ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ข่าววิทยาศาสตร์
ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์
เรื่องน่ารู้
พจนานุกรม
นักวิทยาศาสตร์
คำถามวิทยาศาสตร์
สีสันวิทยาศาสตร์
การทดลองวิทยาศาสตร์
บทเรียน / แบบฝึกหัด
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | บทเรียน | บทเรียน

บทเรียน
   

วิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 : แสงและการมองเห็น
 
ระดับชั้น : มัธยมต้น

แสงและการมองเห็น
โลกและการเปลี่ยนแปลง


การที่เรามองเห็นวัตถุต่างๆ ได้ เพราะมีแสงจากวัตถุเข้าตา ซึ่งแสงนั้นอาจจะเกิดจากวัตถุเองหรือแสงนั้นอาจเกิดจากการสะท้อนและหักเห สำหรับการสะท้อนของแสงจะเป็นไปตามกฎการสะท้อน คือ มุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน เมื่อรังสีสะท้อนตัดกันจะเกิดภาพ โดยถ้ารังสีสะท้อนตัดกันจริงภาพที่เกิดจะเป็นภาพจริง แต่ถ้าต่อรังสีสะท้อนไปตัดกันจะเกิดภาพเสมือนขนาดเท่าวัตถุ ภาพที่เกิดจากกระจกนูน ก็เป็นภาพเสมือนเช่นกัน แต่มีขนาดเล็กกว่าวัตถุ ส่วนภาพที่เกิดจากกระจกเว้าเป็นได้ทั้งภาพจริงและภาพเสมือน แสงผ่านตัวกลางหนึ่งไปยังอีกตัวกลางหนึ่งจะเกิดการหักเห สำหรับแสงขาวเมื่อผ่านจากอากาศเข้าไปในปริซึมจะมีการกระจายแสงออกเป็นสีต่างๆ แสดงว่าในแสงขาวประกอบไปด้วยสงสีต่างๆ รวมกัน ซึ่งแต่ละสีมีการหักเหไม่เท่ากัน

การเกิดภาพนอกจากจะเกิดเมื่อรังสีสะท้อนตัดกันแล้ว ยังเกิดจากรังสีหักเหตัดกันได้ด้วย โดยถ้ารังสีหักเหตัดกันจริงก็จะเกิดภาพจริง แต่ถ้าต่อแนวรังสีไปตัดกันจะเกิดภาพเสมือน ภาพจากเลนส์เว้าเป็นภาพเสมือน ส่วนภาพจากเลนส์นูนเป็นได้ทั้งภาพเสมือนและภาพจริง ในการหักเหของแสงบางครั้ง เมื่อแสงตกกระทบผิวรอยต่อระหว่างตัวกลางทั้งสอง โดยมุมตกกระทบโตกว่ามุมวิกฤตจะเกิดการสะท้อนแสงกลับหมดของแสง จากหลักหารสะท้อนและหักเหของแสง สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทัศนูปกรณ์ได้มากมาย การที่คนจะมองเห็นวัตถุได้ต้องมีรังสีของแสงเข้าสู่ตาแล้วไปปรากฏภาพบนเรตินาซึ่งทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพ โดยความสว่างของแสงที่ตกกระทบต้องเหมาะสม

ธรรมชาติของแสง

แสง (light) เป็นพลังงานรูปหนึ่งที่ช่วยให้มองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวแหล่งกำเนิดแสงมีทั้งที่มนุษย์สร้างขึ้นและเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แสงทำให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น แสงจากดวงอาทิตย์ทำให้เกิดรุ้ง พระอาทิตย์ทรงกลด เป็นต้น

แสงเคลื่อนที่จากแหล่งกำเนิดไปยังที่ต่างๆ โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางและสามารถเดินทางผ่านสุญญากาศได้ด้วยอัตราเร็วประมาณ 3 × 108 เมตรต่อวินาที ลักษณะการเคลื่อนที่ของแสงในตัวกลางชนิดเดียวกันจะเป็นเส้นตรงและมีการเปลี่ยนทิศทางไปเมื่อเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่ต่างกัน เนื่องจากแสงเดินทางเป็นเส้นตรงจึงสามารถเขียนเส้นตรงแทนแนวการเคลื่อนที่ของแสงได้ เรียกเส้นตรงนี้ว่า "รังสีของแสง"

การสะท้อนแสง

การสะท้อนแสง คือ การที่เมื่อแสงตกกระทบวัตถุ แสงบางส่วนจะสะท้อนจากวัตถุ ถ้าแสงสะท้อนจากวัตถุเข้าสู่นัยน์ตาจะเกิดการมองเห็นและรับรู้เกี่ยวกับวัตถุนั้นได้


จากภาพอธิบายได้ว่า เมื่อแสงตกกระทบวัตถุทึบแสงผิวเรียบสามารถใช้เส้นตรงและหัวลูกศรแสดงทิศทางของรังสีตกกระทบและรังสีสะท้อน เมื่อลากเส้นทางเดินของแสงเมื่อตกกระทบวัตถุจะเกิดมุม 2 มุม โดยเรียกมุมที่อยู่ระหว่างรังสีตกกระทบกับเส้นปกติว่า "มุมตกกระทบ (θ1)" และเรียกมุมที่อยู่ระหว่างรังสีสะท้อนกับเส้นปกติว่า "มุมสะท้อน (θ2)" ซึ่งการสะท้อนแสงบนผิววัตถุอธิบายได้ด้วย กฎการสะท้อน

และเมื่อแสงตกกระทบบนวัตถุผิวเรียบ จะเกิดการสะท้อนของแสงอย่างเป็นระเบียบ แต่ถ้าแสงตกกระทบพื้นผิวขรุขระ แสงสะท้อนจะสะท้อนอย่างกระจัดกระจาย


การหักเหของแสง

การหักเหของแสง (refraction) คือ การที่แสงเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ เนื่องจากอัตราเร็วของแสงมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อแสงเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางต่างชนิดกันและมีความหนาแน่นต่างกัน ทำให้อัตราเร็วของแสงในแต่ละตัวกลางไม่เท่ากัน โดยการหักเหของแสงจะเกิดขึ้นที่ผิวรอยต่อระหว่างตัวกลาง ซึ่งมีผลต่อตำแหน่งของการมองเห็นวัตถุ เช่น การมองเห็นปลาในน้ำในตำแหน่งที่ตื้นกว่าตำแหน่งที่ปลาอยู่จริง เป็นต้น

เช่น น้องๆ ลองทดลองเอาน้ำใส่ในแก้ว 3 ใน 4 ส่วนของความสูงของแก้วแล้วนำหลอดกาแฟใส่ในแก้ว สังเกตขนาดของหลอดกาแฟ (เมื่อยังไม่ใส่ลงไปในแก้ว และใส่ลงไปในแก้วแล้ว) สังเกตจากภาพ

จากการทดลองนี้เราสรุปได้ว่า เมื่อแสงเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่แตกต่างกันตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป เช่น เคลื่อนที่จากน้ำไปสู่อากาศ เคลื่อนที่จากแก้วไปสู่อากาศ โดยที่ตัวกลางแต่ละชนิดนั้นมีความหนาแน่นต่างกัน อัตราเร็วของแสงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลง เรียกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า "การหักเหของแสง" การหักเหของแสงจะเกิดขึ้นตรงแนวรอยต่อของตัวกลางที่แตกต่างกัน 2 ชนิด (สรุปผลการทดลอง)

มุมวิกฤต (critical angle ; θc) เป็นมุมตกกระทบค่าหนึ่ง ที่ทำให้เกิดมุมหักเหมีค่าเป็น 90 องศา มุมวิกฤตจะเกิดขึ้นได้เมื่อรังสีตกกระทบผ่านตัวกลางที่มีความหนาแน่นมากไปยังตัวกลางที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า เช่น เมื่อแสงผ่านแก้วออกสู่อากาศด้วยมุมวิกฤต จะทำให้แนวรังสีหักเหทับอยู่บนรอยต่อของตัวกลางทั้งสอง


การสะท้อนกลับหมด (total reflection) เกิดจากการเดินทางของแสงจากตัวกลางที่มีความหนาแน่นมากกว่าไปยังตัวกลางที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า เมื่อแสงเคลื่อนที่ถึงรอยต่อระหว่างตัวกลาง จะเกิดการสะท้อนกลับสู่ตัวกลางเดิม การสะท้อนกลับหมดจะเกิดขึ้นเมื่อมุมตกกระทบมีค่ามากกว่ามุมวิกฤต ทำให้ลำแสงไม่หักเหเข้าไปในตัวกลางที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า แต่เกิดการสะท้อนกลับหมดแทน เช่น การสะท้อนกลับหมดของแสงในเส้นใยนำแสง เป็นต้น

มิราจ (mirage) เป็นปรากฎการณ์ซึ่งเกิดจากการหักเหของแสง เนื่องจากชั้นของอากาศที่แสงเดินทางผ่านมีอุณหภูมิต่างกัน ทำให้อากาศมีความหนาแน่นต่างกัน แล้วเกิดการสะท้อนกลับหมด เช่น

  • การมองเห็นต้นไม้กลับหัว

  • การมองเห็นเหมือนมีน้ำหรือน้ำมันนองพื้นถนน ในวันที่มีอากาศร้อนจัด

  • การมองเห็นภาพบิดเบี้ยว เนื่องจากไอของความร้อนขยายตัวลอยสูงขึ้นจากผิวถนน
การเกิดภาพจากกระจกและเลนส์

ภาพ (image) เกิดจากการตัดกันหรือเสมือนตัดกันของรังสีของแสงที่สะท้อนมาจากกระจกหรือหักเหผ่านเลนส์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

  1. ภาพจริง (real image) เกิดจากรังสีของแสงตัดกันจริง (เกิดภาพด้านหน้ากระจกหรือหลังเลนส์) ต้องมีฉากมารับจึงจะมองเห็นภาพ ลักษณะภาพหัวกลับกับวัตถุ มีทั้งขนาดใหญ่กว่าวัตถุ เท่ากับวัตถุ และเล็กกว่าวัตถุ ซึ่งขนาดภาพสัมพันธ์กับระยะวัตถุ เช่น ภาพที่ปรากฏบนจอภาพยนตร์


  2. ภาพเสมือน (virtual image) เกิดจากรังสีของแสงเสมือนตัดกัน (เกิดภาพด้านหลังกระจกหรือหน้าเลนส์) มองเห็นภาพได้โดยไม่ต้องใช้ฉากรับภาพ ภาพมีลักษณะหัวตั้งเหมือนวัตถุ เช่น ภาพเกิดจากแว่นขยาย เป็นต้น
การเกิดภาพจากกระจกเงา

เกิดจากการสะท้อนของแสง คือ เมื่อแสงจากวัตถุกระทบหน้ากระจก แสงสะท้อนจากกระจกจะพบกัน ทำให้เกิดภาพของวัตถุขึ้น 2 ลักษณะ ดังนี้

  1. ภาพจากกระจกเงาราบ (plan mirror) เมื่อคนยืนหรือวางวัตถุไว้หน้ากระจกเงาราบ ภาพที่เกิดขึ้นในกระจกเงาราบจะเป็นภาพเสมือนหัวตั้งอยู่หลังกระจก มีระยะวัตถุเท่ากับระยะภาพ และขนาดของวัตถุเท่ากับขนาดของภาพ แต่มีลักษณะกลับด้านกันจากซ้ายเป็นขวาของวัตถุจริง

    ภาพ : แสดงการเกิดภาพจากกระจกเงาราบ


  2. ภาพจากกระจกเงาผิวโค้ง กระจกผิวโค้งซึ่งเป็นส่วนของวงกลมนั้นมี 2 ชนิด คือ กระจกนูนและกระจกเว้า มีลักษณะการเกิดภาพจากกระจกนูน ดังตาราง และมีลักษณะการเกิดภาพจากกระจากเว้า (ดังตาราง)
การเกิดภาพจากเลนส์

เลนส์ (lens) คือ วัตถุโปร่งใสผิวโค้งทั้งสองด้าน เมื่อแสงจากวัตถุหักเหผ่านเลนส์ก็จำทำให้เกิดภาพ จำแนกตามลักษณะได้ 2 ชนิด คือ เลนส์นูนและเลนส์เว้า

เมื่อนำเลนส์นูน (convex lens) ไปรับแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นแสงขนานแบบหนึ่ง จะเกิดเป็นจุดสว่างด้านหลังเลนส์เรียกว่า "จุดรวมแสง หรือจุดโฟกัส" โดยระยะห่างจากจุดรวมแสงถึงเลนส์ เรียกว่า "ความยาวโฟกัส" เมื่อวางวัตถุไว้ที่ระยะสั้นกว่าความยาวโฟกัสของเลนส์นูน จะเกิดภาพเสมือนขนาดขยาย ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำทัศนูปกรณ์ต่างๆ

ในกรณีของเลนส์เว้า (concave lens) ซึ่งเป็นเลนส์กระจายแสง เมื่อนำเลนส์เว้าไปรับแสงขนาน จะพบว่าแสงขนานนั้นจะกระจายออกจากจุดจุดหนึ่ง โดยถ้าลากเส้นต่อแนวรังสีที่กระจายออกนั้นให้ยาวขึ้น แนวรังสีนี้จะตัดกันที่จุดดังกล่าว และเรียกจุดนี้ว่า "จุดโฟกัสของเลนส์เว้า"

การหาตำแหน่งของภาพที่เกิดจากเลนส์อาจทำได้โดยการเขียนภาพของรังสีของแสงโดยใช้หลักการและวิธีการเขียนรังสีของแสง ดังนี้

  1. ลากรังสีตกกระทบจากวัตถุให้ขนานกับเส้นแกนมุขสำคัญ รังสีจะหักเหผ่านโฟกัส

  2. ลากรังสีตกกระทบจากวัตถุให้ผ่านโฟกัส รังสีจะหักแหขนานกับเส้นแกนมุขสำคัญของเลนส์

  3. ลากรังสีตกกระทบจากวัตถุให้ผ่านจุดกึ่งกลางเลนส์ เมื่อผ่านเลนส์แล้วจะออกไปในแนวเดิม
การหาตำแหน่งของภาพที่เกิดจากเลนส์

ทัศนูปกรณ์

ทัศนูปกรณ์ เป็นเครื่องมือที่ช่วยขยายขอบเขตของการมองเห็นให้สามารถเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น โดยมีการใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน

แว่นขยาย

แว่นขยาย (magnifying glass) เป็นอุปกรณ์ที่ทำจากเลนส์นูน ที่ช่วยขยายขนาดของวัตถุ ให้ส่องดูวัตถุขนาดเล็กที่ตามองเห็นไม่ชัด ให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น ในการใช้ต้องให้ระยะวัตถุอยู่ห่างจากแว่นขยายน้อยกว่าระยะความยาวโฟกัสของแว่นขยาย ลักษณะภาพที่ได้เป็นภาพเสมือนหัวตั้งเหมือนวัตถุ เกิดภาพด้านเดียวกับวัตถุ แว่นขยายที่มีความยาวโฟกัสสั้นจะขยายขนาดของวัตถุได้มาก จึงใช้แว่นขยายส่องดูวัตถุที่ต้องการความชัดเจน เช่น ส่องดูพระเครื่อง ส่องดูเพชร ใช้ดูลายมือ ลายนิ้วมือ เป็นต้น

กล้องจุลทรรศน์

กล้องจุลทรรศน์ (microscope) เครื่องมือซึ่งสร้างภาพขยายของวัตถุเล็กๆ รูปแบบกล้องจุลทรรศน์ที่ง่ายที่สุดก็คือ แว่นขยาย ซึ่งเป็นเลนส์นูนที่มีกำลังขยายสูง กล้องจุลทรรศน์ที่มีเลนส์มากกว่าหนึ่งเลนส์ เราเรียกว่า กล้องจุลทรรศน์เชิงประกอบ (compound microscope) กล้องนี้มีลักษณะเป็นท่อปิดมีเลนส์ใกล้วัตถุอยู่ที่ปลายล่าง และเลนส์ใกล้ตาที่ปลายบน โดยทั่วไปวัตถุที่เราจะดูหรือ "สเปซิเมน" จะอยู่บนกระจกสไลด์และวางอยู่ชิดกับเลนส์ใกล้วัตถุ ครั้งแรกเราจะได้ภาพจริงขนาดใหญ่ จากนั้นเลนส์ใกล้ตาจะขยายภาพนี้อีกต่อหนึ่งจนได้ภาพเสมือนที่มีขนาดใหญ่กว่าของจริงมาก กล้องจุลทรรศน์เชิงแสงที่ขยายได้ถึง 2,500 เท่าก็มี

การเกิดภาพจากกล้องจุลทรรศน์นั้นมีดังนี้

  • ภาพจากเลนส์ใกล้ตา เป็นภาพจริงหัวกลับ ขนาดขยาย ณ ตำแหน่งที่ไม่เกิดความยาวโฟกัสของเลนส์ใกล้ตา

  • ภาพจากเลนส์ใกล้ตา เป็นภาพเสมือนหัวตั้ง ขนาดขยายจากภาพที่เกิดจากเลนส์ใกล้วัตถุ

  • ภาพสุดท้าย เกิดเป็นภาพเสมือนหัวกลับกับวัตถุที่นำมาส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์

กล้องโทรทัศน์

กล้องโทรทรรศน์ (telescope) เครื่องมือซึ่งสร้างภาพขยายของวัตถุที่อยู่ไกล กล้องโทรทรรศน์มีสองชนิด คือ

  • กล้องโทรทรรศน์ชนิดหักเห (refracting telescope) มีลักษณะเป็นท่อปิด มีเลนส์ใกล้วัตถุอยู่ที่ปลายข้างหนึ่ง และเลนส์ใกล้ตาที่ปลายอีกข้างหนึ่ง


  • กล้องโทรทรรศน์ชนิดสะท้อน (reflecting telescope) เป็นท่อเปิดมีกระจกเว้าอยู่ข้างใน และมีเลนส์ใกล้ตาอยู่ข้างนอก ในกล้องทั้งสองชนิด เมื่อรังสีแสงจากวัตถุที่อยู่ไกลๆ เข้ามาในท่อ รังสีจะหักเหผ่านเลนส์ใกล้วัตถุ หรือสะท้อนจากกระจกเงามาสร้างภาพจริงของวัตถุ ภาพจะถูกมองผ่านทางเลนส์ใกล้ตา ซึ่งจะให้ภาพเสมือนขนาดขยายของวัตถุ กล้องโทรทรรศน์ชนิดหักเหอาจมีเลนส์อันที่สามสำหรับทำให้ภาพเป็นแบบหัวตั้ง กล้องโทรทรรศน์ชนิดสะท้อนโดยทั่วไปจะมีกระจกเงาอันที่สองสำหรับส่งแสงมายังเลนส์ใกล้ตา
กล้องที่ใช้ส่องดูวัตถุที่อยู่ใกลๆ มี 2 ประเภท คือ

เทคโนโลยีเกี่ยวกับแสง

เส้นใยนำแสง

เส้นใยนำแสง (optical fibre) ทำจากแก้วหรือพลาสติกเป็นตัวกลางให้แสงผ่าน จากปลายเส้นใยข้างหนึ่งไปสู่ปลายอีกข้างหนึ่งได้โดยทำให้เกิดการสะท้อนกลับหมดขึ้นภายในเส้นใย เส้นใยนำแสงบางเส้นมีขนาดเล็กกว่าเส้นผมถึง 10 เท่า ในการนำมาใช้ประโยชน์นั้นต้องนำเส้นใยนำแสง มามัดรวมกันเป็นมัดฉายแสงหรือมัดสร้างภาพ เป็น

เส้นใยนำแสงที่นำมาใช้ประโยชน์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

  1. เส้นใยนำแสงแบบทางเดียว เป็นแบบที่บางที่สุด สามารถส่องสัญญาณแสงในรูปคลื่นเดียวไปได้ไกลถึง 190 กิโลเมตร โดยไม่ต้องเพิ่มกำลัง

  2. เส้นใยนำแสงแบบหลายทาง ส่งสัญญาณแสงในรูปคลื่นต่างๆ ได้หลายแบบมากกว่า 1,000 รูปคลื่น แต่มีการสูญเสียแสงในระหว่างส่งสัญญาณ ต้องเสริมความแรงสัญญาณทุกๆ ระยะ 16 กิโลเมตร
    ภาพ : แสดงเส้นใยนำแสงสะท้อนแสงกลับหมดอยู่ภายในเส้นใยแก้ว
ปัจจุบันได้มีการนำเส้นใยนำแสงมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น

  1. ด้านการสื่อสารคมนาคม ได้ใช้ประโยชน์ในการสื่อสารทางโทรศัพท์ในระบบใหม่ ซึ่งใช้กันอยู่ระหว่างชุมสายโทรศัพท์ใน กทม. ทำให้เพิ่มจำนวนคู่สายได้มากขึ้น เนื่องจากมีสายขนาดเล็กกว่าทองแดงจึงทำเส้นใยแก้วมาใช้แทนสายเคเบิลส่งสัญญาณมากขึ้น ระบบสื่อสารระบบนี้เป็นการผสมสัญญาณไฟฟ้ากับสัญญาณแสงเข้าด้วยกัน แล้วส่งไปตามสายของเส้นใยนำแสงเรียกว่า "สายโทรศัพท์เส้นใยนำแสง"

    ปัจจุบันเส้นใยนำแสงสามารถส่งข้อความได้ถึง 20,000 ข้อความในเวลาเดียวกัน ประกอบกับการส่งข้อความเพิ่มมากขึ้นทั้งโทรศัพท์ เทเล็กซ์ โทรสาร และคอมพิวเตอร์ ทำให้เคเบิลทองแดงรองรับความต้องการเพิ่มขึ้นไม่ได้ แต่เคเบิลเส้นใยนำแสงสามารถรองรับได้โดยไม่มีกระแสไฟฟ้ารบกวน


  2. ด้านการแพทย์ ได้ใช้ประโยชน์จากเส้นใยนำแสงตรวจและวินิจฉัยโรคเกี่ยวกับอวัยวะภายในร่างกาย เช่น การสอดเส้นใยนำแสงผ่านทางลำคอเพื่อวินิจฉัยโรคในกระเพาะและลำไส้ เป็นต้น

    การพัฒนาเส้นใยนำแสงให้มีขนาดเล็กมาก ทำให้สามารถบรรจุเส้นใยนำแสงในมัดฉายแสงและมัดสร้างภาพได้ในปริมาณมากขึ้น ใช้สอดเข้าไปในเส้นเลือดแดงบริเวณแขนต่อไปจนถึงหัวใจ เพื่อนำภาพการทำงานของลิ้นหัวใจมาตรวจวิเคราะห์ได้
เลเซอร์

ปัจจุบันมนุษย์ได้ประดิษฐ์เครื่องเลเซอร์ที่สามารถผลิตแสงเลเซอร์ ซึ่งมีลักษณะลำแสงที่แตกต่างจากแสงธรรมชาติ คือ ลำแสงขนาดเล็กที่มีความเข้มของแสงสูงและมีความยาวคลื่นเดียว

เลเซอร์ที่มนุษย์สร้างขึ้นใช้แท่งทับทิมเป็นต้นกำเนิดแสง ได้เลเซอร์แสงสีแดงมีความยาวคลื่น 694.3 นาโนเมตร ปัจจุบันได้พัฒนาการผลิตแสงเลเซอร์จากต้นกำเนิดที่เป็นของแข็ง ของเหลว และก๊าซ เช่น แก๊สอาร์กอน คาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจน เป็นต้น

ความเข้มของแสงต่อนัยน์ตามนุษย์และสิ่งมีชีวิต

แสงมีความเข้มมากจะเกิดอันตรายต่อนัยน์ตา ถ้าได้รับแสงที่มีความเข้มสูงในระยะเวลานานอาจทำให้ตาบอดได้

ดังนั้นเราควรระมัดระวังแสงที่มีความเข้มสูงจากแหล่งกำเนิดแสงต่างๆ

แสงที่ออกจากแหล่งกำเนิดแสงแต่ละแหล่งอาจมีความเข้มของแสงที่แตกต่างกัน ซึ่งหากมีการใช้แสงที่ไม่ถูกวิธีจะทำให้เกิดอันตรายได้ แต่ถ้านำมาใช้ให้ถูกวิธีก็สามารถทำให้เกิดประโยชน์ได้ ดังนี้

  • แสงขาวช่วยในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของพืช ช่วยในการเจริญเติบโตและขยายพันธุ์พืช

  • แสงอาทิตย์ในช่วงเวลาเช้ามีรังสียูวีที่ช่วยเปลี่ยนคอเลสเตอรอลใต้ผิวให้เป็นวิตามินดี ทำให้กระดูกแข็งแรง

  • แสงอาทิตย์ที่มีความเข้มแสงมาก จะทำให้เซลล์คุมของพืชเปิดกว้าง พืชคายน้ำมาก

  • รังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ช่วยฆ่าจุลินทรีย์ได้

  • มนุษย์สามารถเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้า โดยใช้เซลล์สุริยะหรือเซลล์แสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์ได้


ที่มาข้อมูล : - หนังสือแบบเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (สสวท) กระทรวงศึกษาธิการ
- คู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (สสวท) กระทรวงศึกษาธิการ
จำนวนคนอ่าน 111317 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved