ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ข่าววิทยาศาสตร์
ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์
เรื่องน่ารู้
พจนานุกรม
นักวิทยาศาสตร์
คำถามวิทยาศาสตร์
สีสันวิทยาศาสตร์
การทดลองวิทยาศาสตร์
บทเรียน / แบบฝึกหัด
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | บทเรียน | บทเรียน

บทเรียน
   

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 : สารในชีวิตประจำวัน
 
ระดับชั้น : ป.6

ร่างกายมนุษย์การดำรงชีวิตของสัตว์ สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมวงจรไฟฟ้าปรากฏการณ์ของโลกและเทคโนโลยีอวกาศ




ในชีวิตประจำวันเราต้องพบเห็นสิ่งต่างๆ มากมายรอบตัวเรา มีทั้งสิ่งของเครื่องใช้ อาคารบ้านเรือน ต้นไม้ สัตว์ ดิน น้ำ อากาศ สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต รวมทั้งร่างกายของเรา ต่างต้องมีสารเป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น


มารู้จักสารกันเถอะ

สิ่งต่างๆ มีสารเป็นองค์ประกอบที่แตกต่างกัน บางอย่างประกอบด้วยสารเพียงชนิดเดียว แต่บางอย่างประกอบด้วยสารมากกว่าหนึ่งชนิด

วัสดุหรือวัตถุบางอย่างประกอบด้วยสารเพียงชนิดเดียว เช่น

    ทองคำแท่ง 100 เปอร์เซ็นต์ ประกอบด้วย ทองคำล้วนๆ รวมกัน

    น้ำ 1 แก้ว ประกอบด้วย หน่วยเล็กๆ ของน้ำล้วนๆ มารวมกัน

วัสดุหรือวัตถุบางอย่างประกอบด้วยสารมากกว่า 1 ชนิด เช่น

    ทองเหลือง ประกอบด้วย ทองแดงกับสังกะสี

    เหล็กกล้าที่ใช้ทำมีด ประกอบด้วย เหล็กกับคาร์บอน

    ไส้ดินสอ ประกอบด้วย แกรไฟต์กับดินเหนียว


สารต่างชนิดกันมีสมบัติแตกต่างกัน เช่น

  • ทองคำ เป็นของแข็งมีสีเหลือง ทิ้งไว้นานๆ ไม่เป็นสนิม ไม่ดำ


  • เหล็ก เป็นของแข็งสีเทา ทิ้งไว้ในอากาศนานๆ จะเกิดสนิมและผุกร่อนได้


  • น้ำ เป็นของเหลวใส ไม่มีสี สามารถละลายสิ่งต่างๆ ได้หลายชนิด


  • เกลือและน้ำตาล เป็นของแข็งสีขาว เกลือมีรสเค็ม ส่วนน้ำตาลมีรสหวาน ทั้งเกลือและน้ำตาลละลายน้ำได้

เราทราบดีว่า วัสดุแต่ละชนิดต่างก็มีสารเป็นองค์ประกอบ การที่วัสดุต่างชนิดกัน มีสมบัติต่างกันก็เนื่องจากสารที่เป็นองค์ประกอบมีสมบัติต่างกัน เมื่อเราทราบชนิดและสมบัติของสารเป็นองค์ประกอบของวัสดุแล้ว ทำให้เราสามารถใช้วัสดุหรือสิ่งของต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมและปลอดภัย เช่น เราทราบว่า ก๊าซหุงต้มเป็นก๊าซที่ติดไฟง่าย เราจึงต้องระมัดระวังระวังในการใช้ โดยตั้งถังก๊าซให้ห่างจากเปลวไฟ

เมื่อมีสารจำนวนมากอยู่รวมกันในวัสดุหรือวัตถุ ก็จะเกิดเป็นเนื้อของวัสดุหรือวัตถุนั้นๆ ขึ้นมา เราสามารถแบ่งประเภทของวัสดุหรือวัตถุได้จากองค์ประกอบของวัสดุหรือวัตถุนั้น คือ

1. วัสดุหรือวัตถุที่มีสารเป็นองค์ประกอบเพียงชนิดเดียว เรียกว่า สารบริสุทธิ์ ได้แก่ ธาตุและสารประกอบ

    ธาตุ หมายถึง สารบริสุทธิ์ที่ประกอบด้วยอะตอมชนิดเดียวล้วนๆ เช่น

      ธาตุทองแดง ประกอบด้วย อะตอมของทองแดง (Cu)

      ธาตุปรอท ประกอบด้วย อะตอมของปรอท (Hg)

      ธาตุออกซิเจน ประกอบด้วย อะตอมของออกซิเจน (O)

      ธาตุฮีเลียม ประกอบด้วย อะตอมของฮีเลียม (He) --- ฯลฯ


    สารประกอบ หมายถึง สารบริสุทธิ์ที่ประกอบด้วย ธาตุตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปรวมกันด้วยอัตราส่วนโดยมวลคงที่ในทุกสถานะ (ไม่ว่าจะเป็นของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ) และมีสมบัติที่แตกต่างจากสมบัติของธาตุองค์ประกอบ เช่น

      น้ำ (H2O) เกิดจากธาตุไฮโดรเจน (H) กับธาตุ (O) รวมตัวกันด้วยอัตราส่วนโดยมวล 1 : 8 เสมอ และมีสมบัติแตกต่างจากสมบัติของไฮโดรเจนและออกซิเจน คือ ไฮโดรเจนและออกซิเจนเป็นก๊าซ แต่น้ำที่ได้เป็นของเหลว

      เกลือแกง (NaCl) เกิดจากธาตุโซเดียม (Na) กับธาตุคลอรีน (Cl) รวมกันด้วยอัตราส่วนโดยมวล 2 : 3 เสมอ และมีสมบัติแตกต่างจากสมบัติเดิมของโซเดียมซึ่งเป็นโลหะอ่อน เป็นของแข็งมันวาว ส่วนคลอรีนเป็นก๊าซมีพิษ มีสีตองอ่อน เมื่อผสมเป็นได้เป็นเกลือแกง โดยมีลักษณะเป็นของแข็งสีขาว

      คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เกิดจากธาตุคาร์บอน (C) กับธาตุออกซิเจน (O) รวมกันด้วยอัตราส่วนโดยมวล 3 : 8 เสมอ และมีสมบัติแตกต่างจากสมบัติของคาร์บอน ซึ่งเป็นของแข็งสีดำ กับออกซิเจนเป็นก๊าซไม่มีสี แต่ช่วยติดไฟได้ เมื่อได้เป็นคาร์บอนไดออกไซด์ จะมีสมบัติเป็นก๊าซไม่มีสี ใช้ในการดับเพลิง --- ฯลฯ

2. วัสดุหรือวัตถุที่มีสารองค์ประกอบมากกว่า 1 ชนิดขึ้นไปด้วยอัตราส่วนที่ไม่แน่นอน ไม่มีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้น สารที่เกิดใหม่จะมีสมบัติไม่คงที่ขึ้นอยู่กับปริมาณของสารบริสุทธิ์ที่นำมาผสมกัน เรียกว่า สารไม่บริสุทธิ์ เช่น

    ทองเหลือง ประกอบด้วย สาร 2 ชนิดคือ ทองแดง และสังกะสี

    นาก ประกอบด้วย สาร 2 ชนิดคือ ทองคำ และทองแดง

    น้ำปลา ประกอบด้วย สารมากกว่า 2 ชนิดคือ โปรตีนจากสัตว์ น้ำ เกลือ และอาจมีสีผสมอาหาร

    อากาศ ประกอบด้วย สารมากกว่า 2 ชนิดคือ ก๊าซไนโตรเจน ก๊าซออกซิเจน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไอน้ำ และก๊าซอื่นๆ รวมทั้งฝุ่นละออง



สมบัติของสารในสถานะของแข็ง ของเหลว และก๊าซ

จากการศึกษาที่ผ่านมาเราทราบกันดีว่า สารต่างๆ รอบตัวเรามี 3 สถานะ คือ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ สารในแต่ละสถานะจะมีการจัดเรียงตัวของอนุภาคที่เป็นองค์ประกอบแตกต่างกัน จึงมีผลทำให้อนุภาคของสารในสถานะของแข็ง ของเหลว และก๊าซ แตกต่างกัน

  • สารในสถานะของแข็ง อนุภาคภายในของแข็งจะเรียงตัวเป็นระเบียบ อยู่ชิดติดกันมาก ทำให้อนุภาคเคลื่อนไหวได้น้อยมาก ของแข็งจึงสามารถรักษารูปร่าง และปริมาตรให้คงที่ได้


  • สารในสถานะของเหลว อนุภาคภายในของเหลวจะอยู่ห่างกันและไม่เป็นระเบียบเหมือนในของแข็ง อนุภาคจึงสามารถเคลื่อนไหวได้มากกว่าของแข็ง ทำให้ของเหลวไม่สามารถรักษารูปร่างให้คงที่ได้ โดยรูปร่างของของเหลวจะเปลี่ยนแปลงไปตามภาชนะที่บรรจุ


  • สารในสถานะก๊าซ อนุภาคภายในก๊าซอยู่ห่างกันมาก ทำให้มีที่ว่างระหว่างอนุภาคมากกว่าในของแข็งและของเหลว อนุภาคจึงเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระทุกทิศทางไม่เป็นระเบียบ สารในสถานะก๊าซจะฟุ้งกระจายเต็มภาชนะบรรจุเสมอ และไม่สามารถรักษาหรือคงรูปร่างและปริมาตรให้คงที่ได้ โดยจะเปลี่ยนแปลงไปตามรูปร่างของภาชนะที่บรรจุ และมีปริมาตรเท่ากับภาชนะที่บรรจุเสมอ




ตารางเปรียบเทียบสมบัติของสารในสถานะ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ บางประการที่เหมือนกันและบางประการที่ต่างกัน



สมบัติที่สารเหมือนกันทั้ง 3 สถานะ คือ มีมวลและต้องการที่อยู่ ส่วนรูปร่างนั้น ทั้งของเหลวและก๊าซต่างเป็นของไหล ทำให้สารทั้งสองสถานะนี้สามารถเคลื่อนที่ได้และมีรูปร่างเปลี่ยนแปลงไปตามภาชนะที่บรรจุ

สมบัติเฉพาะของของเหลวที่แตกต่างจากของแข็งและก๊าซ คือ ผิวของเหลวในภาชนะเดียวกันจะอยู่ในระดับเดียวกันเสมอ จึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ เพื่อหาแนวระดับในการก่อสร้างได้


การเปลี่ยนแปลงของสาร

เมื่อสารที่อยู่รอบๆ ตัวเราเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป สารต่างๆ สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ได้แก่ การเปลี่ยนสถานะ การละลาย และการเกิดสารใหม่


การเปลี่ยนแปลงสถานะ

สารรอบตัวเราจะดำรงอยู่ในสถานะใดสถานะหนึ่ง คือ อยู่ในสถานะของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ การเพิ่มหรือลดอุณหภูมิของสารจนถึงระดับหนึ่งจะทำให้สารเปลี่ยนสถานะ ซึ่งการเปลี่ยนสถานะทำให้รูปร่างและขนาดเปลี่ยนแปลงไป แต่ยังคงเป็นสารเดิมอยู่ และสามารถทำให้กลับสู่สถานะเดิมได้ โดยการลดหรือเพิ่มอุณหภูมิ การเปลี่ยนแปลงสถานะจึงถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ

    ตัวอย่าง เช่น การเปลี่ยนสถานะของของแข็ง เปลี่ยนไปเป็นของเหลว

    การเปลี่ยนสถานะของของแข็งเป็นของเหลว และการทำให้ของเหลวกลับเป็นของแข็ง


    สรุปได้ว่า เทียนไขมีสถานะเป็นของแข็ง เมื่อได้รับความร้อนจะเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว เรียกการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า การหลอมเหลว และเมื่อเทียนที่หลอมเหลวเย็นลงจะเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็งเหมือนเดิม การเพิ่มหรือลดอุณหภูมิของสารจนถึงระดับหนึ่ง ทำให้สารเปลี่ยนสถานะ และทำให้รูปร่างของสารเปลี่ยนแปลงไป

    โดยธรรมชาติแล้วสารรอบตัวเราจะดำรงอยู่ในสถานะใดสถานะหนึ่ง อาจเป็นของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซก็ได้ เราสามารถทำให้เปลี่ยนสถานะกลับไปกลับมาได้โดยการเพิ่มหรือลดอุณหภูมิ เช่น

      การเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นของเหลว เรียกว่า การหลอมเหลว

      การเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นก๊าซ เรียกว่า การระเหย โดยการระเหยจะเกิดที่ผิวของของเหลว แต่ถ้าเกิดทั่วทุกส่วนของของเหลว เรียกว่า การเดือด

      การเปลี่ยนสถานะจากก๊าซเป็นของเหลว เรียกว่า การควบแน่น เกิดจากก๊าซกระทบกับสิ่งที่มีอุณหภูมิต่ำจะเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว

      การเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นของก๊าซ เรียกว่า การระเหิด เช่น ตั้งลูกเหม็น การบูร หรือพิมเสนทิ้งไว้นานๆ จะมีขนาดเล็กลง

    การเปลี่ยนสถานะของสารต่างๆ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น การทำไอศกรีม การทำน้ำแข็ง ฯลฯ

การละลาย

การละลาย คือ กระบวนการเกิดสารละลาย ซึ่งเกิดจากสารชนิดหนึ่งกระจายอยู่ในสารอีกชนิดหนึ่ง ถ้ากระจายอย่างสม่ำเสมอ และมองเห็นเหมือนกันทุกส่วนมีลักษณะเป็นสารเนื้อเดียว เรียกสารผสมนี้ว่า สารละลาย แต่ถ้ากระจายอยู่ไม่สม่ำเสมอ โดยยังมองเห็นสารเดิมอยู่ เรียกสารผสมนี้ว่า สารเนื้อผสม

สารเนื้อผสมที่ประกอบด้วยอนุภาคเล็กๆ ของของแข็ง กระจายอยู่ในของเหลว หรือก๊าซ เรียกว่า สารแขวนลอย เช่น น้ำโคลน อากาศที่มีฝุ่นละออง ฯลฯ

สารแต่ละชนิดในสารละลายยังมีสมบัติเหมือนเดิม แต่รูปร่างเปลี่ยนไป เช่น สารละลายของเกลือ ยังคงแสดงสมบัติของน้ำกับเกลืออยู่ การละลายจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ

เราสามารถสังเกตได้ว่า สารใดเป็นตัวละลายและสารใดเป็นตัวทำละลาย ได้ดังนี้

  • ถ้าตัวละลายและตัวทำละลายมีสถานะต่างกัน สารที่มีสถานะเดียวกันกับสารละลาย แสดงว่า สารตัวนั้นเป็นตัวทำละลาย และสารที่มีสถานะต่างไปจากสารละลายจัดเป็น ตัวละลาย เช่น น้ำเกลือ สถานะที่เรามองเห็นของสารละลายน้ำเกลือคือ ของเหลว ดังนั้น น้ำซึ่งเป็นของเหลวเช่นเดียวกับสารละลาย จึงจัดเป็นตัวทำละลาย ส่วนเกลือเป็นตัวละลาย -- ฯลฯ


  • ถ้าตัวละลายและตัวทำละลายมีสถานะเดียวกัน สารที่มีปริมาณมากกว่าจะเป็นตัวทำละลาย และสารที่มีปริมาณน้อยกว่าจัดเป็น ตัวละลาย เช่น แอลกอฮอล์เช็ดแผล 70% แอลกอฮอล์เป็นของเหลวเช่นเดียวกับน้ำและแอลกอฮอล์ แต่แอลกอฮอล์ 70% มีน้ำผสม 30 ส่วน แอลกอฮอล์ 70 ส่วน ดังนั้น แอลกอฮอล์จึงจัดเป็นตัวทำละลาย และน้ำเป็นตัวละลาย -- ฯลฯ

การเกิดสารใหม่

เมื่อสารเปลี่ยนสถานะหรือเกิดสารละลายเป็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ แต่ไม่เกิดสารใหม่ สารที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วยังสามารถย้อนกลับไปมีสมบัติเหมือนเดิมได้อีก เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพเท่านั้น แต่หากเรานำสารตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปมาทำปฏิกิริยากัน ทำให้เกิดสารใหม่ มีสมบัติเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เรียกว่า การเกิด ปฏิกิริยาเคมี (chemical reaction) นั่นเอง เช่น การจุดไฟเผากระดาษ กระดาษจะเปลี่ยนสภาพเป็นขี้เถ้า เกิดเขม่าควันจากการเผาไหม้ และขี้เถ้านั้นไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิมได้ จึงจัดได้ว่า เป็นการเกิดปฏิกิริยาเคมี

การเปลี่ยนแปลงที่แสดงว่า มีสารใหม่หรือปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้น พิจารณาได้จาก

  1. การเกิดตะกอน (precipitation)

  2. การเกิดก๊าซ

  3. สีของสารเปลี่ยนไป

  4. มีกลิ่นเกิดขึ้น

  5. มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ อาจมีแสง หรือเสียงเกิดขึ้น

การเกิดปฏิกิริยาเคมีอาจเกิดขึ้นเองหรือมนุษย์ทำให้เกิดขึ้น สารใหม่ที่ได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ได้มามาย เช่น ทำยารักษาโรค ทำสีย้อมผ้า ทำเครื่องใช้ เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ แต่บางปฏิกิริยาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว อาจเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตละสิ่งแวดล้อม เช่น การระเบิดของคลังเก็บอาวุธ การระเบิดของของโรงงานทำดอกไม้ไฟ ฯลฯ จึงต้องใช้และเก็บรักษาสารต่างๆ ให้ถูกต้องตามสมบัติของสารนั้นๆ

    ตัวอย่างการเกิดสารใหม่

    การทดลอง
    การเปลี่ยนแปลงสารที่สังเกตได้
    ใส่ผงฟูลงในน้ำส้มสายชู
    มีฟองก๊าซเกิดขึ้นในขวด ลูกโป่งที่ครอบปากขวดพองขึ้น
    หยดสารละลายแอมโมเนียลงในสารละลายจุนสี
    มีตะกอนสีฟ้าเกิดขึ้นในตอนแรก
    เมื่อหยดสารละลายแอมโมเนียต่อไปอีก จะได้ตะกอนสีน้ำเงิน
    หยดน้ำปูนใสลงในสารละลายผงฟู
    มีตะกอนสีขาวเกิดขึ้นเล็กน้อย
    เมื่อหยดน้ำปูนใสต่อไปอีกตะกอนสีขาวจะเพิ่มขึ้น
    ผสมปุ๋ยแอมโมเนียกับปูนขาว
    มีกลิ่นฉุนเกิดขึ้น ที่ก้นบีกเกอร์เย็นลงจะมีหยดน้ำเล็กๆ เกาะอยู่


    จากตารางการทดลองเกี่ยวกับการเกิดสารใหม่ สรุปได้ว่า "เมื่อผสมสารเข้าด้วยกันแล้วมีปฏิกิริยาเกิดขึ้น จะได้สารใหม่ซึ่งมีสมบัติแตกต่างจากสารเดิม ซึ่งสังเกตได้จากเกิดก๊าซ เกิดสารมีสี เกิดตะกอน เกิดกลิ่น และอุณหภูมิเปลี่ยนแปลง"


การเปลี่ยนแปลงของสาร มีด้วยกัน 2 ลักษณะ คือ
การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ
การเปลี่ยนแปลงทางเคมี
1. ไม่เกิดสารใหม่ 1. เกิดสารใหม่
2. มีสมบัติและองค์ประกอบของสารคงเดิม 2. มีสมบัติและองค์ประกอบของสารเปลี่ยนไปจากเดิม
3. สามารถเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้ 3. เปลี่ยนแปลงแล้วกลับเป็นอย่างเดิมได้ยาก



ผลที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสาร

เมื่อสารเกิดการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสถานะ การละลาย หรือการเกิดปฏิกิริยาเคมีได้เป็นสารใหม่ขึ้นมาก็ตาม อาจมีทั้งประโยชน์และโทษซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เราควรมีความรู้ในเรื่องผลที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสารด้วย


ประเภท
ข้อดี
ข้อเสีย
การเปลี่ยนสถานะของสาร ทำให้เกิดการหมุนเวียนของวัฏจักรของน้ำ
ทำให้น้ำไม่หมดไปจากโลก

อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย
ทำให้เกิดน้ำท่วมในบริเวณต่างๆ ของโลก
ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตไม่มีที่อยู่อาศัย

การละลายของสาร นำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เช่น การปรุงอาหาร
การบริโภค การผลิตยารักษาโรคต่างๆ
เมื่อน้ำฝนละลายก๊าซจำพวกออกไซด์ของกำมะถัน
และออกไซด์ของไนโตรเจนที่ปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรม
จะทำให้เกิดฝนกรด
การเกิดปฏิกิริยาเคมี นำสารมาทำปฏิกิริยาเคมี เกิดสารใหม่ เช่น การผลิตยารักษาโรค
การนำมาใช้ในการปรุงอาหาร หรือการสร้างวัสดุสังเคราะห์ต่างๆ
การเผาไหม้เชื้อเพลิงทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย



การแยกสารบางชนิดที่ผสมกัน

การแยกสารเนื้อผสม

น้องๆ ทราบหรือไม่ว่า เมื่อผสมสารเข้าด้วยกัน สารผสมที่ได้อาจเป็นสารเนื้อผสม หรือเป็นสารละลายเนื้อเดียวก็ได้ สารเนื้อผสม เช่น ขนมสาคูถั่วดำ ถ้าเราไม่ต้องการถั่วดำ เราสามารถแยกถั่วดำออกจากสาคูได้ด้วยการตักออก


ขนมสาคูถั่วดำ



จะเห็นได้ว่า วิธีการแยกสารเนื้อผสมนั้นมีด้วยกันหลายวิธี แต่ในระดับชั้นนี้เราจะศึกษาด้วยกัน 5 วิธี เนื่องจากวิธีการแยกสารประเภทหนึ่งอาจใช้แยกสารอีกประเภทหนึ่งไม่ได้

การแยกสารเนื้อผสม สามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่ การร่อน การระเหิด การกรองด้วยกระดาษกรอง การทำให้ตกตะกอน และการระเหยแห้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสมบัติของสารที่เป็นส่วนผสม และสถานะของสารที่เป็นอยู่

    การร่อน เป็นการแยกสารเนื้อผสมของสารที่เป็นของแข็งและอนุภาคของสารมีขนาดต่างกัน สารที่มีอนุภาคเล็กกว่า จะผ่านรูของตะแกรงร่อนลงสู่ด้านล่าง ส่วนสารที่มีอนุภาคใหญ่จะค้างอยู่บนตะแกรง เช่น การแยกทรายละเอียดและทรายหยาบที่ใช้ในการก่อสร้างออกจากกัน เพื่อนำทรายละเอียดไปผสมกับซีเมนต์เพื่อฉาบผนัง นอกจากนี้ การร่อนแร่ในลำธารจะใช้ตะแกรงในการร่อนแร่ หรือการร่อนแป้งทำขนมก็จะใช้ตะแกรงเช่นกัน

    การระเหิด เป็นการแยกสารที่เป็นของแข็งออกจากกัน โดยให้ความร้อนทำให้เกิดการระเหิด (ของแข็งจะเปลี่ยนสถานะเป็นไอ) เช่น ใช้ในการแยกทรายออกจากลูกเหม็น เมื่อลูกเหม็นถูกอากาศร้อนจัดมากๆ จะเกิดการระเหิดจนหมดก้อน ขณะที่ทรายจะไม่ระเหิด นอกจากลูกเหม็นแล้วยังมีการบูร พิมเสน เมนทอล สารเหล่านี้จะเกิดการระเหิดได้ถ้าทิ้งไว้ในอากาศนานๆ

    การกรอง เป็นการแยกสารที่เป็นของแข็งและของเหลวออกจากกัน เช่น การกรองน้ำ การกรองกาแฟ การกรองเวลาคั้นกะทิ ฯลฯ ของเหลวที่ได้จากการกรองจะมีลักษณะใส วัสดุที่ใช้ในการกรองมีหลายชนิด เช่น ผ้าขาวบาง กระดาษกรอง สำลี

    แต่ถ้ามีเนื้อผสมในปริมาณที่มาก เช่น น้ำคลองที่ตักมาใส่โอ่งไว้ จะมีเม็ดดินกระจายอยู่ในน้ำ มีลักษณะเป็นสารแขวนลอยทำให้น้ำขุ่น จะมีวิธีทำให้ปริมาณน้ำที่มากนี้ใสได้โดยการใช้เครื่องกรองน้ำที่ประกอบขึ้นเอง ดังรูปได้




    การทำให้ตกตะกอน เป็นการแยกสารที่เป็นของเหลวที่มีลักษณะขุ่น เนื่องจากมีสารแขวนลอยปนอยู่ เราสามารถทำให้ตกตะกอนได้ด้วยการนำสารส้มมาแกว่งให้เกิดการตกตะกอน สารส้มจะละลายในน้ำ เกิดเป็นตะกอนเบาสีขาว พวกสารแขวนลอยที่อยู่ในน้ำจะมาเกาะที่ตะกอน และแยกตัวออกจากน้ำ แล้วตกตะกอนลงสู่ก้นภาชนะ ส่วนของเหลวที่ได้จะใสขึ้น เช่น การนำน้ำคลองหรือน้ำในแม่น้ำมาแกว่งด้วยสารส้ม

    การระเหยแห้ง เป็นการแยกสารละลายซึ่งเป็นสารเนื้อเดียว ให้ออกจากกัน สารเนื้อเดียว (Homogeneous Mixture) ที่เกิดจากสารละลาย 2 ชนิด ผสมกัน เรียกว่า สารละลาย เช่น เกลือแกงละลายในน้ำ มีวิธีแยกเกลือแกงออกจากน้ำโดยการทดลองนี้


    วิธีการแยกเกลือออกจากสารละลายน้ำเกลือ


    จากการทดลองนี้อธิบายได้ว่า การแยกเกลือออกจากสารละลายน้ำเกลือ โดยการทำให้น้ำระเหยแห้งออกไป เหลือแต่เกลือซึ่งเป็นของแข็ง เรียกว่า การระเหยแห้ง ซึ่งเมื่อรินน้ำเกลือออกจากจานหลุมโลหะแล้วนำขึ้นไปตั้งไฟ น้ำจะระเหยออกจากสารละลาย เมื่อน้ำระเหยออกไปหมด จะเหลือผงเกลือสีขาวในจานหลุมโลหะ การระเหยแห้งนี้เป็นหลักการที่ใช้ในการทำนาเกลือนั่นเอง


สรุป เราสามารถจำแนกสารโดยใช้เนื้อสารเป็นเกณฑ์โดยพิจารณาจากแผนภาพ ดังนี้





สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

สารที่ใช้ในชีวิตประจำวันมีมากมายหลายชนิด เป็นทั้งเครื่องอุปโภคและบริโภค สารต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีองค์ประกอบเป็นสารเคมี จึงมีสมบัติความเป็นกรด - เบส แตกต่างกันไป


สมบัติความเป็นกรด - เบส

ความเป็นกรด - เบส จัดเป็นสมบัติอย่างหนึ่งของสาร สามารถตรวจสอบได้ด้วยอินดิเคเตอร์ (Indicator) เช่น กระดาษลิตมัส กระดาษ pH น้ำสีที่สกัดได้จากพืชบางชนิด หรืออินดิเคเตอร์อื่นๆ


สมบัติความเป็นกรด - เบส ทดสอบได้ด้วยกระดาษลิตมัส

  • สารที่เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีน้ำเงินเป็นสีแดง มีสมบัติเป็นกรด

  • สารที่เปลี่ยนกระดาษลิตมัสจากสีแดงเป็นสีน้ำเงิน มีสมบัติเป็นเบส

  • สารที่ไม่เปลี่ยนกระดาษลิตมัสทั้งสีแดงและสีสีน้ำเงิน มีสมบัติเป็นกลาง

น้องๆ บอกได้หรือไม่ว่า สารต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สารใดเป็นกรด สารใดเป็นเบส หรือเป็นกลาง เมื่อนำกระดาษลิตมัสลงไปแกว่งในสารต่อไปนี้




กระดาษลิตมัสมีความแตกต่างกับกระดาษ pH ถ้าเราใช้กระดาษลิตมัสตรวจสอบความเป็นกรด - เบส ของสาร เราจะทราบแต่เพียงว่า สารนั้นเป็นกรด - เบส เท่านั้น แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า มีความเป็นกรด - เบส มากน้อยเพียงใด เพราะสีของกระดาษจะเปลี่ยนจากแดงเป็นน้ำเงิน หรือน้ำเงินเป็นแดงเท่านั้น


** ความรู้เพิ่มเติม **

ถ้าเราใช้กระดาษ pH ตรวจสอบความเป็นกรด - เบส ของสาร จะสามารถบอกได้ว่า สารที่เราทดสอบนั้นมีความเป็นกรด - เบส มากน้อยเพียงใด เพราะมีค่า pH ตั้งแต่ 0 - 14

  • สารที่มี pH น้อยกว่า 7 (0 - 6) จะมีสมบัติเป็นกรด ยิ่งค่า pH มีค่าน้อย จะยิ่งมีความเป็นกรดมาก เช่น สารละลายที่มี pH = 1 จะมีความเป็นกรดมากกว่า สารละลายที่มีค่า pH = 6


  • สารที่มี pH มากกว่า 7 (8 - 14) จะมีสมบัติเป็นเบส ยิ่งค่า pH มีค่ามาก จะยิ่งมีความเป็นเบสมาก เช่น สารละลายที่มี pH = 14 จะมีความเป็นเบสมากกว่า สารละลายที่มีค่า pH = 8



ตัวอย่างเช่น น้ำส้มสายชูมีสมบัติเป็นกรด เมื่อทดสอบด้วยกระดาษลิตมัส จะเปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีน้ำเงินเป็นสีแดง เมื่อทดสอบด้วยกระดาษ pH จะเปลี่ยนกระดาษ pH จากสีเหลืองเป็นสีส้มหรือแดงตามลำดับความเข้มข้นของกรด เมื่อนำกระดาษ pH ที่เปลี่ยนสีไปเทียบกับแถบสีบนตลับ จะทราบค่า pH ของสารนั้น

น้ำขี้เถ้า มีสมบัติเป็นเบส เมื่อทดสอบด้วยกระดาษลิตมัส จะเปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีแดงเป็นสีน้ำเงิน เมื่อทดสอบด้วยกระดาษ pH จะเปลี่ยนกระดาษ pH จากสีเหลืองเป็นสีเขียวหรือสีน้ำเงินตามลำดับความเข้มข้นของเบส และเมื่อนำกระดาษ pH ที่เปลี่ยนสีไปเทียบกับแถบสีบนตลับ จะทราบค่าของ pH ของสารที่นำมาทดสอบ

    สารที่มีสมบัติเป็นกรดและเบสจะมีสมบัติ ดังนี้

    สารที่เป็นกรด

    • มีรสเปรี้ยว


    • เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีน้ำเงินเป็นสีแดง


    • ทำปฏิกิริยากับโลหะบางชนิด เช่น สังกะสี อะลูมิเนียม จะได้ก๊าซไฮโดรเจนและโลหะจะสึกกร่อน


    • ทำปฏิกิริยากับหินปูนหรือหินอ่อน ซึ่งเป็นสารประเภทคาร์บอเนต จะได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และหินปูนหรือหินอ่อนจะสึกกร่อน


    • กัดเนื้อเยื่อ


    • ตัวอย่างสาร เช่น น้ำมะนาว น้ำส้มสายชู สับปะรด ส้ม ฯลฯ


    สารที่เป็นเบส

    • มีรสฝาด


    • ลื่นมือคล้ายสบู่


    • เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีแดงเป็นสีน้ำเงิน


    • ทำปฏิกิริยากับแอมโมเนียมไนเตรต หรือแอมโมเนียมซัลเฟต จะได้ก๊าซแอมโมเนีย มีกลิ่นฉุนแสบจมูก


    • ทำปฏิกิริยากับโลหะบางชนิด เช่น อะลูมิเนียม สังกะสี จะเกิดก๊าซไฮโดรจเน และโลหะจะสึกกร่อน


    • ตัวอย่างสาร เช่น น้ำปูนใส น้ำสบู่ ขี้เถ้า ผงซักฟอก ผงฟู ฯลฯ

ส่วนสารที่มีสมบัติเป็นกลาง เมื่อทดสอบด้วยกระดาษลิตมัสทั้งสีแดงและสีน้ำเงินจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างสาร เช่น น้ำ น้ำกลั่น น้ำเกลือ แอลกอฮอล์ล้างแผล ฯลฯ

เราสามารถนำสมบัติความเป็นกรด - เบส ไปใช้ในประโยชน์ในการแยกสารที่เราต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สารปรุงรสอาหาร และสารแต่งสีอาหาร สารทำความสะอาด สารกำจัดแมลงและศัตรูพืช ฯลฯ


การจำแนกประเภทของสารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

ในการจำแนกประเภทของสาร อาจใช้เพียงเกณฑ์เดียวหรือหลายเกณฑ์ประกอบกัน เช่น การนำไปใช้ประโยชน์เป็นเกณฑ์ หรือใช้ทั้งการนำไปใช้ประโยชน์และสมบัติความเป็นกรด - เบส เป็นเกณฑ์

ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นี้ จะกล่าวเพียงการจำแนกเป็นสารปรุงแต่งอาหาร สารทำความสะอาด และสารกำจัดศัตรูพืช


สารปรุงแต่งอาหาร

    สารปรุงรสอาหาร ใช้ใส่ในอาหารเพื่อทำให้อาหารมีรสดี สารปรุงรสที่ต่างชนิดกันอาจมีสมบัติความเป็นกรด - เบส ต่างกัน แต่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ถ้าใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ สารปรุงรสอาหาร เช่น น้ำปลา น้ำตาล เกลือ ฯลฯ

    สารแต่งสีอาหาร อาหารที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวัน มีการแต่งสีให้สวยงามน่ารับประทาน สีที่ใช้ในอาหาร มีทั้งสีที่ได้จากธรรมชาติ และสีสังเคราะห์สำหรับผสมอาหาร

    สารแต่งกลิ่น ขนมหรืออาหารบางชนิดที่เรารับประทาน มีการตกแต่งกลิ่นเพื่อให้น่ารับประทานมายิ่งขึ้น เช่น น้ำนมแมว น้ำกุหลาบ ฯลฯ

    สารป้องการเน่าเสีย เช่น สารกันบูด อาหารหรือขนมบางชนิดสามารถอยู่ได้เป็นเวลานานนั้น เนื่องมาจากมีการเติมสารป้องกันการเน่าเสีย

สารปรุงแต่งอาหารบางชนิดมีประโยชน์ เพราะให้สารอาหาร เช่น น้ำปลาให้เกลือแร่และวิตามิน แต่สารบางชนิดไม่มีประโยชน์ เพราะไม่มีคุณค่าทางอาหาร เช่น สีผสมอาหาร หรือสารแต่งกลิ่น เนื่องจากช่วยแต่เพียงให้อาหารมีสีสันสวยงามและน่ารับประทานเท่านั้น





สารทำความสะอาด

สารที่เราใช้ทำความสะอาด มีหลายประเภท จำแนกตามประโยชน์ที่ใช้ คือ สารทำความสะอาดร่างกาย ภาชนะ เครื่องนุ่มห่ม ห้องน้ำและเครื่องสุขภัณฑ์

สารทำความสะอาด มีสมบัติเป็นกรด เป็นเบสต่างกัน บางชนิดทำงานอย่างเดียวกัน แต่ส่วนผสมต่างกัน ทำให้สมบัติความเป็นกรด - เบสต่างกัน เช่น สารทำความสะอาดห้องน้ำ และเครื่องสุขภัณฑ์ สารทำความสะอาดห้องน้ำ และเครื่องสุขภัณฑ์ เป็นสารอันตรายในบ้านเรือน จึงต้องระมัดระวังในการใช้และการเก็บรักษา โดยปฏิบัติตามคำแนะนำและคำเตือนตามฉลากอย่างเคร่งครัด ก่อนใช้เราควรอ่านฉลากที่กำกับอยู่ข้างขวดอย่างเคร่งครัด

การใช้สารทำความสะอาด ควรใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ ถ้าใช้มากเกินไปจะสิ้นเปลืองและทำลายสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นยังมีอันตรายต่อร่างกายด้วย ตัวอย่างเช่น

    สบู่ เป็นสารที่ใช้ทำความสะอาด ปัจจุบันมีทั้งสบู่เหลวและสบู่ก้อน ทำจากไขมันพืชหรือไขมันสัตว์กับด่าง (เบส) สบู่มี 2 ชนิด คือ สบู่สำหรับชำระร่างกายให้สะอาดซึ่งจะมีฤทธิ์เป็นเบสน้อย เพื่อให้ไม่ผิวหนังระคายเคือง และสบู่สำหรับซักผ้าซึ่งจะมีฤทธิ์เป็นเบสมากกว่า เนื่องจากต้องใช้ในการกำจัดคราบสกปรกที่ติดกับเนื้อผ้าได้

    แชมพู เป็นสารที่ใช้ทำความสะอาดเส้นผมและหนังศีรษะ พัฒนาการมาจากสบู่ แชมพูมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ การล้างไขมันและสิ่งสกปรกจากเส้นผมและหนังศีรษะ แชมพูส่วนใหญ่อยู่ในรูปของของเหลว

    ผงซักฟอก เป็นสารที่ใช้ชะล้างไขมันและสิ่งสกปรกเหมือนสบู่แต่มีฤทธิ์เป็นเบสเข้มข้นมากกว่า จึงไม่เหมาะต่อการชำระล้างร่างกาย หรือใช้ล้างภาชนะที่ใส่อาหาร การใช้ผงซักฟอกต้องใช้ให้เหมาะสมระมัดระวัง อย่าให้ฟุ้งเข้าตาหรือจมูก อาจทำให้เกิดความระคายเคืองต่ออวัยวะได้




สารกำจัดแมลงและศัตรูพืช

    สารกำจัดแมลงเป็นสารที่ใช้กำจัดแมลงที่นำโรคภัยมาสู่คน

    สารกำจัดศัตรูพืช เป็นสารที่ใช้กำจัดวัชพืช แมลง และสัตว์อื่นๆ ที่มารบกวนพืช สารกำจัดแมลงและศัตรูพืช เป็นสารอันตราย ที่ต้องระมัดระวังในการใช้และการเก็บรักษาเป็นอย่างดี ซึ่งถ้าใช้สารเหล่านี้มากเกินไป ก็จะตกค้างอยู่กับผลิตผลที่เก็บมาขายได้ และพิษของสารเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางปาก ผิวหนัง และทางหายใจ ถ้าร่างกายมีสารเหล่านี้สะสมอยู่ในปริมาณมาก จะมีผลต่อการทำงานของระบบต่างๆ

ปัจจุบัน การทำเกษตรกรรมบ้านเรามีการนำสารกำจัดศัตรูพืชมาใช้มากมาย โดยที่เกษตรกรบางรายใช้สารดังกล่าวแล้วเก็บพืช ผัก ผลไม้ ก่อนครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้บนฉลาก ทำให้สารดังกล่าวยังสลายตัวไม่หมดจนเกิดเป็นสารตกค้าง แล้วเก็บมาขาย เนื่องจากต้องการปริมาณในเชิงการค้า ดังนั้น การรับประทานผัก ผลไม้ เราจึงควรล้างให้สะอาดและถูกวิธี เพื่อให้ปลอดภัยจากสารกำจัดศัตรูพืช ขณะที่สารบางชนิดไม่สามารถกำจัดออกได้ด้วยการล้าง วิธีที่เลี่ยงได้คือ การไม่ควรซื้อผักที่ใช้สารกำจัดแมลงมารับประทาน


ที่มาข้อมูล : สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ คู่มือครูสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พ.ศ.2551
สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พ.ศ.2551
จำนวนคนอ่าน 218467 คน
   
 

© 2000 - 2015 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved