ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ข่าววิทยาศาสตร์
ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์
เรื่องน่ารู้
พจนานุกรม
นักวิทยาศาสตร์
คำถามวิทยาศาสตร์
สีสันวิทยาศาสตร์
การทดลองวิทยาศาสตร์
บทเรียน / แบบฝึกหัด
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | บทเรียน | บทเรียน

บทเรียน
   

วิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 : อาหารกับการดำรงชีวิต
 
ระดับชั้น : มัธยมต้น

อาหารกับการดำรงชีวิต
โลกและการเปลี่ยนแปลง


สิ่งมีชีวิตทุกชนิดดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยพลังงานจากอาหาร พืชสร้างอาหารได้เองโดยกระบวนการสังเคราะห์แสง ส่วนคนและสัตว์สร้างอาหารเองไม่ได้ แต่ได้รับสารอาหารต่างๆ จากการกินพืชและสัตว์ การกินอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน ได้สัดส่วน เหมาะกับเพศและวัย และสภาพร่างกาย ที่สำคัญคือกินอาหารที่สะอาด ปลอดภัย จากสารตกค้างที่เป็นอันตราย และสารปนเปื้อนของจุลินทรีย์ ทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างปกติ ส่งผลให้สุขภาพแข็งแรง

อาหาหารและสารอาหาร

อาหาร (food) คือ สิ่งที่รับประทานเข้าไปแล้ว ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต แข็งแรง มีความต้านทานโรค อาหารของคนมีหลากหลายชนิด ทั้งที่เป็นอาหารสด อาหารแห้ง หรืออาหารแปรรูป เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ไข่ ขนมปัง เป็นต้น อาหารแต่ละชนิดประกอบด้วยสารอาหารหลายอย่าง

สารอาหาร (nutrient) คือ สารเคมีที่เป็นส่วนประกอบของอาหาร แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

  1. สารอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต

  2. สารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน ได้แก่ วิตามิน แร่ธาตุ และน้ำ
สารอาหารที่ให้พลังงาน

คาร์โบไฮเดรต เป็นสารอาหารหลักที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ส่วนใหญ่แล้วมนุษย์เราได้รับคาร์โบไฮเดรตจากอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล

น้ำตาล ได้แก่ คาร์โบไฮเดรตที่มีรสหวานและละลายน้ำได้แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

  • โมโนแซ็กคาไรด์ (monosaccharide) หรือน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กที่สุดซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยได้อีก เช่น กลูโคส ฟรุกโทส กาแล็กโทส เป็นต้น


  • ไดแซ็กคาไรด์ (disaccharide) หรือน้ำตาลโมเลกุลคู่ เป็นคาร์โบไฮเดรตที่แตกตัวได้โมโนแซ็กคาไรด์ จำนวน 2 โมเลกุล เช่น

พวกไม่มีน้ำตาล เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเชิงซ้อน เรียกว่า โพลิแซ็กคาไรด์ หรือน้ำตาลโมเลกุลใหญ่ เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีมีรสหวาน เกิดจากโมเลกุลของโมโนแซ็กคาไรด์จำนวนมากมาเกาะกัน เมื่อแตกตัวจะได้โมโนแซ็กคาไรด์จำนวนหลายโมเลกุล เช่น แป้ง เซลลูโลส ไกลโคเจน เป็นต้น

อาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตที่คนไทยบริโภคเป็นอาหารหลัก คือ ข้าว นอกจากนั้นคาร์โบไฮเดรตยังมีมากในผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชต่างๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีเส้นใยอาหารมากเช่นกัน

คาร์โบไฮเดรต ประกอบด้วยธาตุ คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน คาร์โบไฮเดรตแต่ละชนิดมีขนาดของโมเลกุลแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนน้ำตาลที่เป็นองค์ประกอบ เช่น กลูโคส เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว น้ำตาลทรายหรือซูโคส ประกอบด้วยน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 โมเลกุล คือ กลูโคสและฟรุกโทส ส่วนแป้งนั้นเป็นกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลใหญ่มาก ประกอบด้วยกลูโคสหลายพันโมเลกุล เชื่อมต่อกันเป็นสายยาว

วิธีการทดสอบอาหารจำพวกแป้ง : นำสารละลายไอโอดีนที่ได้จากผลิตภัณฑ์ของพืช ซึ่งสารละลายไอโอดีนจะเปลี่ยนจากสีน้ำตาลเหลืองเป็นสีม่วงเข้มหรือสีน้ำเงิน

สารละลายเบเนดิกต์ใช้ทดสอบอาหารประเภทน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว คือ น้ำตาลกลูโคส ซึ่งสารละลายเบเนดิกต์จะเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นตะกอนสีส้ม หรือสีแดงอิฐ

โปรตีน (protein) เป็นสารประกอบอินทรีย์ ที่มีโมเลกุลใหญ่ ประกอบด้วยกรดอะมิโนหลายโมเลกุลมารวมกัน กรดอะมิโนในธรรมชาติมีมากกว่า 20 ชนิด จึงทำให้โปรตีนมีคุณค่าทางอาหารต่างกัน องค์ประกอบของโปรตีน ได้แก่ คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน และไนโตรเจน บางชนิดมีกำมะถันหรือ ฟอสฟอรัสปนอยู่ด้วย

โปรตีนเป็นส่วนประกอบสำคัญของอวัยวะและเซลล์ทุกเซลล์ เพราะนอกจากจะช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต และซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ของร่างกายแล้ว โปรตีนหลายชนิดยังเป็นเอนไซม์ที่ช่วยเร่งปฏิกิริยาเคมีในสิ่งมีชีวิต บางชนิดทำหน้าที่ควบคุมระบบต่างๆ ให้ทำงานได้ปกติ นอกจากนั้นในกรณีที่ร่างกายขาดพลังงานจากสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและไขมัน ก็ยังสามารถได้รับพลังงานจากการสลายโปรตีนได้ อาหารที่มีโปรตีนมาก เช่น เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ นม และถั่วชนิดต่างๆ

วิธีการทดสอบสารอาหารประเภทโปรตีน : ทดสอบโดยเติมสารละลายคอปเปอร์ (II) ซัลเฟตและสารละลายโซเดียวไฮดรอกไซด์ลงในอาหารที่นำมาทดสอบ การทดสอบวิธีนี้เรียกว่า "การทดสอบไบยูเรต" ถ้าอาหารที่นำมาทดสอบสอบมีสารอาหารประเภทโปรตีนประกอบอยู่ด้วย สีของสารละลายจะเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นสีม่วง

ไขมัน (lipid) เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มีโมเลกุลใหญ่ ประกอบด้วย คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน ไขมันจะสลายให้กรดไขมันและกลีเซอรอลในขั้นสุดท้าย ซึ่งมีขนาดเล็กพอที่จะผ่านเข้าสู่เซลล์ได้

ไขมันเป็นสารละลายที่ให้พลังงานแก่ร่างกายสูงกว่าคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน นอกจากนั้นยังช่วยในการดูดซึมวิตามินบางชนิด (ไขมันช่วยละลายวิตามิน A D E K ให้ร่างกายนำไปใช้ดีขึ้น) เราจะพบไขมันได้ในบริเวณใต้ผิวหนังของร่างกายและรอบๆ อวัยวะภายในต่างๆ

การกินอาหารที่มีไขมันมากเกินไป จะทำให้เกิดโรคอ้วน และยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ หลายโรค เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น

สารอาหารที่ไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย

สารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน แต่มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งร่างกายต้องการในปริมาณน้อยแต่ขาดไม่ได้ ได้แก่ วิตามิน แร่ธาตุ และน้ำ

วิตามิน (Vitamin) เป็นสารอินทรีย์ที่ได้จากสิ่งมีชีวิต ช่วยควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกาย โดยเป็นตัวช่วยในการทำงานของเอนไซม์ ทำให้เซลล์ทำหน้าที่ได้ตามปกติ เช่น วิตามินซีจากผักผลไม้ เป็นต้น อาหารที่เรารับประทานมีวิตามินหลายชนิด วิตามินแต่ละชนิดมีสมบัติและความสำคัญแตกต่างกัน

วิตามินจำแนกตามลักษณะของการละลายได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

  1. วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินบีและวิตามินซี

  2. วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค
ตาราง แหล่งอาหาร ความสำคัญและผลของการขาดวิตามินชนิดต่างๆ

แร่ธาตุ เป็นสารอาหารอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ให้พลังงาน แต่ร่างกายต้องการและขาดไม่ได้ ประโยชน์ของแร่ธาตุที่มีต่อร่างกายมีดังนี้

  1. เป็นส่วนประกอบของอวัยวะบางอย่าง เช่น กระดูก ฟัน กล้ามเนื้อ เซลล์ประสาท เป็นต้น

  2. เป็นส่วนประกอบของสารต่างๆ ในร่างกาย เช่น เลือด น้ำในเซลล์ เป็นต้น

  3. ช่วยในการควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ให้ทำหน้าที่เป็นปกติ
ร่างกายของคนมีความต้องการแร่ธาตุต่างๆ หลายชนิดและต้องการในปริมาณที่แตกต่างกัน

ตาราง แหล่งอาหาร ความสำคัญและผลของการขาดแร่ธาตุบางชนิด

น้ำ เป็นสารที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในร่างกายของเรามีน้ำ เป็นองค์ประกอบอยู่ 2 ใน 3 ส่วนของน้ำหนักตัว น้ำจึงมีความสำคัญต่อร่างกาย ดังนี้

  1. เป็นองค์ประกอบของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น เลือด ตับ ไต ลำไส้ หัวใจ เป็นต้น

  2. ช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่

  3. ช่วยให้กลไกการเกิดปฏิกิริยาเคมีในร่างกายเป็นไปตามปกติ

  4. ช่วยกำจัดของเสียออกจากร่างกายทางเหงื่อและปัสสาวะ
ร่างกายจะได้รับน้ำโดยตรงจากการดื่มน้ำสะอาดได้จากอาหารที่รับประทานเข้าไป ซึ่งมีปริมาณน้ำเป็นองค์ประกอบในปริมาณที่แตกต่างกัน

ความต้องการพลังงานของร่างกาย

ร่างกายได้รับพลังงานสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน จากอาหารที่รับประทานเข้าไป น้องๆ ได้ทราบแล้วว่า สารอาหารหลักที่ให้พลังงาน ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ซึ่งสารอาหารแต่ละประเภทที่มีมวลเท่ากัน จะให้พลังงานแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร เรามาดูแผนภูมิแท่งต่อไปนี้

แผนภูมิแท่งแสดงค่าพลังงานของสารอาหารหลัก 1 กรัม


พลังงานในอาหารวัดได้เป็นปริมาณซึ่งมีหน่วยเป็นแคลลอรี พลังงาน 1 แคลลอรีมีค่าเท่ากับพลังงานความร้อนที่ทำให้น้ำ 1 กรัม มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส

ร่างกายของคนเราในแต่ละเพศ แต่ละวัยมีความต้องการพลังงานที่แตกต่างกัน ดังตาราง ปริมาณพลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวันสำหรับคนไทยในวัยต่างๆ

สถานภาพ
อายุ (ปี)
พลังงาน (กิโลแคลลอร)
ชาย
หญิง
ทารก
0-5 เดือน
ควรได้รับพลังงานจากน้ำนมแม่
6-11 เดือน
800
เด็ก
1-3 ปี
1,000
4-5 ปี
1,300
6-8 ปี
1,400
วัยรุ่น
9-12 ปี
1,700
1,600
13-15 ปี
2,100
1,800
16-18 ปี
2,300
1,850
ผู้ใหญ่
19-30 ปี
2,150
1,750
31-50 ปี
2,100
1,750
51-70 ปี
2,100
1,750
71 ปีขึ้นไป
1,750
1,550
ตั้งครรภ์
3 เดือนแรก
+0
เดือนที่ 4-9
+300
ให้นมบุตร
+500

ที่มา : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2546


โดยปกติร่างกายของคนเราต้องการพลังงานที่แตกต่างกันไปตามเพศ วัย อายุ สภาพร่างกาย และกิจกรรมตลอดจนลักษณะงานอาชีพ ดังนั้นแต่ละคนจึงควรรับประทานอาหารให้เพียงพอกับพลังงานที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน

ในการทำกิจกรรมแต่ละอย่างใช้พลังงานแตกต่างกัน นอกจากนั้น เพศชายและเพศหญิงที่ทำกิจกรรมอย่างเดียวกันยังใช้พลังงานในการทำกิจกรรมไม่เท่ากัน โดยปกติแล้ว เพศชายจะใช้พลังงานมากกว่าเพศหญิง" (ตารางแสดงพลังงาน ที่ใช้ในกิจกรรมต่างๆ ใน 1 ชั่วโมง ต่อน้ำหนักร่างกาย 1 กิโลกรัม)

วัตถุ (สาร) เจือปนในอาหาร

สารปนเปื้อนในอาหาร เป็นสารพิษที่เกิดขึ้นในธรรมชาติและจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งมีผลทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายถึงชีวิตได้ สารปนเปื้อนในอาหาร แบ่งตามลักษณะการเกิดได้ 2 ประเภทคือ

สารพิษที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แบ่งออกตามชนิดของสารพิษได้ดังนี้

  • สารพิษจากเชื้อจุลินทรีย์ เช่น สารอะฟลาทอกซิน (aflagoxin) ซึ่งเป็นสารสร้างจากเชื้อราพวกแอสเพอร์จิลลัส (aspergillums spp) รานี้เจริญได้ดีในถั่วลิสงและเมล็ดพืชที่ชื้น ซึ่งความร้อนสูงไม่สามารถทำลายสารอะฟลาทอกซินได้ ส่วนใหญ่สารนี้จะตกค้างที่ตับทำให้เกิดเป็นมะเร็งตับ


  • สารพิษจากเห็ดบางชนิด ทำให้เมา มีอาการคลื่นไส้ และอาเจียน


  • สารพิษในพืชผัก

สารพิษที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เรานำมาใช้ในชีวิตประจำวัน มีดังนี้

  1. สารตกค้างจากการเกษตร เช่น ดีดีที ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช ซึ่งอาจสะสมในอาหาร เมื่อรับประทานเข้าไปจะเกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต

  2. สิ่งเจือปนในอาหาร แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ

    • สารกันอาหารเสีย เป็นสารที่ช่วยให้อาหารคงสภาพ รส กลิ่น เหมือนเมื่อแรกผลิตและเก็บไว้ได้นาน เช่น สารกันบูด สารกันหืน

    • สารแต่งกลิ่นหรือรส เป็นสารที่ช่วยให้อาหารมีรสและกลิ่นถูกใจผู้บริโภค หรือใช้แต่งกลิ่นรส ผู้บริโภคเข้าใจคิดผิดว่าเป็นของแท้ หรือมีส่วนผสมอยู่มากหรือน้อยทั้งที่เป็นของเทียน สารเหล่านี้ ได้แก่ เครื่องเทศ, สารกลิ่นผลไม้, สารรสหวานประเภทน้ำตาลเทียม, ผงชูรส

  3. สีผสมอาหาร เป็นสีที่ใส่เพื่อจะช่วยแต่งเติมให้อาหารน่ารับประทานยิ่งขึ้น มีทั้งสีจากธรรมชาติซึ่งเป็นสีที่ได้จากพืชและสัตว์ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต เช่น สีดำ จากถ่าน สีแดงจากครั่ง เป็นต้น และสีสังเคราะห์ส่วนมากจะเป็นสารพิษที่ร้ายแรงต่อร่างกาย มักมีตะกั่วและโครเมียมอยู่ เช่น สีย้อมผ้า


  4. วัตถุปรุงแต่งกลิ่นรสอาหาร เป็นสารที่ช่วยให้อาหารมีรสและกลิ่นถูกใจผู้บริโภค หรือใช้แต่กลิ่นรส ให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดคิดว่าเป็นของแท้ หรือมีส่วนผสมอยู่มากหรือน้อยทั้งๆ ที่เป็นของเทียม สารเหล่านี้ได้แก่

    • เครื่องเทศ

    • สารแต่งกลิ่นผลไม้

    • สารรสหวานประเภทน้ำตาลเทียม

    • ผงชูรส เป็นสารประกอบที่เรียกว่า "โมโนโซเดียมกลูตาเมต" ถ้าเป็นผงชูรสปลอมจะใช้สารโซเดียมเมตาฟอสเฟตและบอแรกซ์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายมาก
สารปนเปื้อนในอาหารที่ควรทราบ

  1. ดินประสิว (Potassium nitrate) มีสูตรทางเคมี คือ KNO3 นิยมนำมาใส่อาหารประเภทเนื้อหมู เนื้อปลา เนื้อวัว ทำให้เนื้อเปื่อย สีสวยรสดี และเก็บไว้ได้นาน

  2. ปรอท พิษของสารปรอทที่ไปสะสมในสมอง ทำให้ประสาทหลอน ความจำเสื่อม เป็นอัมพาต เด็กในครรภ์ประสาทจะถูกทำลาย นิ้วมือหงิกงอ ปัญญาอ่อน และอาจตายได้ อาการเช่นนี้เรียกว่า "โรคมินามาตะ"

  3. ตะกั่ว พิษตะกั่วเกิดจากสีและไอเสียรถยนต์ จะทำลายเซลล์สมองทำลายเม็ดเลือดแดง ปวดศีรษะและอาจตายได้

  4. โครเมียม สารประกอบของโครเมียมใช้ทำสีย้อม พิษของโคเมียมเป็นอันตรายต่อผิวหนังและปอด

  5. แคดเมียม มีพิษต่อปอดและไต ทำให้เกิดโรคอิไต - อิไต

  6. สารหนู ทำให้เกิดโรคไข้ดำ มีอาการอาเจียน ปวดท้องรุนแรง เป็นตะคริว

  7. สารกันบูด สารที่นิยมใช้เป็นสารกันบูด ได้แก่ กรดซาลิวาลิก กรอดบอริก และโซเดียมเบนโซเอต

  8. น้ำประสานทองหรือบอแร็กซ์ มีชื่อทางเคมีว่า "โซเดียมบอเรต (sodium borate)" ชาวบ้านเรียกว่า "ผงกรอบ" ใช้ใส่ลูกชิ้น แป้งกรอบ ทำให้ไตอักเสบได้

  9. ผงเนื้อนุ่ม คือบอแรกซ์ผสมโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต สารนี้ซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ ทำให้เกิดอาการคล้ายเยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีพิษต่อไตและเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย

  10. น้ำตาลเทียม คือสารให้ความหวานแต่ไม่ใช่น้ำตาล เช่น

    • ซอร์บิทอล หวานกว่าน้ำตาลทราย 2 ใน 3 เท่า

    • ไซคลาเมต หวานกว่าน้ำตาลทราย 30 เท่า

    • แอสพาร์เทม หวานกว่าน้ำตาลทราย 180 เท่า ใช้แทนน้ำตาลในเครื่องดื่ม ลูกกวาด หมากฝรั่ง

    • ขัณฑสกรหรือแช็กคาริน หวานกว่าน้ำตาลทราย 550 เท่า เป็นน้ำตาลเทียม ถ้ารับประทานมากจะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ชัก ใช้แทนน้ำตาลทรายสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานและผู้ที่อ้วนมาก
สารเสพติดกับการป้องกัน

สารเสพติด หมายถึง สิ่งที่เสพเข้าไปร่างกายแล้วทำให้ร่างกายต้องการสารนั้นในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ไม่สามารถหยุดได้ มีผลทำให้ร่างกายทรุดโทรมและภาวะจิตใจผิดปกติ

ประเภทของสารเสพติด มี 2 ประเภท

  1. สิ่งเสพติดตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่ได้จากพืช เช่น ฝิ่น กัญชา เป็นต้น

  2. สิ่งเสพติดสังเคราะห์ เกิดจากมนุษย์ผลิตขึ้น เช่น เฮโรอีน ยานอนหลับ ยาระงับประสาท ยากล่อมประสาท เป็นต้น
ชนิดของสิ่งเสพติดที่พบในประเทศไทย

  1. สิ่งเสพติดประเภทฝิ่นและอนุพันธ์ของฝิ่น ได้แก่

    • ฝิ่น เป็นพืชล้มลุก สารเสพติดได้จากยางฝิ่นดิบ ซึ่งกรีดจากผล มีลักษณะเหนียว สีน้ำตาลไหม้

    • มอร์ฟีน เป็นสารแอลคาลอยด์สกัดจากฝิ่น เป็นผลึกสีขาวนวลมีฤทธิ์รุนแรงกว่าฝิ่น 10 เท่า

    • เฮโรอีน เป็นสารที่สังเคราะห์ได้จากมอร์ฟีน มีฤทธิ์รุนแรงกว่ามอร์ฟีน 10 เท่า

  2. สิ่งเสพติดประเภทยานอนหลับและยาระงับประสาท ได้แก่

    • เชกโคนาล เป็นแคปซูลสีแดง เรียกว่า "เหล้าแห้ง"

    • อโมบาร์บิทอล เป็นยานอนหลับที่บรรจุในแคปซูลสีฟ้าที่เรียกว่า "นกสีฟ้า"

    • เพนโทบาร์บิทอล เป็นยานอนหลับบรรจุในแคปซูลสีเหลือง ที่เรียกว่า "เสื้อสีเหลือ"

  3. สิ่งเสพติดประเภทแอมเฟตามีน เป็นยาประเภทกระตุ้นประสาท มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น ยาม้า ยาแก้ง่วง ยาขยัน ยาบ้า เป็นต้น ยาบ้าหรือแอมเฟตามีนมีลักษณะเป็นผง มีผลึกสีขาว บรรจุในแคปซูลหรืออัดเม็ด อาจพบปลอมปนในยาคลอร์เฟนิรามีน พาราเซตามอล
โทษของยาเสพติด แบ่งออกได้ดังนี้

  1. โทษต่อร่างกาย สิ่งเสพติดทำลายทั้งร่างกายและจิตใจ เช่น ทำให้สมองถูกทำลาย ความจำเสื่อม ดวงตาพร่ามัว น้ำหนักลด ร่างกายซูบผอม ตาแห้ง เหม่อลอย ริมฝีปากเขียวคล้ำ เครียด เป็นต้น


  2. โทษต่อผู้ใกล้ชิด ทำลายความหวังของพ่อแม่และทุกคนในครอบครัว ทำให้วงศ์ตระกูลเสื่อมเสีย


  3. โทษต่อสังคม เกิดปัญหาทางด้านอาชญากรรม สูญเสียแรงงาน สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการปราบปรามและการบำบัดรักษาผู้ที่ติดยาเสพติด


  4. โทษต่อประเทศ ทำลายเศรษฐกิจชาติ
การป้องกันยาเสพติด ป้องกันได้ดังนี้

  1. การป้องกันตนเอง ต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอ เลือกคบเพื่อนที่ไม่มั่วสุมสิ่งเสพติด


  2. การป้องกันในครอบครัว ต้องให้ความรักความเข้าใจ และอบรมสั่งสอนให้รู้ถึงโทษของสิ่งเสพติด


  3. การป้องกันในสถานศึกษา ควรให้ความรู้เรื่องสิ่งเสพติด จัดนิทรรศการและการรณรงค์ต่อต้านสิ่งเสพติด ไปศึกษาดูงาน ณ สถานบำบัดผู้ที่ติดยาเสพติด


  4. การป้องกันในชุมชน ควรจัดสถานที่ออกกำลังกาย และจัดกลุ่มแม่บ้านให้ความรู้เรื่องยาเสพติดอยู่เสมอ


ที่มาข้อมูล : - หนังสือแบบเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (สสวท) กระทรวงศึกษาธิการ
- คู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (สสวท) กระทรวงศึกษาธิการ
จำนวนคนอ่าน 82452 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved