ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ข่าววิทยาศาสตร์
ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์
เรื่องน่ารู้
พจนานุกรม
นักวิทยาศาสตร์
คำถามวิทยาศาสตร์
สีสันวิทยาศาสตร์
การทดลองวิทยาศาสตร์
บทเรียน / แบบฝึกหัด
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | บทเรียน | บทเรียน

บทเรียน
   

วิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 : พืช
 
ระดับชั้น : มัธยมต้น

พืช
สารละลายกรด-เบส



น้องๆ ได้เรียนรู้เรื่องของพืช ผ่านมาแล้วว่า พืชประกอบด้วยเซลล์ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่เล็กที่สุด และเซลล์ที่เหมือนกันจะทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มหรือที่เรียกว่า เนื้อเยื่อ แม้ว่าพืชจะไม่มีระบบทำงานเฉพาะเหมือนกับสัตว์ แต่พืชก็มีกลุ่มเซลล์ที่ทำหน้าที่ร่วมกัน เช่น กลุ่มเซลล์ท่อลำเลียง เป็นต้น

ราก ดอก ผล และลำต้น จัดเป็นอวัยวะที่สำคัญของพืช อวัยวะเหล่านี้ทำงานร่วมกันเป็นระบบ คือ ในต้นพืชหนึ่งต้นสามารถจัดลำดับหน่วยการทำงานในต้นพืชได้ คือ

  1. เซลล์ (Cell) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุด ที่ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของชีวิต

    • เซลล์พาลิเสดของใบ มีคลอโรพลาสต์อยู่ภายในเซลล์ ทำหน้าที่ดูดกลืนพลังงานแสง

  2. เนื้อเยื่อ (tissue) เป็นกลุ่มเซลล์ชนิดเดียวกันที่ร่วมกันทำงานอย่างเดียวกัน

    • เนื้อเยื่อพาลิเสด ประกอบด้วยเซลล์พาลิเสดจำนวนมาก ทำหน้าที่สร้างอาหารให้แก่พืช
      ด้วยกระบวนการสังเคราะห์แสง

  3. อวัยวะ (Organ) เป็นกลุ่มของเนื้อเยื่อที่ทำงานร่วมกัน

    • ใบไม้ ประกอบด้วยเซลล์พาลิเสด กลุ่มเซลล์ท่อลำเลียงน้ำ และกลุ่มเซลล์ท่อลำเลียงอาหาร ดังนั้น ใบไม้จึงจัดเป็นอวัยวะของพืช

  4. ระบบ (system) คือ กลุ่มของอวัยวะที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบในสิ่งมีชีวิต

    • ต้นไม้ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วยอวัยวะหลายชนิด ได้แก่ ราก ลำต้น ใบ ดอก และผล
ส่วนประกอบของพืช

โดยทั่วไปพืชมีส่วนประกอบหลักๆ อยู่ คือ ราก ลำต้น ใบ และดอก

  1. ราก มีความสำคัญต่อพืชมาก เพราะรากพืชประกอบด้วยเซลล์ขนราก ที่ทำหน้าที่ดูดน้ำและแร่ธาตุจากดิน และเนื้อเยื่อลำเลียงทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุไปสู่ส่วนต่างๆ ของพืช


  2. ลำต้น เป็นส่วนของพืชที่อยู่เหนือพื้นดิน ทำหน้าที่ยึดกิ่ง ก้าน ใบ และดอกของพืช ลำต้นยังมีหน้าที่ลำเลียงน้ำ แร่ธาตุ และอาหารระหว่างใบกับราก ลำต้นของพืชประกอบด้วยเนื้อเยื่อลำเลียงเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิดคือ

    • ท่อลำเลียงน้ำหรือไซเลม (xylem) เป็นเนื้อเยื่อลำเลียงที่เกิดจากกลุ่มเซลล์ที่ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุจากรากไปสู่ลำต้นและส่วนต่างๆ ของพืช

    • ท่อลำเลียงอาหารหรือโฟลเอม (phloem) เป็นเนื้อเยื่อลำเลียงที่เกิดจาดกลุ่มเซลล์ ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารจากใบ ลำต้น หรือบริเวณที่มีการสร้างอาหารไปยังส่วนต่างๆ ของพืชที่ต้องการอาหาร หรือไปยังบริเวณที่มีการสะสมอาหารของพืช

  3. ใบ (leaf) คือ อวัยวะของพืชหรือรยางค์ที่เจริญออกมาจากข้อของลำต้นและกิ่ง ใบส่วนใหญ่จะมีสีเขียวของคลอโรฟีลล์ มีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันไปตามชนิดของพืช ทำหน้าที่หลักในการสังเคราะห์แสง หายใจและคายน้ำ

    นอกจากนี้ใบยังอาจเปลี่ยนแปลงไปเพื่อทำหน้าที่พิเศษอื่นๆ เช่น สะสมอาหาร สืบพันธุ์ ช่วยยึดและค้ำจุนตามลำต้น ป้องกันยอดอ่อนและใบอ่อนเป็นต้น


  4. ดอก คือ อวัยวะสืบพันธุ์ (reproductive organ) ของพืชชั้นสูง ทำหน้าที่สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ มีกำเนิดมาจากตาชนิดตาดอก (floral bud) หรือตาผสม (mixed bud) ที่อยู่ตรงบริเวณปลายยอด ปลายกิ่ง บริเวณลำต้นหรือมุมระหว่างใบกับลำต้นหรือกิ่งตามแต่ชนิดของพืช ดอกของพืชแต่ละชนิดจะมีความแตกต่างกันไปใช้เป็นหลักสำคัญในการจำแนกหมวดหมู่พืชตามหลักทางพฤกษศาสตร์
การเจริญเติบโตของพืช

การเจริญเติบโตของพืช คือการเพิ่มจำนวนเซลล์ และการขยายขนาดของเซลล์พืช นอกจากนี้การเจริญเติบโตของพืช ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์เพื่อทำหน้าที่เฉพาะ ซึ่งเซลล์แต่ละชนิดจะร่วมกันทำงานในระบบต่างๆ ของต้นพืช

กระบวนการเจริญเติบโตของพืช มี 3 กระบวนการ คือ

  1. กระบวนการแบ่งเซลล์ เป็นกระบวนการที่พืชเพิ่มจำนวนเซลล์ให้มากที่สุด ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่บริเวณปลายยอดและปลายราก

  2. กระบวนการขยายขนาดของเซลล์ เป็นกระบวนการที่ทำให้เซลล์มีขนาดใหญ่ขึ้น

  3. กระบวนการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์เพื่อทำหน้าที่เฉพาะ เช่น เซลล์ท่อลำเลียง เซลล์ท่อลำเลียงอาหาร ปากใบหรือเซลล์คุม เซลล์ขนราก เป็นต้น
เราสามารถสังเกตการเจริญเติบโตของพืชได้จากการวัดขนาดของใบ ดอก ผล ลำต้น และราก การแตกกิ่งก้าน และการแตกหน่อ

เมล็ดและการงอก

การเจริญเติบโตของพืชเริ่มต้นเมื่อเมล็ดได้รับความชุ่มชื้นจากน้ำ ดังนั้นน้ำจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญในการงอกของเมล็ดและการเจริญเติบโตของพืช

เมล็ด (seed) คือส่วนที่เจริญมาจากโอวุล (ovule) หลังการปฏิสนธิระหว่างละอองเรณูกับเซลล์ไข่ของดอกไม้ ภายในเมล็ดประกอบด้วย (ภาพภายในเมล็ด)

  1. เปลือกหุ้มเมล็ด (seed coat)

  2. ใบเลี้ยง (cotyledon)

  3. ต้นอ่อน (embryo) ซึ่งมีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ

การงอก (germination) คือ สภาพที่เมล็ดเริ่มเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ เมื่อเมล็ดตกลงบนพื้นดิน ที่มีน้ำ อากาศ และอุณหภูมิที่เหมาะสม เปลือกหุ้มเมล็ดจะดูดซับเอาน้ำจนเปลือกอ่อนนุ่ม อาหารที่สะสมในเนื้อเมล็ดจะเป็นแหล่งพลังงานให้รากแรกเกิดงอกออกมาทางรูไมโครไพล์เป็นส่วนแรก เมื่อใบเลี้ยงโผล่พ้นเปลือกหุ้มเมล็ด ยอดแรกเกิดจะเจริญไปเป็นใบแท้ ขณะที่ลำต้นจะยืดตัวสูงขึ้น ส่วยใบเลี้ยงก็จะค่อยๆ มีขนาดเล็กลงและหลุดไปในที่สุด

ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช

สิ่งจำเป็นที่ช่วยในการเจริญเติบโตของพืช ได้แก่ แสงแดด น้ำ อากาศ และแร่ธาตุต่างๆ ที่พืชต้องการ

  1. แสงแดด พืชใช้ในการสร้างอาหารหรือที่เรียกว่า กระบวนการสังเคราะห์แสง จากกระบวนการนี้จะได้อาหารของพืช คือ น้ำตาลกลูโคส ซึ่งพืชอาจเก็บไว้ในรูปของแป้ง นอกจากนี้ยังได้น้ำและก๊าซออกซิเจน เป็นผลพลอยได้ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อมนุษย์และสัตว์
  2. แสงแดด : ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช

  3. อากาศ ในอากาศมีก๊าซออกซิเจนเป็นส่วนประกอบประมาณ 20% ก๊าซออกซิเจนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของพืช เนื่องจากกระบวนการหายใจของพืช ที่เกิดขึ้นภายในเซลล์พืช เป็นกระบวนการที่ก๊าซออกซิเจนรวมตัวกับน้ำตาลกลูโคส เพื่อให้ได้พลังงานมาใช้ในการทำงานของเซลล์พืช


  4. น้ำ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิตไม่ว่าพืชหรือสัตว์ เนื่องจากในสิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีน้ำเป็นส่วนประกอบมากกว่าครึ่งหนึ่งของน้ำหนักตัว น้ำเป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่ภายในเซลล์ช่วยละลายสารอาหารต่างๆ ช่วยลำเลียงสารอาหาร สารเคมี รวมทั้งแร่ธาตุต่างๆ ระหว่างเซลล์ และน้ำยังช่วยลดอุณหภูมิภายในต้นพืชได้อีกด้วย


  5. แร่ธาตุ ช่วยในการทำงานของระบบต่างๆ ให้ดำเนินไปได้ด้วยดี เมื่อพืชขาดแร่ธาตุบางชนิดจะมีผลทำให้การเจริญเติบโตของพืชผิดปกติ ซึ่งสังเกตได้จากลักษณะของลำต้น ใบ ดอก และผลจะมีลักษณะผิดปกติ แร่ธาตุหลักที่พืชต้องการคือ แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) กำมะถัน (S) เหล็ก (Fe) สังกะสี (Zn) ทองแดง (Cu) เป็นต้น


  6. แรงโน้มถ่วงของโลก ก็มีผลต่อทิศทางการเจริญเติบโตของพืช โดยลำต้นจะมีการเจริญเติบโตต้านแรงโน้มถ่วงของโลก ส่วนรากจะมีการเจริญเติบโตตามแนวแรงโน้มถ่วงของโลก
การสร้างอาหารของพืช

พืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างอาหารเองได้ ดังนั้น พืชสีเขียวจึงเป็นผู้ผลิตอาหารสำหรับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนโลก กระบวนการสร้างอาหารของพืช เรียกว่า การสังเคราะห์แสง ซึ่งต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ ดังนี้

ผลที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาการสังเคราะห์แสง คือ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว น้ำ และก๊าซออกซิเจน ซึ่งสรุปเป็นสมการเคมี ได้ดังนี้



น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวทีเกิดขึ้น คือ กลูโคส (C6H12O6) จะถูกเปลี่ยนเป็นแป้งและเก็บสะสมไว้ในส่วนต่างๆ ของพืช เช่น ใบ ลำต้น ราก ผล เมล็ด เป็นต้น เมื่อพืชต้องการน้ำตาลมาใช้ในการเจริญเติบโตอีก จึงเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลกลับมาใช้ได้อีกครั้ง

น้ำและก๊าซออกซิเจนที่เกิดขึ้นจากการสังเคราะห์แสงจะถูกขับออกมาภายนอกทางปากใบ


กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช

กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช (Photosynthesis) เป็นกระบวนการสร้างอาหารของพืชที่เกิดขึ้นในเซลล์พืชที่ยังมีชีวิตและคลอโรฟีลล์ และเป็นปฏิกิริยาเคมีที่ซับซ้อน ซึ่งสามารถเขียนแสดงการเกิดกระบวนการโดยรวมได้ด้วยสมการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช ดังนี้


สิ่งที่จำเป็นในกระบวนการสังเคราะห์แสง

  1. คลอโรฟีลล์ เป็นสารสีเขียวที่อยู่ในคลอโรพลาสต์ ทำหน้าที่ดูดกลืนพลังงานแสงสีต่างๆ จากแสงแดด ยกเว้นแสงสีเขียวและสีเหลือง เราจึงมองเห็นใบไม้เป็นสีเขียว เนื่องจากแสงสีเขียวและสีเหลืองสะท้อนเข้าสู่ตาของเรา

  2. แสง เป็นพลังงานรูปหนึ่ง พลังงานแสงช่วยให้เกิดปฏิกิริยาเคมีระหว่างน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้รวมตัวกันเป็นน้ำตาลกลูโคสและก๊าซออกซิเจนในกระบวนการสังเคราะห์แสงด้วยแสง
วัตถุดิบที่ใช้ในการสังเคราะห์แสง คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ

ผลผลิตจากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช คือ น้ำตาลกลูโคส และก๊าซออกซิเจน ในการสร้างอาหารส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในเซลล์ที่มีใบของพืช แต่เซลล์ของพืชทุกส่วนต้องการอาหารและก๊าซออกซิเจน

การลำเลียงในพืช (การแพร่, การออสโมซีส)

การลำเลียงในพืช หมายถึง การขนส่งหรือการนำสิ่งต่างๆ ได้แก่ น้ำ แร่ธาตุ อาหาร และก๊าซผ่านเนื้อเยื่อลำเลียงไปยังเซลล์ในส่วนต่างๆ ของพืช

ระบบลำเลียงในพืชประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ชนิด ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง เพื่อทำหน้าที่ลำเลียงแร่ธาตุ และอาหารโดยเฉพาะ เนื้อเยื่อลำเลียงประกอบด้วยเซลล์ที่มีลักษณะเป็นหลอดเล็กๆ อยู่ภายในเป็นจำนวนมาก เซลล์เหล่านี้ทำหน้าที่นำของเหลวเคลื่อนขึ้นและลงไปในลำต้น ราก และทุกส่วนของพืช เนื่อเยื่อที่ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุ เรียกว่า ไซเลม เนื่อเยื่อที่ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารเรียกว่า โฟลเอม

น้ำและแร่ธาตุจะเข้าสู่รากของพืชได้โดย

การแพร่ (diffusion)

เป็นการเคลื่อนที่ของโมเลกุลผ่านเยื่อกั้น จากบริเวณที่มีความเข้มข้นสูงกว่าไปยังบริเวณที่มีความเข้มข้นน้อยกว่า ทำให้เกิดการผสมรวมกันของโมเลกุลอย่างช้าๆ

ภาพ : การแพร่ของเกล็ดด่างทับทิม

การออสโมซีส (osmosis)

การเคลื่อนที่ผ่านของน้ำ (หรือการแพร่ของของเหลว) จากบริเวณที่มีความเข้มข้นของน้ำมาก (สารละลายมีความเข้มข้นน้อย) ผ่านเยื่อเมือกผ่านไปยังบริเวณที่มีความเข้มข้นของน้ำน้อย (สารละลายมีความเข้มข้นมาก)

ทางขนราก (root hair) คือ เซลล์พืชที่เปลี่ยนแปลงรูปร่างไปทำหน้าที่ดูดน้ำและแร่ธาตุเข้าสู่รากพืช พบบริเวณเหนือปลายหมวกรากขึ้นมาเล็กน้อย มีลักษณะเซลล์ยาวและบางเหมือนขนเส้นเล็กๆ หรือเป็นฝอยบางๆ จำนวนมากอยู่รอบปลายราก การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์ให้มีลักษณะเป็นเซลล์ยาวยื่นออกมาคล้ายขนนี้ ทำให้ขนรากมีพื้นที่ผิวสัมผัสกับน้ำและแร่ธาตุในดินได้มากขึ้น จึงดูดน้ำและแร่ธาตุเข้าสู่รากพืชได้ดีขึ้นด้วย

ภาพ : แสดงโครงสร้างของราก

การลำเลียงน้ำและแร่ธาตุ

การลำเลียงในพืช หมายถึง การขนส่งหรือการนำสิ่งต่างๆ ได้แก่ น้ำ แร่ธาตุ อาหาร และก๊าซผ่านเนื้อเยื่อลำเลียงไปยังเซลล์ในส่วนต่างๆ ของพืช

น้ำจากดินเข้าสู่รากได้โดยวิธีการออสโมซีสผ่านทางเซลล์ขนราก ส่วนแร่ธาตุในดินเข้าสู่รากได้โดยการแพร่ผ่านเซลล์ขนราก และในรากมีกลุ่มเซลล์ที่เป็นเนื้อเยื่อทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุโดยเฉพาะเรียกว่า ไซเลม หรือ ท่อลำเลียง

ภาพ : แสดงทิศทางการลำเลียงน้ำและแร่ธาตุในต้นพืช


เมื่อน้ำและแร่ธาตุผ่านเข้ามาในเซลล์ขนรากแล้ว จะแพร่ต่อไปยังเซลล์ถัดไปเรื่อยๆ จนถึงท่อลำเลียงน้ำ ซึ่งอยู่ด้านในของรากและยาวต่อเนื่องกันไปจากรากไปสู่ลำต้น กิ่ง ก้าน และใบ จากนั้นน้ำและแร่ธาตุจะแพร่จากท่อลำเลียงไปยังเซลล์อื่นๆ ที่พืชต้องการต่อไป

การคายน้ำของพืช

พืชดูดน้ำและแร่ธาตุผ่านทางรากและลำเลียงจากรากขึ้นสู่ลำต้นและใบ เมื่อมีน้ำมากเกินความต้องการของเซลล์ น้ำจะระเหยออกจากเนื้อเยื่อของใบทางปากใบในรูปของไอน้ำ เรียกว่า การคายน้ำของพืช

การคายน้ำของพืช (transpiration) เป็นการกำจัดน้ำออกจากต้นพืชในสถานะแก๊สหรือไอน้ำ ส่วนใหญ่การคายน้ำของพืชจะเกิดขึ้นบริเวณใบ และอาจเกิดขึ้นที่ส่วนอื่นๆ ของพืช เช่น กิ่ง ก้าน ลำต้น ผล และดอก แต่อาจเกิดขึ้นน้อยกว่าที่ใบ และการคายน้ำ เป็นกระบวนการแพร่ของน้ำในรูปไอน้ำออกทางปากใบ (Stoma) ซึ่งจะเกิดมาที่สุดในเวลากลางวัน ลมพัดแรง อากาศมีความชื้นต่ำ จะพบมากที่สุดทางด้านล่างของใบหรือด้านท้องใบ ตรงตำแหน่งของปากใบ

การคายน้ำของพืชมี 2 แบบ คือ

  1. การคายน้ำในรูปของไอน้ำ เกิดขึ้นที่ปากใบหรือรูใบ

  2. การคายน้ำในรูปของหยดน้ำ เกิดขึ้นที่ต่อมบริเวณขอบของใบ
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการคายน้ำของพืชได้แก่

  • ลม

  • แสงสว่าง

  • ชนิดของพืช

  • อุณหภูมิของอากาศ

  • ความชื้นของอากาศ

  • ความอุดมสมบูรณ์ของน้ำในดิน
การลำเลียงอาหารของพืช

การลำเลียงอาหารของพืช เมื่อพืชสังเคราะห์แสงแล้วจะได้น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลกลูโคสส่วนหนึ่งจะเปลี่ยนเป็นแป้งทันทีและเก็บสะสมไว้ในเซลล์ส่วนต่างๆ ของพืช เมื่อพืชต้องการนำอาหารไปใช้ในกระบวนการต่างๆ แป้งที่เก็บสะสมไว้จะถูกเปลี่ยนเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคส แล้วลำเลียงไปสู่เซลล์ตามส่วนต่างๆ ของพืชโดยระบบลำเลียงอาหร ซึ่งประกอบด้วยเนื้อเยื่อที่เป็นกลุ่มเซลล์ท่อลำเลียงอาหารหรือ โฟลเอม (phloem) ด้วยวิธีการแพร่

นอกจากการลำเลียงน้ำ แร่ธาตุ และอาหารในพืชแล้ว ยังมีการลำเลียงก๊าซออกซิเจนซึ่งเป็นผลผลิตจากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง และเป็นสิ่งจำเป็นในกระบวนการหายใจของเซลล์พืช และการลำเลียงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างอาหารของพืช การลำเลียงก๊าซทั้ง 2 ชนิดนี้ จากเซลล์หนึ่งไปยังเซลล์หนึ่งเกิดขึ้นโดยวิธีการแพร่ และผ่านเข้าออกทางปากใบของพืช

การสืบพันธุ์ของพืช

การสืบพันธุ์ (reproduction) เป็นกระบวนการที่สิ่งมีชีวิตใช้ในการดำรงเผ่าพันธุ์ ไม่ให้สูญหายจากโลก ในพืชเป็นการให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตตัวใหม่หรือต้นใหม่จากสิ่งมีชีวิตตัวเดิมหรือต้นเดิมที่มีอยู่ก่อน

การสืบพันธุ์ มี 2 แบบ คือ การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ และ การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ

การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ (sexual reproduction)

การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เกิดจากการผสมระหว่างเซลล์สืบพันธุ์ตัวผู้ (สเปิร์ม) กับเซลล์สืบพันธุ์ตัวเมีย (เซลล์ไข่) ได้แก่ การสืบพันธุ์ของพืชมีดอก ซึ่งดอกจะทำหน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์

การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ พืชต้นใหม่จะมีลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ ซึ่งอาจทำให้กลายพันธุ์ได้

พืชดอก (angiosperm) เป็นอวัยวะของพืชที่ทำหน้าที่ในการสืบพันธุ์ มีส่วนประกอบดังนี้

ภาพ : แสดงส่วนประกอบของดอกไม้

ส่วนประกอบของดอกเรียงจากวงนอกเข้าสู่วงใน มีส่วนประกอบสำคัญ 4 ส่วน ได้แก่

  1. กลีบเลี้ยง เป็นส่วนที่อยู่นอกสุด ซึ่งเจริญเปลี่ยนแปลงมาจากใบ มีขนาดเล็ก มักมีสีเขียว ทำหน้าที่ห่อหุ้มดอกตอนที่ยังตูมอยู่

  2. กลีบดอก เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากกลีบเลี้ยงเข้าไป มีสีสวยงามและมีกลิ่นหอม มักมีขนาดใหญ่กว่ากลีบเลี้ยง ทำหน้าที่ล่อแมลงให้มาผสมเกสร

  3. เกสรตัวผู้ อยู่ถัดจากกลีบดอกเข้าไปประกอบด้วย

    • อับเรณู ภายในอับเรณู มีถุง 4 ถุง ภายในถุงแต่ละใบมีละอองเรณู ซึ่งทำหน้าที่เป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้จำนวนมากบรรจุอยู่

    • ก้านชูอับเรณู

  4. เกสรตัวเมีย เป็นส่วนที่อยู่ในสุด ประกอบด้วย

    • ยอดเกสรตัวเมีย มีน้ำหวานเหนียวๆ คอยดักจับละอองเรณู และใช้เป็นอาหารสำหรับการงอกของละอองเรณู

    • ก้านเกสรตัวเมีย

    • รังไข่ ภายในมีออวุลอยู่ ซึ่งอาจมี 1 ออวุล หรือหลายออวุลก็ได้ ภายในออวุลมีไข่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย
ภาพ : แสดงเกสรตัวเมีย

การแบ่งประเภทของดอกโดยใช้องค์ประกอบทั้ง 4 ส่วนเป็นเกณฑ์ จะแบ่งได้ 2 ประเภท คือ

  1. ดอกครบส่วน (Incomplete flower) คือ ดอกที่มีส่วนประกอบทั้ง 4 ส่วน เช่น ดอกชบา ดอกต้อยติ่ง กุหลาบ มะลิ ชงโค อัญชัน มะเขือ พู่ระหง ผักบุ้ง เป็นต้น

  2. ดอกที่ไม่ครบส่วน (Incomplete flower) คือ ดอกที่มีส่วนประกอบไม่ครบทั้ง 4 ส่วน ซึ่งอาจจะขาดส่วนหนึ่งส่วนใดหรือ อาจจะขาดมากกว่า 1 ส่วนก็ได้ เช่น ข้าวโพด ข้าว ตำลึง ฟักทอง เฟื่องฟ้า มะละกอ บวบ เป็นต้น
การแบ่งประเภทของดอกโดยอาศัยชนิดของเกสรเป็นเกณฑ์ แบ่งได้ 2 ประเภท คือ

  1. ดอกสมบูรณ์เพศ คือ ดอกที่มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน เช่น กุหลาบ มะม่วง ชบา เป็นต้น

  2. ดอกไม่สมบูรณ์เพศ คือ ดอกที่มีเฉพาะเกสรตัวผู้ หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ข้าว ข้าวโพด มะละกอ เป็นต้น
การสืบพันธุ์ของพืชดอก

การถ่ายละอองเรณู (pollination) หมายถึง การที่ละอองเรณูไปตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย การถ่ายละอองเรณูมี 2 แบบ คือ

  1. การถ่ายละอองเรณูภายในดอกเดียวกัน (self pollination)

  2. การถ่ายละอองเรณูข้ามดอกกันหรือข้ามต้น (cross pollination)
การปฏิสนธิ (fertilization) หมายถึง การที่อสุจิ (sperm) เข้าไปผสมกับเซลล์ไข่ ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ละอองเรณูไปตกบนยอดเกสรตัวเมีย

หลังการปฏิสนธิจะเกิดสิ่งต่างๆ ดังนี้

  1. ไข่เจริญไปเป็นต้นอ่อนภายในเมล็ด

  2. รังไข่จะเจริญไปเป็นผล

  3. ผนังรังไข่ จะเจริญไปเป็นเปลือกและเนื้อของผล

  4. ออวุล จะเจริญไปเป็นเมล็ด

  5. กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรตัวผู้ ยอดเกสรตัวเมีย ก้านเกสรตัวเมีย จะเหี่ยวแห้งร่วงไป แต่บางทีกลีบเลี้ยงก็ยังติดอยู่
การขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศถ้ามีการผสมข้ามต้นอาจทำให้เกิดการกลายพันธุ์ได้ แต่มีอายุยืน ลำต้นแข็งแรง เพราะมีรากแก้ว

การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศจะไม่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นวิธีการขยายพันธุ์พืชให้ได้จำนวนมากที่สุดในระยะเวลาสั้น โดยการตัดต่ออ่อน ยอดอ่อน หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชที่เป็นเนื้อเยื่อเจริญ แล้วนำมาเพาะเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์ และให้อยู่ในสภาพที่ปลอดเชื้อ ก็จะทำให้ส่วนของพืชเหล่านี้แบ่งตัวเพิ่มจำนวนเซลล์ขึ้นได้ต้นใหม่มากมายตามต้องการ ซึ่งนิยมใช้การขยายพันธุ์วิธีนี้กับพืชเศรษฐกิจ เช่น กล้วยไม้ ต้นสัก ข้าว เป็นต้น

การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ

การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ (asexual reproduction) เป็นการสืบพันธุ์ที่ไม่อาศัยดอก และไม่มีการผสมระหว่างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้กับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย แต่เป็นการใช้ส่วนต่างๆ ของพืชขยายพันธุ์ ได้แก่ การปักชำ การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นต้น การสืบพันธุ์วิธีนี้ไม่ทำให้กลายพันธุ์ แต่อาจได้ต้นใหม่ที่ไม่ทนทานแข็งแรงเท่าเดิม

การตอบสนองของพืชต่อสิ่งเร้า

พืชจะตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ในสิ่งแวดล้อม เช่น แสง อุณหภูมิ น้ำ การสัมผัส แรงโน้มถ่วงของโลก เป็นต้น ด้วยการเจริญเข้าหา หรือหนีจากสิ่งเร้าเหล่านั้น การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพืชเรียกว่า โทรพิซึม (tropism) การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพืชอาจเป็นผลจากฮอร์โมนหรือ จากการทำปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์ ลักษณะการตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพืช คือ

การตอบสนองต่อแสงของพืช เช่น การเบนเข้าหาแสงของพืช หรือที่เรียกว่า โฟโตโทรพิซึม (Phototropism) และการสัมผัสก็เป็นสิ่งเร้าอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้พืชเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ใบของไมยราบถูกสัมผัส ใบจะหุบทันที ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าในเวลาอันสั้น



ที่มาข้อมูล : - หนังสือแบบเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (สสวท) กระทรวงศึกษาธิการ
- คู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (สสวท) กระทรวงศึกษาธิการ
จำนวนคนอ่าน 138437 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved