วิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 : พืช


ระดับชั้น : ม.1





น้องๆ ได้เรียนรู้เรื่องของพืช ในระดับชั้นประถมมาแล้วว่า พืชประกอบด้วยเซลล์ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่เล็กที่สุด และเซลล์ที่เหมือนกันจะทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มหรือที่เรียกว่า เนื้อเยื่อ แม้ว่าพืชจะไม่มีระบบทำงานเฉพาะเหมือนกับสัตว์ แต่พืชก็มีกลุ่มเซลล์ที่ทำหน้าที่ร่วมกัน เช่น กลุ่มเซลล์ท่อลำเลียง ฯลฯ

ราก ดอก ผล และลำต้น จัดเป็นอวัยวะที่สำคัญของพืช อวัยวะเหล่านี้ทำงานร่วมกันเป็นระบบ คือ ในต้นพืชหนึ่งต้นสามารถจัดลำดับหน่วยการทำงานในต้นพืชได้ คือ

  1. เซลล์ (Cell) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุด ที่ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของชีวิต

    • เซลล์พาลิเสดของใบ มีคลอโรพลาสต์อยู่ภายในเซลล์ ทำหน้าที่ดูดกลืนพลังงานแสง


  2. เนื้อเยื่อ (tissue) เป็นกลุ่มเซลล์ชนิดเดียวกันที่ร่วมกันทำงานอย่างเดียวกัน

    • เนื้อเยื่อพาลิเสด ประกอบด้วย เซลล์พาลิเสดจำนวนมาก ทำหน้าที่สร้างอาหารให้แก่พืช
      ด้วยกระบวนการสังเคราะห์แสง


  3. อวัยวะ (Organ) เป็นกลุ่มของเนื้อเยื่อที่ทำงานร่วมกัน

    • ใบไม้ ประกอบด้วย เซลล์พาลิเสด กลุ่มเซลล์ท่อลำเลียงน้ำ และกลุ่มเซลล์ท่อลำเลียงอาหาร ดังนั้น ใบไม้จึงจัดเป็นอวัยวะของพืช


  4. ระบบ (system) คือ กลุ่มของอวัยวะที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบในสิ่งมีชีวิต

    • ต้นไม้ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วยอวัยวะหลายชนิด ได้แก่ ราก ลำต้น ใบ ดอก และผล

ส่วนประกอบของพืช

โดยทั่วไปพืชมีส่วนประกอบหลักๆ อยู่ คือ ราก ลำต้น ใบ และดอก

  1. ราก มีความสำคัญต่อพืชมาก เพราะรากพืชประกอบด้วย เซลล์ขนราก ที่ทำหน้าที่ดูดน้ำและแร่ธาตุจากดิน และเนื้อเยื่อลำเลียง ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุไปสู่ส่วนต่างๆ ของพืช


  2. ลำต้น เป็นส่วนของพืชที่อยู่เหนือพื้นดิน ทำหน้าที่ยึดกิ่ง ก้าน ใบ และดอกของพืช ลำต้นยังมีหน้าที่ลำเลียงน้ำ แร่ธาตุ และอาหารระหว่างใบกับราก ลำต้นของพืชประกอบด้วย เนื้อเยื่อลำเลียงเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิดคือ

    • ท่อลำเลียงน้ำหรือไซเลม (xylem) เป็นเนื้อเยื่อลำเลียงที่เกิดจากกลุ่มเซลล์ที่ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุจากรากไปสู่ลำต้นและส่วนต่างๆ ของพืช


    • ท่อลำเลียงอาหาร หรือโฟลเอม (phloem) เป็นเนื้อเยื่อลำเลียงที่เกิดจากกลุ่มเซลล์ ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารจากใบ ลำต้น หรือบริเวณที่มีการสร้างอาหารไปยังส่วนต่างๆ ของพืชที่ต้องการอาหาร หรือไปยังบริเวณที่มีการสะสมอาหารของพืช


  3. ใบ (leaf) คือ อวัยวะของพืช หรือรยางค์ที่เจริญออกมาจากข้อของลำต้นและกิ่ง ใบส่วนใหญ่จะมีสีเขียวของคลอโรฟิลล์ มีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันไปตามชนิดของพืช ทำหน้าที่หลักในการสังเคราะห์แสง หายใจ และคายน้ำ

    นอกจากนี้ ใบยังอาจเปลี่ยนแปลงไปเพื่อทำหน้าที่พิเศษอื่นๆ เช่น สะสมอาหาร สืบพันธุ์ ช่วยยึด และค้ำจุนตามลำต้น ป้องกันยอดอ่อนและใบอ่อน ฯลฯ


  4. ดอก คือ อวัยวะสืบพันธุ์ (reproductive organ) ของพืชชั้นสูง ทำหน้าที่สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ มีกำเนิดมาจากตาชนิดตาดอก (floral bud) หรือตาผสม (mixed bud) ที่อยู่ตรงบริเวณปลายยอด ปลายกิ่ง บริเวณลำต้นหรือมุมระหว่างใบกับลำต้นหรือกิ่งตามแต่ชนิดของพืช ดอกของพืชแต่ละชนิดจะมีความแตกต่างกันไปใช้เป็นหลักสำคัญในการจำแนกหมวดหมู่พืชตามหลักทางพฤกษศาสตร์

การเจริญเติบโตของพืช

การเจริญเติบโตของพืช คือ การเพิ่มจำนวนเซลล์และการขยายขนาดของเซลล์พืช นอกจากนี้ การเจริญเติบโตของพืช ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์เพื่อทำหน้าที่เฉพาะ ซึ่งเซลล์แต่ละชนิดจะร่วมกันทำงานในระบบต่างๆ ของต้นพืช


    กระบวนการเจริญเติบโตของพืช มี 3 กระบวนการ คือ

    1. กระบวนการแบ่งเซลล์ เป็นกระบวนการที่พืชเพิ่มจำนวนเซลล์ให้มากที่สุด ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่บริเวณปลายยอดและปลายราก


    2. กระบวนการขยายขนาดของเซลล์ เป็นกระบวนการที่ทำให้เซลล์มีขนาดใหญ่ขึ้น


    3. กระบวนการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์เพื่อทำหน้าที่เฉพาะ เช่น เซลล์ท่อลำเลียง เซลล์ท่อลำเลียงอาหาร ปากใบหรือเซลล์คุม เซลล์ขนราก ฯลฯ

    เราสามารถสังเกตการเจริญเติบโตของพืชได้จากการวัดขนาดของใบ ดอก ผล ลำต้น และราก การแตกกิ่งก้าน และการแตกหน่อ


    เมล็ดและการงอก

    การเจริญเติบโตของพืชเริ่มต้นเมื่อเมล็ดได้รับความชุ่มชื้นจากน้ำ ดังนั้น น้ำจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญในการงอกของเมล็ดและการเจริญเติบโตของพืช

    เมล็ด (seed) คือ ส่วนที่เจริญมาจากโอวุล (ovule) หลังการปฏิสนธิระหว่างละอองเรณูกับเซลล์ไข่ของดอกไม้ ภายในเมล็ดประกอบด้วย

    1. เปลือกหุ้มเมล็ด (seed coat)


    2. ใบเลี้ยง (cotyledon)


    3. ต้นอ่อน (embryo) ซึ่งมีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ




    การงอก (germination) คือ สภาพที่เมล็ดเริ่มเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ เมื่อเมล็ดตกลงบนพื้นดิน ที่มีน้ำ อากาศ และอุณหภูมิที่เหมาะสม เปลือกหุ้มเมล็ดจะดูดซับเอาน้ำจนเปลือกอ่อนนุ่ม อาหารที่สะสมในเนื้อเมล็ดจะเป็นแหล่งพลังงานให้รากแรกเกิดงอกออกมาทางรูไมโครไพล์ (micropyle) เป็นส่วนแรก เมื่อใบเลี้ยงโผล่พ้นเปลือกหุ้มเมล็ด ยอดแรกเกิดจะเจริญไปเป็นใบแท้ ขณะที่ลำต้นจะยืดตัวสูงขึ้น ส่วนใบเลี้ยงก็จะค่อยๆ มีขนาดเล็กลงและหลุดไปในที่สุด


    ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช

    สิ่งจำเป็นที่ช่วยในการเจริญเติบโตของพืช ได้แก่ แสงแดด น้ำ อากาศ และแร่ธาตุต่างๆ ที่พืชต้องการ

    1. แสงแดด พืชใช้ในการสร้างอาหารหรือที่เรียกว่า กระบวนการสังเคราะห์แสง อาหารของพืชที่ได้จากกระบวนการนี้ คือ น้ำตาลกลูโคส ซึ่งพืชอาจเก็บไว้ในรูปของแป้ง นอกจากนี้ ยังได้น้ำและก๊าซออกซิเจนที่เป็นผลพลอยได้ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อมนุษย์และสัตว์



    2. แสงแดดเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช


    3. อากาศ ในอากาศมีก๊าซออกซิเจนเป็นส่วนประกอบประมาณ 20% ก๊าซออกซิเจนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของพืช เนื่องจากกระบวนการหายใจของพืช ที่เกิดขึ้นภายในเซลล์พืช เป็นกระบวนการที่ก๊าซออกซิเจนรวมตัวกับน้ำตาลกลูโคส เพื่อให้ได้พลังงานมาใช้ในการทำงานของเซลล์พืช


    4. น้ำ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิตไม่ว่าพืชหรือสัตว์ เนื่องจากในสิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีน้ำเป็นส่วนประกอบมากกว่าครึ่งหนึ่งของน้ำหนักตัว น้ำเป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่ภายในเซลล์ช่วยละลายสารอาหารต่างๆ ช่วยลำเลียงสารอาหาร สารเคมี รวมทั้งแร่ธาตุต่างๆ ระหว่างเซลล์ และน้ำยังช่วยลดอุณหภูมิภายในต้นพืชได้อีกด้วย


    5. แร่ธาตุ ช่วยในการทำงานของระบบต่างๆ ให้ดำเนินไปได้ด้วยดี เมื่อพืชขาดแร่ธาตุบางชนิดจะมีผลทำให้การเจริญเติบโตของพืชผิดปกติ ซึ่งสังเกตได้จากลักษณะของลำต้น ใบ ดอก และผลจะมีลักษณะผิดปกติ แร่ธาตุหลักที่พืชต้องการคือ แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) กำมะถัน (S) เหล็ก (Fe) สังกะสี (Zn) ทองแดง (Cu) ฯลฯ


    6. แรงโน้มถ่วงของโลก ก็มีผลต่อทิศทางการเจริญเติบโตของพืช โดยลำต้นจะมีการเจริญเติบโตต้านแรงโน้มถ่วงของโลก ส่วนรากจะมีการเจริญเติบโตตามแนวแรงโน้มถ่วงของโลก

การสร้างอาหารของพืช

พืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างอาหารเองได้ ดังนั้น พืชสีเขียวจึงเป็นผู้ผลิตอาหารสำหรับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนโลก กระบวนการสร้างอาหารของพืช เรียกว่า การสังเคราะห์แสง ซึ่งต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ ดังนี้


ผลที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาการสังเคราะห์แสง คือ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว น้ำ และก๊าซออกซิเจน สามารถสรุปเป็นสมการเคมี ได้ดังนี้




น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่เกิดขึ้น คือ กลูโคส (C6H12O6) จะถูกเปลี่ยนเป็นแป้ง (น้ำตาลกลูโคสหลายโมเลกุลจะรวมกันได้เป็นแป้ง) และเก็บสะสมไว้ในส่วนต่างๆ ของพืช เช่น ใบ ลำต้น ราก ผล เมล็ด ฯลฯ เมื่อพืชต้องการน้ำตาลมาใช้ในการเจริญเติบโตอีก จึงเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลกลับมาใช้ได้อีกครั้ง ส่วนน้ำและก๊าซออกซิเจนที่เกิดขึ้นจากการสังเคราะห์แสงจะถูกขับออกมาภายนอกทางปากใบ




กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช

กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช (Photosynthesis) เป็นกระบวนการสร้างอาหารของพืชที่เกิดขึ้นในเซลล์พืชที่ยังมีชีวิตและคลอโรฟีลล์ และเป็นปฏิกิริยาเคมีที่ซับซ้อน ซึ่งสามารถเขียนแสดงการเกิดกระบวนการโดยรวมได้ด้วยสมการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช ดังนี้



การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชในเวลากลางวันพืชจะเปลี่ยนน้ำตาลเป็นแป้งเก็บไว้ ส่วนในตอนกลางคืนพืชจะเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลลำเลียงไปใช้ ดังนั้น ในตอนเช้าถ้าทดสอบหาแป้งที่ใบจะไม่พบ เพราะพืชยังไม่ได้สังเคราะห์ด้วยแสงจึงไม่ได้สร้างอาหาร พืชแต่ละชนิดจะใช้แสงสีต่างๆ ในการสังเคราะห์ด้วยแสงไม่เหมือนกัน แต่โดยทั่วไปแสงที่พืชใช้ประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงที่สุดคือ แสงสีน้ำเงิน รองลงมาคือ แสงสีแดง


    สิ่งที่จำเป็นในกระบวนการสังเคราะห์แสง

    1. คลอโรฟีลล์ เป็นสารสีเขียวที่อยู่ในคลอโรพลาสต์ ทำหน้าที่ดูดกลืนพลังงานแสงสีต่างๆ จากแสงแดด ยกเว้นแสงสีเขียวและสีเหลือง เราจึงมองเห็นใบไม้เป็นสีเขียว เนื่องจากแสงสีเขียวและสีเหลืองสะท้อนเข้าสู่ตาของเรา


    2. แสง เป็นพลังงานรูปหนึ่ง พลังงานแสงช่วยให้เกิดปฏิกิริยาเคมีระหว่างน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้รวมตัวกันเป็นน้ำตาลกลูโคสและก๊าซออกซิเจนในกระบวนการสังเคราะห์แสงด้วยแสง

    วัตถุดิบที่ใช้ในการสังเคราะห์แสง คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ

    ผลผลิตจากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช คือ น้ำตาลกลูโคส และก๊าซออกซิเจน ในการสร้างอาหารส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในเซลล์ที่มีใบของพืช แต่เซลล์ของพืชทุกส่วนต้องการอาหารและก๊าซออกซิเจน ดังนั้น จึงเกิดการนำไปสู่กระบวนการลำเลียงในพืชต่อไป

การลำเลียงน้ำและแร่ธาตุ

โดยทั่วไป การลำเลียง หมายถึง การนำสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เซลล์ของสิ่งมีชีวิตต้องการอาหารและก๊าซออกซิเจนเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและให้พลังงานในการดำรงชีวิต นอกจากนี้ เซลล์ยังกำจัดของเสียที่เป็นของเหลวและก๊าซออกนอกเซลล์ ดังนั้น สิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์จะต้องมีระบบลำเลียงทั้งสิ้น


การลำเลียงในพืช

ต้นไม้จะมีขนรากจำนวนมากมายอยู่บริเวณปลายรากแก้ว รากกิ่ง รากแขนง และรากฝอย ซึ่งจะดูดน้ำและแร่ธาตุจากดินบริเวณรอบๆ เข้าสู่ต้นไม้ ขนรากเป็นส่วนของเซลล์ผิวรากที่ยื่นออกไป มีลักษณะเป็นขนเส้นเล็กๆ ยาวประมาณ 0.1 เซนติเมตร มีสีขาว อ่อนนุ่ม หักง่าย เมื่อมีความชื้นน้อยจะแห้งลีบไป

การที่ขนรากยื่นยาวออกไปมีประโยชน์ต่อพืชคือ ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสในการดูดซึมน้ำและแร่ธาตุ




ขนราก (root hair) คือ เซลล์พืชที่เปลี่ยนแปลงรูปร่างไปทำหน้าที่ดูดน้ำและแร่ธาตุเข้าสู่รากพืช พบบริเวณเหนือปลายหมวกรากขึ้นมาเล็กน้อย มีลักษณะเซลล์ยาวและบางเหมือนขนเส้นเล็กๆ หรือเป็นฝอยบางๆ จำนวนมากอยู่รอบปลายราก การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์ให้มีลักษณะเป็นเซลล์ยาวยื่นออกมาคล้ายขนนี้ ทำให้ขนรากมีพื้นที่ผิวสัมผัสกับน้ำและแร่ธาตุในดินได้มากขึ้น จึงดูดน้ำและแร่ธาตุเข้าสู่รากพืชได้ดีขึ้นด้วย

ภาพ : แสดงโครงสร้างของราก



ภาพ : แสดงทิศทางการลำเลียงน้ำและแร่ธาตุในต้นพืช


เมื่อน้ำและแร่ธาตุผ่านเข้ามาในเซลล์ขนรากแล้ว จะแพร่ต่อไปยังเซลล์ถัดไปเรื่อยๆ จนถึงท่อลำเลียงน้ำ ซึ่งอยู่ด้านในของรากและยาวต่อเนื่องกันไปจากรากไปสู่ลำต้น กิ่ง ก้าน และใบ จากนั้นน้ำและแร่ธาตุจะแพร่จากท่อลำเลียงไปยังเซลล์อื่นๆ ที่พืชต้องการต่อไป


การลำเลียงในพืช หมายถึง การขนส่งหรือการนำสิ่งต่างๆ ได้แก่ น้ำ แร่ธาตุ อาหาร และก๊าซผ่านเนื้อเยื่อลำเลียงไปยังเซลล์ในส่วนต่างๆ ของพืช

ระบบลำเลียงในพืชประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ชนิด ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง เพื่อทำหน้าที่ลำเลียงแร่ธาตุ และอาหารโดยเฉพาะ เนื้อเยื่อลำเลียงประกอบด้วยเซลล์ที่มีลักษณะเป็นหลอดเล็กๆ อยู่ภายในเป็นจำนวนมาก เซลล์เหล่านี้ทำหน้าที่นำของเหลวเคลื่อนขึ้นและลงไปในลำต้น ราก และทุกส่วนของพืช

เนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุจากรากสู่ลำต้นและใบ เรียกว่า ไซเลม (xylem) น้ำจากท่อลำเลียงน้ำเข้าสู่เซลล์อื่นๆ ด้วยวิธีออสโมซิส (osmosis) ส่วนแร่ธาตุจากท่อลำเลียงน้ำเข้าสู่เซลล์อื่นๆ ด้วยวิธีการแพร่ (diffusion) ส่วนเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารเรียกว่า โฟลเอม (phloem)

    กระบวนการลำเลียงน้ำและแร่ธาตุของพืช มีดังนี้

    การแพร่ (diffusion) เป็นการกระจายโมเลกุลของสารจากบริเวณที่มีจำนวนโมเลกุลของสารหนาแน่นกว่า (ความเข้มข้นมากกว่า) ไปสู่บริเวณที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า (ความเข้มข้นน้อยกว่า) การแพร่จะสิ้นสุดเมื่อโมเลกุลมีการแพร่กระจายอย่างสม่ำเสมอ เรียกว่า จุดสมดุล (ณ จุดสมดุลนี้ โมเลกุลไม่ได้หยุดนิ่ง แต่จะมีการเคลื่อนที่ไปมาในอัตราที่เท่ากัน) เช่น การแพร่ของด่างทับทิม การแพร่ของน้ำตาล การแพร่ของก๊าซออกซิเจน ฯลฯ


    ภาพ : การแพร่ของเกล็ดด่างทับทิม


    การออสโมซิส (osmosis) เป็นการแพร่ของน้ำ (หรือการแพร่ของของเหลว จากที่ที่มีโมเลกุลของน้ำมาก (ความเข้มข้นของสารละลายน้อย) ผ่านเยื่อเลือกผ่าน (semipermeable membrane) เข้าสู่บริเวณที่มีโมเลกุลของน้ำน้อย (ความเข้มข้นของสารละลายสูง) สำหรับในสิ่งมีชีวิต การออสโมซิส คือ การแพร่ของน้ำผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าหรือออกจากเซลล์ โดยที่เยื่อหุ้มเซลล์ทำหน้าที่เป็นเยื่อเลือกผ่าน

      เยื่อเลือกผ่าน (semipermeable membrane) คือ เยื่อบางๆ ที่มีรูพรุนยอมให้โมเลกุลของสารที่มีขนาดเล็ก เช่น น้ำ ผ่านได้ แต่ไม่ยอมให้โมเลกุลของสารที่มีขนาดใหญ่ เช่น แป้งและน้ำตาล ผ่านได้ ตัวอย่างของเยื่อเลือกผ่าน ได้แก่ เยื่อหุ้มเซลล์ กระดาษเซลโลเฟน กระเพาะปัสสาวะของสัตว์ เนื้อเยื่อชั้นในของเปลือกไข่ ฯลฯ




        การออสโมซิสเข้าสู่เซลล์ เรียกว่า เอนโดสโมซิส (endosmosis)

        การออสโมซิสออกจากเซลล์ เรียกว่า เอกโซสโมซิส (exosmosis)

      สรุป แร่ธาตุเข้าสู่รากของพืชโดยการแพร่ ส่วนน้ำเข้าสู่รากพืชโดยการออสโมซิส

    ภาพ : แสดงการทดลองในการออสโมซิลของน้ำ


    จากภาพ เป็นการทดลองเรื่องการออสโมซิสของน้ำ ในช่วงแรกถุงสารละลายน้ำตาลจะไม่เต่ง หลังจากทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ถุงของสารละลายน้ำตาลจะเต่งและมีขนาดใหญ่ขึ้น แสดงว่า โมเลกุลของน้ำเคลื่อนที่เข้าไปในถุงสารละลายน้ำตาลโดยผ่านกระดาษแก้วซึ่งทำหน้าที่เป็นเยื่อเลือกผ่าน


    กระบวนการลำเลียงอาหารของพืช

    พืชจำเป็นต้องอาศัยพลังงานในการดำรงชีวิตเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต ออกดอก ออกผล พืชจะได้รับพลังงานจากอาหารที่พืชสังเคราะห์ขึ้นมาเอง (ในการสังเคราะห์ด้วยแสงต้องใช้น้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นวัตถุดิบ และต้องการแร่ธาตุจากดิน) อาหารที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วยแสงจะลำเลียงไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของพืชทางท่อลำเลียงอาหาร

    ท่อลำเลียงอาหาร (phloem) คือ กลุ่มเซลล์ที่ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารซึ่งสร้างโดยการสังเคราะห์ด้วยแสง ส่วนใหญ่จะสร้างอาหารที่ใบแล้วนำไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของลำต้น เพื่อให้พืชเจริญเติบโต เซลล์ของท่อลำเลียงน้ำและท่อลำเลียงอาหารจะอยู่ในกลุ่มเดียวกัน โดยมีเนื้อเยื่อที่เรียกว่า เนื้อเยื่อเจริญ (cambium) ขวางกั้น ถ้าเราควั่นเปลือกไม่ใกล้ๆ โคนต้นออก ต้นไม้จะตายในเวลาต่อมา เพราะท่อลำเลียงอาหารที่อยู่ใกล้ๆ เปลือกจะถูกควั่นให้หลุดไป อาหารไม่สามารถส่งไปเลี้ยงบริเวณรากและโคนต้นไม้ได้ ต้นไม้จึงตาย



การลำเลียงก๊าซ

การลำเลียงก๊าซ พืชจะลำเลียงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และก๊าซออกซิเจน (O2) จากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่งโดยการแพร่ โดยก๊าซจะแพร่เข้าและแพร่ออกทางปากใบหรือรูใบ (stoma) หรือทางรูหายใจของลำต้น (lenticel)



การคายน้ำของพืช

พืชดูดน้ำและแร่ธาตุผ่านทางรากและลำเลียงจากรากขึ้นสู่ลำต้นและใบ เมื่อมีน้ำมากเกินความต้องการของเซลล์ น้ำจะถูกขับออกสู่ภายนอกทางปากใบที่อยู่ระหว่างเซลล์คุม 2 เซลล์ ซึ่งปากใบจะมีอยู่มากทางด้านล่างของใบหรือท้องใบ การคายน้ำของพืช แบ่งเป็น 2 แบบ คือ

  1. การคายน้ำออกเป็นไอน้ำ (transpiration) พืชจะคายออกในเวลากลางวันหรือในเวลาที่มีอุณหภูมิสูง โดยการแพร่ออกทางรูใบ


  2. การคายน้ำออกเป็นหยดน้ำ (guttation) พืชจะคายออกในเวลาที่มีอุณหภูมิต่ำ เช่น ในเวลาเช้ามืด จะคายออกทาง hydathode ซึ่งอยู่ที่ปลายเส้นใบ

การคายน้ำออกทางปากใบช่วยให้เกิดแรงดึงน้ำเข้าสู่ลำต้น


ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการคายน้ำของพืชได้แก่

  • ลม

  • แสงสว่าง

  • ชนิดของพืช

  • อุณหภูมิของอากาศ

  • ความชื้นของอากาศ

  • ความอุดมสมบูรณ์ของน้ำในดิน


ประโยชน์ของการคายน้ำ

การคายน้ำมีประโยชน์ต่อพืช คือ

  1. ช่วยให้เกิดแรงดึงน้ำ (transpiration pull) จากส่วนล่างลำเลียงขึ้นสู่ส่วนบนของลำต้น


  2. เมื่อพืชคายน้ำ จะไปทำให้รากต้องดูดน้ำจากดินขึ้นมาเพื่อชดเชยน้ำที่คายไป ทำให้ได้น้ำและแร่ธาตุจากดินซึ่งพืชใช้เป็นอาหารต่อไป


  3. ช่วยลดอุณหภูมิให้แก่ใบและลำต้น ขณะที่พืชคายน้ำ ความร้อนในพืชจะระบายออกไปพร้อมกับการคายน้ำ ทำให้ส่วนต่างๆ ของพืชเย็นลงและทำให้พืชมีความชุ่มชื้น

การสืบพันธุ์ของพืช

การสืบพันธุ์ (reproduction) เป็นกระบวนการที่สิ่งมีชีวิตใช้ในการดำรงเผ่าพันธุ์ไม่ให้สูญหายจากโลก ในพืชการสืบพันธุ์เป็นการให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตตัวใหม่หรือต้นใหม่จากสิ่งมีชีวิตตัวเดิมหรือต้นเดิมที่มีอยู่ก่อน

การสืบพันธุ์ มี 2 แบบ คือ การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ และ การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ


การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ (sexual reproduction)

การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เกิดขึ้นเมื่อมีการผสมระหว่างเซลล์สืบพันธุ์ตัวผู้ (สเปิร์ม) กับเซลล์สืบพันธุ์ตัวเมีย (เซลล์ไข่) เรียกว่า การปฏิสนธิ (fertilization) ดังนั้นในการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชจึงต้องมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์

พืชดอกมีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยมีดอกไม้ทำหน้าที่ในการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ทั้งเพศผู้และเพศเมีย เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ เรียกว่า ละอองเรณู (pollen grain) ส่วนเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย เรียกว่า เซลล์ไข่ (egg cell)

    โครงสร้างของดอกไม้

    ดอกไม้ (flower) เป็นอวัยวะที่สำคัญของพืชที่ทำหน้าที่ในการสืบพันธุ์ ดอกไม้มีทั้งชนิดที่เป็นดอกเดี่ยวและดอกช่อ โดยทั่วไปดอกไม้จะมีโครงสร้างของดอกอยู่บนฐานรองดอก มีก้านชูดอกติดอยู่กับกิ่งหรือลำต้น


    ภาพ : แสดงส่วนประกอบของดอกไม้


    ดอกไม้มีส่วนประกอบสำคัญ 4 ส่วน เรียงจากวงนอกเข้าสู่วงใน ได้แก่

    1. กลีบเลี้ยง (sepal) เป็นส่วนที่อยู่นอกสุด เจริญและเปลี่ยนแปลงมาจากใบ มีขนาดเล็ก มักมีสีเขียว ทำหน้าที่ห่อหุ้มดอกไม้ตอนที่ยังตูมอยู่


    2. กลีบดอก (petal) เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากกลีบเลี้ยงเข้าไปด้านใน มีสีสวยงามและมีกลิ่นหอม มักมีขนาดใหญ่กว่ากลีบเลี้ยง มีต่อมน้ำหวานตรงโคนกลีบดอก ทำหน้าที่ในการล่อแมลงให้มาผสมเกสร


    3. เกสรตัวผู้ (stamen) อยู่ถัดจากกลีบดอกเข้าไปประกอบด้วย


      • อับเรณู ภายในอับเรณู มีถุง 4 ถุง ภายในถุงแต่ละใบมีละอองเรณู ทำหน้าที่เป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้จำนวนมากบรรจุอยู่


      • ก้านชูอับเรณู หรือก้านเกสรตัวผู้



    4. เกสรตัวเมีย (pistil) เป็นส่วนที่อยู่ในสุด ประกอบด้วย


      • ยอดเกสรตัวเมีย มีน้ำหวานเหนียวๆ คอยดักจับละอองเรณู และใช้เป็นอาหารสำหรับการงอกของละอองเรณู


      • ก้านเกสรตัวเมีย


      • รังไข่ ภายในมีออวุลอยู่ ซึ่งอาจมี 1 ออวุล หรือหลายออวุลก็ได้ ภายในออวุลมีไข่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย

    ภาพ : แสดงเกสรตัวเมีย


    เราสามารถแบ่งประเภทของดอกไม้โดยใช้องค์ประกอบทั้ง 4 ส่วนเป็นเกณฑ์ จะแบ่งได้ 2 ประเภท คือ

    1. ดอกครบส่วน (complete flower) คือ ดอกที่มีส่วนประกอบทั้ง 4 ส่วน คือ กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย อยู่ภายในดอกเดียวกัน เช่น ดอกชบา ดอกต้อยติ่ง กุหลาบ มะลิ ชงโค อัญชัน มะเขือ พู่ระหง ผักบุ้ง ดอกบัว ฯลฯ


    2. ดอกที่ไม่ครบส่วน (incomplete flower) คือ ดอกที่มีส่วนประกอบไม่ครบทั้ง 4 ส่วน ซึ่งอาจจะขาดส่วนหนึ่งส่วนใดหรือ อาจจะขาดมากกว่า 1 ส่วนก็ได้ เช่น ข้าวโพด ข้าว ตำลึง ฟักทอง เฟื่องฟ้า มะละกอ บวบ จำปี มะพร้าว แตงชนิดต่างๆ ฯลฯ

    นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งประเภทของดอกโดยอาศัยชนิดของอวัยวะสืบพันธุ์เป็นเกณฑ์ ได้ 2 ประเภท คือ

    1. ดอกสมบูรณ์เพศ (perfect flower) คือ ดอกที่มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ได้แก่ ดอกครบส่วนทุกชนิด และดอกไม่ครบส่วนบางชนิดที่ไม่มีกลีบเลี้ยง แต่มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน เช่น กุหลาบ มะม่วง ชบา มะเขือ บัว ต้อยติ่ง พู่ระหง ข้าว กล้วยไม้ ถั่ว ฯลฯ


    2. ดอกไม่สมบูรณ์เพศ (imperfect flower) คือ ดอกที่มีเฉพาะเกสรตัวผู้ หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่ง ดอกไม่สมบูรณ์เพศจัดเป็นดอกไม่ครบส่วน เช่น ตำลึง ฟักทอง ข้าวโพด ละหุ่ง มะพร้าว หน้าวัว บวบ มะละกอ มะยม ตาล ฯลฯ


    การสืบพันธุ์ของพืชดอก

    การสืบพันธุ์ของพืชดอกมีกระบวนการที่สำคัญ ได้แก่ การถ่ายละอองเรณู การงอกของละอองเรณู และการปฏิสนธิ

    1. การถ่ายละอองเรณู (pollination) หมายถึง การที่ละอองเรณูไปตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย เกิดขึ้นเมื่ออับเรณูที่แกจัดแตกออก ทำให้ละอองเรณูกระจายออกไปตกบนยอดเกสรตัวเมีย โดยมีสารเหนียวๆ คอยดักจับละอองเรณู การถ่ายละอองเรณูมี 2 แบบ คือ

      1. การถ่ายละอองเรณูภายในดอกเดียวกัน (self pollination)


      2. การถ่ายละอองเรณูข้ามดอกกันหรือข้ามต้น (cross pollination)



      การถ่ายละอองเรณูอาจเกิดขึ้นภายในดอกเดียวกันหรืออาจเกิดขึ้นข้ามดอก หรือข้ามต้นก็ได้ และยังเกิดขึ้นได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ละอองเรณูสามารถถูกพัดพาไปยังที่ต่างๆ ได้โดยอาศัยปัจจัยดังนี้

      • ลม ดอกไม้ที่มีละอองเรณูที่เรียบ แห้ง และเบา จะอาศัยลมเป็นตัวช่วยในการถ่ายละอองเรณู


      • แมลง ดอกไม้ที่อาศัยแมลงในการถ่ายละอองเรณูมักมีสีสันสวยงาม มีกลิ่นหอม และมีต่อมน้ำหวานเพื่อล่อแมลง ละอองเรณูที่เหนียวจะติดไปกับปีก ปาก และขาของแมลง จนไปตกบนยอดเกสรตัวเมีย เช่น ดอกกุหลาบ ดอกชบา ดอกบัว ดอกมะเขือ ดอกเข็ม ดอกหางนกยูง ดอกกล้วยไม้ ดอกพุทธรักษา ฯลฯ


      • น้ำ ดอกไม้ที่อาศัยน้ำช่วยในการถ่ายละอองเรณู เช่น สาหร่าย ผักสันตะวา ฯลฯ


      • สัตว์ชนิดต่างๆ นอกเหนือจากแมลงแล้ว ยังมีสัตว์อีกหลายชนิดที่ช่วยในการถ่ายละอองเรณู เช่น นก ค้างคาว มนุษย์ ฯลฯ


    2. การงอกของละอองเรณู เมื่อละอองเรณูตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย ซึ่งจะมีสารเหนียวๆ สำหรับดักจับละอองเรณู นิวเคลียสในละอองเรณูจะแบ่งเป็น 2 นิวเคลียส คือ ทิวบ์นิวเคลียส (tube nucleus) และเจเนอเรทีฟนิวเคลียส (generative nucleus) ทิวบ์นิวเคลียสจะงอกหลอดลงไปในก้านเกสรตัวเมียจนไปถึงออวุล ทิวบ์นิวเคลียสจะสลายตัวไป ส่วนเจเนเรทีฟนิวเคลียสจะแบ่งตัวให้สเปิร์มนิวเคลียส 2 อัน


    3. การปฏิสนธิ (fertilization) หมายถึง การที่เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ (สเปิร์ม) เข้าไปผสมกับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย (เซลล์ไข่) ในออวุล กลายเป็นไซโกต (zygote) แล้วเจริญเติบโตไปเป็นต้นอ่อน (embryo) ต่อไป

      การปฏิสนธิเกิดขึ้นเมื่อเจเนเรทีฟนิวเคลียสแบ่งตัวให้สเปิร์มนิวเคลียส 2 อัน และเกิดการผสมดังนี้

      สเปิร์มตัวที่ 1 ผสมกับเซลล์ไข่ (egg) ได้เป็น ไซโกต (zygote) เจริญต่อไปเป็นต้นอ่อน (embryo)

      สเปิร์มตัวที่ 2 ผสมกับเซลล์โพลลาร์นิวคลีไอ (polar nuclai) ได้เป็น เอนโดสเปิร์ม (edosperm) ซึ่งจะเจริญต่อไปเป็นอาหารให้กับต้นอ่อน (embryo)

      การปฏิสนธิซ้อน (double fertilization) หมายถึง การปฏิสนธิที่เกิดขึ้นจากสเปิร์มตัวที่ 1 ผสมกับไข่ได้เป็นไซโกต และสเปิร์มตัวที่ 2 ผสมกับโพลาร์นิวคลีไอ ได้เป็นเอนโดสเปิร์ม

      หลังการปฏิสนธิจะเกิดสิ่งต่างๆ ดังนี้

      1. กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรตัวผู้ ยอดเกสรตัวเมีย ก้านเกสรตัวเมีย จะเหี่ยวแห้งร่วงไป แต่พืชบางชนิดกลีบเลี้ยงก็ยังติดอยู่ เช่น มังคุด ฯลฯ


      2. ไซโกต (zygote) เจริญไปเป็นต้นอ่อน (embryo) ภายในเมล็ด


      3. รังไข่ (ovary) จะเจริญไปเป็นผล (fruit)


      4. ผนังรังไข่ (ovary wall) จะเจริญไปเป็นเปลือกและเนื้อของผล


      5. ออวุล (ovule) จะเจริญไปเป็นเมล็ด



การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ

การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ (asexual reproduction) เป็นการสืบพันธุ์ที่ไม่อาศัยดอก และไม่มีการผสมระหว่างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้กับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย แต่เป็นการใช้ส่วนต่างๆ ของพืชขยายพันธุ์ ได้แก่ การปักชำ การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ฯลฯ การสืบพันธุ์วิธีนี้ไม่ทำให้กลายพันธุ์ พืชดอกหลายชนิดสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศได้ มีทั้งแบบที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและมนุษย์เป็นผู้กระทำขึ้น

    การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

    จะได้พืชต้นใหม่ที่เจริญเติบโตมาจากส่วนของต้นพ่อแม่ ได้แก่

    • การแตกหน่อหรือเหง้า เช่น กล้วย ไผ่ หญ้า กล้วยไม้จำพวกแคทลียา ฯลฯ


    • การแตกต้นใหม่จากส่วนต่างๆ ของพืช ได้แก่

        ลำต้น มีการแตกต้นใหม่ออกมาเอง เช่น ขิง ข่า ขมิ้น มันฝรั่ง พุทธรักษา กระเทียม หัวหอม สตรอเบอรี่ ฯลฯ

        ใบ เช่น กุหลาบหิน ต้นตายใบเป็น โคมญี่ปุ่น ฯลฯ

        ราก เช่น มันเทศ มันสำปะหลัง ฯลฯ


    • การสร้างสปอร์ พืชไร้ดอกมักสืบพันธุ์ด้วยวิธีการสร้างสปอร์ เช่น มอส เฟิร์น ลิเวอร์เวิร์ด ฯลฯ



    การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์

    เป็นการขยายพันธุ์พืชโดยใช้วิธีการแพร่พันธุ์ด้วยส่วนของต้นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ทำให้ได้ต้นใหม่จำนวนมากกมายในระยะเวลาอันสั้น ได้พืชต้นใหม่ที่มีลักษณะเหมือนต้นพ่อแม่หรือไม่กลายพันธุ์ เช่น มีความต้านทานโรคได้ดี ดอกมีรูปร่างสวยงาม มีผลขนาดใหญ่และรสชาติดี ฯลฯ

    วิธีการแพร่พันธุ์ต้นไม้ประเภทนี้มีด้วยกันหลายรูปแบบ ดังนี้

    • การปักชำ เป็นการขยายพันธุ์โดยใช้ส่วนหนึ่งส่วนใดของพืช ได้แก่ กิ่ง ลำต้น ใบ หรือยอด มาปักชำไว้ในสภาพที่เหมาะสมต่อการเกิดรากและแตกยอดใหม่ ต้นพืชที่เกิดขึ้นใหม่มีลักษณะเหมือนต้นแม่ทุกประการ เป็นการขยายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตมากและใช้เวลาไม่นาน มีต้นทุนต่ำ แต่มีข้อเสียคือ ไม่มีรากแก้ว พืชที่เหมาะกับการปักชำ เช่น พู่ระหง พลูด่าง มะลิ ฯลฯ


    • การตอนกิ่ง เป็นการขยายพันธุ์พืชประเภทใบเลี้ยงคู่ที่มีเปลือกไม้และเนื้อไม้แยกออกจากกัน วิธีการคือควั่นเปลือกไม้ออก แล้วลอกเนื้อเยื่อท่อลำเลียงอาหาร เพื่อตัดเส้นทางลำเลียงอาหารของพืช ทำให้อาหารและสารต่างๆ มาคั่งอยู่บริเวณเหนือรอยควั่น นำดินที่มีอาหารสมบูรณ์และกาบมะพร้าวชุ่มน้ำไปพอกไว้ หุ้มด้วยพลาสติกหรือใบตองแห้ง ผูกเชือกให้แน่ รดน้ำต้นไม้ให้ชุ่มชื้นทุกวัน จนมีรากงอกออกมาบริเวณเหนือรอยควั่น เมื่อสังเกตเห็นว่ามีรากมากและแข็งแรงพอจึงตัดกิ่งออกจากลำต้น เพื่อนำไปปลูกเป็นพืชต้นใหม่ที่มีลักษณะเหมือนต้นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ แต่จะไม่มีรากแก้ว



    • ลักษณะการตอนกิ่งที่ถูกต้อง
      (ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)


    • การติดตา การทาบกิ่ง และการต่อกิ่ง มีหลักการที่สำคัญคือ ให้เนื้อเยื่อของพืชทั้ง 2 ส่วนเจริญประสานกัน เพื่อให้ท่อลำเลียงน้ำและท่อลำเลียงอาหารเชื่อมต่อกันได้สนิท

      การขยายพันธุ์ทั้ง 3 วิธีนี้ต้องคำนึงถึงชนิดของพืช ต้องเป็นพืชที่มีเนื้อเยื่อชนิดเดียวกันจึงจะได้ผลดี วิธีการคือ นำส่วนของพืช ได้แก่ ตาและกิ่งไม้จากต้นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไปติด หรือต่อ หรือทาบกับต้นตอที่มีลักษณะแข็งแรงและทนต่อสภาพอากาศได้ดี แล้วหุ้มรอยต่อให้แน่น เพื่อป้องกันไม่ให้รอยต่อถูกน้ำจนกว่าเนื้อเยื่อของพืชทั้งสองจะเชื่อมติดกัน จะได้ต้นไม้ต้นใหม่ที่มีลักษณะเหมือนต้นพ่อแม่และมีลำต้นแข็งแรงเพราะมีรากแก้วจากต้นตอเดิม (ต้นตอ คือ ต้นไม้ที่จะเอากิ่งของต้นพ่อแม่พันธุ์ไปปลูกต่อ ต้นตอจะต้องเป็นต้นตอที่สมบูรณ์ ควรเป็นต้นที่มีรากที่แข็งแรง เพื่อให้ได้ต้นที่แข็งแรง)


    • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (tissue culture) เป็นวิธีการขยายพันธุ์พืชที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการขยายพันธุ์ทำให้ได้พืชต้นใหม่จำนวนมากและใช้เวลาน้อย ที่สำคัญจะไม่กลายพันธุ์ วิธีการทำโดยนำเนื้อเยื่อเจริญจากตา ปลายช่อดอก ปลายยอดของลำต้น หรือปลายรากของพืช ไปเพาะเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์ และให้อยู่ในสภาพที่ปลอดเชื้อทุกขั้นตอน เซลล์ของพืชจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นมากมาย เราสามารถตัดแบ่งเซลล์เหล่านี้อีกครั้ง แล้วนำไปเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์ต่อ เพื่อให้เจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ได้ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนี้นิยมใช้การขยายพันธุ์กับพืชเศรษฐกิจ เช่น กล้วยไม้ ต้นสัก ข้าว กุหลาบ ฯลฯ

ข้อแตกต่างของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศของพืช

การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ หากมีการผสมข้ามต้นอาจทำให้เกิดการกลายพันธุ์ได้ แต่มีพืชจะมีอายุยืน ลำต้นแข็งแรง เพราะมีรากแก้ว ขณะที่การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชจะไม่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ เช่น การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การตอน การติดตา ฯลฯ


การตอบสนองของพืชต่อสิ่งเร้า

พืชจะตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ในสิ่งแวดล้อม เช่น แสง อุณหภูมิ น้ำ การสัมผัส แรงโน้มถ่วงของโลก ฯลฯ ด้วยการเจริญเติบโตเข้าหา หรือหนีจากสิ่งเร้าเหล่านั้น การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพืชเรียกว่า โทรพิซึม (tropism) การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพืชอาจเป็นผลจากฮอร์โมนหรือ จากการทำปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์ ลักษณะการตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพืช คือ

  • การตอบสนองต่อการสัมผัส (thigmotropism) เช่น ใบของไมยราบเมื่อถูกสัมผัส ใบจะหุบทันที ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าในเวลาอันสั้น




  • การตอบสนองต่อแสง (phototropism) เป็นการเบนเข้าหาแสงของพืช เช่น ดอกทานตะวันจะหันหน้าเข้าหาแสงอาทิตย์ หรือการปลูกต้นไม้ริมหน้าต่าง ต้นไม้จะเอนเข้าหาแสงทางหน้าต่างเสมอ




  • การตอบสนองต่อแรงโน้มถ่วงของโลก (geotropism) ถ้าเราปลูกพืชด้วยเมล็ด รากของพืชจะเจริญเข้าหาศูนย์กลางของโลก ส่วนปลายยอดและลำต้นของพืชจะตั้งตรงขึ้นไปเสมอ สิ่งเร้าที่มีผลต่อรากและลำต้นของพืชคือ แรงโน้มถ่วงของโลก โดยยอดของพืชจะเจริญขึ้นไปในทิศทางหนีแรงโน้มถ่วงของโลก ขณะที่รากของพืชจะเจริญเข้าหาแรงโน้มถ่วงของโลก




  • การตอบสนองต่อน้ำ (hydrotropism) เป็นการเคลื่อนไหวของพืช โดยมีน้ำเป็นสิ่งเร้ากระตุ้น เช่น การงอกและเติบโตของรากเข้าหาบริเวณที่มีน้ำ





ที่มาข้อมูล : - หนังสือแบบเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (สสวท) กระทรวงศึกษาธิการ
- คู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (สสวท) กระทรวงศึกษาธิการ

    เรื่อง : บทเรียนวิทยาศาสตร์
    เข้าชม : 182871