หินแกรนิตใช้ปูบ้าน ตกแต่งอาคาร หินทราย หินชาวนปูสนาม และใช้หินปูนเป็นฐานของถนน เป็นต้น

ลักษณะทางกายภาพของหินสามารถสังเกตด้วยตาเปล่า จากลักษณะของสี ความแข็ง เนื้อหิน การเรียงเป็นชั้น และซากดึกดำบรรพ์ที่มีอยู่ในหิน เป็นต้น (แผนภาพหิน )

นักธรณีวิทยาจำแนกหินตามลักษณะการเกิดได้ 3 ประเภท คือ หินอัคนี หินตะกอน และหินแปร

หินอัคนี

หินอัคนี (Igneous rocks) เป็นหินชนิดแรกที่เกิดขึ้นในโลก เกิดจากหินหนืดที่เรียกว่า "แมกมา" ในชั้นแมนเทิล แทรกตัวขึ้นมาสู่ผิวโลก เรียกว่า "ลาวา" บางครั้งเกิดการเย็นตัวก่อนถึงผิวโลก เกิดเป็นหินเนื้อหยาบมีหลากหลายลาวาที่เย็นตัวที่ผิวโลกมีทั้งพวกที่เย็นตัวเร็วและเย็นตัวช้า ทำให้ลักษณะเนื้อหินแตกต่างกัน
ภาพ : แสดงการเกิดหินอัคนี


การเย็นตัวของหินหนืด เนื่องจากเนื้อของหินมีลักษณะแตกต่างกัน จึงสามารถจัดจำแนกหินอัคนีเป็นชนิดต่างๆ ได้ดังนี้

  1. หินแกรนิต (Granite)

  2. หินบะซอลต์ (Basalt)

  3. หินออบซิเดียน (Obsidian)

  4. หินสคอเรีย (Scoria)

  5. หินพัมมิซ (Pumice)

  6. หินไรโอไลต์ (Rhyolite)

  7. หินแอนดีไซต์ (Andesite)
การเลือกหินอัคนีไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมนั้นจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

  1. สมบัติของหิน

  2. ปริมาณของหินที่มีอยู่ในท้องถิ่น

  3. ความสะดวกในการทำให้หินมีขนาดและรูปร่างตามที่ต้องการ

  4. การใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
หินอัคนี เกิดจากการเย็นตัวของหินหนืดที่ดันขึ้นมาสู่ผิวโลก มีทั้งชนิดที่เป็นรูปผลึกและไม่มีรูปผลึก โดยเฉพาะหินภูเขาไฟจะไม่มีรูปผลึก ชนิดที่มีรูปผลึกขนาดของผลึกจะใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับระยะเวลาใน

ชนิด ลักษณะ ประโยชน์ และแหล่งที่พบ ของหินอัคนี

หินตะกอน

หินตะกอน (sedimentary rocks) เกิดจากการพังของหินต่างๆ ที่ผิวโลก เกิดการพัดพา ทับถม และอัดตัวกันของกรวดทราย เศษหิน และดิน โดยมีวัตถุประสานในธรรมชาติ เช่น ซิลิกา เหล็กออกไซด์ แคลเซียมคาร์บอเนต เป็นต้น ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวประสานให้เนื้อตะกอนติดกัน ลักษณะของหินตะกอนเป็นชั้นๆ ที่มีความหนาแตกต่างกัน อันเนื่องมาจากปริมาณของตะกอนและระยะเวลาของการทับถมกัน ทำให้สามารถจำแนกชนิดของหินตะกอนได้

ชนิดของหินตะกอน

  1. หินศิลาแลง (Laterite)

  2. หินทราย (Sandstone)

  3. หินดินดาน (Shale)

  4. หินปูน (Limestone)

  5. หินกรวดมน (Conglomerate)
การสะสมตัวของเศษหิน กรวด ทราย และดินละเอียด ที่ทับถมในน้ำ ทำให้เกิดตะกอนเป็นชั้นๆ เรียงตามขนาดของตะกอน ส่วนที่มีขนาดเล็ก ละเอียด จนแทรกอยู่ตามช่องว่างระหว่างตะกอนหยาบของทราย และกรวด ในฤดูแล้งเมื่อน้ำละเหยแห้งไป ตะกอนจะจับตัวกันแน่นมากขึ้น และเมื่อถึงฤดูฝน น้ำจะพัดพาตะกอนมาสะสมทับถมเพิ่มมากขึ้นอีก เกิดเป็นชั้นตะกอนหนาขึ้นเรื่องๆ

ในบริเวณที่เป็นแอ่งสะสมตะกอนที่ทับถมกันเป็นชั้นหนา จะมีการกดทับจากน้ำหนักของชั้นตะกอนที่วางทับอยู่ด้านบน ทำให้น้ำที่แทรกซึมอยู่ตามช่องว่างระหว่างเม็ดตะกอนถูกบีบอัด ไหลออกไปจากช่องว่างนั้น แร่ธาตุต่างๆ ที่ละลายหรือแขวนลอยอยู่ในน้ำ เช่น น้ำปูน น้ำสนิมเหล็ก น้ำซิลิกา และน้ำโคลน จะเป็นตัวเชื่อประสานทำให้ตะกอนจับตัวกันแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดตะกอนเหล่านั้นก็จะแข็งตัวกลายเป็นหินตะกอน ดังภาพ

หินแปร

หินแปร (metamorphic rocks) เกิดจากการแปรสภาพของหินอัคนีและหินตะกอน อันเนื่องมาจากความร้อนและความกดดันสูงภายในโลก ซึ่งหินอัคนีและหินตะกอนที่มีส่วนประกอบที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจะถูกแรงอัด ทำให้โครงสร้างเกิดการเรียงตัวใหม่เป็นริ้วขนาน เช่น หินไนต์ หินซีสต์ หินฟิลไลต์ เป็นต้น

ส่วนหินแปรที่ไม่มีริ้วขนาน ได้แก่ หินอ่อน เนื่องจากความแตกต่างของลักษณะเนื้อหิน จึงสามารถจำแนกหินแปรได้เป็นชนิดต่างๆ

ชนิด ลักษณะ และประโยชน์ของหินแปร

ประเทศไทยมีแหล่งหินแปรกระจายอยู่ทั่วไป บางแหล่งมีหินแปรหลายชนิด บางแหล่งมีชนิดเดียว การแปรสภาพของหินจะเกิดในช่วงเวลาที่หินยังคงอยู่ในสภาพของแข็ง หินแปรมีลักษณะต่างๆ กัน ดังนี้

  1. หินชนวน (Slate)

  2. หินอ่อน (Marble)

  3. หินไนส์ (Gneiss)

  4. หินควอร์ตไซต์ (Quartzite)

  5. หินซีสต์ (Schist)

  6. หินฟิลไลต์ (Phyllite)
จากที่หินแปรมีความแข็งเพิ่มมากขึ้นจากหินเดิม และมีสีสันสวยงามจากแถบสีของแร่ต่างๆ ที่ตกผลึกใหม่ จึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่างๆ กัน

วัฏจักรของหิน

การกำเนิด การดำรงอยู่ และการเปลี่ยนแปลงของหินชนิดต่างๆ ล้วนมีความสัมพันธ์กันกลายเป็นวัฏจักร

วัฏจักรของหิน หมายถึง กระบวนการเกิดการเปลี่ยนแปลงและการหมุนเวียนของหินอัคนี หินตะกอน หินแปร โดยได้รับความร้อน แรงกดดัน การพัดพา และการทับถม (เป็นการอธิบายถึงการเกิดขึ้น การดำรงอยู่ และการเปลี่ยนแปลงไปของหินบนโลก)

ภาพ : วัฏจักรของหิน

จากรูป หินหนืด (หินหลอมเหลวละลายที่ร้อนจัด ถ้าอยู่ในเปลือกโลก เรียกว่า แมกมา ถ้าผุดพ้นออกมาบนผิวโลกเรียกว่า ลาวา) ถูกดันขึ้นมาเย็นตัวที่ผิวโลกเป็นหินอัคนี ต่อมาหินอัคนีเกิดการผุกร่อนจากกระบวนการต่างๆ ทั้งจากธรรมชาติและมนุษย์ การพัดพาและการทับถมของตะกอน ทำให้หินอัคนีเปลี่ยนสภาพเป็นหินตะกอนหรือหินอัคนี และหินตะกอนได้รับความร้อนและความกดดันภายในโลก จะแปรสภาพเป็นหินแปร ทั้งหินอัคนี หินตะกอน และหินแปรสามารถเปลี่ยนจากหินชนิดหนึ่งเป็นหินอีกชนิดหนึ่งได้ และอาจถูกอัดลงไปหลอมเหลวใหม่ กลับเป็นหินหนืดได้อีก เกิดการหมุนเวียนกันเป็นวัฏจักรของหิน

ทรัพยากรแร่

แร่ คือ ธาตุหรือสารประกอบอนินทรีย์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในรูปของผลึก แร่ต่างชนิดกันจะมีรูปผลึกต่างกัน สมบัติทางเคมีและสมบัติทางกายภาพต่างกัน แหล่งแร่ธาตุที่มีประโยชน์เรียกว่า "แหล่งแร่" และกลุ่มที่นำมาถลุงแยกโลหะออกมาใช้ประโยชน์ได้เรียกว่า "สินแร่" แร่ที่รวมตัวอยู่กับหินเรียกว่า "แร่ประกอบหิน"

สมบัติของแร่

แร่แต่ละชนิดที่สามารถพิสูจน์และตรวจและตรวจสอบได้ โดยเครื่องมือง่ายๆ ซึ่งมีสมบัติทางกายภาพที่แสดงความแตกต่างของแร่ชนิดต่างๆ ความแตกต่างของแร่ชนิดต่างๆ

ชนิดและประโยชน์ของแร่

แร่ส่วนใหญ่ที่พบบนเปลือกโลกประกอบด้วยธาตุหลักเพียง 8 ธาตุ ได้แก่ ออกซิเจน ซิลิคอน อะลูมิเนียม เหล็ก แคลเซียม โซเดียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียม เราจึงสามารถจำแนกแร่อย่างเป็นระบบตามส่วนประกอบทางเคมีได้ ดังนี้ ชนิดของแร่

แหล่งแร่ในประเทศไทย

ประเทศไทยมีแร่ที่สำคัญหลายชนิด ได้แก่ แร่ดีบุก แร่ทันสเตน แร่พลวง และแร่ฟลูออไรต์ ในอดีตแร่เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญอย่างหนึ่ง แต่ปัจจุบันแร่บางชนิดมีปริมาณน้อยลงจึงหยุดทำการผลิต บางส่วนได้จากการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ แหล่งแร่ในประเทศมีดังนี้ ตารางแสดงแหล่งแร่ในประเทศไทย

เชื้อเพลิงธรรมชาติ

เชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นทรัพยากรพลังงานที่สำคัญในอุตสาหกรรมและการพัฒนาประเทศ นอกจากใช้ในด้านอุตสาหกรรมแล้ว ยังนำมาใช้ประโยชน์ในอีกหลายด้าน

ทรัพยากรน้ำ

ผิวโลกมีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ 3 ใน 4 ส่วนของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งเป็นน้ำทะเลประมาณร้อยละ 97 น้ำแข็งร้อยละ 2 และที่เหลืออีกร้อยละ 1 เป็นน้ำจืด แหล่งน้ำแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น

แหล่งน้ำธรรมชาติแบ่งตามลักษณะที่พบได้ 2 ชนิด คือ น้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน

น้ำผิวดิน (น้ำบนดิน) หมายถึง น้ำที่อยู่บนพื้นโลก ซึ่งมีปริมาณมากที่สุด มีทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ได้แก่ มหาสมุทร ทะเล แม่น้ำ ลำคลอง ห้วย หนอง คลอง บึง และที่เกิดจากมนุษย์สร้างขึ้น มนุษย์ได้สร้างแหล่งน้ำบนดินขึ้น เพื่อการนำน้ำมาใช้ประโยชน์ในการเกษตร อุตสาหกรรม และเพื่อการอุปโภคบริโภค ดังนี้

อ่างเก็บน้ำ เกิดจากมนุษย์สร้างขึ้น มีลักษณะเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่เพื่อเก็บกักน้ำ ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างหุบเขา เช่น อ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี อ่างเก็บน้ำลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งแต่ละแห่งจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่แตกต่างกัน

ประโยชน์ของอ่างเก็บน้ำ คือ ใช้อุปโภคบริโภค ใช้ในการเกษตร ใช้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ

เขื่อน การสร้างเขื่อนมีหลักการ คือ สร้างทำนบกั้นขวางลำน้ำ เพื่อเก็บกักน้ำ หรือทดน้ำให้มีระดับสูงขึ้น เพื่อให้สามารถระบายหรือทดน้ำไปยังที่ต่างๆ ได้

ประโยชน์ของเขื่อน มีดังนี้

  • ใช้ในการเกษตร

  • ผลิตกระแสไฟฟ้า

  • อุปโภคบริโภค

  • ป้องกันน้ำท่วมช่วงฝนตก

  • ใช้ระบายน้ำออกจากอ่างมาใช้ในช่วงภาวะแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำ

  • ใช้ในการคมนาคม

  • ช่วยในการพักผ่อนหย่อนใจ และการท่องเที่ยว
แหล่งน้ำบนดินในธรรมชาติ มีหลายรูปแบบ แต่ละแหล่งจะมีรูปแบบ ขนาดและรูปร่างแตกต่างกันไป และลักษณะการไหลของน้ำก็จะมีลักษณะที่ต่างกันไป ตามรูปร่างและทิศทาง ถ้าเป็นทางน้ำที่ไหลผ่านหุบเขาในพื้นที่ภูเขาสูง ระยะแรกน้ำจะไหลแรงกัดเซาะหินลงไปเป็นร่องลึก เกิดเป็นหุบเขาและร่องน้ำเป็นรูปคล้ายตัววี บางบริเวณก็จะมีน้ำตกและแก่ง ดังภาพทางน้ำรูปตัววี ที่เป็นทางที่เริ่มกัดเซาะชั้นหินลงในทางลึกของพื้นที่ที่เป็นหุบเขาและบริเวณภูเขาที่มีความลาดชัน

ภาพ : ทางน้ำรูปตัววี

น้ำใต้ดิน หรือน้ำบาดาล เป็นน้ำที่เกิดอยู่ใต้ผิวดิน เหนือชั้นหินที่น้ำซึมผ่านได้ยาก ได้แก่ น้ำในดินและน้ำบาดาล ซึ่งแบ่งออกได้ดังนี้

ภาพ : หน้าตัดของน้ำบาดาลประเภทชั้นน้ำภายใต้แรงดัน โดยมีหินดินดานคั่นอยู่ระหว่างชั้นหินทราย

  1. น้ำในดิน เป็นน้ำที่ซึมอยู่ในดินเหนือชั้นหินที่น้ำซึมผ่านได้ยาก เกิดจากเมื่อเวลาฝนตก น้ำฝนจะซึมลงในดินจนถึงชั้นหินที่น้ำซึมผ่านได้ยาก จึงมีน้ำแทรกอยู่ในชั้นดินระดับบนสุดของน้ำในดินเรียกว่า "ระดับน้ำในดิน" ซึ่งถ้าเราขุดบ่อระดับน้ำในบ่อน้ำจะสูงเท่ากับระดับน้ำในดิน และระดับน้ำในดินเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝน หรือน้ำที่ซึมลงในดินตามสภาพภูมิประเทศในบริเวณนั้น

  2. น้ำบาดาล เป็นน้ำในดินที่ซึมผ่านชั้นหินที่น้ำซึมผ่านได้ยากลงไปอยู่ในช่องว่างของชั้นหินที่มีรูพรุนซึ่งอยู่เหนือชั้นหินที่น้ำซึมผ่านได้ยากชั้นล่างอีกชั้นหนึ่ง ระดับน้ำตอนบนสุดของน้ำบาดาลเรียกว่า "ระดับน้ำบาดาล" ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ตามฤดูกาล ตามการเพิ่ม หรือการสูญเสียน้ำ การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำบาดาลเป็นไปอย่างช้าๆ เนื่องจากน้ำบาดาลขังอยู่ระหว่างชั้นหินที่น้ำซึมผ่านได้ยาก และภาพหน้าตัดของน้ำบาดาลประเภทชันน้ำภายใต้แรงดัน
วัฏจักรของน้ำ

น้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีการหมุนเวียนเปลี่ยนสถานะเกิดเป็นวัฏจักรอันเนื่องมาจากพลังงานจากความร้อน ทำให้น้ำไม่มีวันหมดไปจากโลก

วัฏจักรของน้ำ หมายถึง การหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงของน้ำในสถานะต่างๆ กัน จากพื้นดินและพื้นน้ำ กลายเป็นไอน้ำสู่บรรยากาศ แล้วเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลวกลับสู่พื้นดินและพื้นน้ำอีก หมุนเวียนเช่นนี้ เรื่อยไปน้ำจึงไม่มีวันที่จะหมดไป ภาพวัฏจักรของน้ำ

ประโยชน์และการอนุรักษ์แหล่งน้ำ

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องการน้ำเพื่อการดำรงชีวิต แต่โลกมีน้ำสะอาดจำนวนจำกัด โดยเฉพาะน้ำสำหรับดื่มมีเพียง 3% เท่านั้น และในส่วนที้เป็นน้ำดื่มเป็นน้ำแข็งตามขั้วโลกใต้ต่างๆ ถึง 75% จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้น้ำอย่างระมัดระวัง คือ ใช้ให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด และในขณะเดียวกันต้องรู้จักอนุรักษ์แหล่งน้ำด้วย (ประโยชน์และการอนุรักษ์แหล่งน้ำ)


ที่มาข้อมูล : - หนังสือแบบเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (สสวท) กระทรวงศึกษาธิการ
- คู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (สสวท) กระทรวงศึกษาธิการ
จำนวนคนอ่าน 151906 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved