ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ข่าววิทยาศาสตร์
ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์
เรื่องน่ารู้
พจนานุกรม
นักวิทยาศาสตร์
คำถามวิทยาศาสตร์
สีสันวิทยาศาสตร์
การทดลองวิทยาศาสตร์
บทเรียน / แบบฝึกหัด
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | บทเรียน | บทเรียน

บทเรียน
   

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 : ปรากฏการณ์ของโลก และเทคโนโลยีอวกาศ
 
ระดับชั้น : ป.6

ร่างกายมนุษย์การดำรงชีวิตของสัตว์ สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมสารในชีวิตประจำวันวงจรไฟฟ้า



น้องๆ เคยสังเกตดวงจันทร์ในแต่ละคืนหรือไม่ว่า ดวงจันทร์นั้นมีรูปร่างเปลี่ยนไปอย่างไร บางคืนเรามองเห็นดวงจันทร์เป็นครึ่งเสี้ยว บางคืนเรามองเห็นดวงจันทร์เพียงครึ่งดวง แต่บางคืนกลับมาเห็นดวงจันทร์เต็มดวง หรือบางคืนมองไม่เห็นดวงจันทร์เลย น้องๆ ทราบหรือไม่ว่า เป็นเพราะเหตุใด?


ข้างขึ้น - ข้างแรม


ข้างขึ้น - ข้างแรม เกิดขึ้นได้อย่างไร

ดวงจันทร์ (Moon) เป็นดาวเคราะห์จึงไม่มีแสงสว่างในตัวเอง แสงสว่างที่เรามองเห็นเป็นดวงจันทร์นั้นเกิดจากแสงจากดวงอาทิตย์ตกกระทบกับดวงจันทร์แล้วสะท้อนมายังโลก จึงทำให้เรามองเห็นดวงจันทร์ได้ ช่วงเวลาที่เรามองเห็นดวงจันทร์ค่อยๆ สว่างขึ้น จนสว่างเต็มดวง เรียกว่า ข้างขึ้น จากนั้นจะค่อยๆ มืดลงทีละน้อยจนมืดทั้งดวง เรียกว่า ข้างแรม

ดวงจันทร์มีการเคลื่อนที่ 2 แบบ คือ โคจรรอบโลกและหมุนรอบตัวเอง การที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลก ทำให้คนบนโลกมองเห็นดวงจันทร์มีลักษณะแตกต่างกัน เมื่อดวงจันทร์อยู่ ณ ตำแหน่งต่างกัน เช่น เห็นเป็นเสี้ยว หรือเต็มดวง ทั้งนี้ เพราะแต่ละตำแหน่งด้านสว่างของดวงจันทร์หันมาทางโลกไม่เท่ากัน เนื่องจากดวงจันทร์ไม่มีแสงในตัวเอง แต่สะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์จากตำแหน่งที่แตกต่างกันนั่นเอง



การที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลก (Earth) เป็นการเปลี่ยนตำแหน่งไปทุกวัน ทำให้สะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ได้ต่างกัน จึงเป็นสาเหตุของการเกิดข้างขึ้น - ข้างแรม

เมื่อดวงจันทร์โคจรมาอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก ในวันแรม 15 ค่ำ จะทำให้เรามองไม่เห็นดวงจันทร์ เรียว่า วันเดือนดับ หรือ คืนเดือนมืด

ชาวอียิปต์โบราณได้สังเกตและกำหนดให้วันที่เริ่มเห็นแสงจากเสี้ยวดวงจันทร์ เป็นวันแรกของปฏิทินแบบจันทรคติของแต่ละเดือน

    ช่วงข้างขึ้นจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ

    ช่วงแรก (New Moon Phase) เป็นช่วงที่เราเริ่มเห็นเสี้ยวของดวงจันทร์ทางขอบฟ้าทิศตะวันตก หลังพลบค่ำไปแล้ว โดยจะค่อยๆ เห็นดวงจันทร์มากขึ้น และจะเห็นเพิ่มขึ้นวันละประมาณ 13 องศา และจะเห็นดวงจันทร์ตกทางขอบฟ้าทิศตะวันตกช้าลง วันละประมาณ 50 นาที ช่วงนี้ เรียกว่า "Waxing Crescent"

    ช่วงสอง (First Quarter Phase) จะเกิดประมาณ 1 สัปดาห์หลังจากเริ่มปรากฏการณ์ข้างขึ้น เราจะเห็นดวงจันทร์ประมาณครึ่งดวง หันด้านนูนไปทางทิศตะวันตก โดยจะเห็นจุดสูงสุดกลางท้องฟ้าเยื้องไปทางซีกโลกใต้ในช่วงหัวค่ำ และจะค่อยๆ ลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกช่วงเที่ยงคืน ช่วงนี้เรียกว่า "Waxing Gibbous"

เมื่อดวงจันทร์โคจรมาอยู่แนวเดียวกับดวงอาทิตย์และโลก โดยมีโลกอยู่ตรงกลางอีกครั้ง จะทำให้คนบนโลกมองเห็นดวงจันทร์เต็มดวงด้านเหนือขอบฟ้าทิศตะวันออกตั้งแต่ช่วงค่ำ โดยจะเห็นได้ตลอดคืน จนกระทั่งดวงจันทร์ลับขอบฟ้าทิศตะวันตกในช่วงเช้า ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เรียกว่า วันเพ็ญ หรือ คืนเดือนหงาย

    ช่วงข้างแรมจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ

    ช่วงแรก (Waning Gibbous Moon) เราจะเริ่มเห็นดวงจันทร์แหว่งทีละน้อย และจะค่อยๆเริ่มเห็นดวงจันทร์ทางทิศตะวันออกช้าลง วันละประมาณ 50 นาที ช่วงนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่า "Waning Gibbous"

    ช่วงสอง (Third Quarter Phase) เกิดประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากเริ่มปรากฏการณ์ข้างแรม เราจะเห็นดวงจันทร์ประมาณครึ่งดวง หันด้านนูนไปทางทิศตะวันออก โดยจะเริ่มเห็นดวงจันทร์ทางทิศตะวันออก หลังเที่ยงคืนไปแล้ว โดยจะค่อยๆ เคลื่อนสูงขึ้น จนสูงสุดบนท้องฟ้าเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นในช่วงเช้า หลังจากนั้น เราก็จะเริ่มเห็นดวงจันทร์ทางทิศตะวันออกช้าลง วันละประมาณ 50 นาที และจะเห็นจุดสูงสุดก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น ลดลงวันละประมาณ 13 องศา ช่วงนี้เรียกว่า "Waning Crescent"

เมื่อดวงจันทร์โคจรมาอยู่แนวเดียวกับดวงอาทิตย์และโลกอีกครั้ง โดยมีดวงจันทร์อยู่ระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก ในวันแรม 15 ค่ำ จะทำให้เรามองไม่เห็นดวงจันทร์อีก วนเวียนเป็นเช่นนี้เรื่อยๆ


ระยะเวลาปรากฏการณ์ข้างขึ้น-ข้างแรมในแต่ละรอบ

เวลาปรากฏการณ์ข้างขึ้น-ข้างแรม ในแต่ละรอบจะนานกว่าคาบโคจรรอบโลกของดวงจันทร์ เนื่องจากเมื่อดวงจันทร์โคจรรอบโลกครบ 1 รอบ โลกได้เคลื่อนที่ไปจากตำแหน่งนั้นแล้ว (หรือเมื่อมองจากโลก ก็คือ ดวงอาทิตย์ได้เคลื่อนที่ไปจากตำแหน่งเดิมนั้นแล้ว) ดังนั้น ดวงจันทร์จะมาอยู่ระหว่างโลกและดวงอาทิตย์อีกครั้งให้เราเห็น "จันทร์ดับ" ก็ต่อเมื่อดวงจันทร์ต้องเคลื่อนที่ไปอีกเล็กน้อย รวมทั้งสิ้นประมาณ 29.5 วันต่อรอบนั่นเอง

การที่เราเห็นเสี้ยวของดวงจันทร์หันด้านนูนไปทางทิศตะวันตก และหันปลายวงพระจันทร์ขึ้นข้างบน คล้ายเขาควายหงายเมื่อเทียบกับขอบฟ้า ในขณะที่ผู้สังเกตดวงจันทร์อยู่บนซีกโลกเหนือ จะเห็นดวงจันทร์ตะแคง เนื่องจากประเทศไทยของเราอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรนั่นเอง




ดวงจันทร์โคจรรอบโลกในทิศทางเดียวกับโลกหมุนรอบตัวเอง คือ หมุนในทิศทวนเข็มนาฬิกา โดยดวงจันทร์โคจรรอบโลกใช้เวลา 29.5 วัน เมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ หรือใช้เวลา 27.3 วัน เมื่อเทียบกับโลก

ดังนั้น ในหนึ่งวันดวงจันทร์จะเปลี่ยนตำแหน่งจากตำแหน่งเดิมไป 127.3 รอบ หาเป็นองศาที่เปลี่ยนไปได้จาก




ดวงจันทร์โคจรรอบโลกใช้เวลา 29.5 วัน เมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ หรือใช้เวลาประมาณ 30 วัน คำว่า เดือน จึงมาจากการที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลกครบ 1 รอบ ต่อมา คำว่าเดือนก็ถูกนำมาใช้ในปฏิทินจันทรคติอีกด้วย


ปฏิทินดวงจันทร์ทำอย่างไร

ดวงจันทร์นอกจากจะให้แสงสว่าง แล้วยังมีประโยชน์ในการกำหนดปฏิทินข้างขึ้น - ข้างแรมได้อีกด้วย

ช่วงของเวลาวันเพ็ญหนึ่งถึงอีกวันเพ็ญครั้งถัดไปเป็นระยะเวลา 1 เดือน หรือประมาณ 30 วัน การที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลกช่วงเวลาสม่ำเสมอ จึงใช้ดวงจันทร์เป็นเครื่องวัดในการทำปฏิทินจันทรคติ คือ

  1. ปฏิทินทางจันทรคติ เป็นปฏิทินที่มีวันข้างขึ้น ข้างแรม เริ่มต้นด้วยข้างขึ้น 1 ค่ำ ไปจนถึงขึ้น 15 ค่ำ ต่อไปเป็นแรม 1 ค่ำ ไปจนถึงแรม 14 ค่ำหรือ 15 ค่ำ เป็นสิ้นสุดของเดือนแล้วแต่กรณี


  2. การนับเดือนทางจันทรคติมีหลักเกณฑ์ ดังนี้

    • เดือนที่เป็นเลขคู่จะมี 30 วัน เริ่มจากขึ้น 1 ค่ำ ถึงแรม 15 ค่ำ เรียกว่า เดือนเต็ม เช่น 2 4 6…


    • เดือนที่เป็นเลขคี่จะมี 29 วัน เริ่มจากแรม 1 ค่ำ ถึง แรม 14 ค่ำ เรียกว่า เดือนขาด เช่น 1 3 5 …


  3. การเขียนวันและเดือนทางจันทรคติ เขียนได้ดังนี้




สุริยุปราคา - จันทรุปราคา

ปรากฏการณ์การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา เป็นปรากฏการณ์ที่ดวงดาวโคจรเข้าไปในเงาของดาวดวงอื่น ทำให้ถูกบังมืดมิดชั่วคราว เรียกว่า การเกิดอุปราคา มีด้วยกัน 2 แบบ คือ สุริยุปราคาและจันทรุปราคา


สุริยุปราคาเกิดขึ้นได้อย่างไร

โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ (Sun) ในขณะที่ดวงจันทร์ก็โคจรรอบโลก ดังนั้นในบางเวลาจะพบว่า ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ อาจจะมาอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน ทำให้เกิดเงา โดยถ้าดวงจันทร์อยู่ระหว่างดวงอาทิตย์และโลก เงาของดวงจันทร์จะทอดเงามาที่โลก ทำให้คนบนโลกบริเวณพื้นที่ของเงาเห็นดวงอาทิตย์มืดทั้งดวงหรือมืดบางส่วน โลกและดวงจันทร์เป็นวัตถุทึบแสงที่มีขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์มาก ดังนั้น เงาของโลกหรือของดวงจันทร์จึงมีทั้งเงามืดซึ่งมีลักษณะเป็นกรวยปลายแหลม และเงามัว

การที่ดวงจันทร์จะทอดไปที่โลกได้นั้น ต้องเป็นเวลากลางวัน ซึ่งเป็นวันที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลกเรียงกันอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน สุริยุปราคาจึงเกิดในเวลากลางวันและตรงกับวันแรม 15 ค่ำหรือขึ้น 1 ค่ำ คนที่อยู่ใต้เงามืดของดวงจันทร์จะเห็นดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์จนมิด เรียกว่า เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ในขณะที่คนที่อยู่ภายใต้เงามัวจะเห็นดวงอาทิตย์ถูกบังไม่หมด เรียกว่า เกิดสุริยุปราคาบางส่วน ถ้าในวันที่เกิดสุริยุปราคา ดวงจันทร์อยู่ห่างโลกมากกว่าปกติ จะทำให้เงามืดของดวงจันทร์ทอดไปไม่ถึงโลก แต่ถ้าต่อเส้นขอบของเงามืดออกไปสัมผัสผิวโลก จะเป็นเขตเงามัวส่วนใน ผู้ที่อยู่ภายใต้เงามัวส่วนนี้จะเห็น สุริยปราคาวงแหวน




พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) เป็นบุคคลแรกที่คำนวณการเกิดสุริยุปราคาในประเทศไทยได้อย่างแม่นยำ พระองค์ทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ที่บ้านหว้ากอ ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411 โดยพระองค์ได้ทรงคำนวณปรากฏการณ์ครั้งนี้ไว้ล่วงหน้าถึง 2 ปี ในครั้งนั้นมีคณะผู้สังเกตการณ์จากประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และสิงคโปร์ พร้อมข้าราชบริพาร ร่วมสังเกตปรากฏการณ์นี้ นับเป็นความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่จนเป็นที่ยอมรับในวงการดาราศาสตร์ของโลก

เมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ.2525 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ถวายเกียรติแก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ทรงเป็น "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" และได้กำหนดให้วันที่ 18 สิงหาคม ของทุกปี เป็น "วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ"


จันทรุปราคาเกิดขึ้นได้อย่างไร

จันทรุปราคาเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลากลางคืนขณะที่เป็นจันทร์เพ็ญ เมื่อดวงจันทร์อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์พอดี โดยมีโลกอยู่กลาง ในแนวเส้นตรง ถ้าดวงจันทร์เข้าไปอยู่ในเงามืดทั้งดวง เรียกว่า เกิดจันทรุปราคาเต็มดวง ถ้าเข้าไปอยู่ในเงามืดเพียงบางส่วน เรียกว่า เกิดจันทรุปราคาบางส่วน และถ้าเข้าไปอยู่ในเงามัวเท่านั้น เรียกว่า เกิดจันทรุปราคาในเงามัว ซึ่งสังเกตยาก เพราะดวงจันทร์ไม่มืดสนิท

เกือบทุกปีเราจะเห็นปรากฏการณ์จันทรุปราคา ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนไหนของประเทศไทย จันทรุปราคาเกิดขึ้นแต่ละครั้งประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นในคืนดวงจันทร์เต็มดวงเท่านั้น





ฤดู

การที่โลกหมุนรอบตัวเอง เปรียบเสมือนโลกมีแกน และหมุนรอบแกนนี้ เรียกว่า แกนโลก ซึ่งก็คือ เส้นสมมติที่ลากผ่านจากขั้วโลกเหนือไปยังขั้วโลกใต้ และโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 1 ปี โดยที่แกนของโลกเอียงทำมุม 23.5 องศากับแนวตั้งฉากของระนาบทางโคจร ทำให้เกิดฤดูต่างๆ ขึ้น เนื่องจากโลกรับแสงอาทิตย์ต่างกัน บางบริเวณได้รับแสงตรง บางบริเวณได้รับแสงเฉียง จึงทำให้โลกได้รับพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์แตกต่างกัน


แสงตรงแสงเฉียงมีผลอย่างไร

บริเวณที่ได้รับแสงตรงจะมีอุณหภูมิสูงกว่าบริเวณที่ได้รับแสงเฉียง ทำให้บริเวณซีกโลกเหนืออุณหภูมิสูง ในขณะที่บริเวณซีกโลกใต้อุณหภูมิต่ำ เมื่อโลกอยู่ ณ ตำแหน่งนี้




เมื่อโลกโคจรไปได้ครึ่งรอบ แสงที่ตกบริเวณซีกโลกเหนือจะเป็นแสงเฉียง ขณะที่แสงที่ตกบริเวณซีกโลกใต้จะเป็นแสงตรง ทำให้บริเวณซีกโลกเหนืออุณหภูมิต่ำ และซีกโลกใต้อุณหภูมิสูง


ฤดูกาลเกิดขึ้นได้อย่างไร

น้องๆ ทราบแล้วว่า บริเวณต่างๆ บนโลกได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากันจึงทำให้เกิดฤดูกาลต่างๆ ขึ้น

โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบรอบโดยใช้เวลา 1 ปี ขณะโคจรแกนของโลกจะเอียง 23.5 องศา จากแนวตั้งฉากกับระนาบทางโคจรเสมอ


ขณะโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ผ่านตำแหน่งที่ 1, 2, 3, และ 4 ส่วนต่างๆ ของโลกได้รับพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ แตกต่างกัน

สำหรับประเทศไทยเราได้รับพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ค่อนข้างมาก ไม่ว่าโลกจะอยู่ ณ ตำแหน่งใด เพราะประเทศไทยอยู่เหนือบริเวณเส้นศูนย์สูตรเพียงเล็กน้อย ทำให้อากาศของประเทศไทยร้อน นอกจากนี้ ยังได้รับอิทธิพลของลมมรสุม 2 ชนิด คือ

  1. ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พัดระหว่างกลางเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม ลมนี้เกิดบริเวณมหาสมุทรอินเดียในซีกโลกใต้ พัดผ่านเส้นศูนย์สูตรขึ้นมา จึงนำความชื้นจากมหาสมุทรอินเดียเข้าสู่ประเทศไทย ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้


  2. ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พัดต่อจากลมตะวันตกเฉียงใต้ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ลมนี้เกิดจากแถบประเทศมองโกเลีย และจีนในซีกโลกเหนือจึงนำความหนาวเย็นและแห้งแล้ง เข้าสู่ประเทศไทยทางตะวันออกเฉียงเหนือ


เทคโนโลยีอวกาศ

การศึกษาปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ล้วนเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการศึกษาทางดาราศาสตร์ มนุษย์เรานอกจากที่สนใจเรื่องใกล้ตัวแล้ว ยังสนใจที่จะศึกษาค้นคว้าเรื่องไกลตัวออกไปอีกด้วย

ดาราศาสตร์เป็นวิชาวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับดวงดาว วัตถุบนท้องฟ้า และอวกาศ


กล้องโทรทรรศน์

การศึกษาปรากฏการณ์ธรรมชาติบางอย่างที่เกิดขึ้น หรือสำรวจข้อมูลต่างๆ ของวัตถุบนท้องฟ้า ไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าแต่อย่างเดียว จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ช่วยในการสำรวจ เช่น กล้องโทรทรรศน์ (telescope) ซึ่งใช้เลนส์นูน หรือกระจกเว้าขนาดใหญ่ทำหน้าที่รวมแสงเพื่อให้เห็นรายละเอียดชัดเจน ต่อมามีการพัฒนากล้องโทรทรรศน์วิทยุที่สามารถรับสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นต่างจากแสงที่มองเห็น และเนื่องจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าบางชนิดไม่สามารถผ่านชั้นบรรยากาศของโลกได้ จึงมีการส่งดาวเทียมออกไปโคจรเหนือชั้นบรรยากาศ เพื่อรับสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ออกมาจากวัตถุบนท้องฟ้า ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีทางอวกาศอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอวกาศให้มากขึ้น เช่น การส่งยานอะพอลโลไปยังดวงจันทร์ เพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับดวงจันทร์ให้มากขึ้น

กาลิเลโอ (Galileo Galilei) นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี เป็นผู้พัฒนากล้องโทรทรรศน์หักเหแสง และนำมาใช้ในด้านดาราศาสตร์เป็นคนแรก

กล้องโทรทรรศน์เป็นกล้องที่ใช้เลนส์นูนหรือกระจกเว้าขนาดใหญ่ทำหน้าที่รวมแสง

กล้องโทรทรรศน์มี 2 แบบ คือ

  1. กล้องโทรทรรศน์แบบหักเหแสง (refracting telescope) เป็นกล้องโทรทรรศน์ที่ใช้เลนส์ในการรวมแสง สามารถพบเห็นโดยทั่วไป กล้องโทรทรรศน์แบบหักเหแสงส่วนมากมีขนาดเล็ก เหมาะสำหรับใช้สังเกตการณ์พื้นผิวดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ เนื่องจากให้ภาพคมชัด แต่มีข้อเสีย คือ เมื่อส่องดูดาวที่สว่างมาก อาจมีความคลาดสี ถ้าคุณภาพของเลนส์ไม่ดีพอ


  2. กล้องโทรทรรศน์แบบหักเหแสงโดยทั่วไป จะไม่ค่อยเหมาะกับงานที่ใช้สำรวจเนบิวลาและกาแล็กซี เนื่องจากวัตถุประเภทนี้ มีความสว่างน้อย จำเป็นต้องใช้กำลังรวมแสงสูง เลนส์ขนาดใหญ่ที่มีความยาว โฟกัสสั้นสร้างยาก และมีราคาแพง เลนส์ที่มีขนาดใหญ่ ทำให้ลำกล้องยาวและมีน้ำหนักมาก ไม่สะดวกต่อการใช้งาน

  3. กล้องโทรทรรศน์แบบสะท้อนแสง (reflecting telescope) ถูกคิดค้นโดย เซอร์ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Newton) จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กล้องโทรทรรศน์นิวโทเนียน (Newtonain Telescope) กล้องโทรทรรศน์ชนิดนี้ใช้กระจกเว้าแทนเลนส์นูน ทำให้มีราคาประหยัด กระจกขนาดใหญ่ใช้กำลังรวมแสงสูง จึงเหมาะสำหรับใช้สังเกตการณ์เทหวัตถุที่อยู่ไกลมากและไม่สว่าง เช่น เนบิวลาและกาแล็กซี



ถ้าเปรียบเทียบกล้องโทรทรรศน์ทั้งสองแบบข้างต้น กล้องโทรทรรศน์แบบสะท้อนแสง จะมีราคาถูกกว่าประมาณสองเท่า


เทคโนโลยีที่ใช้ในการสำรวจอวกาศ

การศึกษาค้นคว้าและสำรวจทางอวกาศยังคงไม่สิ้นสุด ยิ่งเมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้พัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ก็ยิ่งสามารถตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์มากขึ้น แต่กล้องโทรทรรศน์ก็ไม่สามารถให้คำตอบเกี่ยวกับอวกาศได้ทั้งหมด ดังนั้น มนุษย์จึงต้องออกไปสู่อวกาศเพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในอวกาศให้มากขึ้น

ในการสำรวจอวกาศนั้นมนุษย์จำเป็นต้องสร้างอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจอวกาศ ได้แก่

  1. จรวด เป็นยานพาหนะที่สำคัญที่ใช้ขนส่งยานอวกาศหรือดาวเทียมให้ขึ้นเหนือชั้นบรรยากาศของโลก เพื่อหนีจากแรงโน้มถ่วงของโลก มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก หัวจรวดแหลมคล้ายดินสอ ขับเคลื่อนโดยอาศัยแรงผลักดันของไอเสียที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงภายในเกิดเป็นก๊าซ พุ่งออกมาด้านท้ายและดันให้จรวดเคลื่อนที่ไปด้านหน้าด้วยแรงมหาศาลและรวดเร็ว จนสามารถหลุดพ้นจากแรงโน้มถ่วงของโลกออกสู่อวกาศได้


  2. ดาวเทียม เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น ถูกปล่อยขึ้นไปในอวกาศเพื่อให้โคจรรอบโลก คล้ายกับดวงจันทร์โคจรรอบโลก ดาวเทียมแต่ละดวงจะมีวัตถุประสงค์ในการยิงขึ้นไปแตกต่างกัน เช่น เพื่อการติดต่อสื่อสาร เพื่อการพยากรณ์อากาศ เพื่อการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ


  3. ยานอวกาศ เป็นยานพาหนะที่สามารถนำมนุษย์หรืออุปกรณ์อัตโนมัติขึ้นไปสู่อวกาศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจโลกหรือเดินทางไปยังดาวดวงอื่น

    ยานอวกาศมี 2 ประเภท คือ ยานอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุม และยานอวกาศที่ไม่มีมนุษย์ควบคุม


    • ยานอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุม จะมีขนาดใหญ่ เพราะต้องมีปริมาตรพอที่จะให้มนุษย์อยู่อาศัยได้ และยังต้องบรรทุกปัจจัยต่างๆ ที่มนุษย์ต้องการ เช่น อากาศ อาหาร และเครื่องอำนวยความสะดวกในการยังชีพ เช่น เตียงนอน ห้องน้ำ ห้องครัว ฯลฯ ดังนั้นยานอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมจึงมีมวลมาก การขับดันยานอวกาศที่มีมวลมากให้มีอัตราเร่งสูงจำเป็นต้องใช้จรวดที่บรรทุกเชื้อเพลิงจำนวนมาก ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ยานอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมได้แก่ ยานอะพอลโล ที่นำมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งแรก


    • ยานอวกาศที่ไม่มีมนุษย์ควบคุม มีขนาดเล็กมากเมื่อเปรียบเทียบกับยานอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุม ยานอวกาศชนิดนี้มีมวลน้อยไม่จำเป็นต้องใช้จรวดนำส่งขนาดใหญ่ จึงมีความประหยัดเชื้อเพลิงมาก อย่างไรก็ตาม ในการควบคุมยานในระยะไกลไม่สามารถใช้วิทยุควบคุมได้ เนื่องจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต้องใช้เวลาในการเดินทาง ตัวอย่างเช่น ดาวเสาร์อยู่ไกลจากโลกประมาณ 1 พันล้านกิโลเมตร หรือ 1 ชั่วโมงแสง หากส่งคลื่นวิทยุไปยังดาวเสาร์ คลื่นวิทยุต้องใช้เวลานานถึง 1 ชั่วโมง ดังนั้น การควบคุมให้ยานเลี้ยวหลบหลีกก้อนน้ำแข็งบริเวณวงแหวนจะไม่ทัน ยานอวกาศประเภทนี้จึงต้องมีสมองกลคอมพิวเตอร์และระบบซอฟต์แวร์ซึ่งฉลาดมาก เพื่อให้ยานอวกาศสามารถต้องปฏิบัติภารกิจได้เองทุกประการและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันท่วงที เหตุผลอีกส่วนหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์นิยมใช้ยานอวกาศที่ไม่มีมนุษย์ควบคุมในงานสำรวจระยะบุกเบิกและการเดินทางระยะไกล เนื่องจากการออกแบบยานไม่ต้องคำนึงถึงปัจจัยในการดำรงชีวิต ทำให้ยานสามารถเดินทางระยะไกลได้เป็นระยะเวลานานนอกเหนือขีดจำกัดของมนุษย์ ยานอวกาศที่ไม่มีมนุษย์ควบคุมได้แก่ ยานแคสินี (Cassini spacecraft) ที่ใช้สำรวจดาวเสาร์


  4. ยานขนส่งอวกาศ เป็นพาหนะที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ลำเลียงดาวเทียม หรืออุปกรณ์สัมภาระต่างๆ ไปปล่อยในอวกาศ และมีแขนกลสำหรับจับดาวเทียมที่ชำรุดเข้ามาซ่อมภายในยานหรือนำมาซ่อมบนพื้นโลกได้ วัตถุประสงค์เพื่อทำหน้าที่แทนจรวด เพราะประหยัดกว่า เนื่องจากจรวดแต่ละท่อนที่ถูกสลัดทิ้ง บางครั้งถูกเผาไหม้หมดไปในชั้นบรรยากาศ บางครั้งเศษที่เหลือก็ตกสู่ทะเล ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกรณีใดมนุษย์ก็ไม่อาจนำจรวดมาใช้งานได้อีก แต่ยานขนส่งอวกาศมนุษย์สามารถนำมาซ่อมใช้ได้อีกหลายครั้ง

    ยานขนส่งอวกาศไม่สามารถจะเดินทางข้ามดาวเคราะห์ได้ แต่นับเป็นก้าวแรกของการเดินทางระหว่างวงโคจรกับพื้นโลก ขนชิ้นส่วนขึ้นสู่อวกาศเพื่อสร้างสถานีอวกาศในวงโคจรรอบโลก ซึ่งจะใช้เป็นท่าอวกาศในการเดินทางสู่ดาวอังคารหรือดาวศุกร์

    ยานขนส่งอวกาศมีจรวดขับดัน 2 ลำ ติดอยู่ข้างถังเชื้อเพลิงใหญ่ เพื่อช่วยขับดันให้หลุดพ้นแรงโน้มถ่วง จรวดขับดันที่ใช้แล้วจะถูกสลัดทิ้งตกลงในมหาสมุทร เรือจะเก็บเอาจรวดขับดันกลับมาเติมเชื้อเพลิงใหม่และนำลับมาใช้ในเที่ยวบินต่อไป

    ยานขนส่งอวกาศเป็นยานที่มีเครื่องยนต์จรวดประจำเครื่อง แต่เครื่องยนต์จรวดประจำยานจะใช้งานได้ในระยะสั้นๆ เช่น การเพิ่มระดับความสูงในวงทางโคจร การปรับทิศทางหรือใช้ในการชะลอความเร็ว เมื่อความเร็วของยานขนส่งอวกาศลดลง แรงโน้มถ่วงของโลกจะดึงยานขนส่งอวกาศกลับลงสู่พื้นโลก

    ยานขนส่งอวกาศขึ้นบินเที่ยวแรกเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ.2524 ชื่อ ยานขนส่งอวกาศโคลัมเบีย เป็นยานขนส่งอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมเที่ยวแรกสุดที่บินขึ้นสู่อวกาศ อยู่ในวงโคจรรอบโลก 2 วัน นักบินอวกาศทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์หลายอย่าง หลังจากนั้นมีการสร้างยานขนส่งอวกาศตามมาอีก คือ ชาเลนเจอร์ ดิสคัฟเวอรี่ และแอตแลนติส แต่ยานขนส่งอวกาศชาเลนเจอร์ประสบอุบัติเหตุระเบิดกลางอากาศ จึงมีการสร้างยานขนส่งอวกาศเอนเดฟเวอร์ขึ้นมาอีกลำ

สถานีอวกาศ

สถานีอวกาศ คือ ดาวเทียมขนาดใหญ่ที่โคจรอยู่ในวงทางโคจรเหนือพื้นโลกหลายร้อยไมล์ มีนักบินอวกาศเข้าไปอยู่อาศัย ใช้ชีวิตและทำงานในดาวเทียมพิเศษนี้

สถานีอวกาศเกิดจากแนวคิดที่มนุษย์เอาชนะแรงโน้มถ่วงของโลกได้ ตลอดจนการเหยียบดวงจันทร์ได้สำเร็จ ทำให้มนุษย์พยายามที่จะเอาชนะธรรมชาติอีกอย่างให้ได้โดยการขึ้นไปใช้ชีวิตอยู่ในอวกาศในสภาพไร้แรงโน้มถ่วงให้นานที่สุด โดยสร้างระบบช่วยชีวิตที่สมบูรณ์ที่มีทั้งน้ำ อาหาร และ อากาศ รวมทั้งระบบสันทนาการ เพื่อลดความเครียดและปัญหาเรื่องสุขภาพ สถานีอวกาศจะหมุนรอบตัวเองในขณะที่โคจรอยู่ในวงทางโคจรรอบโลกเพื่อสร้างสภาวะแรงโน้มถ่วงเทียม นักบินอวกาศจะสามารถเดินไปมาได้เหมือนอยู่บนผิวโลกแทนการลอยละล่องในสภาพไร้น้ำหนัก

สภาพไร้น้ำหนัก หมายถึง สภาพที่เหมือนไม่มีแรงดึงดูดของโลกกระทำต่อวัตถุ ทำให้ในสภาวะนี้วัตถุในยานอวกาศจะไม่มีแรงดึงตัวเองให้ลงบนพื้นที่รองรับ นอกจากนี้ อากาศจะเบาบางมาก ความดันอากาศจึงต่ำมาก ทำให้ค่าความดันเลือดมีมากกว่าความดันอากาศ เส้นเลือดอาจแตกถึงแก่ความตายได้ นักบินอวกาศจึงต้องสวมชุดอวกาศตลอดเวลา


ประโยชน์ที่ได้จากสถานีอวกาศก็คือ

  1. ศึกษาความเป็นไปได้ของการดำรงชีวิตในสภาพไร้แรงโน้มถ่วงที่มีผลกระทบโดยตรงกับมนุษย์ เช่น สภาพจิตใจและสภาพร่างกาย


  2. ศึกษาการทดลองต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ในสภาพไร้แรงโน้มถ่วง ซึ่งการทดลองบางอย่างไม่สามารถทำได้บนพื้นโลก


  3. ศึกษาพฤติกรรมของสัตว์บางชนิด และการดำรงชีพของสัตว์เหล่านั้น เมื่ออยู่ในสภาพไร้แรงโน้มถ่วง เช่น ศึกษาการชักใยของแมงมุม ฯลฯ


  4. ใช้สำหรับการศึกษาทางด้านดาราศาสตร์ เพราะในอวกาศไม่มีชั้นบรรยากาศรบกวนหรือขวางกั้น


  5. ใช้สำหรับการศึกษาทางด้านธรณีวิทยาและอุตุนิยมวิทยา ควบคู่ไปกับระบบดาวเทียม


  6. ใช้สำหรับประโยชน์ทางการทหาร


  7. เป็นแนวทางที่ทำให้มีการประดิษฐ์คิดค้นอุปกรณ์หรือวิทยาการใหม่ๆ ขึ้นมาสำหรับการพัฒนาสถานีอวกาศรุ่นต่อๆ ไป

สถานีอวกาศแห่งแรกของโลก คือ สถานีอวกาศซัลยุตของรัสเซีย ตามมาด้วยสถานีอวกาศสกายแล็ป ของสหรัฐฯ (ถูกปล่อยขึ้นสู่วงทางโคจรในปี พ.ศ.2516 โคจรรอบโลกจนถึงปี พ.ศ.2522 วงทางโคจรเสียระดับตกลงใกล้โลกและถูกแรงโน้มถ่วงโลกดึงดูดเข้ามาในชั้นบรรยากาศลุกไหม้เป็นเศษโลหะ) และสถานีอวกาศเมียร์ของรัสเซีย ซึ่งทั้งสามสถานีนั้นได้ยุติโครงการและตกลงในมหาสมุทรหมดแล้ว ยังคงเหลือเพียงสถานีเดียว คือ สถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station : ISS) ซึ่งเป็นสถานีอวกาศที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมา มีประเทศที่เข้าร่วมโครงการนี้ถึง 16 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย สหรัฐฯ อังกฤษ บราซิล ญี่ปุ่น แคนาดา เบลเยียม เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สเปน สวิตเซอร์แลนด์ โดยแต่ละประเทศจะรับผิดชอบในการผลิตส่วนต่างๆ ที่ตัวเองถนัดและทยอยส่งชิ้นส่วนชิ้นส่วนของสถานีอวกาศนานาชาติออกไปประกอบกันจนเป็นสถานีอวกาศที่สมบูรณ์ในที่สุด เริ่มส่งชิ้นส่วนครั้งแต่ช่วงปลายปี พ.ศ.2541 จนถึงปี พ.ศ.2554 คาดว่าจะเปิดใช้งานได้ในปี พ.ศ.2559


ดาวเทียม ยานอวกาศ สถานีอวกาศ และยานขนส่งอวกาศ ที่ถูกส่งขึ้นไปสำรวจอวกาศนั้นมีหน้าที่แตกต่างกัน สำหรับยานอวกาศและยานขนส่งอวกาศที่มนุษย์ส่งขึ้นไปในอวกาศนั้นเพื่อปฏิบัติภารกิจเฉพาะอย่าง แล้วจะกลับมาสู่โลก ส่วนดาวเทียมและสถานีอวกาศจะถูกส่งขึ้นไปเพื่อปฏิบัติภารกิจเป็นเวลานานจนกว่าจะหมดอายุการทำงาน จึงจะนำกลับมาสู่โลก


การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ

การพัฒนาเทคโนโลยีทางอวกาศ ทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น การสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ การสื่อสาร การสำรวจสภาพอากาศ ด้านการแพทย์ และด้านอื่นๆ อีกมากมาย การศึกษาด้านอวกาศจึงรุดหน้าต่อไปเพื่อยังประโยชน์แก่มนุษย์

เทคโนโลยีอวกาศในปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง นับจากจรวด ดาวเทียม ยานอวกาศ ห้องทดลองลอยฟ้า ยานขนส่งอวกาศ สถานีอวกาศ กล้องโทรทรรศน์อวกาศ ทำให้ความรู้เกี่ยวกับดวงดาวต่างๆ ทั้งในระบบสุริยะ นอกระบบสุริยะเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย และมีอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการสนับสนุนให้การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง คือ คอมพิวเตอร์


ประโยชน์ของเทคโนโลยีทางอวกาศ

สิ่งประดิษฐ์ที่อาศัยความรู้ทางด้านเทคโนโลยีอวกาศในปัจจุบันมีมากมายหลายชิ้น โดยเฉพาะการสร้างดาวเทียมประเภทต่างๆ ขึ้นเพื่อมาช่วยอำนวยประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ในหลายๆ ด้าน เช่น

  1. ด้านการสื่อสาร จะใช้ดาวเทียมสื่อสาร เป็นดาวเทียมที่ทำหน้าที่เป็นสถานีรับคลื่นวิทยุเพื่อการสื่อสารและโทรคมนาคม ทั้งที่เป็นการสื่อสารภายในประเทศและระหว่างประเทศ ส่วนใหญ่ใช้สำหรับกิจการโทรศัพท์ โทรเลข โทรสาร รวมทั้งการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์และสัญญาณวิทยุ

    ดาวเทียมที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างประเทศ คือ ดาวเทียมอินเทลแซต (Intelsat) โดยไทยได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การดาวเทียมนี้เพื่อการโทรคมนาคมระหว่างประเทศ

    ส่วนการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ภายในประเทศไทยใช้ดาวเทียมปาลาปา ของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งสถานโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 ได้เริ่มใช้ดาวเทียมนี้เมื่อปี พ.ศ.2503

    ดาวเทียมสื่อสารของไทยดวงแรกคือ ดาวเทียมไทยคม (THAICOM) ถูกส่งขึ้นวงโคจรจากฐานส่งของบริษัท แอเรียนสเปซ (Arianespace) แห่งฝรั่งเศส ที่เมืองคูรู (Kourou) ประเทศเฟรนช์ เกียนา (French Guiana) ทวีปอเมริกาใต้ ในวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2536

    พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ "ไทยคม" (Thaicom) เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2534 โดยมาจากคำว่า ไทยคม (นาคม)

    ดาวเทียมไทยคมสร้างโดยบริษัท ฮิวจ์ แอร์คราฟท์ (Hughes Aircraft) สหรัฐอเมริกา สามารถถ่ายทอดได้ทั้งสัญญาณโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง โทรศัพท์ และการสื่อสารข้อมูล

    ต่อมาได้ชื่อใหม่เป็น "ดาวเทียมไทยคม 1A" บริหารโครงการโดยบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ในเครือบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยได้รับสัมปทานจากกระทรวงคมนาคม เมื่อ พ.ศ.2534 เป็นระยะเวลา 30 ปี (ปัจจุบันอำนาจการดูแลสัญญานี้ได้ถูกโอนไปอยู่ภายใต้ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) ต้นปี พ.ศ.2549 กลุ่มชินได้ขายหุ้นให้กับกลุ่มเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์ กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และดูแลการบริหารจัดการ ทั้งดาวเทียมและวงโคจร


  2. ด้านการพยากรณ์อากาศ หรือดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา ทำหน้าที่ส่งสัญญาณภาพถ่ายทางอากาศที่ประกอบด้วย ข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยา เช่น จำนวนและชนิดของเมฆ ความแปรปรวนของอากาศ ความเร็วลม ความชื้น อุณหภูมิ การแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในการพยากรณ์อากาศหรือเตือนภัยล่วงหน้าให้กับประชาชนเกี่ยวกับการเกิดพายุต่างๆ ดาวเทียมชนิดนี้ ได้แก่ ดาวเทียม GMS-3 ของประเทศญี่ปุ่น ดาวเทียม NOAA-8 และดาวเทียม NOAA-9 ของประเทศสหรัฐฯ



  3. ดาวเทียม GMS ของญี่ปุ่น


  4. ด้านการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ หรือดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ เป็นดาวเทียมที่ถูกใช้เป็นสถานีเคลื่อนที่สำรวจดูพื้นผิวโลกและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้ทราบข้อมูลทั้งทางด้านธรณีวิทยา การทำแผนที่ การทำประมง ระบบนิเวศวิทยา เป็นประโยชน์ด้านการเกษตรแลการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ

    ประเทศไทยเข้าร่วมโครงการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติด้วยดาวเทียมเมื่อปี พ.ศ.2514 ดาวเทียมประเภทนี้ได้แก่ ดาวเทียมแลนด์แซต (LANDSAT) ของสหรัฐฯ ดาวเทียมสปอต (SPOT) ของประเทศญี่ปุ่น โดยมีสถานีรับสัญญาณข้อมูลภาคพื้นดินอยู่ที่เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ

    ประเทศไทยเราเองมีดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติดวงแรกชื่อว่า ดาวเทียมธีออส (THEOS) ถูกส่งขึ้นวงโคจรโดยจรวดเนปเปอร์ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2551


    ดาวเทียมธีออส



ตัวอย่างวิวัฒนาการของเทคโนโลยีอวกาศ

หลังจากที่มีการส่งยานอวกาศขึ้นไปสู่อวกาศเพื่อศึกษาข้อมูลต่างๆ ได้เริ่มขึ้น นับแต่นั้นมาถือว่า ยุคอวกาศได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว การส่งยานอวกาศที่สำคัญๆ และมักถูกกล่าวขานบ่อยๆ เช่น

พ.ศ.2500 : วันที่ 4 ตุลาคม รัสเซียส่งดาวเทียมดวงแรกชื่อ สปุตนิก 1 (Sputnik 1) ขึ้นไปโคจรในอวกาศ ทำหน้าที่ตรวจสอบการแผ่รังสีของชั้นบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟีย หลังจากนั้น รัสเซียได้ทำการทดลองการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตในอวกาศ โดยส่งสุนัขชื่อ ไลก้า ไปพร้อมกับยานอวกาศ

พ.ศ.2501 : สหรัฐฯ ได้ส่งดาวเทียมขึ้นไปโคจรบ้าง มีชื่อว่า Explorer นับเป็นดาวเทียมดวงแรกของอเมริกา ส่งขึ้นสู่วงโคจรโดยจรวด Juno-1 จากแหลมคานาเวอรัล ดาวเทียมดวงนี้ได้ตรวจพบวงแหวนรังสีของโลก (Earth's radiation belt)

ทำให้รัสเซียและสหรัฐฯ กลายเป็น 2 ประเทศผู้นำทางด้านการสำรวจทางอวกาศ และมีการแข่งขันระหว่างสองประเทศนี้ในเวลาต่อมา

พ.ศ.2504 : 12 เมษายน รัสเซียส่ง ยูริ กาการิน (Yuri Gagarin) เป็น 1 ในอาสาสมัคร 20 คน ที่เข้าร่วมฝึกบินในโครงการลับ ถือได้ว่า เป็นมนุษย์อวกาศชายคนแรกขึ้นไปพร้อมกับยานวอสต็อก 1

พ.ศ.2506 : 16 มิถุนายน รัสเซียส่งมนุษย์อวกาศหญิงคนแรก คือ วาเลนตินา เทเรซโควา นิโคเลเยฟ ขึ้นสู่อวกาศพร้อมกับยานวอสต็อก 6

พ.ศ.2512 : 16 กรกฎาคม องค์การนาซาส่งอะพอลโล 11 (Apoll XI) ยานอวกาศลำแรกที่ลงจอดบนผิวของดวงจันทร์สำเร็จ โดยถูกส่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโดยจรวดแซทเทิร์น 5 (Saturn V) ที่ฐานยิงจรวจที่แหลมเคเนดี รัฐฟลอริดา สหรัฐฯ โดยมีนักบินอวกาศจำนวน 3 คนที่ไปพร้อมกับยานอวกาศนี้ คือ นีล อาร์มสตรอง (Neil Alden Armstrong) ผู้บังคับการ, ไมเคิล คอลลินส์ (Michael Collins) และเอดวิน อัลดริน (Adwin Aldrin)


นักบินอวกาศที่ไปกับอะพอลโล่ 11 ประกอบด้วย นีล อาร์มสตรอง (Neil Alden Armstrong) ผู้บังคับการ (คนซ้าย), ไมเคิล คอลลินส์ (Michael Collins) (คนกลาง) และ เอดวิน อัลดริน (Adwin Aldrin) (คนขวา)


พ.ศ.2520 : สหรัฐฯ และนาซาได้ร่วมกันส่งยานสำรวจอวกาศแบบไม่ใช้คนบังคับ 2 ลำคือ วอยเอจเจอร์ 1 และ วอยเอจเจอร์ 2 ขึ้นสู่อวกาศ เพื่อทำหน้าที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับดาวเคราะห์และระบบสุริยะ ปัจจุบันนี้ (2558) ยานทั้งสองกำลังอยู่บนเส้นทางที่มุ่งหน้าออกจากระบบสุริยะ

พ.ศ.2533 : สหรัฐฯ ร่วมกับองค์การอวกาศยุโรป ส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลขึ้นไปโคจรรอบโลก โดยภาพจากกล้องนี้จะไม่ถูกรบกวนจากชั้นบรรยากาศ ไม่มีแสงพื้นหลังท้องฟ้า และสังเกตการณ์คลื่นอัลตราไวโอเลตได้โดยไม่ถูกรบกวนจากชั้นโอโซนบนโลก


กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล



พ.ศ.2539 - 2540 : 4 ธันวาคม 2539 สหรัฐฯ ได้ส่งยานมาร์ส พาธไฟน์เดอร์ เป็นยานอวกาศขนาดเล็กแบบประหยัด ขึ้นสำรวจดาวอังคาร โดยกำหนดสิ้นสุดโครงการวันที่ 7 ตุลาคม 2540 เป็นยานที่บังคับด้วยคลื่นวิทยุ ออกสำรวจและวิเคราะห์ตัวอย่างหินโดยภาพถ่ายดาวอังคารส่งกลับมายังโลก

2540 : 15 ตุลาคม องค์การนาซา องค์การอวกาศยุโรป และองค์การอวกาศอิตาลี ได้ร่วมมือกันสร้างยานอวกาศแคสซีนี–ไฮเกนส์ (Cassini–Huygens) นับเป็นยานอวกาศที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เพื่อสำรวจดาวเสาร์และดาวบริวารตามธรรมชาติจำนวนมาก หลังการเดินทางระหว่างดาวเคราะห์อันยาวนาน ยานสำรวจอวกาศไฮเกนส์ได้เข้าสู่วงโคจรรอบดาวเสาร์เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2547 และเดินทางถึงดวงจันทร์ไททันของดาวเสาร์เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2548

2546 : องค์การนาซา ได้ส่งยานวอยพลูโต-ไคเปอร์ เอ๊กซเพรส (Pluto-Kuiper Express) ขึ้นไปสำรวจดาวพลูโต เนื่องจากดาวพลูโตดวงเล็กและอยู่ไกลมาก จึงมีเป้าหมายว่ายานนี้จะถึงดาวพลูโตประมาณปี พ.ศ.2553

นอกจากนี้ ยังมีทั้งดาวเทียมและยานอวกาศอีกมากมายที่ถูกส่งขึ้นไปเพื่อสำรวจหาข้อมูลต่างๆ อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน นี่คือ วิวัฒนาการที่ดีและก้าวหน้าของเทคโนโลยีอวกาศที่มนุษย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง


ที่มาข้อมูล : สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ คู่มือครูสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พ.ศ.2551
สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พ.ศ.2551
www.darasart.com
จำนวนคนอ่าน 99234 คน
   
 

© 2000 - 2015 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved