ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ข่าววิทยาศาสตร์
ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์
เรื่องน่ารู้
พจนานุกรม
นักวิทยาศาสตร์
คำถามวิทยาศาสตร์
สีสันวิทยาศาสตร์
การทดลองวิทยาศาสตร์
บทเรียน / แบบฝึกหัด
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | บทเรียน | บทเรียน

บทเรียน
   

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 : สารในชีวิตประจำวัน
 
ระดับชั้น : ประถมปลาย

ร่างกายมนุษย์การดำรงชีวิตของสัตว์ สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมวงจรไฟฟ้าปรากฏการณ์ของโลกและเทคโนโลยีอวกาศ



ในชีวิตประจำวันเราต้องพบเห็นสิ่งต่างๆ มากมายรอบตัวเรา มีทั้งสิ่งของเครื่องใช้ อาคารบ้านเรือน ต้นไม้ สัตว์ ดิน น้ำ อากาศ สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต รวมทั้งร่างกายของเรา ต่างก็มีสารเป็นองค์ประกอบ

4.1 มารู้จักสารกันเถอะ

สิ่งต่างๆ มีสารเป็นองค์ประกอบ บางอย่างประกอบด้วยสารเพียงชนิดเดียว แต่บางอย่างประกอบด้วยสารมากกว่าหนึ่งชนิด

เมื่อมีสารจำนวนมากอยู่รวมกันในวัสดุหรือวัตถุ ก็จะเกิดเป็นเนื้อของวัสดุหรือวัตถุนั้นๆ ขึ้นมา

วัสดุหรือวัตถุบางอย่างประกอบด้วยสารเพียงชนิดเดียว เช่น ทองคำแท่ง 100 เปอร์เซ็นต์ ประกอบด้วยทองคำล้วนๆ รวมกัน

วัสดุหรือวัตถุบางอย่างประกอบด้วยสารมากกว่า 1 ชนิด เช่น ทองเหลือง ประกอบด้วย ทองแดงกับสังกะสี หรือเหล็กกล้าที่ใช้ทำมีด ประกอบด้วย เหล็กกับคาร์บอน

สารต่างชนิดกันมรสมบัติแตกต่างกัน

  • ทองคำ เป็นของแข็งสีเหลือง ไม่เป็นสนิม ไม่ดำ

  • เหล็ก เป็นของแข็งสีเทา ทิ้งไว้ในอากาศนานๆ จะเกิดสนิมและผุกร่อนได้

  • น้ำ เป็นของเหลวใส ไม่มีสี ละลายสิ่งต่างๆ ได้หลายชนิด

  • เกลือและน้ำตาล เป็นของแข็งสีขาว เกลือมีรสเค็ม ส่วนน้ำตาลมีรสหวาน เกลือและน้ำตาลละลายน้ำได้
เราทราบดีว่า วัสดุต่างๆ ต่างก็มีสารเป็นองค์ประกอบ การที่วัสดุต่างชนิดกัน มีสมบัติต่างกันก็เนื่องจากสารที่เป็นองค์ประกอบมีสมบัติต่างกัน เมื่อเราทราบชนิดและสมบัติของสารเป็นองค์ประกอบของวัสดุ ช่วยให้เราสามารถใช้วัสดุ หรือสิ่งของต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมและปลอดภัย เช่น เราทราบว่า ก๊าซหุงต้มเป็นก๊าซที่ติดไฟง่าย เราจึงต้องระวังในการใช้ โดยตั้งถังก๊าซให้ห่างจากเปลวไฟ เป็นต้น

4.2 สมบัติของสารในสถานะของแข็ง ของเหลว และก๊าซ

จากการศึกษาที่ผ่านมาเราทราบกันดีว่า สารต่างๆ รอบตัวเรามี 3 สถานะ คือ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ สารในแต่ละสถานะจะมีการจัดเรียงตัวของอนุภาคที่เป็นองค์ประกอบแตกต่างกัน ซึ่งมีผลทำให้สารในสถานะ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ แตกต่างกัน

  • สารในสถานะของแข็ง อนุภาคภายในของแข็งจะเรียงตัวเป็นระเบียบ อยู่ชิดติดกันมาก ทำให้อนุภาคเคลื่อนไหวได้น้อยมาก ของแข็งจึงสามารถรักษารูปร่าง และปริมาตรให้คงที่ได้


  • สารในสถานะของเหลว อนุภาคภายในของเหลวจะอยู่ห่างกันและไม่เป็นระเบียบเหมือนในของแข็ง อนุภาคจึงสามารถเคลื่อนไหวได้มากกว่าของแข็ง ทำให้ของเหลวไม่สามารถรักษารูปร่างให้คงที่ได้ โดยรูปร่างของของเหลวจะเปลี่ยนแปลงไปตามภาชนะที่บรรจุ


  • สารในสถานะก๊าซ อนุภาคภายในก๊าซอยู่ห่างกันมาก ทำให้มีที่ว่างระหว่างอนุภาคมากกว่าในของแข็งและของเหลว อนุภาคจึงเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระทุกทิศทางไม่เป็นระเบียบ สารในสถานะก๊าซจะฟุ้งกระจายเต็มภาชนะบรรจุเสมอ และไม่สามารถรักษาหรือคงรูปร่างและปริมาตรให้คงที่ได้ โดยจะเปลี่ยนแปลงไปตามรูปร่างของภาชนะที่บรรจุ ปริมาตรจะเท่ากับภาชนะที่บรรจุเสมอ
ตารางเปรียบเทียบสมบัติของสารในสถานะ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ บางประการที่เหมือนกันและบางประการที่ต่างกัน (ตารางหน้า 73)

สมบัติที่เหมือนกันทั้ง 3 สถานะ คือ มีมวล ต้องการที่อยู่ และสัมผัสได้ นอกจากนี้ของเหลวและก๊าซต่างก็เป็นของไหล เนื่องจากสารทั้งสองสถานะนี้สามารถเคลื่อนที่ได้ และมีรูปร่างเปลี่ยนแปลงไปตามภาชนะที่บรรจุ

สมบัติเฉพาะของของเหลวที่แตกต่างจากของแข็งและก๊าซ คือ ผิวของเหลวในภาชนะเดียวกันจะอยู่ในระดับเดียวกันเสมอ จึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ เพื่อหาแนวระดับในการก่อสร้างได้

4.3 การเปลี่ยนสถานะของสาร

การเปลี่ยนแปลงสถานะ

สารรอบตัวเราจะดำรงอยู่ในสถานะใดสถานะหนึ่ง คือ อยู่ในสถานะของแข็ง ของเหลว และก๊าซ การเพิ่มหรือลดอุณหภูมิของสารจนถึงระดับหนึ่งจะทำให้สารเปลี่ยนสถานะ ซึ่งการเปลี่ยนสถานะทำให้รูปร่างและขนาดเปลี่ยนแปลงไป แต่ยังคงเป็นสารเดิมอยู่ และสามารถทำให้กลับสู่สถานะเดิมได้ โดยการลดหรือเพิ่มอุณหภูมิ การเปลี่ยนแปลงสถานะ จึงถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ

ตัวอย่าง เช่น การเปลี่ยนสถานะของของแข็ง เปลี่ยนไปเป็นของเหลว

การเปลี่ยนสถานะของของแข็ง เปลี่ยนไปเป็นของเหลว

สรุปว่า เทียนไขมีสถานะเป็นของแข็ง เมื่อได้รับความร้อนจะเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว เรียกการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า การหลอมเหลว และเมื่อเทียนที่หลอมเหลวเย็นลงจะเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็งเหมือนเดิม การเพิ่มหรือลดอุณหภูมิของสารจนถึงระดับหนึ่ง ทำให้สารเปลี่ยนสถานะ และทำให้รูปร่างของสารเปลี่ยนแปลงไป แต่ไม่สามารถทำให้กลับไปเป็นสถานะเดิมได้

โดยธรรมชาติแล้วสารรอบตัวเราจะดำรงอยู่ในสถานะใดสถานะหนึ่ง อาจเป็นของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซก็ได้ แต่เราก็สามารถทำให้เปลี่ยนสถานะกลับไปกลับมาได้โดยการเพิ่มหรือลดอุณหภูมิ เช่น

  • การเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นของเหลว เรียกว่า การหลอมเหลว

  • การเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นก๊าซ เรียกว่า การระเหย โดยการระเหยจะเกิดที่ผิวของของเหลว แต่ถ้าเกิดทั่วทุกส่วนของของเหลว เรียกว่า การเดือด

  • การเปลี่ยนสถานะจากก๊าซเป็นของเหลว เรียกว่า การควบแน่น

  • การเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นของก๊าซ เรียกว่า การระเหิด

  • การเปลี่ยนสถานะของสารต่างๆ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น การทำไอศครีม การทำน้ำแข็ง เป็นต้น
การละลาย

การละลาย คือ กระบวนการเกิดสารละลาย ซึ่งเกิดจากสารชนิดหนึ่งกระจายอยู่ในสารอีกชนิดหนึ่ง ถ้ากระจายอย่างสม่ำเสมอ และมองเห็นเหมือนกันทุกส่วนมีลักษณะเป็นสารเนื้อเดียว เรียกสารผสมนี้ว่า สารละลาย แต่ถ้ากระจายอยู่ไม่สม่ำเสมอ โดยยังมองเห็นสารเดิมอยู่ เรียกสารผสมนี้ว่า สารเนื้อผสม

สารเนื้อผสมที่ประกอบด้วยอนุภาคเล็กๆ ของของแข็ง กระจายอยู่ในของเหลว หรือก๊าซ เรียกว่า สารแขวนลอย เช่น น้ำโคลน อากาศที่มีฝุ่นละออง เป็นต้น

สารแต่ละชนิดในสารละลายยังมีสมบัติเหมือนเดิม แต่รูปร่างเปลี่ยนไป เช่น สารละลายของเกลือ ยังคงแสดงสมบัติของน้ำกับเกลืออยู่ การละลายจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ

การเกิดสารใหม่

เมื่อสารเปลี่ยนสถานะหรือ เกิดสารละลายซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ สารแต่ละชนิดยังคงเป็นสารเดิมอยู่ แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดสารใหม่ จะต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงของสารที่ทำให้สารมีสมบัติแตกต่างไปจากสารเดิม หรือ เรียกว่า ปฏิกิริยาเคมี (chemical reaction) นั่นเอง

การเปลี่ยนแปลงที่แสดงว่ามีสารใหม่หรือปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้น พิจารณาได้จาก

  1. การเกิดตะกอน (precipitation)

  2. การเกิดก๊าซ

  3. สีของสารเปลี่ยนไป

  4. มีกลิ่นเกิดขึ้น

  5. มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ อาจมีแสง หรือเสียงเกิดขึ้น
การเกิดปฏิกิริยาเคมีอาจเกิดขึ้นเองหรือมนุษย์ทำให้เกิดขึ้น สารใหม่ที่ได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ได้มามาย เช่น ทำยารักษาโรค ทำสีย้อมผ้า ทำเครื่องใช้ เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น แต่บางปฏิกิริยาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว อาจเป็นอันตรายจ่อสิ่งมีชีวิตละสิ่งแวดล้อม เช่น การระเบิดของคลังเก็บอาวุธ การระเบิดของของโรงงานทำดอกไม้ไฟ เป็นต้น จึงต้องใช้และเก็บรักษาสารต่างๆ ให้ถูกต้องตามสมบัติของสารนั้นๆ

ตัวอย่าง ตารางการเกิดสารใหม่

การทดลอง
การเปลี่ยนแปลงสารที่สังเกตได้
---ใส่ผงฟูลงในน้ำส้มสายชู
---มีฟองก๊าซเกิดขึ้รในขวด ลูกโป่งที่ครอบปากขวดพองขึ้น
---หยดสารละลายแอมโมเนียลงใน
---สารละลายจุนสี
-- มีตะกอนสีฟ้าเกิดขึ้นในตอนแรก เมื่อหยดสารละลายแอมโมเนีย
---ต่อไปอีก จะได้ตะกอนสีน้ำเงิน
---หยดน้ำปูนใสลงในสารละลายผงฟู
-- มีตะกอนสีขาวเกิดขึ้นเล็กน้อย เมื่อหยดน้ำปูนใสต่อไปอีกตะกอน
---สีขาวจะเพิ่มขึ้น
---ผสมปุ๋ยแอมโมเนียกับปูนขาว
---มีกลิ่นฉุนเกิดขึ้น ที่ก้นบีกเกอร์เย็นลงจะมีหยดน้ำเล็กๆ เกาะอยู่

จากตารางการทดลองเกี่ยวกับการเกิดสารใหม่ สรุปได้ว่า "เมื่อผสมสารเข้าด้วยกันแล้วมีปฏิกิริยาเกิดขึ้น จะได้สารใหม่ซึ่งมีสมบัติแตกต่างจากสารเดิม ซึ่งสังเกตได้จากเกิดก๊าซ เกิดสารมีสี เกิดตะกอน เกิดกลิ่น และอุณหภูมิเปลี่ยนแปลง"

4.4 การแยกสารบางชนิดที่ผสมกัน

การแยกสารเนื้อผสม

ขนมสาคูเปียกข้าวโพด
น้องๆ ทราบหรือไม่ว่า เมื่อผสมสารเข้าด้วยกัน สารผสมที่ได้อาจเป็นสารเนื้อผสม หรือเป็นสารละลายก็ได้

เช่น ขนมสาคูเปียกข้าวโพด สามารถแยกข้าวโพดออกจากสาคูได้ โดยการตักออก

การแยกสารเนื้อผสม ทำได้โดยวิธีต่างๆ ได้แก่ การตักออก การร่อน การระเหิด การกรองด้วยกระดาษกรอง การทำให้ตกตะกอน และการแยกชั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสมบัติของสารที่เป็นส่วนผสม

ถ้ามีเนื้อผสมในปริมาณที่มาก เช่น น้ำคลองที่ตักมาใส่โอ่งไว้ จะมีเม็ดดินกระจายอยู่ในน้ำ มีลักษณะเป็นสารแขวนลอยทำให้น้ำขุ่น จะมีวิธีทำให้ปริมาณน้ำที่มากนี้ใสได้โดยการใช้เครื่องกรองน้ำที่ประกอบขึ้นเอง ดังรูป


หรือวิธีการ ทำให้น้ำตกตะกอน ด้วยการนำสารส้มมาแกว่งในน้ำขุ่น สารส้มจะละลายในน้ำ เกิดเป็นตะกอนเบาสีขาว พวกสารแขวนลอยที่อยู่ในน้ำจะมาเกาะที่ตะกอน และแยกตัวออกจากน้ำ แล้วตกตะกอนลงมา

การแยกสารละลายซึ่งเป็นสารเนื้อเดียว

สารเนื้อเดียว (Homogeneous Mixture) ที่เกิดจากสารละลาย 2 ชนิด ผสมกัน เรียกว่า สารละลาย ซึ่งมีสถานะเป็นของแข็ง ของเหลว และก๊าซ

วิธีการแยกสารแต่ละชนิดออกจากสารละลาย ขึ้นอยู่กับสมบัติของสารที่เป็นส่วนผสม จึงต้องแยกด้วยวิธีต่างๆ กัน ถ้าสารละลาย เช่น เกลือแกงละลายในน้ำ มีวิธีแยกเกลือแกงออกจากน้ำโดย

วิธีการแยกเกลือออกจากสารละลายน้ำเกลือ

จากการทดลองนี้อธิบายได้ว่า การแยกเกลือออกจากสารละลายน้ำเกลือ โดยการทำให้ระเหยแห้งออกไป เหลือแต่เกลือซึ่งเป็นของแข็ง เรียกว่า การระเหยแห้ง ซึ่งเมื่อรินน้ำเกลือออกจากจานหลุมโลหะแล้วนำขึ้นไปตั้งไฟ น้ำจะระหายออกจากสารละลาย เมื่อน้ำระเหยออกไปหมด จะเหลือผงเกลือสีขาวในจานหลุมโลหะ

4.5 สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

สารที่ใช้ในชีวิตประจำวันมีมากมายหลายชนิด เป็นทั้งเครื่องอุปโภคและบริโภค สารต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีองค์ประกอบเป็นสารเคมี เมื่อพิจารณาตามการนำไปใช้ประโยชน์และสมบัติความเป็นกรด - เบส อาจจำแนกสารเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ สารปรุงรสอาหาร และสารแต่งสีอาหาร สารทำความสะอาด สารกำจัดแมลงและศัรตรูพืช

สมบัติความเป็นกรด - เบส ทดสอบได้ด้วยกระดาษลิตมัส

  • สารที่เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีน้ำเงินเป็นสีแดง มีสมบัติเป็นกรด

  • สารที่เปลี่ยนกระดาษลิตมัสจากสีแดงเป็นสีน้ำเงิน มีสมบัติเป็นเบส

  • สารที่ไม่เปลี่ยนกระดาษลิตมัสทั้งสีแดงและสีสีน้ำเงิน มีสมบัติเป็นกลาง
น้องๆ บอกได้หรือไม่ว่า สารต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สารใดเป็นกรด สารใดเป็นเบส หรือเป็นกลาง เมื่อนำกระดาษลิตมัสลงไปแกว่งในสารต่อไปนี้


ในการจำแนกประเภทของสาร อาจใช้เพียงเกณฑ์เดียวหรือหลายเกณฑ์ประกอบกัน เช่น การนำไปใช้ประโยชน์เป็นเกณฑ์ หรือใช้ทั้งการนำไปใช้ประโยชน์และสมบัติความเป็นกรด - เบสเป็นเกณฑ์

ซึ่งในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นี้ จะกล่าวเพียงการจำแนกเป็นสารปรุงรสอาหาร สารแต่งสีอาหาร สารทำความสะอาด และสารกำจัดศัตรูพืช

สารปรุงรสและสารแต่งสีอาหาร

สารปรุงรสอาหาร ใช้ใส่ในอาหารเพื่อทำให้อาหารมีรสดี สารปรุงรสที่ต่างชนิดกันอาจมีสมบัติความเป็นกรด - เบส ต่างกัน แต่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ถ้าใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ สารปรุงรสอาหาร เช่น น้ำปลา น้ำตาล เกลือ เป็นต้น

สารแต่งสีอาหาร อาหารที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวัน มีการแต่งสีให้สวยงามน่ารับประทาน สีที่ใช้ในอาหาร มีทั้งสีที่ได้จากธรรมชาติ และสีสังเคราะห์สำหรับผสมอาหาร

สารทำความสะอาด

สารที่เราใช้ทำความสะอาด มีหลายประเภท จำแนกตามประโยชน์ที่ใช้ คือ สารทำความสะอาดร่างกาย ภาชนะ เครื่องนุ่มห่ม ห้องน้ำและเครื่องสุขภัณฑ์

สารทำความสะอาด มีสมบัติเป็นกรด เป็นเบสต่างกัน บางชนิดทำงานอย่างเดียวกัน แต่ส่วนผสมต่างกัน ทำให้สมบัติความเป็นกรด - เบสต่างกันเช่น สารทำความสะอาดห้องน้ำ และเครื่องสุขภัณฑ์ ถ้าเป็นชนิดผงจะมีสมบัติเป็นเบส แต่ถ้าเป็นชนิดน้ำ จะมีสมบัติเป็นกรด สารทำความสะอาดห้องน้ำ และเครื่องสุขภัณฑ์ เป็นสารอันตรายในบ้านเรือน จึงต้องระมัดระวังในการใช้และการเก็บรักษา โดยปฏิบัติตามคำแนะนำและคำเตือนตามฉลากอย่างเคร่งครัด

การใช้สารทำความสะอาด ควรใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ ถ้าใช้มากเกินไปจะสิ้นเปลืองและทำลายสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นยังมีอันตรายต่อร่างกายด้วย

สารกำจัดแมลงและศัตรูพืช

สารกำจัดแมลงเป็นสารที่ใช้กำจัดแมลงที่นำโรคภัยมาสู่คน

สารกำจัดศัตรูพืช เป็นสารที่ใช้กำจัดวัชพืช แมลง และสัตว์อื่นๆ ที่มารบกวนพืช สารกำจัดแมลงและศัตรูพืช เป็นสารอันตราย ที่ต้องระมัดระวังในการใช้และการเก็บรักษาเป็นอย่างดี ซึ่งถ้าใช้สารเหล่านี้มากเกินไป ก็จะตกค้างอยู่กับผลิตผลที่เก็บมาขายได้ และพิษของสารเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางปาก ผิวหนัง และทางหายใจ ถ้าร่างกายมีสารเหล่านี้สะสมอยู่ในปริมาณมาก จะมีผลต่อการทำงานของระบบต่างๆ ดังนั้น การรับประทานผัก ผลไม้ จึงควรล้างให้สะอาด เพื่อให้ปลอดภัยจากสารกำจัดศัตรูพืช


ที่มาข้อมูล : สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ คู่มือครูสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พ.ศ.2544
สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พ.ศ.2544
จำนวนคนอ่าน 197003 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved