วิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 : สารละลายกรด-เบส


ระดับชั้น : ม.1





ในปัจจุบันเรานำสารต่างๆ มาใช้ในชีวิตประจำวันมากมาย ซึ่งอาจจำแนกได้เป็น 3 ประเภท คือ กรด กลาง และเบส

สารที่เราใช้ในบ้านในแต่ละวันมักจะเป็นสารจำพวกกรดและเบสเป็นส่วนใหญ่ ส่วนสารที่เป็นกลางมีไม่มาก ถ้าเรารู้จักสมบัติและประโยชน์ของสารเหล่านั้นแล้ว เราสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาสมบัติของสารต่างๆ ที่ใช้ในบ้านเพื่อให้เกิดผลอย่างคุ้มค่าและปลอดภัย


ความเป็นกรด - เบสของสารที่ใช้ในบ้าน


สารละลายกรด คือ สารละลายที่มีรสเปรี้ยว เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากน้ำเงินเป็นแดง หรือทำปฏิกิริยากับโลหะได้ ก๊าซ H2 และเกลือ

สารละลายเบส คือสารละลายที่มีรสขม เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากแดงเป็นน้ำเงิน หรือมีลักษณะลื่นๆ


ในการทดสอบสารละลายใดเป็นกรดหรือเบส ทำได้โดย

  1. ทดสอบกับกระดาษลิตมัส (litmus)



    ถ้าสารละลายที่เป็นกลาง จะไม่เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัส (ไม่เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสทั้งสีแดงและน้ำเงิน)


  2. ฟีนอล์ฟทาลีน (phenolpthalein)


    • สารละลายที่เป็นกรดจะเปลี่ยนจากสีชมพูเป็นไม่มีสี


    • สารละลายที่เป็นเบสจะเป็นจากไม่มีสีเป็นสีชมพู


ตัวอย่างของสารที่ใช้ในบ้าน เมื่อทำปฏิกิริยากับกระดาษลิตมัสมีดังนี้

  1. น้ำอัดลม น้ำมะขาม น้ำมะกรูด น้ำส้มสายชู น้ำยาล้างห้องน้ำ และกรดกัดทอง มีสมบัติเป็นกรดและจะเปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีน้ำเงินเป็นสีแดง


  2. สารละลายโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต (NaHCO3) หรือผงฟู สารละลายแคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Ca(OH)2) หรือน้ำปูนใส น้ำขี้เถ้า น้ำสบู่ และสารละลายผงซักฟอก มีสมบัติเป็นเบสและจะเปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีแดงเป็นสีน้ำเงิน


  3. สารละลายเกลือแกง น้ำฝน และน้ำดื่ม มีสมบัติเป็นกลางและไม่เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัส

สารที่เป็นกรด


กรด (acid) คือ สารประกอบที่มีธาตุไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบและไฮโดรเจนนั้นสามารถให้โลหะหรือหมู่ธาตุเทียบเท่าโลหะแทนที่ได้

กรดที่ละลายน้ำได้เมื่อนำไปละลายน้ำ ไฮโดรเจนในโมเลกุลของกรดจะแตกตัวเป็นไฮโดรเจนไอออน (H+)

กรดแต่ละชนิดเมื่อละลายน้ำจะมีความสามารถแตกตัวให้ได้ไฮโดรเจนไอออนได้ไม่เท่ากัน กรดที่แตกตัวให้ไฮโดรเจนไอออนได้ดี เรียกว่า กรดแก่ (strong acid) ส่วนกรดที่แตกตัวให้ไฮโดรเจนไอออนได้ไม่ดี เรียกว่า กรดอ่อน (weak acid)

    สมบัติทั่วไปของกรด


    สารที่เป็นกรดมีสมบัติที่สามารถสังเกตได้ดังนี้


    1. มีรสเปรี้ยวและมีฤทธิ์กัดกร่อนโดยเฉพาะพวกโลหะและพลาสติก


    2. เปลี่ยนสีอินดิเคเตอร์ได้ เช่น


      • เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีน้ำเงินเป็นสีแดง


      • เปลี่ยนสีฟีนอล์ฟทาลีนจากสีชมพูเป็นไม่มีสี


    3. สารละลายกรดนำไฟฟ้าได้


    4. มีค่า pH น้อยกว่า 7 (ค่า pH ย่อมาจาก pruisance d'hydrogen หมายถึง ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน)


    5. กรดทำปฏิกิริยากับโลหะได้เกลือแกงและก๊าซไฮโดรเจน (H2) ยกเว้น โลหะทองคำ ทองคำขาว เงิน ทองแดง และปรอท


    6. กรดทำปฏิกิริยากับเบสได้เกลือกับน้ำ


    7. กรดทำปฏิกิริยากับเกลือคาร์บอเนต หรือเกลือไฮโดรเจนคาร์บอเนต ได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น หยดกรดไฮโดรคลอริกลงบนหินปูน จะได้เกลือแคลเซียมคลอไรด์ น้ำ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์


    8. ทดสอบกับสารละลายเจนเชียนไวโอเลต ใช้กับกรด 2 ประเภท คือ

      • กรดจากพืช เป็นกรดอ่อน จะไม่เปลี่ยนสีของสารละลายเจนเชียนไวโอเลต เช่น กรดน้ำส้ม น้ำมะนาว น้ำมะขาม และน้ำมะกรูด


      • กรดจากแร่ธาตุ เป็นกรดแก่ จะเปลี่ยนสีของเจนเชียนไวโอเลตจากสีม่วงเป็นสีเขียวหรือสีน้ำเงิน เช่น กรดซัลฟิวริก (กรดกำมะถัน) กรดไฮโดรคลอริก (กรดเกลือ) กรดไนตริก (กรดดินประสิว) น้ำส้มสายชูปลอม (กรดซัลฟิวริก + น้ำ)

        หมายเหตุ เจนเชียนไวโอเลต คือ น้ำยาสีม่วงที่นำมาป้ายปากเมื่อปากเป็นแผล


    ประเภทของกรด

    กรดแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ

    1. กรดอินทรีย์ (organic acid) ได้จากสิ่งมีชีวิต เช่น พืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์เล็กๆ กรดชนิดนี้มีสมบัติกัดกร่อนเล็กน้อย บางชนิดใช้ปรุงแต่งรสอาหาร ตัวอย่างเช่น กรดน้ำส้ม หรือกรดแอซีติก (CH3COOH) กรดมด หรือ กรดฟอร์มิก (HCOOH) กรดบิวไทริก (C3H7COOH) มีกลิ่นคล้ายเนย กรดแอสคอร์บิก หรือวิตามินซี (C6H8O6) เมื่อนำมาทดสอบกับสารละลายเจนเชียนไวโอเลตซึ่งมีสีม่วงจะไม่เปลี่ยนสี


    2. กรดอนินทรีย์ หรือกรดแร่ ได้มาจากแร่ธาตุบางชนิด มีสมบัติกัดกร่อนรุนแรง เช่น กรดกำมะถัน หรือกรดซัลฟิวริก (H2SO4) กรดเกลือ หรือกรดไฮโดรคลอริก (HCl) กรดดินประสิว หรือกรดไนตริก (HNO3) กรดคาร์บอนิก (H2CO3) ที่อยู่ในน้ำอัดลม กรดอนินทรีย์เป็นกรดที่ไม่ควรนำมาปรุงแต่งอาหารเพราะเป็นอันตรายต่อคน สัตว์ และพืช ตลอดจนสิ่งแวดล้อม เช่น ดินที่มีสภาวะเป็นกรดมากเกินไปอาจทำให้ต้นไม้ตายได้ นอกจากนี้ ถ้าสิ่งแวดล้อมมีสภาวะที่เป็นกรดจะทำให้เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากโลหะผุกร่อนได้ เมื่อนำมาทดสอบกับสารละลายเจนเชียนไวโอเล็ตซึ่งมีสีม่วงจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือน้ำเงิน


    จะเห็นได้ว่า การเลือกใช้กรดได้อย่างถูกต้อง จะทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงอันตรายที่เกิดขึ้นจากกรดได้


    ความเข้มข้นของสารละลายกรด


    1. กรดเข้มข้น (concentrated acid) หมายถึง สารละลายกรดที่มีเนื้อกรดอยู่มากและมีน้ำอยู่น้อย


    2. กรดเจือจาง (dilute acid) หมายถึง สารละลายที่มีเนื้อกรดอยู่น้อยและมีน้ำอยู่มาก


    น้ำส้มสายชู คือ สารละลายของกรดแอซีติก (กรดน้ำส้ม) ซึ่งได้จากการหมักแป้ง ผลไม้ หรือน้ำตาล และสามารถนำมาปรุงแต่งรสอาหารได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

    น้ำส้มสายชูปลอม เป็นสารละลายที่มีกรดซัลฟิวริก (กรดกำมะถัน) และน้ำผสมกันเป็นเนื้อเดียว กรดซัลฟิวริกเป็นกรดจากแร่ธาตุมีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง ไม่ควรนำมาใช้ปรุงแต่งรสอาหารเพราะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

    วิธีทดสอบน้ำส้มสายชู ทำได้โดย

    1. นำใบผักชีหรือพริกสดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หรือเป็นแว่นๆ แช่ไว้ในน้ำส้มสายชู ปล่อยทิ้งไว้สักครู่ ถ้าน้ำส้มสายชูยังใส ผักชีหรือพริกสดยังสดอยู่ แสดงว่า เป็นน้ำส้มสายชูแท้ ถ้าใบผักชีหรือพริกสดเนื้อยุ่ย น้ำส้มสายชูขุ่นเพราะการกัดกร่อนของกรดซัลฟิวริก แสดงว่า เป็นน้ำส้มสายชูปลอม


    2. ทดสอบกับสารละลายเจนเชียนไวโอเล็ต น้ำส้มสายชูแท้จะไม่เปลี่ยนสีของสารละลายเจนเชียนไวโอเลต จากสีม่วงเป็นสีเขียวหรือสีน้ำเงิน


สารที่เป็นเบส

เบส (base) คือ สารประกอบที่ละลายน้ำแล้วได้ไฮดรอกไซด์ (HO-) เช่น น้ำปูนใส ผงฟู น้ำขี้เถ้า โซเดียมไฮดรอกไซด์ หรือโซดาไฟ ฯลฯ

    สมบัติทั่วไปของเบส

    สารที่เป็นเบสมีสมบัติที่สามารถสังเกตได้ดังนี้


    1. เบสมีรสฝาดหรือขม เมื่อจับจะลื่นมือคล้ายสบู่


    2. เปลี่ยนสีอินดิเคเตอร์ได้ เช่น

      • เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีแดงเป็นสีน้ำเงิน


      • เปลี่ยนสีฟีนอล์ฟทาลีนจากสีชมพูเป็นไม่มีสี


    3. สารละลายเบสนำไฟฟ้าได้


    4. มีค่า pH สูงกว่า 7


    5. มีฤทธิ์ในการกัดกร่อน เช่น สังกะสีกับโซเดียมไฮดรอกไซด์ จะทำให้โลหะผุกร่อน และมีฟองก๊าซไฮโดรเจนเกิดขึ้นได้ด้วย เช่น


    6. เบสทำปฏิกิริยากับกรดได้เกลือกับน้ำ เรียกว่า ปฏิกิริยาสะเทิน (neutralization reaction)


    7. เบสทำปฏิกิริยากับเกลือแอมโมเนีย จะให้ก๊าซแอมโมเนีย เช่น


    8. ทำปฏิกิริยากับไขมัน เช่น น้ำมันพืช และไขมันสัตว์ จะได้สบู่ เรียกว่า saponification วิธีนี้ใช้เตรียมสบู่ทั่วไป

    เบสมีอยู่หลายชนิด บางชนิดมีฤทธิ์รุนแรง เช่น โซเดียมคาร์บอเนต (โซดาซักผ้า) โซเดียมไฮดรอกไซด์ (โซดาไฟ) ฯลฯ เบสที่มีฤทธิ์รุนแรงเหล่านี้จะกัดทำลายผิวหนังและเนื้อเยื่อของร่างกายได้ ดังนั้น เมื่อร่างกายสัมผัสกับเบสเหล่านี้ จึงต้องรีบล้างออกให้หมดทันที และไม่ใช้ปรุงอาหารเด็ดขาด

ค่า pH กับความเป็นกรด - เบสของสาร

ในชีวิตประจำวันของเราจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับสารละลายหลายอย่างด้วยกัน เช่น น้ำ ยา กาแฟ น้ำส้มคั้น น้ำย่อยในกระเพาะอาหาร นมสด หรือแม้แต่ดินที่เราเหยียบเดิน ฯลฯ สารเหล่านี้ล้วนมีความเป็นกรด - เบส มากน้อยแตกต่างกันไป

ปี ค.ศ.1909 นักชีวเคมีชาวเดนมาร์กที่มีชื่อว่า ซอเรน ปีเตอร์ ลอริทซ์ ซอเรซัน (Soren Peter Lauritz Sorenson) ได้ค้นพบวิธีบอกค่าความเป็นกรด - เบส ของสารด้วย ค่า pH

pH ย่อมาจาก Potential of Hydrogen Ions เป็นค่าที่แสดงถึงความเป็นกรดและเป็นด่างของสารเคมีโดยอาศัยการสังเกตการเกิดปฏิกิริยาทางเคมีของไฮโดรเจนไอออน

หลักการที่ใช้ในการอ่านค่า pH เพื่อบอกค่าความเป็นกรด - เบส ของสารละลายที่มีความเข้มข้นไม่เกิน 1 โมลต่อลูกบาศก์เดซิเมตร โดยจะมีค่าอยู่ระหว่าง 0 - 14 ดังนี้

    สารที่มีค่า pH น้อยกว่า 7 มีสมบัติเป็นกรด

    สารที่มีค่า pH เท่ากับ 7 มีสมบัติเป็นกลาง

    สารที่มีค่า pH มากกว่า 7 มีสมบัติเป็นเบส


จากตารางสี จะพบว่า ค่า pH ยิ่งน้อย ความเป็นกรดจะยิ่งมากขึ้น และเมื่อค่า pH ยิ่งมาก ความเป็นเบสจะยิ่งมากขึ้น


ค่า pH ของสารที่พบในชีวิตประจำวัน

สารที่พบในชีวิตประจำวันและพบในสิ่งมีชีวิตจะมีค่า pH แตกต่างกันไป ลองพิจารณาค่า pH ของสารต่างๆ ดังตารางด้านล่างนี้


สาร
ช่วงของค่า pH โดยประมาณ
น้ำย่อยในกระเพาะอาหาร
1.6 - 2.5
น้ำส้มสายชู
2.5 - 3.5
ไวน์
3.5 - 4.5
กาแฟดำ
4.8 - 5.2
น้ำฝน
5.5 - 6.0
ปัสสาวะ
5.5 - 7.0
น้ำลาย
6.2 - 7.4
เลือด
7.35 - 7.45
น้ำทะเล
7.8 - 8.2
น้ำดี
7.8 - 8.6
ยาสีฟัน
8.0


จากตารางข้างต้น จะเห็นได้ว่า น้ำย่อยในกระเพาะอาหารมีค่า pH น้อยกว่าน้ำฝน น้ำย่อยในกระเพาะอาหารจึงมีความเป็นกรดมากกว่า น้ำลายมีค่า pH อยู่ระหว่าง 6.2 - 7.4 อยู่ในช่วงที่เป็นกรดเล็กน้อย หรือเป็นกลาง หรืออาจเป็นเบสเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับว่า เรารับประทานอาหารอะไรเข้าไป โดยน้ำลายของแต่ละคนจะมีค่า pH แตกต่างกัน ส่วนน้ำดีและเลือดมีค่า pH ที่ค่อนข้างชัดเจนว่า มีสมบัติเป็นเบส สังเกตได้ว่า น้ำดีมีความเป็นเบสมากกว่าเลือดเนื่องจากมีค่า pH สูงกว่า ส่วนน้ำฝนมีค่าความเป็นกรดเล็กน้อย เนื่องจากเมื่อฝนตกจะละลายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศได้เป็นกรดคาร์บอนิก ดังสมการ



การหาค่า pH ของสารละลาย

ค่า pH ของสารละลายสามารถหาได้ดังนี้

  1. ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า pH meter เครื่องมือชนิดนี้จะบอกค่า pH ได้ถูกต้อง


  2. นำสารละลายไปทดสอบกับสารละลายยูนิเวอร์แซลอินดิเคเตอร์ หรือ กระดาษ pH ให้สังเกตการเปลี่ยนสีแล้วนำไปเทียบกับสีที่แสดงค่า pH ว่า ตรงกับสีใด จะสามารถประมาณค่า pH สารละลายได้


  3. ส่วนการคำนวณค่า pH นั้น นักเรียนจะได้เรียนในชั้นที่สูงขึ้นต่อไป


อินดิเคเตอร์สำหรับการตรวจสอบความเป็นกรด - เบส

อินดิเคเตอร์มีหลายชนิด แต่ละชนิดจะปรากฏสีในช่วง pH ต่าง ซึ่งสามารถระบุความเป็นกรด-เบสของสารละลายได้ ชนิดของอินดิเคเตอร์และช่วง pH ที่เปลี่ยนสีนั้น สามารถศึกษาได้ดังนี้

  1. ลิตมัส เป็นอินดิเคเตอร์ที่มีทั้งชนิดที่เป็นสารละลายและเป็นกระดาษลิตมัส ค่า pH ต่ำกว่า 4.5 จะมีสีแดง ขณะที่ค่า pH ช่วง 4.5-8.3 จะมีสีออกน้ำเงินอมม่วง และค่า pH ที่มากกว่า 8.3 จะมีสีน้ำเงิน โดยทั่วไปในสารละลายกรดกระดาษลิตมัสจะเปลี่ยนสีจากน้ำเงินเป็นแดง และในสารละลายเบสจะเปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีแดงเป็นสีน้ำเงิน โดยกระดาษลิตมัสที่ใช้ในการทดสอบต้องมีลักษณะชื้น


  2. ฟีนอล์ฟทาลีน เป็นอินดิเคเตอร์ที่เป็นสารละลายใสไม่มีสี ถ้าค่า pH ต่ำกว่า 8.3 จะไม่มีสี ถ้าค่า pH อยู่ระหว่าง 8.3-10 จะมีสีชมพูอ่อน แต่ถ้าค่า pH สูงกว่า 10 จะมีสีม่วงแดง โดยทั่วไปในสารละลายกรดส่วนใหญ่ ถ้าหยดสารละลายฟีนอล์ฟทาลีนจะไม่มีสี และในสารละลายเบสจะมีสีม่วงแดง


  3. ยูนิเวอร์แซลอินดิเคเตอร์ เป็นอินดิเคเตอร์ที่มีทั้งในรูปที่เป็นสารละลายและในรูปของกระดาษ เรียกว่า กระดาษ pH ซึ่งสะดวกใช้กว่าในรูปของสารละลาย อินดิเคเตอร์ชนิดนี้จะเปลี่ยนสีเกือบทุกค่า pH จึงใช้ทดสอบหาค่า pH ได้เป็นอย่างดี


การใช้อินดิเคเตอร์ทดสอบหาค่า pH ของสารละลายดังกล่าวข้างต้น จะได้ค่า pH โดยประมาณเท่านั้น ถ้าต้องการทราบค่าที่แท้จริง ต้องใช้ pH meter ในการทดสอบจึงจะทราบค่า pH ที่ถูกต้องและแน่นอน


กรด - เบสในชีวิตประจำวันและสิ่งแวดล้อม

ในชีวิตประจำวันของเราจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับสารเคมีประเภทกรด-เบส หลายชนิด ในบางครั้งเราไม่ทราบว่า สารแต่ละชนิดมีสมบัติเป็นกรดหรือเบส ถ้าเราทราบสมบัติเบื้องต้นจะทำให้เราสามารถใช้สารเหล่านี้ได้อย่างถูกต้องและระมัดระวัง เนื่องจากหากเป็นพวกกรด-เบสรุนแรงอาจทำให้เกิดอันตรายได้ เพราะสารที่รุนแรงเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งทางเดินอาหาร ทางลมหายใจ และทางผิวหนัง เมื่อร่างกายของเราได้รับสารกรด-เบสรุนแรง อาจเกิดพิษอย่างเฉียบพลันหรือเรื้อรังได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของสารนั้นๆ

นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมรอบตัวเราไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ อากาศ ในแต่ละบริเวณจะมีสภาพเป็นกรด-เบส แตกต่างกันไป เช่น บริเวณที่มีการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงจะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO4) และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) เมื่อก๊าซเหล่านี้รวมตัวกับละอองน้ำในอากาศ ทำให้ฝนที่ตกลงมามีสมบัติเป็นกรด เรียกว่า ฝนกรด (acid rain) โดยฝนกรดนี้ทำให้สิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่สร้างจากหินปูนหรือปูนซีเมนต์และโลหะผุกร่อนได้ เมื่อฝนกรดตกลงสู่พื้นดินทำให้ดินมีสมบัติเป็นกรด ซึ่งไม่เหมาะแก่การทำการเกษตร

เราสามารถแบ่งแยกกลุ่มของการใช้ประโยชน์สารกรด-เบส ได้ดังนี้

  1. สารที่ใช้ในการทำความสะอาด สารที่ใช้ในการทำความสะอาดในบ้านมีหลายชนิด สารบางชนิดมีสมบัติเป็นเบส เช่น สบู่ ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจ้าน ฯลฯ บางชนิดมีสมบัติเป็นกรด เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ ฯลฯ

    สบู่ คือ เกลือของกรดไขมัน ทำจากไขมันหรือน้ำมันที่ได้จากพืชหรือสัตว์มาต้มกับโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) หรือโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) สบู่มีสูตรเคมีทั่วไปคือ RCOONa

    สบู่ชำระล้างฝุ่น น้ำมัน และไขมัน เพราะกลุ่มสบู่จะหันด้านไฮโดรคาร์บอนไปละลายไขมันหรือน้ำมัน โดยดึงน้ำมันหรือไขมันออกมาเป็นหยดเล็กๆ ทำให้น้ำมันกระจายออกไป ส่วนปลายคาร์บอกซิเลตไอออนจะละลายน้ำไป ด้วยเหตุนี้สิ่งสกปรกต่างๆ จึงหลุดออกจากผิวหน้าของสิ่งสกปรกได้

    ผงซักฟอก มีสมบัติในการซักล้างได้ดีกว่าสบู่ แต่ไม่ใช้ในการถูตัว ผงซักฟอกเป็นฟองกับน้ำได้ดีกว่าสบู่ โดยเฉพาะในน้ำกระด้าง เพราะผงซักฟอกทำปฏิกิริยากับแคลเซียมไอออนหรือแมกนีเซียมไอออน ทำให้ความตึงผิวของน้ำลดลงจึงเกิดเป็นฟองได้ดี ผงซักฟอกละลายไขมันได้ดี จึงไม่ควรใช้ผงซักฟอกถูตัวหรือสระผม เพราะจะทำให้ไขมันบริเวณผิวหนังลดลง ผิวหนังจะแห้งแตก เชื้อโรคจึงเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ทำให้มีโอกาสเป็นโรคผิวหนังได้


    การเทน้ำที่เหลือจากการซักล้างลงสู่แหล่งน้ำจะก่อให้เกิดมลภาวะทางน้ำ เพราะสารประกอบฟอสเฟตในผงซักฟอกช่วยยึดสิ่งสกปรกไม่ให้กลับไปติดเนื้อผ้า และช่วยลดความกระด้างของน้ำ

    ฟอสเฟตเป็นอาหารที่ดีของพืชน้ำ จึงทำให้พืชน้ำเจริญเติบโตกีดขวางการจราจรทางน้ำ และการหมุนเวียนของก๊าซออกซิเจนในน้ำลดลง ซึ่งเป็นสาเหตุของมลพิษทางน้ำ

    น้ำยาล้างห้องน้ำ ใช้ทำความสะอาดพื้นและสุขภัณฑ์ต่างๆ มีสมบัติเป็นกรดไฮโดรคลอริก (HCl) หรือกรดซัลฟิวริก (H2SO4) สามารถทำปฏิกิริยากับหินปูนหรือปูนขาวที่ต่อเชื่อมแผ่นกระเบื้อง ทำให้เกิดการสึกกร่อน สิ่งสกปรกจะหลุดออกไปทำให้พื้นห้องน้ำและสุขภัณฑ์สะอาด แต่เมื่อใช้ไปนานๆ ปูนขาวที่เป็นตัวเชื่อมแผ่นกระเบื้องจะสึกกร่อนหมดไป แผ่นกระเบื้องจะหลุดออกจากกัน ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสูง


  2. สารที่ใช้ในการเกษตรกรรม บางชนิดมีสมบัติเป็นเบส เช่น ปุ๋ยยูเรีย ฯลฯ บางชนิดมีสมบัติเป็นกรด เช่น แอมโมเนียมคลอไรด์ ฯลฯ บางชนิดมีสมบัติเป็นกลาง เช่น โพแทสเซียมไนเตรต ฯลฯ


  3. สารที่ใช้ในการปรุงแต่งอาหาร มีทั้งชนิดที่เป็นกรด-เบสและเป็นกลาง ชนิดที่เป็นกรด เช่น น้ำมะนาว น้ำมะขาม น้ำส้มสายชู กรดซิตริก ฯลฯ ชนิดที่เป็นเบส เช่น น้ำขี้เถ้า น้ำปูนใส โซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต ฯลฯ และชนิดที่เป็นกลาง เช่น เกลือแกง ผงชูรส น้ำตาลทราย ฯลฯ


  4. ยารักษาโรค ชนิดที่เป็นกรด เช่น วิตามินซี แอสไพริน ฯลฯ ชนิดที่เป็นเบส เช่น ยาธาตุ ฯลฯ


  5. เครื่องสำอาง เช่น น้ำหอม สเปรย์ฉีดผม ส่วนใหญ่จะมีสมบัติเป็นกลาง

นอกจากนี้ ยังมีสารที่เราเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราที่ควรรู้จัก


หลักการใช้สารโดยทั่วไป

การใช้สารโดยทั่วไปควรต้องศึกษาวิธีการใช้สารต่างๆ โดยยึดหลักปฏิบัติง่ายๆ ดังนี้

  1. ศึกษาสมบัตินั้นๆ เช่น สมบัติความเป็นกรด-เบส สารละลาย ความเป็นพิษ และอันตรายของสารแต่ละชนิดจนเข้าใจอย่างถูกต้อง


  2. จะใช้สารใดต้องศึกษาวิธีการใช้สารนั้นให้เข้าใจ โดยอ่านจากฉลากหรือเอกสารที่ได้รับมา แล้วปฏิบัติอย่างเคร่งครัด


  3. เลือกใช้สารที่มีคุณภาพมาตรฐาน โดยพิจารณาจากกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงสาธารณสุข ฯลฯ

สินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรองจากกระทรวงอุตสาหกรรมว่าได้มาตรฐาน จะมีเครื่องหมายมาตรฐานแสดงพร้อมทั้งระบุหมายเลขมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมให้เห็นได้ง่ายและชัดเจนไว้ใต้หรือข้างเครื่องหมายมาตรฐานด้วย ดังรูป


เครื่องหมายมาตรฐานทั่วไป เป็นเครื่องหมายที่แสดงกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมาตรฐานไม่บังคับ ผู้ผลิตสามารถยื่นขอใบอนุญาตแสดงเครื่องหมายมาตรฐานได้ด้วยความสมัครใจ

เครื่องหมายมาตรฐานบังคับ เป็นเครื่องหมายที่แสดงกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมาตรฐานบังคับ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่เศรษฐกิจของประเทศ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่าย จะต้องผลิต นำเข้า และจำหน่ายเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องหมายที่แสดงมาตรฐานความปลอดภัยที่เป็นรูปตัวเอส มีคำว่า "ปลอดภัย" ของสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) ดังรูป


เครื่องหมายแสดงมาตรฐานความปลอดภัย เป็นเครื่องหมายที่แสดงบนผลิตภัณฑ์ที่ต้องมีความปลอดภัยในการใช้งานตามมาตรฐาน เฉพาะด้านความปลอดภัย เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเครื่องหมายนี้เป็นทั้งมาตรฐานบังคับและไม่บังคับ

ด้านอาหารและเครื่องดื่มจะมีเครื่องหมายที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขและมีหมายเลขทะเบียนอาหารระบุไว้ เช่น อย. หรือ food safety






ที่มาข้อมูล : - หนังสือแบบเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (สสวท) กระทรวงศึกษาธิการ
- คู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (สสวท) กระทรวงศึกษาธิการ

    เรื่อง : บทเรียนวิทยาศาสตร์
    เข้าชม : 221098