ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ข่าววิทยาศาสตร์
ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์
เรื่องน่ารู้
พจนานุกรม
นักวิทยาศาสตร์
คำถามวิทยาศาสตร์
สีสันวิทยาศาสตร์
การทดลองวิทยาศาสตร์
บทเรียน / แบบฝึกหัด
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | บทเรียน | บทเรียน

บทเรียน
   

วิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 : ร่างกายของเรา
 
ระดับชั้น : มัธยมต้น

ร่างกายของเรา
ดิน หิน แร่ น้ำ โลกและการเปลี่ยนแปลง


ระบบในร่างกายมนุษย์และสัตว์ ร่างกายมนุษย์เรามีระบบต่างๆ ที่ทำงานร่วมกันและสัมพันธ์กัน เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบหายใจ ระบบขับถ่าย ระบบกล้ามเนื้อ ระบบสืบพันธุ์ เป็นต้น โดยมีระบบประสาทควบคุมและประสานการทำงานของระบบอวัยวะทั้งหมด ถ้าระบบอวัยวะเหล่านี้ ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงและดำรงชีวิตได้อย่างเป็นปกติ ดังนั้น เรามาเรียนรู้เกี่ยวกับระบบต่างๆ ในร่างกายต่อไปนี้

ระบบย่อยอาหาร

อาหารประเภทต่างๆ ที่เราบริโภคโดยเฉพาะสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ล้วนแต่เป็นสารอาหารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะลำเลียงเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกายได้ ยกเว้นวิตามินและแร่ธาตุที่มีอนุภาคขนาดเล็ก ร่างกายจึงจำเป็นต้องมีอวัยวะและกลไกการทำงานต่างๆ ที่จะทำให้โมเลกุลของสารอาหารเหล่านั้นมีขนาดเล็กลง จนสามารถลำเลียงเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ได้ เรียกว่า "การย่อย" และสารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร คือ เอนไซม์ ซึ่งเป็นสารโปรตีน

ระบบย่อยอาหาร หมายถึง การทำให้สารอาหารที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่กลายเป็นสารอาหารที่มีขนาดโมเลกุลเล็กลง กระทั่งแพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ ซึ่งการย่อยอาหารในร่างกายเรามี 2 วิธี คือ

  1. การย่อยอาหารเชิงกล คือการบดเคี้ยวอาหารโดยฟัน เป็นการเปลี่ยนแปลงขนาดของโมเลกุลทำให้สารอาหารมีขนาดเล็กลง


  2. การย่อยเชิงเคมี คือการเปลี่ยนแปลงขนาดโมเลกุลของสารอาหาร โดยใช้เอนไซม์ที่เกี่ยวข้องทำให้โมเลกุลของสารอาหารเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีได้โมเลกุลที่มีขนาดเล็กลง
อวัยวะที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการย่อยอาหาร มีดังนี้

  1. ตับ (liver) มีหน้าที่สร้างน้ำดีส่งไปเก็บที่ถุงน้ำดี ซึ่งมีท่อต่อกับลำไส้เล็ก น้ำดีจากตับทำให้ไขมันแตกตัวออกเป็นเม็ดเล็กๆ เป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัส เพื่อให้เอนไซม์จากตับอ่อนย่อยไขมันได้ดีขึ้น


  2. ตับอ่อน (pancreas) มีหน้าที่ผลิตเอนไซม์และโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนตซึ่งมีสมบัติเป็นเบส เพื่อปรับสภาพความเป็นกรด-เบสในลำไส้เล็กให้เหมาะกับการทำงานของเอนไซม์เพื่อส่งไปย่อยอาหารที่ลำไส้เล็ก


  3. ลำไส้เล็ก (intestine) สร้างเอนไซม์มอลเทส ซูเครส และแล็กเทส ทำหน้าที่เร่งอัตราการเกิดปฏิกิริยาชีวเคมีในร่างกาย

    เอนไซม์ เป็นสารประกอบประเภทโปรตีนที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่เร่งอัตราการเกิดปฏิกิริยาชีวเคมีในร่างกาย เอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยสารอาหาร เรียกว่า "น้ำย่อย" มีสมบัติสำคัญ คือ

    • เป็นสารประเภทโปรตีนที่สร้างขึ้นจากเซลล์ของสิ่งมีชีวิต

    • ช่วยเร่งปฏิกิริยาในการย่อยอาหารให้เกิดเร็วขึ้น

    • มีความจำเพาะต่อสารที่เกิดปฏิกิริยาชนิดหนึ่งๆ

    • เอนไซม์จะทำงานได้ดีเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
ปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานของเอนไซม์

  1. อุณหภูมิ เอนไซม์แต่ละชนิดทำงานได้ดีที่อุณหภูมิต่างกัน แต่เอนไซม์ในร่างกายทำงานได้ดีที่อุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส

  2. ความเป็นกรด-เบส เอนไซม์บางชนิดทำงานได้ดีเมื่อมีสภาพเป็นกรด เช่น เอนไซม์เพปซินในกระเพาะอาหาร เอนไซม์บางชนิดทำงานได้ดีในสภาพเป็นเบส เช่น เอนไซม์ในลำไส้เล็ก เป็นต้น

  3. ความเข้มข้น เอนไซม์ที่มีความเข้มข้นมากจะทำงานได้ดีกว่าเอนไซม์ที่มีความเข้มข้นน้อย
อวัยวะที่เป็นทางเดินอาหาร ทำหน้าที่ในการรับและส่งอาหาร โดยเริ่มจาก

ภาพ : แสดงทางเดินอาหารของคน

  • ปาก เป็นอวัยวะส่วนแรกของระบบย่อยอาหาร ภายในปากจะมี ลิ้น ฟัน น้ำลาย ปากมีฟันช่วยในการบดเคี้ยวอาหาร ลิ้นช่วยคลุกเคล้าอาหาร น้ำลายมีน้ำย่อยช่วยย่อยอาหารบางส่วนให้เล็กลง จากนั้นอาหารจะผ่านลงสู่หลอดอาหาร และ


  • คอหอย pharynx เป็นทางผ่านของอาหาร ซึ่งไม่มีการย่อยเกิดขึ้น


  • หลอดอาหาร esophagus เป็นท่อกลวงขนาดสั้น ส่วนปลายต่อเชื่อมกับกระเพาะอาหาร ซึ่งหลอดอาหารนี้ทำหน้าที่บีบรัดอาหารให้เคลื่อนที่ลงสู่กระเพาะอาหาร


  • กระเพาะอาหาร stomach อยู่บริเวณใต้ทรวงอกของเรา ทำหน้าที่ผลิตน้ำย่อยออกมาย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กลง และตับก็เป็นอวัยวะที่สร้างน้ำดีและส่งน้ำดีมาที่ลำไส้เล็กเพื่อใช้ในการย่อยอาหารประเภทไขมัน ส่วนตับอ่อนนั้นเป็นอวัยวะที่สร้างน้ำย่อยหลายชนิดมาช่วยย่อยสารอาหารที่ลำไส้เล็ก ซึ่งมีทั้งอาหารประเภท แป้ง ไขมัน และ โปรตีน


  • ลำไส้เล็ก (small intestine) เป็นบริเวณที่มีการย่อยและการดูดซึมเกิดขึ้นมากที่สุด โดยเอนไซม์ในลำไส้เล็กจะทำงานได้ดีในสภาพที่เป็นเบส ซึ่งเอนไซม์ที่ลำไส้เล็กสร้างขึ้นได้แก่

    • มอลเทส (maltase) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยน้ำตาลมอลโทสให้เป็นกลูโคส

    • ซูเครส (sucrase) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยน้ำตาลทรายหรือน้ำตาลซูโครสให้เป็นกลูโคสกับฟรักโตส

    • แล็กเตส (lactase) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยน้ำตาลแล็กโทส ให้เป็นกลูโคสกับกาแล็กโทส

    • ทริปซิน (trypsin) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยโปรตีนหรือเพปไทด์ให้เป็นกรดอะมิโน

    • อะไมเลส (amylase) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาลมอลโทส

    • ไลเพส (lipase) เป็นเอนไซม์ที่ย่อยไขมันให้เป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล

  • น้ำดี (bile) เป็นสารที่ผลิตมาจากตับ แล้วไปเก็บไว้ในถุงน้ำดี ทำหน้าที่ย่อยโมเลกุลของไขมันให้เล็กลง แล้วน้ำย่อยจากตับอ่อนจะย่อยต่อมาให้อนุภาคที่เล็กที่สุดที่สามารถแพร่เข้าสู่เซลล์


  • ลำไส้ใหญ่ (large intestine) เป็นลำไส้ที่ต่อจากลำไส้เล็ก ไม่เกิดกระบวนการย่อยอาหาร แต่เป็นทางผ่านของอาหารที่เหลือจากกระบวนการย่อยจากลำไส้เล็ก แต่ลำไส้ใหญ่ก็ยังมีหน้าที่ดูดซึมน้ำ เกลือแร่ และวิตามินบางส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่จากกากอาหาร เข้าสู่หลอดเลือด เพื่อร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ กากอาหารที่ถูกดูดซึมจนแห้งกลายเป็นก้อนอุจจาระ จากนั้นลำไส้ใหญ่จะขับเมือกออกมาช่วยหล่อลื่นให้อุจจาระส่วนที่แข็งเคลื่อนตัวออกมาทางทวารหนักได้
ในสัตว์ชนิดอื่นๆ ต้องกินอาหารและมีการย่อยตลอดจนดูดซึมอาหารเช่นเดียวกับคน แต่ความซับซ้อนของโครงสร้างในระบบย่อยอาหารและกระบวนการย่อย อาจแตกต่างกันไป เช่น

ระบบหมุนเวียนเลือด

เมื่ออาหารผ่านกระบวนการย่อยจนขนาดโมเลกุลเล็กพอที่จะผ่านผนังลำไส้เล็กเข้าสู่หลอดเลือดฝอย เลือดจะลำเลียงสารอาหารเหล่านี้ไปยังอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย นอกจากสารอาหารแล้วเลือดยังลำเลียงก๊าซของเสียและสารอื่นๆ ด้วย

การหมุนเวียนของเลือดจะเกี่ยวข้องกับเลือด หัวใจและหลอดเลือด ซึ่งมีความสำคัญต่อร่างกาย เนื่องจากเลือดมีสารอาหารต่างๆ และมีก๊าซออกซิเจนที่ทำให้ปฏิกิริยาทางเคมีกับสารอาหาร ทำให้สารอาหารปล่อยพลังงาน น้ำ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยมีหัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดผ่านหลอดเลือดไปยังเซลล์ต่างๆ

ระบบหมุนเวียนเลือดประกอบด้วย

หัวใจ (heart) ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยทำให้เกิดความดันเลือดในหลอดเลือดแดง ทำให้เลือดเคลื่อนที่ไปยังอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ทั่วถึง

เลือด (blood) ประกอบด้วย 2 ส่วนที่เป็นของเหลวมี 55% ที่เรียกว่า "น้ำเลือด" หรือ "พลาสมา" และส่วนที่ไม่เป็นของเหลวมี 45% ซึ่งได้แก่ เซลล์เม็ดเลือดและเกล็ดเลือด

หลอดเลือด (blood vessel) ทำหน้าที่ลำเลียงเลือดจากหัวใจไปยังอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย และเป็นเส้นทางให้เลือดจากอวัยวะต่างๆ ร่างกายกลับเข้าสู่หัวใจ

ภาพ : ส่วนประกอบของหัวใจ

การไหลเวียนเลือดผ่านหัวใจ

หัวใจและหลอดเลือด

หลอดเลือดที่ติดกับหัวใจ มีทั้งหลอดเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจ เรียกว่า หลอดเลือดอาร์เทอรี และหลอดเลือดที่นำเลือดเข้าสู่หัวใจ เรียกว่าหลอดเลือดเวน นอกจากนี้ยังมีหลอดเลือดฝอย ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่เชื่อมระหว่างปลายหลอดเลือดอาร์เทอรีกับปลายหลอดเลือดเวน หลอดเลือดฝอยมีขนาดเล็กมากและมีผนังบางมาก สานกันเป็นร่างแห แทรกอยู่ตามเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ผนังหลอดเลือดฝอยเป็นบริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนก๊าซและสารต่างๆ ระหว่างเลือดกับเซลล์

หัวใจรับเลือดที่มีสารอาหารและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากหลอดเลือดเวนเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา ผ่านลิ้นหัวใจลงมายังหัวใจห้องล่างขวา ซึ่งจะบีบตัวเพื่อสูบฉีดเลือดไปยังปอดผ่านทางหลอดเลือดอาร์เทอรี การแลกเปลี่ยนก๊าซเกิดขึ้นที่ปอด โดยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะแพร่ออกจากเลือดสู่อากาศในถุงลมปอด ส่วนก๊าซออกซิเจนในถุงลมปอดจะแพร่เข้าสู่เลือด

เลือดที่ออกจากปอดมีปริมาณก๊าซออกซิเจนสูงไหลกลับเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้ายทางหลอดเลือดเวน จากนั้นไหลผ่านลิ้นหัวใจลงมายังหัวใจห้องล่างซ้าย ซึ่งจะบีบตัวเพื่อสูบฉีดเลือดไปยังเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ผ่านทางหลอดเลือดอาร์เทอรี เลือดที่ไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ มาแล้ว ซึ่งเป็นเลือดที่มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงจะไหลกลับสู่หัวใจห้องบนขวาต่อไป

เลือดหมุนเวียนผ่านหัวใจไปตามหลอดเลือดที่มีอยู่ทั่วร่างกาย

ภาพ : การหมุนเวียนเลือดในร่างกายคน

ความดันเลือด ขณะที่หัวใจบีบตัวจะดันเลือดออกไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกายตามหลอดเลือดอาร์เทอรี และขณะที่หัวใจคลายตัว เลือดจะไหลเข้าสู่หัวใจได้อีกทางหลอดเลือดเวน ในการวัดความดันเลือด แพทย์จึงวัดค่าความดันเป็นตัวเลข 2 ค่า มีหน่วยเป็นมิลลิเมตรปรอท เช่น 120/80 มิลลิเมตรปรอท ตัวเลข 120 แสดงค่าความดันเลือดสูงสุดขณะที่หัวใจบีบตัว ตัวเลข 80 แสดงค่าความดันเลือดต่ำสุดขณะที่หัวใจคลายตัว

ในคนปกติวัยหนุ่มสาวจะมีความดันเลือดสูงสุดขณะที่หัวใจบีบตัวอยู่ในช่วง 110 - 140 มิลลิเมตรปรอท ส่วนความดันเลือดต่ำสุดขณะหัวใจคลายตัวอยู่ในช่วง 65 - 90 มิลลิเมตรปรอท

ทั้งนี้ ความดันเลือดจะสูงขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ความดันเลือดยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น เช่น เพศ อารมณ์ น้ำหนักตัว อาหารที่รับประทานในชีวิตประจำวัน รวมทั้งโรคบางอย่างอย่าง เป็นต้น

เลือด (blood)

ในร่างกายคนเรามีของเหลวประมาณ 60 - 70 ของน้ำหนักตัว โดยเป็นเลือดประมาณร้อยละ 7 เลือดประกอบด้วย 2 ส่วน คือ น้ำเลือดหรือพลาสมา (plasma) และส่วนที่เป็นของเหลว ซึ่งเรียกว่า เซลล์เม็ดเลือดและเกล็ดเลือด

  1. น้ำเลือด เป็นของเหลวใสสีเหลืองอ่อน มีน้ำและสารหลายชนิดปนอยู่ เช่น สารอาหาร เอนไซม์ ฮอร์โมน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ของเสียต่างๆ เป็นต้น


  2. เซลล์เม็ดเลือด ประกอบด้วย

    • เซลล์เม็ดเลือดแดง (red blood cell) มีลักษณะค่อนข้างกลมตรงกลางเว้าเข้าหากัน เนื่องจากไม่มีนิวเคลียส สร้างจากไขกระดูก องค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นสารประเภทโปรตีนที่เรียกว่า ฮีโมโกลบิน (hemoglobin) มีสมบัติในการรวมกับโมเลกุลของก๊าซออกซิเจน ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงสามารถลำเลียงก๊าซออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายได้


    • เซลล์เม็ดเลือดขาว (white blood cell) มีลักษณะค่อนข้างกลม ไม่มีสี และมีนิวเคลียสอยู่ตลอดชีวิตของเซลล์ สร้างที่ไขกระดูกและม้าม เซลล์เม็ดเลือดขาวมีขนาดใหญ่กว่าเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาวมีหลายชนิด บางชนิดทำหน้าที่จับและทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย บางชนิดทำหน้าที่สร้างแอนติบอดี ซึ่งเป็นสารประเภทโปรตีน ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรค หรือสิ่งแปลปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย


    • แอนติบอดีที่ร่างกายสร้างขึ้นแต่ละชนิดคุ้มกันได้เฉพาะโรค และคุ้มกันได้เป็นเวลานานแตกต่างกัน จึงมีการให้วัคซีนเพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคบางโรคโดยเฉพาะ ในระยะเวลาที่ต้องการ วัคซีนเป็นเชื้อโรคที่ตายแล้วหรืออ่อนฤทธิ์ลง จนไม่สามารถทำให้เกิดโรคได้ การให้วัคซีนเป็นการกระตุ้นร่างกายสร้างแอนติบอดี ทำให้มีภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้นๆ

  3. เกล็ดเลือด (platelet) ไม่ใช่เซลล์แต่เป็นชิ้นส่วนของเซลล์ มีรูปร่าง กลมรีและแบน มีส่วนช่วยในการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดหยุดไหล
ระบบหมุนเวียนเลือดในคน เป็นการลำเลียงเลือดที่มีปริมาณก๊าซออกซิเจนสูงไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย และรับเลือดที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากส่วนต่างๆ ของร่างกายกลับเข้าสู่หัวใจ แล้วส่งต่อไปยังปอดเพื่อแลกเปลี่ยนก๊าซ

คนและสัตว์ส่วนใหญ่มีแบบแผนของระบบหมุนเวียนเลือดคล้ายคลึงกัน น้องๆ ลองศึกษา ระบบหมุนเวียนเลือดของสัตว์บางชนิด ต่อไปนี้

ระบบหายใจ

การหายใจ เป็นการนำเอาอากาศเข้าและออกจากร่างกาย ส่งผลให้ก๊าซออกซิเจนทำปฏิกิริยากับสารอาหารได้พลังงาน น้ำ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กระบวนการหายใจเกิดขึ้นกับทุกเซลล์ตลอดเวลา มนุษย์ทุกคนต้องหายใจเพื่อมีชีวิตอยู่ การหายใจเข้า อากาศผ่านไปตามอวัยวะของระบบหายใจตามลำดับ ดังนี้

  1. รูจมูก (nostril) และ โพรงจมูก (nasal cavity)

  2. คอหอย (pharynx)

  3. กล่องเสียง (larynx)

  4. หลอดลม (trachea)

  5. ปอด (lung) และ แขนงขั้วปอด (bronchi)

  6. ถุงลม (alveoli)
อากาศเคลื่อนที่เข้าและออกปอดได้อย่างไร

การหายใจจำเป็นต้องอาศัยโครงสร้าง 2 ชนิด คือ กล้ามเนื้อกะบังลม และกระดูกซี่โครง ซึ่งกลไกการทำงานของระบบหายใจมีดังนี้

ด้านหน้า
ด้านข้าง


  1. การหายใจเข้า (Inspiration or inhalation)

  2. การหายใจออก (Expiration or exhalation)
น้องๆ สังเกตจากภาพ พบว่า ขณะที่สูดลมหายใจเข้า ช่องอกจะขยาย เนื่องจากกล้ามเนื้อกระบังลมหดตัว และกล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงดึงกระดูกซี่โครงให้ยกตัวขึ้น ปริมาตรของช่องอกที่เพิ่มขึ้นนี้ ส่งผลให้อากาศจากภายนอกเคลื่อนที่เข้าสู่ปอดในจังหวะการหายใจเข้า ส่วนขณะที่ปล่อยลมหายใจออก กล้ามเนื้อกระบังลมและกล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงจะคลายตัวกลับสู่สภาพเดิม ปริมาตรของช่องอกที่ลดลงนี้ ดันอากาศออกจากปอด ระหว่างการหายใจออก

ความจุอากาศของปอดแต่ละคนจะแตกต่างกัน โดยเฉลี่ยเพศชายจะมีความจุมากกว่าเพศหญิง และนักกีฬาจะมีความจุปอดมากกว่าคนปกติ

การแลกเปลี่ยนก๊าซที่ถุงลมภายใน

ระบบขับถ่าย

การสลายสารอาหารภายในเซลล์ รวมถึงการสังเคราะห์สารต่างๆ ทำให้เกิดสารหลายชนิด ทั้งที่เป็นประโยชน์ และของเสียที่ร่างกายต้องกำจัดออกเพราะเป็นอันตราย เช่น แอมโมเนีย ยูเรีย กรดยูริก และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น การกำจัดของเสียจากกระบวนการดังกล่าว เรียกว่า การขับถ่าย

ของเสีย หมายถึง สารที่เกิดจากกระบวนการเมตาบอลิซึม (metabolism) ภายในร่างกายของสิ่งมีชีวิต ที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ส่วนสารที่มีประโยชน์ แต่มีปริมาณมากเกินไป ร่างกายก็จะกำจัดออกเช่นกัน เช่น น้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ยูเรีย กรดยูริก เป็นต้น

การกำจัดของเสียแบ่งได้ ดังนี้

  1. การกำจัดของเสียทางไต

  2. การกำจัดของเสียทางผิวหนัง

  3. การกำจัดของเสียทางลำไส้ใหญ่

  4. การกำจัดของเสียทางปอด
ในมนุษย์เราถือว่าไตเป็นอวัยวะหลักในการขับถ่ายของเสีย ในกรณีที่ไตทำงานผิดปกติ การกรองและการลำเลียงสารต่างๆ ที่หน่วยไตอาจบกพร่อง ทำให้มีสิ่งแปลกปลอมในปัสสาวะ เช่น โปรตีนบางชนิด กลูโคส หรือแม้กระทั่งเซลล์เม็ดเลือดแดง ดังนั้น การตรวจหาปริมาณของสารต่างๆ ในปัสสาวะ จึงเป็นการตรวจสอบเบื้องต้นเกี่ยวกับการทำงานของไต

ภาพ : ไตในระบบถับถ่ายของปลา

น้องๆ จะเห็นว่า ไตเป็นอวัยวะที่สำคัญต่อร่างกาย ดังนั้นเราจึงควรรักษาสุขภาพเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคไต เช่น การเลือกรับประทานอาหารที่สะอาด ปราศจากสารอันตรายเจือปน และมีสารอาหารต่างๆ ในปริมาณที่พอเหมาะ รวมทั้งดื่มน้ำที่สะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนในสัตว์ ไตเป็นอวัยวะในระบบขับถ่ายของสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง ทั้งที่อยู่บนบกและในน้ำ

ส่วนในแมลง จะมีท่อมัลพิเกียนที่เป็นอวัยวะขับถ่ายของเสีย ดังภาพ

ภาพ : ท่อมัลพิเกียนเป็นอวัยวะขับถ่ายของเสียของแมลง

ระบบประสาท

มนุษย์มีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการปรับเปลี่ยนสภาวะในร่างกาย หรือด้วยการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม น้องๆ ทราบหรือไม่ว่า ระบบอวัยวะใดที่ทำหน้าที่รับรู้และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ตลอดจนควบคุมและประสานการทำงานของระบบอื่นๆ และการทำงานของระบบนี้จะเชื่อมโยงต่อการแสดงพฤติกรรมต่างๆ นั้นก็คือ ระบบประสาท นั่นเอง

ระบบประสาท (nervous system) คือ ระบบการตอบสนองต่อสิ่งเร้าของสัตว์ ทำให้สัตว์สามารถตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างรวดเร็ว ช่วยรวบรวมข้อมูล เพื่อให้สามารถตอบสนองได้ สัตว์ชั้นต่ำบางชนิด เช่น ฟองน้ำไม่มีระบบประสาท สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิดเริ่มมีระบบประสาท สัตว์ชั้นสูงขึ้นมาจะมีโครงสร้างของระบบประสาทซับซ้อนยิ่งขึ้น ระบบประสาทของมนุษย์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

  1. ระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System) เป็นศูนย์กลางควบการทำงานของร่างกาย ซึ่งทำหน้าที่พร้อมกันทั้งในด้านกลไกและทางเคมีภายใต้อำนาจจิตใจ ซึ่งประกอบด้วยสมองและไขสันหลัง โดยที่เส้นประสาทหลายล้านเส้นจากทั่วร่างกายจะส่งข้อมูลในรูปกระแสประสาทออกจากบริเวณศูนย์กลาง มีอวัยวะที่เกี่ยวข้อง ดังนี้


  2. ระบบประสาทรอบนอก (peripheral nervous system) ทำหน้าที่รับและนำความรู้สึกเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง ได้แก่ สมองและไขสันหลัง จากนั้นนำกระแสประสาทสั่งการจากระบบประสาทส่วนกลางไปยังหน่วยปฏิบัติงาน ซึ่งประกอบด้วยหน่วยรับความรู้สึกและอวัยวะรับสัมผัส รวมทั้งเซลล์ประสาทและเส้นประสาทที่อยู่นอกระบบประสาทส่วนกลาง ระบบประสาทรอบนอกจำแนกตามลักษณะการทำงานได้ 2 แบบ คือ

    • ระบบประสาทภายใต้อำนาจจิตใจ เป็นระบบควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อที่บังคับได้ รวมทั้งการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก

    • ระบบประสาทนอกอำนาจจิตใจ เป็นระบบประสาทที่ทำงานอัตโนมัติ มีศูนย์กลางควบคุมอยู่ในสมองและไขสันหลัง ได้แก่ การเกิดรีเฟลกซ์แอกชัน (reflex action) และเมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นที่อวัยวะรับสัมผัส เช่น ผิวหนัง กระแสประสาทจะส่งไปยังไขสันหลัง และไขสันหลังจะสั่งการตอบสนองไปยังกล้ามเนื้อ โดยไม่ผ่านไปที่สมอง
น้องๆ ดูตัวอย่างเกี่ยวกับระบบประสาทนอกอำนาจจิตใจ เช่น เมื่อมีฆ้อนตีลงบนหัวเข่า กระแสประสาทจะถูกส่งผ่านไปยังไขสันหลัง โดยที่ไม่ผ่านไปยังสมอง ไขสันหลังทำหน้าที่สั่งการให้กล้ามเนื้อเข่า (ขา) เกิดการหดตัว เพื่อกระตุกหรือดึงขาหรือเข่าออกจากการถูกฆ้อนตี

reflex action

ระบบประสามของคนและสัตว์ส่วนใหญ่มีสมองเป็นศูนย์กลาง ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานต่างๆ ของร่างกาย เช่น เสียง แสง หรือการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ระบบประสาทเมื่อถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าเหล่านี้ อวัยวะรับสัมผัสของระบบประสาทก็จะส่งกระแสประสาทไปยังสมองหรือไขสันหลังผ่านทางเส้นประสาท จากนั้นสมองหรือไขสันหลังจะส่งกระแสประสาทไปกระตุ้นหรือยับยั้งการทำงานของอวัยวะที่เหมาะสม หรือต่อมที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมน ส่งผลให้เราสามารถแสดงพฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ได้


ที่มาข้อมูล : - หนังสือแบบเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (สสวท) กระทรวงศึกษาธิการ
- คู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (สสวท) กระทรวงศึกษาธิการ
จำนวนคนอ่าน 102810 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved