ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 : วงจรไฟฟ้า


ระดับชั้น : ป.6


ร่างกายมนุษย์การดำรงชีวิตของสัตว์ สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมสารในชีวิตประจำวันปรากฏการณ์ของโลกและเทคโนโลยีอวกาศ



ไฟฟ้า (electricity) เป็นพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถทำงานได้ เราใช้ประโยชน์จากกระแสไฟฟ้า ที่ผลิตขึ้นผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยการต่อสายไฟฟ้าระหว่างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น พัดลม โทรทัศน์ วิทยุ เตารีด เมื่อเปิดสวิตช์แล้ว เครื่องใช้ไฟฟ้าจะทำงานโดยเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้า เป็นพลังงานรูปอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานเสียง พลังงานกล

การต่อสายไฟฟ้าระหว่างแหล่งกำเนิดไฟฟ้ากับเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้เกิดทางเดินของไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า วงจรไฟฟ้า (electrical circuit) ซึ่งประกอบด้วยส่วนที่สำคัญด้วยกัน 3 ส่วน คือ

  1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันดันฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า แหล่งกำเนิดไฟฟ้ามีหลายชนิด ในระดับชั้นนี้จะเรียนเพียงเบื้องต้น เช่น ถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่ หรือในบางครั้งเรียกว่า เซลล์ไฟฟ้า ทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงพลังงานเคมีให้เป็นพลังงานไฟฟ้า


  2. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่เป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ตัวนำไฟฟ้าจะต่อระหว่างแหล่งกำเนิดไฟฟ้ากับเครื่องใช้ไฟฟ้า


  3. เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้หรืออุปกรณ์ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ

สำหรับสวิตช์ไฟฟ้านั้นเป็นส่วนหนึ่งของวงจรไฟฟ้า ใช้สำหรับเปิด - ปิด วงจรไฟฟ้า โดยจะทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร


สมบัติของตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า


ตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้าคืออะไร?

วัตถุใดที่ทำด้วยวัสดุนำไฟฟ้าได้ เรียกวัตถุนั้นว่า ตัวนำไฟฟ้า เช่น เหล็ก ทองแดง อะลูมิเนียม สังกะสี ฯลฯ

สำหรับวัสดุที่ไม่เป็นโลหะ เช่น ไส้ดินสอ ทำจากแกร์ไฟต์ แต่สามารถนำไฟฟ้าได้ เนื่องจากแกร์ไฟต์เป็นสารกึ่งโลหะแต่นำไฟฟ้าได้ (จะได้เรียนอย่างละเอียดถึงสมบัติของสารกึ่งโลหะในระดับมัธยมต่อไป) ไส้ดินสอที่มีความแข็งน้อยกว่าจะนำไฟฟ้าได้ดีกว่าไส้ดินสอที่มีความแข็งมากกว่า ขณะเดียวกัน ถ้าเทียบไส้ดินสอที่มีความแข็งเท่ากันและมีเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากัน ไส้ดินสอที่มีความยาวน้อยกว่า จะนำไฟฟ้าได้ดีกว่า และไส้ดินสอชนิดเดียวกัน ยาวเท่ากัน แต่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เท่ากัน ไส้ดินสอที่มีขนาดใหญ่กว่าจะนำไฟฟ้าได้ดีกว่า

น้องๆ สามารถทำการทดลองการนำไฟฟ้าของไส้ดินสอได้ โดยการนำไส้ดินสอยาวประมาณ 2.5 - 3 เซนติเมตรต่อเข้ากับวงจรไฟฟ้ากับหลอดไฟฟ้า 2.5 V และถ่านไฟฉาย 1 ก้อน






วัตถุที่ทำจากวัสดุที่ไม่นำไฟฟ้า เรียกวัตถุนั้นว่า ฉนวนไฟฟ้า เช่น ยาง ไม้ กระเบื้อง พลาสติก ฯลฯ ฉนวนไฟฟ้า เช่น พลาสติกที่หุ้มสายไฟจะช่วยป้องกันการรั่วไหลของกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะทำให้ได้รับอันตรายถึงชีวิตได้ (เพราะร่างกายมนุษย์เป็นตัวนำไฟฟ้า)

สายไฟที่ไม่มีฉนวนหุ้ม ถ้าสัมผัสกันจะเกิดการลัดวงจรหรือที่เรียกว่า ไฟช็อต ทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ ดังนั้น เราจึงควรตรวจดูสายไฟในบ้าน ไม่ปล่อยให้สายไฟชำรุดฉีกขาด เพราะลวดทองแดงของสายไฟอาจสัมผัสกัน ทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร หรือช็อตได้ เป็นเหตุทำให้เกิดไฟฟ้าไหม้ได้

ในสายไฟแรงสูงจะไม่มีฉนวนหุ้ม ถ้างูเลื้อยขึ้นไปพาดสายไฟ ตัวงูเป็นตัวนำไฟฟ้า จึงมีกระแสไฟฟ้าผ่านตัวงู ทำให้เกิดไฟฟ้ารัดวงจรได้

ไฟฟ้าแรงสูง เป็นไฟฟ้าที่ส่งมาจากโรงไฟฟ้า มีความต่างศักย์สูง ทำให้สามารถส่งไปในระยะไกลโดยสูญเสียพลังงานไฟฟ้าน้อยกว่าการส่งไฟฟ้าความต่างศักย์ไฟฟ้าต่ำ ไฟฟ้าแรงสูงมีความต่างศักย์มากกว่า 1,000 โวลต์ขึ้นไป เช่น การไฟฟ้านครหลวงจ่ายไฟฟ้าแรงสูงด้วยความต่างศักย์ 12,000 โวลต์ ถึง 115,000 โวลต์ และลดความต่างศักย์ไฟฟ้าลงเป็น 220 โวลต์ ต่อเข้าบ้านเรือนเพื่อให้ประชาชนใช้

สายไฟแรงสูงทำด้วยอะลูมิเนียม ไม่ใช้ลวดทองแดงซึ่งมีความต้านทานน้อยกว่า ทั้งนี้เพราะลวดทองแดงมีน้ำหนักมากกว่าและไม่ต้องการให้สายไฟแรงสูงมีน้ำหนักมาก ด้วยเหตุนี้สายไฟแรงสูงจึงไม่ใช้ฉนวนหุ้มสายไฟ ดังนั้น การเข้าใกล้หรือสัมผัสถูกสายไฟแรงสูงจึงมีอันตราย ควรระมัดระวังในการทำงานใกล้แนวสายไฟแรงสูง

ข้อสังเกตว่า สายไฟเส้นใดเป็นสายไฟแรงสูงหรือไม่? ให้สังเกตที่เสาไฟฟ้า ถ้ามีลูกถ้วยลักษณะเป็นกระเบื้องเคลือบเป็นชั้นๆ รูปร่างเหมือนชามคว่ำ ยึดติดกับเสาไฟฟ้า แสดงว่า สายไฟดังกล่าวเป็นสายไฟแรงสูง

การวัดค่าของกระแสไฟฟ้าต้องใช้เครื่องมือที่เรียกว่า แอมมิเตอร์ (Ammeter) หน่วยของกระแสไฟฟ้ามีหน่วยเป็น แอมแปร์ (A) หรือ มิลลิแอมแปร์ (mA)






วงจรไฟฟ้าอย่างง่าย

วงจรไฟฟ้าเป็นเส้นทางที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ครบ


การประกอบวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย

วงจรไฟฟ้าอย่างง่าย เป็นวงจรที่ประกอบด้วยแหล่งกำเนิดไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าและสายไฟ เมื่อเปิดสวิตช์กระแสไฟฟ้าจะออกจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้า (ถ่านไฟฉาย) ทางขั้วบวก ผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้าในวงจรไปยังขั้วลบของแหล่งกำเนิดไฟฟ้า เป็นการเคลื่อนที่ครบวงจรของกระแสไฟฟ้า เรียกวงจรไฟฟ้านี้ว่า วงจรไฟฟ้าปิด


แต่ถ้าวงจรไฟฟ้านี้ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลออกจากขั้วบวกของแหล่งกำเนิดไฟฟ้า ผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้าไปยังขั้วลบ ซึ่งอาจเกิดจากส่วนใดส่วนหนึ่งของวงจรไฟฟ้าขาดหรือไม่สัมผัสกัน เรียกวงจรไฟฟ้านี้ว่า วงจรไฟฟ้าเปิด

ดังนั้น ถ่านไฟฉาย สายไฟ หลอดไฟฟ้า เป็นส่วนประกอบของวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย ส่วนสวิตช์จะทำหน้าที่ตัดและต่อวงจรไฟฟ้า

ในกรณีถ้าเราเพิ่มถ่านไฟฉายในวงจรไฟฟ้าให้มากขึ้น กระแสไฟฟ้าที่ผ่านหลอดไฟฟ้าจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่


จากการทดลองเพิ่มถ่านไฟฉายในวงจรไฟฟ้าให้มากขึ้น โดยการนำถ่านไฟฉายมาต่อให้ขั้วบวกของก้อนแรกต่อเข้ากับขั้วลบของก้อนที่สองเรียงกันไป เรียกว่า การต่อถ่านไฟฉายแบบอนุกรม ทำให้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น มีผลทำให้กระแสไฟฟ้าที่ผ่านหลอดไฟฟ้ามากขึ้นด้วย

ถ้านำถ่านไฟฉายจำนวน 2 ก้อน มาต่อแบบขนาน พลังงานที่ได้จากถ่านไฟฉายทั้งสองจะเท่ากับพลังงานไฟฟ้าของถ่านไฟฉายเพียง 1 ก้อนเท่านั้น การต่อแหล่งกำเนิดไฟฟ้าแบบขนานจึงไม่เป็นที่นิยมในการนำมาต่อเพื่อใช้งานในกรณีที่ต้องการพลังงานจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้ามากๆ

ถ่านไฟฉายที่นำมาต่อกันตั้งแต่ 2 ก้อนขึ้นไป เรียกว่า แบตเตอรี่

แบตเตอรี่

แบตเตอรี่เป็นกลุ่มของถ่านไฟฉายที่ต่อกันแบบอนุกรม พลังงานไฟฟ้าของแบตเตอรี่เป็นพลังงานไฟฟ้าของถ่านไฟฉายทุกก้อนรวมกัน เป็นแหล่งกำเนิดไฟฟ้ากระแสตรง เมื่อต่อครบวงจรกระแสไฟฟ้าจากขั้วบวกของแบตเตอรี่ ผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้าไปทางขั้วลบของแบตเตอรี่เพียงทิศทางเดียว ส่วนไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านเรือนเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ ที่มีพลังงานไฟฟ้ามากกว่าไฟฟ้าจากแบตเตอรี่


การต่อวงจรไฟฟ้าแบบอนุกรมและแบบขนาน

การต่อวงจรไฟฟ้าแบบอนุกรมและแบบขนาน

การต่อวงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม เป็นการต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 1 ตัวขึ้นไปมาวางเรียงกันเหมือนลูกโซ่ โดยปลายของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 1 จะต่อกับต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 2 และปลายของเครื่องที่ 2 จะต่อกับต้นของเครื่องที่ 3 ไปเรื่อยๆ จนครบ แล้วจึงนำส่วนปลายเครื่องสุดท้ายไปต่อกับแหล่งกำเนิด การต่อวงจรแบบอนุกรมนั้น การเดินทางของกระแสไฟฟ้าไปได้ทางเดียวเท่านั้น กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกส่วนของวงจรเท่ากัน วงจรไฟฟ้าแบบนี้ ถ้าสายไฟขาดแม้เพียงสายเดียว จะมีผลให้วงจรเปิดทั้งวงจรหรือขาด วงจรจะหยุดทำงานทันที ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นดับทั้งหมด

การต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรม


การต่อวงจรไฟฟ้าแบบขนาน เป็นการต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปให้ขนานกับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า (แบตเตอรี่) ทำให้กระแสไฟฟ้าแยกผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้าแต่ละตัว วงจรไฟฟ้าแบบนี้ ถ้าสายไฟที่ต่อวงจรส่วนใดส่วนหนึ่งขาด ส่วนนั้นวงจรเปิดหรือขาด เครื่องใช้ไฟฟ้าเฉพาะช่วงนั้นจะไม่ทำงาน แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าในส่วนอื่นๆ ยังคงทำงานได้

การต่อหลอดไฟฟ้าแบบขนาน


ข้อแตกต่างของการต่อวงจรไฟฟ้า 2 ชนิด
การต่อแบบอนุกรม
การต่อแบบขนาน

1. กระแสไฟฟ้าไหลไปในทิศทางเดียวกระแสไฟฟ้าภายในวงจรอนุกรมจะมีค่าเท่ากันทุกๆ จุด พลังงานไฟฟ้าจะเท่ากับพลังงานรวมของแหล่งกำเนิดไฟฟ้า

1. ทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้าจะมีตั้งแต่ 2 ทิศทางขึ้นไป กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านความต้านทานไฟฟ้าแต่ละตัวจะมีค่าไม่เท่ากัน กระแสไฟฟ้ารวมของวงจรจะมีค่าเท่ากับกระแสไฟฟ้าย่อยที่ไหลแต่ละสาขาของวงจรมารวมกัน

2. แรงดันไฟฟ้าที่ตกคร่อมตัวต้านทานแต่ละตัวรวมกันเท่ากับแรงดันไฟฟ้าที่ป้อนให้กับวงจร

2. แรงดันไฟฟ้าตกคร่อมที่มาจากวงจรย่อยเท่ากับแรงดันไฟฟ้าของแหล่งจ่าย เพราะความต้านทานแต่ละตัวต่างก็ขนานกับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า

3. ความต้านทานรวมของวงจร จะมีค่าเท่ากับผลรวมของความต้านทานแต่ละตัวในวงจรรวมกัน

3. ความต้านทานรวมของวงจรขนานจะมีค่าน้อยกว่า หรือเท่ากับตัวต้านทานที่มีค่าน้อยที่สุดในวงจร



ถ้าเราทดลองต่อหลอดไฟจำนวนเท่ากันทั้งแบบอนุกรมและแบบขนาน โดยใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่มีความต่างศักย์เท่ากันแล้วจะพบว่า การต่อหลอดไฟแบบอนุกรมจะทำให้หลอดไฟมีความสว่างน้อยกว่าเมื่อต่อแบบขนาน สาเหตุเพราะการต่อแบบอนุกรม จะทำให้ความต้านทานรวมในวงจรมีค่ามากกว่าการต่อแบบขนาน กระแสไฟฟ้าจึงไหลผ่านได้น้อย ดังนั้น การต่อหลอดไฟภายในบ้านจึงต้องต่อแบบขนาน จึงจะทำให้มีความต้านทานรวมน้อย และมีกระแสไฟฟ้าเพียงพอสำหรับหลอดไฟแต่ละดวง และการต่อแบบขนานจะทำให้เราสามารถเลือกใช้หลอดไฟดวงใดดวงหนึ่งก็ได้ และหากหลอดไฟดวงหนึ่งเสีย ดวงอื่นๆ ก็ยังคงทำงานได้ เพราะวงจรไม่ได้ต่อกันเป็นสายเดียวแบบอนุกรม ทั้งนี้การต่ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ภายในบ้านเราก็ควรต่อแบบขนานด้วย เพราะเมื่อต้องการใช้อุปกรณ์ใดเราจะเลือกเปิดสวิตช์เฉพาะอุปกรณ์นั้นๆ ได้


แม่เหล็กไฟฟ้า

กระแสไฟฟ้าที่ผ่านลวดตัวนำหรือสายไฟจะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นรอบๆ ลวดตัวนำหรือสายไฟ สนามแม่เหล็กที่เกิดขึ้นนำไปใช้กับแม่เหล็กไฟฟ้า แรงแม่เหล็กจากแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นกับปริมาณกระแสไฟฟ้า และจำนวนรอบของขดลวดที่พันบนแกนเหล็ก และสามารถนำแม่เหล็กไฟฟ้าไปใช้ประโยชน์ได้


แม่เหล็กไฟฟ้าเกิดขึ้นได้อย่างไร

เมื่อมีกระแสไฟฟ้าผ่านไปในตัวนำไฟฟ้า เช่น สายไฟ จะมีสนามแม่เหล็กเกิดขึ้นรอบๆ สายไฟ ทำให้เข็มทิศซึ่งวางใกล้สายไฟเบนไปจากตำแหน่งเดิม เพราะมีแรงจากสนามแม่เหล็กรอบสายไฟจะดูดเข็มทิศที่ปลายหนึ่งและผลักเข็มทิศที่อีกปลายหนึ่ง

ภาพ : การทดลองเข็มทิศไว้ใต้ไฟฟ้า จากนั้นเปิดสวิตช์ให้กระแสไฟฟ้าผ่าน

จากนั้น เรานำสนามแม่เหล็กรอบสายไฟที่มีกระแสไฟฟ้าผ่านไปทำแม่เหล็ก ได้โดยดูจากการทดลองต่อไปนี้



ลวดทองแดงที่เคลือบฉนวนที่ถูกขดเป็นวงเรียงชิดๆ กัน ต่อเนื่องกันไป เมื่อให้กระแสไฟฟ้าผ่านขดลวด ถ้าขดลวดนี้พันรอบแท่งเหล็กแท่งเหล็กจะกลายเป็นแม่เหล็ก ซึ่งเรียกว่า แม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnet)

การพันขดลวดมากๆ รอบกับพันขดรวดน้อยรอบ สนามแม่เหล็กจะเท่ากันหรือไม่? กล่าวได้ว่า ในกรณีที่ตะปูเป็นแม่เหล็กไฟฟ้าในการทดลองแรงแม่เหล็กของแท่งแม่เหล็กไฟฟ้า มีค่าขึ้นกับจำนวนรอบของขดลวด และปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ผ่านขดลวด

จากการทดลองจะพบว่า อำนาจแม่เหล็กที่เกิดจากแม่เหล็กไฟฟ้าจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับจำนวนของขดลวดทองแดงที่พันรอบตะปู ถ้าพันขดลวดทองแดงรอบตะปูมาก อำนาจแม่เหล็กที่เกิดขึ้นจะมีมาก และถ้าพันขดลวดทองแดงรอบตะปูน้อย อำนาจแม่เหล็กที่เกิดขึ้นจะมีน้อย นอกจากนี้ อำนาจแม่เหล็กที่เกิดขึ้นจากแม่เหล็กไฟฟ้ายังขึ้นอยู่กับกระแสไฟฟ้าที่ผ่านเข้าสู่ขดลวดทองแดงอีกด้วย


ประโยชน์ของแม่เหล็กไฟฟ้า

นักวิทยาศาสตร์ได้นำหลักการของแม่เหล็กไฟฟ้านี้ไปใช้ประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานที่หนักๆ ได้มากขึ้น เช่น ในกรณีที่เราต้องการแยกเสาเหล็กออกจากเศษโลหะอื่น เช่น

การนำแม่เหล็กไฟฟ้าไปใช้ทำปั้นจั่นยกของเพื่อดูดเศษเหล็กออกจากเศษโลหะอื่นๆ โดยเมื่อเปิดสวิตช์ไฟฟ้าจะทำให้เกิดแรงแม่เหล็ก สามารถดูดเศษเหล็กขึ้นมาได้ เมื่อต้องการวางเศษเหล็กที่ดูดขึ้นมาก็ปิดสวิตช์ แรงแม่เหล็กจะหายไป


การทำงานของกระดิ่งไฟฟ้า


การทำกระดิ่งไฟฟ้าหรือออดไฟฟ้า เมื่อเปิดสวิตช์ กระแสไฟฟ้าจะผ่านขดลวดที่พันรอบแกนเหล็ก ทำให้แกนเหล็กเป็นแม่เหล็กดูดคันเคาะ ซึ่งเป็นสารแม่เหล็กเข้ามากระทบกระดิ่งและเกิดเสียงดัง ขณะคันเคาะเคลื่อนเข้าหากระดิ่ง คันเคาะจะไม่สัมผัสกับปลายแหลม เป็นเหตุให้วงจรไฟฟ้าเปิดไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลในวงจร แกนเหล็กก็จะหมดสภาพแม่เหล็ก คันเคาะก็จะดีดตัวกลับไปสัมผัสกับปลายแหลม ทำให้วงจรไฟฟ้าปิดมีกระแสไฟฟ้าไหลในวงจร แกนเหล็กกลับเป็นแม่เหล็กก็จะดูดคันเคาะเข้ามากระทบกระดิ่งและเกิดเสียงดังอีก เหตุการณ์จะเกิดซ้ำไปซ้ำมา จนกว่าจะปิดสวิตช์ไม่มีไฟฟ้าไหลในวงจร

นอกจากนี้ ยังมีการนำหลักการของแม่เหล็กไฟฟ้านี้ไปใช้กับการประกอบอุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานได้ หรือการนำไปประดิษฐ์ยานพาหนะที่ใช้ในการคมนาคม เช่น รถไฟลอยฟ้า รถไฟความเร็วสูง ฯลฯ


การประดิษฐ์แม่เหล็ก

แท่งเหล็กธรรมดานั้น เราสามารถทำให้เป็นแม่เหล็กได้หลายวิธี ที่นิยมกันทั่วๆ ไป ได้แก่

    วิธีที่ 1 การทำแม่เหล็กให้เป็นแม่เหล็กโดยใช้แม่เหล็กถูแท่งเหล็ก วางแท่งเหล็กอ่อนและเหล็กกล้าลงบนโต๊ะแล้วนำแม่เหล็กมาถูแท่งเหล็กดังกล่าว โดยวางแม่เหล็กลงบนแท่งเหล็กที่ปลายข้างหนึ่ง แล้วลากไปจนสุดปลายอีกข้างหนึ่งของแท่งเหล็กแล้วยกขึ้น ทำซ้ำหลายๆ ครั้ง จนกระทั่งแท่งเหล็กกลายเป็นแม่เหล็ก

    นอกจากเหล็กและเหล็กกล้าแล้วยังมีธาตุอื่นๆ ที่สามารถนำมาทำเป็นแม่เหล็กได้อีก เช่น นิกเกิล โคบอลต์ ฯลฯ แต่ถ้าต้องการให้อำนาจแม่เหล็กอยู่ได้นาน ควรใช้เหล็กกล้า

    • ถ้าเหล็กเป็นเหล็กอ่อน (iron) จะได้แม่เหล็กชั่วคราว


    • ถ้าเหล็กเป็นเหล็กกล้า (steel) จะได้แม่เหล็กถาวร


    แม่เหล็กจะหมดอำนาจเมื่อถูกนำไปเผา หรือให้ความร้อน หรือทุบด้วยค้อนหลายๆ ครั้ง

    วิธีที่ 2 การทำแม่เหล็กให้เป็นแม่เหล็กโดยใช้กระแสไฟฟ้า ทำโดยนำขดลวดทองแดงพันรอบแท่งเหล็กแล้วให้กระแสไฟฟ้าผ่านเข้าไปในลวดทองแดงนั้น เมื่อมีกระแสไฟฟ้าผ่านขดลวดทองแดง จะเกิดสนามแม่เหล็กขึ้นรอบขดลวดและเหนี่ยวนำให้แท่งเหล็กที่ถูกพันด้วยขดลวดทองแดงกลายเป็นแม่เหล็กได้ แต่เมื่อใดที่หยุดปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านขดลวดทองแดง อำนาจแม่เหล็กก็จะหมดลงทันที แม่เหล็กที่เกิดขึ้นจึงจัดเป็นแม่เหล็กชั่วคราว



ที่มาข้อมูล : สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ คู่มือครูสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พ.ศ.2551
สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พ.ศ.2551

    เรื่อง : บทเรียนวิทยาศาสตร์
    เข้าชม : 111945