ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ข่าววิทยาศาสตร์
ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์
เรื่องน่ารู้
พจนานุกรม
นักวิทยาศาสตร์
คำถามวิทยาศาสตร์
สีสันวิทยาศาสตร์
การทดลองวิทยาศาสตร์
บทเรียน / แบบฝึกหัด
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | บทเรียน | บทเรียน

บทเรียน
   

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 : สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม
 
ระดับชั้น : ป.6

ร่างกายมนุษย์การดำรงชีวิตของสัตว์ สารในชีวิตประจำวันวงจรไฟฟ้าปรากฏการณ์ของโลกและเทคโนโลยีอวกาศ




สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรามีทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ได้แก่ พืช สัตว์ และสิ่งมีชีวิตเล็กๆ และสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่น ดิน หิน น้ำ และอากาศ ฯลฯ มีทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อดำรงชีวิต ได้แก่ บ้าน ถนน รถยนต์ ฯลฯ และรวมถึงศิลปวัฒนธรรมต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม สิ่งเหล่านี้เรียกว่า สิ่งแวดล้อม

สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในแต่ละแหล่งที่อยู่มีหลากหลายชนิดทั้งพืช สัตว์ และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ซึ่งรวมกันเรียกว่า กลุ่มสิ่งมีชีวิต กลุ่มของสิ่งมีชีวิตจะมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เช่น เป็นที่อยู่อาศัย เป็นแหล่งอาหาร กลุ่มสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันในแหล่งที่อยู่แต่ละแห่งนั้น ย่อมมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันในลักษณะที่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันในรูปแบบต่างๆ และมีการแก่งแย่งแข่งขันกัน เป็นความสัมพันธ์ทางชีวภาพ

กลุ่มสิ่งมีชีวิตยังมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมของแหล่งที่อยู่ ซึ่งเป็นสถานภาพทางกายภาพ เช่น ดิน น้ำ แร่ธาตุ และแสงสว่าง อื่นๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ทั้งหมดนี้ ประกอบรวมกัน เรียกว่า ระบบนิเวศ (ecosystem)


ระบบนิเวศ (Ecosystem)

ระบบนิเวศ หมายถึง ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิตที่แวดล้อมอยู่ ขณะเดียวกันก็จะมีความสัมพันธ์อีกลักษณะหนึ่ง คือความเกี่ยวโยง พึ่งพากันหรือการส่งผลต่อกันระหว่างสิ่งมีชีวิตด้วยกันเอง ในระบบนิเวศทุกระบบแสดงให้เห็นว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหลายไม่อาจอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยวโดยปราศจากการเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งหลายอยู่รอดได้ ชีวิตหนึ่งจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีชีวิตอื่นๆ และองค์ประกอบอื่นๆ อยู่ด้วย

ระบบนิเวศนั้นสามารถจำแนกได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่า จะใช้เกณฑ์ใดในการแบ่ง ในที่นี้จะใช้ลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นเกณฑ์ในการแบ่ง เราสามารแบ่งได้เป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ

  1. ระบบนิเวศบนบก (Terrestrial Ecosystem) เป็นระบบนิเวศที่อยู่บนพื้นดิน แต่มีลักษณะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับลักษณะของพืชที่เกิดขึ้นในบริเวณนั้น ปัจจัยที่ทำให้แต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันคือ อุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนที่ส่งผลให้พืชพรรณเจริญเติบโตได้แตกต่างกัน ได้แก่

      1.1 ระบบนิเวศป่าไม้ เป็นระบบนิเวศที่พื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมไปด้วยป่าไม้ แบ่งย่อยได้เป็น

      • ระบบนิเวศป่าไม้เขตร้อน ได้แก่ ป่าดิบ ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ


      • ระบบนิเวศป่าไม้เขตอบอุ่น ได้แก่ ป่าผลัดใบเขตอบอุ่น ป่าเมดิเตอร์เรเนียน


      • ระบบนิเวศป่าไม้เขตหนาว ได้แก่ ป่าสน


      • ระบบนิเวศป่าชายฝั่ง ได้แก่ ป่าชายเลน ป่าชายหาด ป่าโขดหิน


      1.2 ระบบนิเวศทุ่งหญ้า เป็นระบบนิเวศที่มีพืชตระกูลหญ้าเป็นพืชหลัก แบ่งย่อยเป็น

      • ระบบนิเวศทุ่งหญ้าเขตร้อน ได้แก่ ทุ่งหญ้าซาวันนา


      • ระบบนิเวศทุ่งหญ้าเขตหนาว ได้แก่ ทุ่งหญ้าทุนดรา


      • ระบบทุ่งหญ้าเขตอบอุ่น ได้แก่ ทุ่งหญ้าแพรรี่ ทุ่งหญ้าสเตปป์


      1.3 ระบบนิเวศทะเลทราย เป็นระบบนิเวศที่มีปริมาณการระเหยของน้ำสูง ฝนตกน้อย บางพื้นที่จะมีหญ้าเขตแห้งแล้งขึ้นได้ แบ่งเป็น

      • ระบบนิเวศทะเลทรายเขตร้อน ทะเลทรายเขตอบอุ่น


      • ระบบนิเวศทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทรายเขตร้อน


  2. ระบบนิเวศทางน้ำ (Aquatic Ecosystem) เป็นระบบนิเวศที่มีน้ำเป็นโครงสร้างหลัก ได้แก่

      2.1 ระบบนิเวศน้ำจืด เป็นระบบนิเวศที่มีน้ำเป็นน้ำจืด แบ่งย่อยได้เป็น

      • ระบบนิเวศน้ำนิ่ง ได้แก่ หนอง บึง ทะเลสาบน้ำจืด


      • ระบบนิเวศน้ำไหล ได้แก่ แม่น้ำ ลำธาร ห้วย


      2.2 ระบบนิเวศน้ำเค็ม เป็นระบบนิเวศที่มีน้ำเป็นน้ำเค็ม แบ่งย่อยเป็น

      • ระบบนิเวศชายฝั่ง มี 2 ประเภท ได้แก่ ระบบนิเวศโขดหินชายฝั่ง และระบบนิเวศชายหาด


      • ระบบนิเวศน้ำตื้น เป็นระบบนิเวศที่นับจากระบบนิเวศชายฝั่งทะเลลงไปจนถึงน้ำลึก 20 เมตร


      • ระบบนิเวศทะเลลึก เป็นระบบนิเวศที่นับต่อเนื่องจากความลึก 200 เมตร ลงไปถึงท้องทะเล ซึ่งเป็นบริเวณที่แสงแดดส่องลงไปไม่ถึงจึงขาดแคลนผู้ผลิตในระบบนิเวศ สัตว์น้ำต่างๆ จึงมีจำนวนน้อยและใช้ชีวิตโดยการรอซากสิ่งมีชีวิตอื่นที่ตายจากด้านบนลงมา


      2.3 ระบบนิเวศน้ำกร่อย เป็นระบบนิเวศที่เป็นรอยต่อระหว่างน้ำจืดกับน้ำเค็ม โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำต่างๆ ที่เชื่อมต่อกับทะเล จะมีตะกอนมากและมีป่าไม้กลุ่มป่าชายเลนขึ้น จึงเรียกว่า ระบบนิเวศป่าชายเลน

ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศ

ในระบบนิเวศ สิ่งมีชีวิตจะสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตโดยมีการถ่ายทอดพลังงานจากการกินต่อกันเป็นทอดๆ จากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค เรียกว่า โซ่อาหาร ลักษณะการกินแบบโซ่อาหาร จะเริ่มจากผู้ผลิต (Producer) หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างอาหารเองได้ ได้แก่ พืชสีเขียว ไปสู่ผู้บริโภค (Consumer) ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างอาหารเองไม่ได้ ต้องกินสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เป็นอาหาร ตัวอย่างเช่น


ผู้ผลิต (พืช) ไปสู่ => ผู้บริโภคอันดับที่ 1 => ผู้บริโภคอันดับที่ 2 => ผู้บริโภคอันดับที่ 3 ---- ดังภาพ



จากภาพ โซ่อาหารจะเริ่มจากพืชซึ่งสร้างอาหารเองได้ด้วยกระบวนการสังเคราะห์แสง แล้วสะสมน้ำตาลและแป้งไว้ตามส่วนต่างๆ ของพืช จากนั้นบรรดาสัตว์กินพืช เรียกว่า ผู้บริโภคพืช (Herbivore) เช่น กวาง กระต่าย วัว ควาย ฯลฯ จะกินพืชเป็นอาหาร แต่ในขณะเดียวกัน สัตว์กินพืชนี้จะถูก เสือ สิงโต งู จระเข้ เหยี่ยว กินเป็นอาหารอีกทอดหนึ่งเรียกสัตว์พวกนี้ว่า ผู้บริโภคสัตว์ (Carnivore)

นอกจากนี้ ยังมีสัตว์บางชนิดกินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหาร เรียกว่า ผู้บริโภคพืชและสัตว์ (Omnivore) เช่น มนุษย์ สุนัข แมว เป็ด ไก่ ฯลฯ ผู้บริโภคซากพืชซากสัตว์ (Scavenger) เช่น ไส้เดือนดิน กิ้งกือ แร้ง ปลวก หอย ด้วง จุลินทรีย์ ฯลฯ

เมื่อมีผู้ผลิต ผู้บริโภคแล้ว สิ่งสำคัญคือ ต้องมีผู้ย่อยสลายอินทรีย์ (Decomposer) เป็นสิ่งมีชีวิตที่ทำหน้าที่ย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ให้เป็นสารอนินทรีย์ ได้แก่ เห็ด รา ยีสต์ แบคทีเรียชนิดต่างๆ ซึ่งมีอยู่ทั่วไปทั้งในดิน น้ำ และอากาศ ความสัมพันธ์ของ 3 สิ่งนี้ต้องอยู่ในสมดุล ระบบนิเวศจึงจะไม่เสียไป

ในบางโซ่อาหารอาจมีผู้บริโภคมากกว่า 3 อันดับ ภาพข้างบนเป็นเพียงตัวอย่างให้น้องๆ ได้เข้าใจง่ายขึ้น

สัตว์ที่ออกล่าสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร เรียกว่า ผู้ล่า (Predator) เช่น เสือ สิงโต เหยี่ยว สัตว์ที่ตกเป็นอาหารของผู้ล่า เรียกว่า เหยื่อ (Prey)

มนุษย์เรามีส่วนที่เกี่ยวข้องกับโซ่อาหาร เพราะมนุษย์เป็นผู้บริโภคทั้งพืชและสัตว์ ปัจจุบันมนุษย์มีการใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้นในการทำเกษตร ทำให้เกิดสารพิษตกค้างและส่งผลกระทบต่อโซ่อาหารในระบบนิเวศในปัจจุบันอย่างมาก


สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันมีความสัมพันธ์กันอย่างไร

เราทราบแล้วว่า ในระบบนิเวศเป็นการอาศัยอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด แล้วสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกัน จะมีความสัมพันธ์กันได้อย่างไร เรามาดูกันต่อไป

สิ่งมีชีวิตสามารถอาศัยอยู่ร่วมกันจะมีความสัมพันธ์กันในรูปแบบที่แตกต่างกันไป เช่น มีการพึ่งพาอาศัยกัน บางชนิดก็อาศัยกันในแบบอิงอาศัย บางชนิดได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว บางชนิดได้ประโยชน์ร่วมกัน บางชนิดคล้ายกับเป็นศัตรูต่อกันเนื่องจากต้องแย่งชิงอาหารกัน บางชนิดเป็นอิสระต่อกัน ได้แก่

  1. ภาวะพึ่งพาอาศัยกัน (mutualism)

      รูปแบบความสัมพันธ์ : เป็นความสัมพันธ์แบบ บวก กับ บวก (ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย)

      ลักษณะความสัมพันธ์ : เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิดที่อาศัยอยู่ร่วมกันและได้ผลประโยชน์ร่วมกันตลอดชีวิต จนไม่สามารถแยกจากกันได้

      ตัวอย่างความสัมพันธ์ :

        ปลวกกับโพรโทซัว => ปลวกอาศัยโพรโทซัวที่อยู่ในสำไส้ของตัวเองช่วยย่อยเซลลูโลสของไม้ที่ปลวกกินเข้าไป ส่วนโพรโทซัวได้อาศัยปลวกเป็นที่อยู่อาศัย และยังได้รับอาหารจากการย่อยเซลลูโลสด้วย

        ไลเคน => ไลเคน หมายถึง สิ่งมีชีวิต 2 ชนิด ประกอบด้วย ราและสาหร่ายอาศัยอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพากัน แยกจากกันไม่ได้ โดยสาหร่ายจะทำหน้าที่ในการสร้างอาหารด้วยการสังเคราะห์แสง ส่วนราจะสร้างความชุ่มชื้นให้กับสาหร่าย



        ต่อไทรกับลูกไทร => ต่อไทรเป็นแมลงชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในดอกไทร ซึ่งเป็นดอกพิเศษที่อัดตัวกันแน่น จนมองคล้ายกับลูกไทร ภายในลูกไทรมีทั้งดอกเพศผู้และดอกที่พัฒนาเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของแมลงโดยเฉพาะต่อไทรจะเข้าไปอาศัยอยู่ในนี้ และทำหน้าที่ผสมเกสรให้โดยบินออกจากลูกหนึ่งไปผสมยังอีกลูกหนึ่ง ทำให้ต้นไทรสืบพันธุ์ต่อไปได้ ต่อไทรจะอาศัยอยู่ในลูกไทรตลอดชีวิต วนกันเป็นวัฏจักรตลอดไป

        พืชตระกูลถั่วกับแบคทีเรียที่ปมราก => แบคทีเรียอาศัยและได้รับอาหารจากรากของถั่ว ขณะที่พืชตระกูลถั่วได้รับอาหารจากการตรึงก๊าซไนโตรเจนจากอากาศของแบคทีเรีย

        แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ของคน => เป็นแบคทีเรีย ชนิด Escherichia coli ถ้าอยู่ในลำไส้คน คนได้ประโยชน์จากการช่วยย่อยกากอาหาร และสร้างวิตามิน B และ K จากแบคทีเรีย ส่วนแบคทีเรียก็อาศัยลำไส้ของคนเป็นที่อยู่อาศัยและได้อาหารจากคน (แต่หากแบคทีเรีย E. coli นี้ เข้าสู่ระบบต่างๆ ของร่างกายก็จะทำให้เกิดโรคติดเชื้อรุนแรงได้ เช่น โรคติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ เชื้อ E. coli บางสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วงได้)

        ด้วงกับมด => ด้วงให้อาหารกับมด ขณะที่มดดูแลป้องกันศัตรูให้ด้วง

        ปลาการ์ตูนกับดอกไม้ทะเล => ในธรรมชาติปลาการ์ตูนไม่สามารถอยู่ได้ถ้าปราศจากดอกไม้ทะเล เนื่องจากปลาการ์ตูนใช้ดอกไม้ทะเลเป็นที่หลบภัย เป็นการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกันชนิดได้ประโยชน์ร่วมกัน (mutualism) ปลาการ์ตูนแต่ละชนิดจะอาศัยดอกไม้ทะเลต่างชนิดกัน และปลาการ์ตูนบางชนิดสามารถอยู่กับดอกไม้ทะเลได้หลายชนิด โดยปลาการ์ตูนจะเลือกดอกไม้ทะเลชนิดที่มีลักษณะสีของหนวดใกล้เคียงกับสีของตัวปลานั้น

        ส่วนดอกไม้ทะเลนั้น เป็นสัตว์ทะเลที่ไม่มีกระดูกสันหลัง มีรูปทรงกระบอกยืดหดได้ มีเข็มพิษ แต่ปลาการ์ตูนสามารถอาศัยในดอกไม้ทะเลได้ เพราะปลาการ์ตูนสามารถสร้างเมือก เพื่อป้องกันเข็มพิษจากหนวดของดอกไม้ทะเลที่ปล่อยออกมา โดยครั้งแรกปลาการ์ตูนจะว่ายไปที่ฐานของดอกไม้ทะเลแล้วใช้ตัวและครีบถูกับฐานดอกไม้ทะเลให้เกิดเมือกมาห่อหุ้มตัวปลา จากนั้นจะว่ายเข้าหาหนวดดอกไม้ทะเลและยอมถูกเข็มพิษแทงเพื่อให้ผิวตัวคุ้นเคยกับดอกไม้ทะเล และสามารถอยู่ร่วมกันได้ ขณะที่ดอกไม้ทะเลได้ประโยชน์จากปลาการ์ตูน โดยอาศัยปลาการ์ตูนในการล่อเหยื่อที่เป็นปลาขนาดใหญ่ มาจับกินเป็นอาหาร ขณะที่ในเวลากลางคืน เป็นเวลาที่ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดน้อยลง ปลาการ์ตูนจะโบกครีบไปมาเพื่อให้เกิดกระแสน้ำไหลผ่านดอกไม้ทะเล เพื่อเพิ่มออกซิเจนให้มากขึ้นอีกด้วย

  2. ปลาการ์ตูนกับดอกไม้ทะเล



  3. ภาวะอิงอาศัย หรือ เกื้อกูลกัน (commenselism)

      รูปแบบความสัมพันธ์ : เป็นความสัมพันธ์แบบ บวก กับ ศูนย์ (ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ไม่เสีย)

      ลักษณะความสัมพันธ์ : เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด ที่อาศัยอยู่ด้วยกันแล้วฝ่ายหนึ่งได้รับประโยชน์ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้-ไม่เสียประโยชน์อะไร

      ตัวอย่างความสัมพันธ์ :

        เฟิร์นกับต้นไม้ใหญ่ => เฟิร์นเป็นต้นไม้ที่อาศัยบนต้นไม้อื่น แต่ไม่เบียดเบียนต้นไม้อื่น เพียงแต่อาศัยร่มเงาและความชื้นเพื่อการดำรงชีวิต โดยต้นไม้ใหญ่ก็ไม่ได้ไม่เสียอะไร

        เหาฉลามกับปลาฉลาม => เหาฉลามเป็นปลาฉลามชนิดหนึ่งที่เกาะติดอยู่กับปลาฉลาม คอยอาศัยเศษอาหารจากปลาฉลามที่เล็ดลอดออกมา ส่วนฉลามไม่ได้ไม่เสียอะไร

        แมลงปีกแข็งกับปลวก => แมลงปีกแข็งตัวเล็กๆ อาศัยอาหารและที่อยู่จากรังปลวก ขณะที่ปลวกไม่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์อะไร

        กล้วยไม้กับต้นไม้ใหญ่ => กล้วยไม้อาศัยความชื้นจากต้นไม้ใหญ่ ขณะที่ต้นไม้ใหญ่ไม่ได้ประโยชน์และไม่เสียประโยชน์อะไร

        หมาไฮยีนากับสิงโต => หมาไฮยีน่าจะคอยกินซากเหยื่อจากที่สิงโตที่กินอิ่มและทิ้งไว้ ส่วนสิงโตไม่ได้ - ไม่เสียประโยชน์อะไรจากหมาไฮยีนา

  4. เหาฉลามกับปลาฉลาม



  5. ภาวะการได้ประโยชน์ร่วมกัน (protocooperation)

      รูปแบบความสัมพันธ์ : เป็นความสัมพันธ์แบบ บวก กับ บวก (ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย)

      ลักษณะความสัมพันธ์ : เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิดที่ได้ประโยชน์ร่วมกันเมื่ออาศัยอยู่ด้วยกัน แต่เมื่อแยกจากกันต่างฝ่ายต่างดำรงชีวิตได้ด้วยตัวเอง

      ตัวอย่างความสัมพันธ์ :

        มดดำกับเพลี้ยอ่อน => มดดำจะดูดน้ำเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารจากเพลี้ยอ่อนทางทวารหนักและคาบเพลี้ยอ่อนไปวางตามที่ต่างๆ เพื่อหาแหล่งดูดน้ำเลี้ยงต่อไป ทำให้เพลี้ยอ่อนได้แหล่งอาหารใหม่ๆ

        นกเอี้ยงบนหลังควาย => นกเอี้ยงจะกินแมลงที่มาเกาะบนหลังควาย ขณะที่ควายได้รับความสบายเพราะไม่ถูกแมลงรบกวน

        ดอกไม้กับแมลง => แมลงช่วยผสมเกสรให้กับดอกไม้เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ ขณะเดียวกันแมลงได้อาหารประเภทน้ำหวานจากดอกไม้

        ปูเสฉวนกับดอกไม้ทะเล => ปูเสฉวนอาศัยดอกไม้ทะเลเป็นที่อำพรางตัวและอาศัยเข็มพิษในดอกไม้ทะเลป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยจากศัตรู ขณะที่ดอกไม้ทะเลอาศัยปูเสฉวนช่วยพาเคลื่อนที่ไปหาอาหาร


  6. ภาวะปรสิต (parasitism)

      รูปแบบความสัมพันธ์ : เป็นความสัมพันธ์แบบ บวก กับ ลบ (ฝ่ายหนึ่งได้ อีกฝ่ายหนึ่งเสีย)

      ลักษณะความสัมพันธ์ : เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด โดยฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ เรียกว่า ปรสิต ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเสียประโยชน์ เรียกว่า ผู้ถูกอาศัย

      ตัวอย่างความสัมพันธ์ :

        กาฝากกับต้นไม้ใหญ่ => กาฝากเป็นพืชที่อาศัยต้นไม้อื่นและเบียดเบียนต้นไม้อื่น โดยชอนไขรากเข้าไปดูดน้ำเลี้ยงจากต้นไม้ที่อาศัยอยู่ ถ้าต้นไม้ที่กาฝากนั้นอาศัยเกิดอ่อนแออาจตายได้

        พยาธิกับคนหรือสัตว์อื่นๆ => พยาธิเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอาศัยอยู่ในคนหรือสัตว์ และทำลายคนหรือสัตว์นั้น

        ต้นฝอยทองกับต้นไม้ใหญ่ => ต้นฝอยทองจะดูดน้ำและอาหารจากต้นไม้ใหญ่ ซึ่งอาจทำให้ต้นไม้ใหญ่ตายได้

        เห็บกับสุนัข => เห็บดูดเลือดจากสุนัข ทำให้สุนัขเสียเลือด


  7. กาฝากกับต้นมะม่วง


  8. ภาวะล่าเหยื่อ (predation)

      รูปแบบความสัมพันธ์ : เป็นความสัมพันธ์แบบ บวก กับ ลบ (ฝ่ายหนึ่งได้ อีกฝ่ายหนึ่งเสีย)

      ลักษณะความสัมพันธ์ : เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด โดยฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ล่า อีกฝ่ายหนึ่งเป็นเหยื่อ

      ตัวอย่างความสัมพันธ์ :

        หนูกับแมว => แมว จะเป็น ผู้ล่า ส่วนหนู คือ เหยื่อ

        สิงโตกับม้าลาย => สิงโต จะเป็น ผู้ล่า ส่วนม้าลาย คือ เหยื่อ




  9. ภาวะแข่งขัน (competition)

      รูปแบบความสัมพันธ์ : เป็นความสัมพันธ์แบบ ลบ กับ ลบ

      ลักษณะความสัมพันธ์ : เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด ซึ่งอาจเป็นชนิดเดียวกันหรือต่างชนิดก็ได้ มีการแย่งปัจจัยในการดำรงชีวิตชนิดเดียวกัน

      ตัวอย่างความสัมพันธ์ :

        เสือ 2 ตัว แย่งชิงกันครอบครองที่อยู่อาศัย

        จระเข้ 2 ตัว แย่งอาหารกัน

        ต้นไม้ 2 ต้น ขึ้นในกระถางเดียวกัน ต้นไม้ที่ปลูกติดกันเกินไป จะแข่งขันด้านความสูงของต้นไม้เพื่อรับแสงจากดวงอาทิตย์




  10. ภาวะเป็นกลาง หรือ เป็นอิสระต่อกัน (neutralism)

      รูปแบบความสัมพันธ์ : เป็นความสัมพันธ์แบบ ศูนย์ กับ ศูนย์

      ลักษณะความสัมพันธ์ : เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด ที่อาศัยอยู่ในแหล่งเดียวกัน แต่ดำรงชีวิตเป็นอิสระต่อกัน จึงไม่มีฝ่ายใดได้ประโยชน์หรือฝ่ายใดเสียประโยชน์

      ตัวอย่างความสัมพันธ์ :

        กบกับไส้เดือนที่อาศัยอยู่ในท้องนา => กบกินแมลงเป็นอาหาร ส่วนไส้เดือนจะกินซากสิ่งมีชีวิตทีเน่าเปื่อยผุพัง


  11. ภาวะการหลั่งสารยับยั้งการเจริญเติบโต (antibiosis)

      รูปแบบความสัมพันธ์ : เป็นความสัมพันธ์แบบ ศูนย์ กับ ลบ

      ลักษณะความสัมพันธ์ : เป็นการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด ที่ฝ่ายหนึ่งมีอิทธิพลต่ออีกฝ่ายหนึ่ง

      ตัวอย่างความสัมพันธ์ :

        ราเพนิซิลเลียมกับแบคทีเรีย => ราเพนิซิลเลียมจะหลั่งสารยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย

สิ่งมีชีวิตสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอย่างไร

กลุ่มสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศ นอกจากจะมีความสัมพันธ์ระหว่างกันแล้ว ยังมีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ดังนี้

  • แสง เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างอาหารของพืชที่มีคลอโรฟิลล์ ทำให้พืชเจริญเติบโต (การสังเคราะห์แสง)

  • น้ำ เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตต่างๆ และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์น้ำและพืชน้ำ

  • ดินและแร่ธาตุ เป็นปัจจัยสำคัญในการเจริญเติบโตของพืช เพราะเป็นแหล่งของธาตุอาหารที่สำคัญของพืช และเป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์บางชนิด

  • อุณหภูมิ เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต บริเวณที่มีอุณหภูมิเหมาะสม จะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่มาก


สิ่งมีชีวิตดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้อย่างไร

สิ่งมีชีวิตดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ ต้องมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและมีโครงสร้างที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม หรือแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ เช่น

  • อูฐ มีขายาว คอยาว มีโหนกบนหลังที่เต็มไปด้วยไขมัน ทั้งนี้เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ในทะเลทรายที่มีอุณหภูมิสูงได้


  • ต้นโกงกาง ที่มีรากค้ำจุนลำต้นเพื่อไม่ให้ต้นโค่นล้ม เนื่องจากบริเวณนั้นมีน้ำทะเลขึ้นลงกัดเซาะตลอดเวลา


  • กระบองเพชร เป็นพืชที่มีลำต้นและใบเป็นหนาม เพื่อลดการคายน้ำ



เราทราบหรือไม่ว่า เหตุใดสิ่งมีชีวิตบางชนิดจึงต้องพรางตัว?

เพราะการที่สิ่งมีชีวิตมีลักษณะโครงสร้างที่คล้ายคลึงหรือสีกลมกลืนกับธรรมชาติหรือแหล่งที่อยู่อาศัย เป็นการพรางตัวของสัตว์ให้รอดพ้นจากการถูกล่าหรือเพื่อต้องการล่อเหยื่อให้เข้ามาใกล้ตัว ทั้งนี้ก็เพื่อการอยู่รอดและการดำรงชีวิตของสัตว์ในธรรมชาติ เช่น กิ้งก่าพรางตัวให้เข้ากับกิ่งไม้ ตั๊กแตนใบไม้พรางตัวให้เป็นสีเดียวกันกับใบไม้ เพลี้ยไก่ฟ้าที่เกาะนิ่งๆ อยู่ตามลำต้นไม้เนื้ออ่อนที่มีลักษณะคล้ายดอกไม้ เพื่อหลบหลีกศัตรูหรือแมลงอื่นๆ ที่จะทำร้ายได้ ฯลฯ


ประชากรกับทรัพยากรธรรมชาติ

การเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษย์ ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ถูกทำลายมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ป่าเพราะมนุษย์พึ่งพาอาศัยสิ่งแวดล้อมเพื่อการดำรงชีวิต ทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้ล้วนมาจากทรัพยากรธรรมชาติทั้งสิ้น มนุษย์เราใช้ทรัพยากรธรรมชาติทุกวันไม่ว่าจะเป็นอากาศ น้ำ ป่าไม้ แร่ธาตุต่างๆ โดยทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ถึงแม้จะสามารถหมุนเวียนกลับมาให้มนุษย์เราได้ใช้อีก แต่ระยะเวลาการกลับมาให้มีสภาพเช่นเดิมนั้นใช้ระยะเวลานานมาก

ป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ทั้งพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ประเทศไทยเราตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น มีอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช จึงอุดมไปด้วยป่าไม้หลากหลายชนิด ทั้งป่าไม้ผลัดใบ และป่าไม้ไม่ผลัดใบ

  1. ป่าไม้ผลัดใบ (Deciduous Forest) คือ ป่าไม้ที่ต้นไม้ส่วนใหญ่สลัดใบทิ้งในฤดูแล้ง มักจะเกิดไฟป่าขึ้น เมื่อถึงฤดูฝนก็จะแตกใบใหม่เขียวชอุ่มนำความชุ่มชื้นสู่ผืนดินอีกครั้ง ป่าชนิดนี้สามารถพบได้ทั่วไปทั้งในที่ราบและตามภูเขาสูงไม่เกิน 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล แบ่งเป็น 3 ชนิด ได้แก่

      1.1 ป่าแดง หรือ ป่าเต็งรัง เป็นป่าไม้ที่มีต้นไม้ขนาดเล็ก แต่ทนแล้ง เป็นป่าโปร่ง พบทั้งในที่ราบและบนภูเขา พันธุ์ไม้ที่เด่นคือ เต็ง รัง เหียง แดง มะค่า ประดู่ พลวง ตะแบก สมอไทย กราด ไม้พื้นล่างที่พบคือ ปรงและหญ้าชนิดต่างๆ ส่วนในอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า "ป่าโคก" ชาวเหนือเรียกว่า "ป่าแพะ"

      1.2 ป่าเบญจพรรณ หรือ ป่าผสมผลัดใบ เป็นป่าที่มีพันธุ์ไม้หลายชนิดขึ้นปะปนกัน ผลัดใบไม่พร้อมกัน พื้นดินค่อนข้างอุดมสมบูรณ์และชุ่มชื้น พันธุ์ไม้ที่สำคัญคือ สัก ประดู่แดง มะค่าโมง ตะแบก ตะเคียน เสลา ไม้พื้นล่างเป็นไผ่ นอกจากนี้ ยังมีพืชที่เป็นอาหารทั้งที่เป็นใบ ดอก ผล และพืชหัว เช่น มัน กลอย ป่าชนิดนี้ไม่มีต้นไม้วงศ์ไม้ยาง เนื่องจากมีไม้มีค่าและคุณภาพดินดี ป่าชนิดนี้จึงถูกรบกวนทำลายเปลี่ยนเป็นไร่อ้อย ไร่สับปะรด ยาสูบ และนาข้าว ปัจจุบันจะหาที่สมบูรณ์มีน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ป่าไม้สักที่มีสภาพดีแทบจะหาไม่ได้แล้ว ป่าชนิดนี้มักอยู่ไม่เกิน 700 เมตร จากระดับน้ำทะเล พบมากในภาคเหนือและภาคตะวันตก ป่าสักผืนใหญ่ผืนสุดท้ายอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำยมซึ่งกำลังจะสร้างเขื่อนในบริเวณดังกล่าว (ปี 2558 ยังเป็นปัญหากันอยู่ : แก่งเสือเต้น)

      1.3 ป่าหญ้า หรือ ป่าทุ่ง เป็นป่าที่มีหญ้าชนิดต่างๆ ขึ้นทดแทนต้นไม้ใหญ่ที่ถูกทำลายหมดแล้ว พื้นดินจึงขาดความอุดมสมบูรณ์ เช่น ป่าหญ้าในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ ป่าหญ้าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร หญ้าที่พบ ได้แก่ หญ้าคา หญ้าขจรจบ หญ้าขนตาช้าง และสามเสือ ฯลฯ





  2. ป่าไม้ไม่ผลัดใบ (Evergreen Forest) คือ ป่าที่มีต้นไม้แทบทั้งหมดไม่ผลัดใบ จึงดูเขียวชอุ่มตลอดปี แบ่งเป็น 5 ชนิด ได้แก่

      2.1 ป่าดงดิบ เป็นป่าที่อยู่ในบริเวณที่มีความชุ่มชื้นสูง ต้นไม้ขึ้นหนาแน่น พบทั่วทุกภาคแต่มีมากทางภาคใต้และภาคตะวันออก ป่าดงดิบยังแบ่งเป็น 3 ชนิดย่อย ได้แก่

      • ป่าดิบชื้น เป็นป่าที่มีดินสมบูรณ์ ฝนตกชุก มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นหนาแน่น ได้แก่ ยาง ยูง ตะเคียนทอง สะตอ เหลียง มีมากทางภาคใต้ ไม้วงศ์ยางจัดเป็นไม้เด่นของป่าดิบชื้น นอกจากนี้ ยังมีพืชในวงศ์ขิงข่าและปาล์มหลายชนิด เช่น ระกำ หลุมพี ต๋าว หรือลูกชิด


      • ป่าดิบแล้ง เป็นป่าที่มีความชื้นน้อยกว่าป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้งมีต้นไม้ในวงศ์ยางน้อยกว่าป่าดิบชื้นทางใต้ แต่มีเปอร์เซ็นต์พืชประจำถิ่นสูง เช่น ตะเคียนหิน เคียมคะนอง สะเดาปัก มีผลไม้มากมาย เช่น คอแลน (ลิ้นจี่ป่า) หยี มะม่วงป่า ขนุนป่า สะตอ มะไฟ มะหวด ป่าชนิดนี้มักพบไม่เกิน 400 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล เช่น ป่าดงพญาเย็น แต่ปัจจุบันป่าดิบแล้งในประเทศไทยได้ถูกทำลายเปลี่ยนเป็นไร่ข้าวโพดและพื้นที่เกษตรกรรมเกือบหมดแล้ว เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยในเขตอุทยานแห่งชาติ เช่น เขาใหญ่ ทับลาน และที่ผืนสุดท้ายที่ใหญ่หน่อยคือ บริเวณป่าพนมสารคาม หรือ ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด


      • ป่าดิบเขา หรือ ป่าเมฆ เป็นป่าที่ขึ้นบนภูเขาสูง หรือที่สูงระดับ 1,000 - 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นป่าต้นน้ำลำธาร พืชที่พบได้แก่ ไม้ขุน สนสามพันปี และพวกไม้ก่อ เช่น กำยาน อบเชย ฯลฯ ป่าดิบเขาแต่ละภาคไม่เหมือนกัน ป่าดิบเขาทางภาคเหนือได้รับอิทธิพลของพันธุ์พืชเขตเทือกเขาหิมาลัยและจีนใต้ ส่วนภาคอีสานได้รับอิทธิพลของพันธุ์พืชเขตเทือกเขาอันนัมและจีนใต้ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ได้รับอิทธิพลพันธุ์พืชเทือกเขาพนมกระวานและเขมร ขณะที่ภาคใต้ได้รับอิทธิพลของพันธุ์พืชเขตมาเลเซีย




      2.2 ป่าสนเขา เป็นป่าที่อยู่ตามภูเขาสูง สภาพอากาศจะแห้งแล้งกว่าป่าดิบเขา เป็นป่าโปร่ง ไม้ที่สำคัญได้แก่ สนสองใบ และสนสามใบ พบในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ดอยอินทนนท์ น้ำหนาว ภูกระดึง ภูหลวง ฯลฯ



      2.3 ป่าชายเลน เป็นป่าที่พบบริเวณริมทะเลหรือบริเวณปากแม่น้ำใหญ่ๆ ที่มีน้ำเค็มท่วมถึง ไม้ที่พบมักเป็นต้นไม้ที่มีรากค้ำยันและรากหายใจ เช่น โกงกาง แสม ลำพู ลำแพน ตะบูน และเสม็ด ฯลฯ ป่าชายเลนเป็นป่าที่มีความสำคัญยิ่งเพราะเป็นแหล่งที่วางไข่และอนุบาลตัวอ่อนของสัตว์น้ำ ได้แก่ ปลา กุ้ง หอย และปู นอกจากนี้ ยังช่วยดักตะกอนและมวลวัตถุและช่วยเป็นเกราะกำบังพายุ ปัจจุบันป่าชายเลนถูกทำลายไปแล้วเกือบครึ่ง ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการทำฟาร์มเลี้ยงกุ้ง การทำเหมืองแร่ การทำนาเกลือ การขยายเมือง และการสร้างโรงงานอุตสาหกรรม




      2.4 ป่าพรุ หรือ ป่าบึงน้ำจืด เป็นป่าโปร่งที่พบบริเวณที่มีน้ำจืดท่วมถึง หรือมีน้ำฝนตกตลอดปี ดินระบายน้ำได้น้อย และมีความเป็นกรดสูง ปัจจุบันป่าชนิดเหลือน้อยมาก ในอดีตพบตามแม่น้ำใหญ่ๆ เช่น ลุ่มน้ำเจ้าพระยา แม่น้ำตาปี ลุ่มแม่น้ำมูล พันธุ์ไม้ที่พบคือ เสม็ด หวาย โปร่ง ระกำ อบเชย




      2.5 ป่าชายหาด เป็นป่าที่พบตามชายทะเลเป็นแนวแคบ ไม้ที่พบคือ สนทะเล สนประดิพัทธ์ โพทะเล และมะพร้าว ฯลฯ ปัจจุบันเหลือน้อยมากเช่นกัน เพราะถูกบุกรุกเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย รีสอร์ท ที่ยังเหลืออยู่ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง





ประโยชน์ของป่าไม้


  1. ประโยชน์ทางตรง ได้แก่ ปัจจัย 4 คือ ใช้ทำที่อยู่อาศัย ทำเครื่องนุ่งห่ม เป็นอาหาร เป็นยารักษาโรค


  2. ประโยชน์ทางอ้อม ได้แก่

    • เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร บริเวณที่เป็นป่าฝนจะตกชุก เมื่อน้ำฝนไหลลงดิน จะซึมลงสู่พื้นดินเกิดน้ำใต้ดินและไหลซึมมาหล่อเลี้ยงแม่น้ำลำคลอง


    • ทำให้เกิดความชุ่มชื้นและควบคุมสภาพอากาศ


    • ช่วยลดความรุนแรงของลมพายุและป้องกันอุทกภัย


    • ช่วยป้องกันการเซาะหน้าดินที่เกิดจากน้ำฝนและลมพายุ


    • ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของสารในระบบนิเวศ ทำให้เกิดความสมดุลทางธรรมชาติ


    • เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ


    • เป็นแหล่งศึกษาทางธรรมชาติ

ป่าไม้กับสัตว์ป่า

ป่าไม้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด สัตว์ป่าเองก็ช่วยรักษาสมดุลธรรมชาติให้พอดี ทำให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์ เช่น นกช่วยกระจายพันธุ์พืชและช่วยกำจัดแมลงและหนอนที่เป็นศัตรูของการการเกษตรกรรม แมลงช่วยผสมเกสรและกระจายพันธุ์พืช สัตว์ช่วยให้เกิดกิจกรรมในป่า นอกจากนี้ สัตว์ป่าจะเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ธรรมชาติมีความงดงามและสมบูรณ์ในตัวเอง แต่ปัจจุบันจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นกับสวนทางกับพื้นที่ป่าไม้ที่ลดลงเรื่อยๆ การที่ป่าไม้ถูกทำลายลงส่งผลให้สัตว์ป่าบางชนิดมีจำนวนลดลงและสูญพันธุ์ไปด้วย จึงมีการกำหนดมาตรการในการอนุรักษ์สัตว์ป่าเกิดขึ้น

สัตว์ป่า หมายถึง สัตว์ที่คนไม่ได้เลี้ยงให้เชื่อง เกิดและดำรงชีวิตอยู่ในป่าหรือในน้ำตามสภาพธรรมชาติ ได้แก่ สัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ที่บินได้ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง และรวมถึงไข่ของสัตว์ป่า

สัตว์ป่าแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่

  1. สัตว์ป่าสงวน คือ สัตว์ป่าที่หายากใกล้สูญพันธุ์ ห้ามล่าและห้ามเลี้ยง หรือห้ามมีไว้ครอบครองโดยเด็ดขาด ยกเว้นเพื่อการศึกษา เพื่อการวิจัย หรือเพื่อกิจการสวนสัตว์ หรือสวนสาธารณะ

    สัตว์ป่าสงวนมี 15 ชนิด ได้แก่ เลียงผา กวางผา สมัน ละองหรือละมั่ง สมเสร็จ แรด กระซู่ กรูปรีหรือโคไพร ควายป่า นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร นกกระเรียน นกแต้วแร้วท้องดำ แมวลายหินอ่อน เก้งหม้อและพะยูน บางชนิดสูญพันธุ์ไปแล้วคือ สมันและเลียงผา บางชนิดใกล้สูญพันธุ์





  2. สัตว์ป่าคุ้มครอง คือ สัตว์ป่าที่นิยมและไม่นิยมใช้เป็นอาหาร หรือใช้ล่าเพื่อการศึกษา สัตว์ป่าคุ้มครองมีมากกว่า 300 ชนิด แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

    • สัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 1 คือ สัตว์ป่าที่ห้ามล่าเพื่อเป็นอาหาร หรือเพื่อการศึกษา คุ้มครองไว้เพื่อความสวยงามตามธรรมชาติ และเพื่อไม่ให้สูญพันธุ์ มีทั้งหมด 166 ชนิด ส่วนใหญ่เป็นพวกนก เช่น นกกาน้ำทุกชนิด นกเงือกทุกชนิด นกเค้าแมวทุกชนิด นกกระสา ไก่ฟ้าทุกชนิด ค่างทุกชนิด ชะนีทุกชนิด ลิงทุกชนิด ชะมดเช็ด เสือไฟ เสือปลา เสือลายเมฆ หมาหริ่ง ฯลฯ


    • สัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 2 คือ สัตว์ป่าที่ใช้เนื้อเป็นอาหาร และล่าเพื่อเป็นเกมกีฬา ตามกฎหมายต้องมีได้รับอนุญาตให้มีไว้ครอบครองหรือล่าได้ มีทั้งหมด 23 ชนิด เช่น กระทิง เสือโคร่ง เสือดาว หมีควาย หมีคน อีเก้ง งูเหลือม งูหลาม ไก่ป่า นกกระทา นกเป็ดน้ำ นกอีลุ้ม นกแขวก ฯลฯ




  3. สัตว์ป่าที่ไม่สงวนและไม่คุ้มครอง คือ สัตว์ป่าที่ล่าได้ แต่ห้ามล่าในเขตที่ห้ามล่า ได้แก่ เขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า สัตว์ประเภทนี้ได้แก่ หมูป่า หนู แย้ งูเห่า ตะกวด กระแต กระรอกทุกชนิด ยกเว้นกระรอกบิน กระรอกสามสี ค้างคาวทุกชนิด ยกเว้นค้างคาวกิตติและค้างคาวปากย่น

    ความหลากหลายของสัตว์ป่า

    สัตว์ป่ามีความหลากหลายมาก มีทั้งสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังและสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง จำแนกได้เป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ สัตว์ป่าที่เลี้ยงลูกด้วยนม พวกนก พวกสัตว์เลื้อยคลาน พวกสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ พวกปลา พวกแมลง และพวกไม่มีกระดูกสันหลัง ได้แก่ กัลปังหา ปะการัง

    สัตว์ป่าแต่ละชนิดจะอาศัยในพื้นที่ป่าที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสัตว์ป่าชนิดนั้นจะเหมาะอาศัยกับป่าชนิดใด เช่น สัตว์ป่าที่พบในป่าดงดิบชื้น มีหลากหลายประเภท อาทิ

      สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในประเทศไทย ที่สามารถพบได้ในป่าดงดิบชื้น เช่น สมเสร็จ, แรด, กระจงควาย, เก้ง, อีเห็น, เม่น, พญากระรอกบินสีดำ, ชะนีมือดำ, ลิงแสม, ช้างป่า, หมูป่า, อีเก้ง, กวางป่า, เสือดาว, เสือลายเมฆ,) หมาไน, ชะนี ฯลฯ

      นอกจากนี้ ยังมีนกจำพวกนกหว้า, ไก่ฟ้าหน้าเขียว, นกเปล้าชนิดต่างๆ, นกเค้าแมวพันธุ์ต่างๆ, นกเงือกชนิดต่างๆ ฯลฯ

      สัตว์เลื้อยคลานในป่าดงดิบชื้น ได้แก่ เต่ากระอาน, เต่าจักร ฯลฯ และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เช่น คางคกห้วยไทย, กบท่าสาร, กบอกหนาม ฯลฯ

    สัตว์ป่าที่พบในป่าเต็งรัง ได้แก่

      สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น วัวแดง กวางป่า เก้ง กระต่ายป่า กระแตเหนือ เม่นหางพวง ลังกัง ฯลฯ สัตว์ผู้ล่าที่สำคัญ ได้แก่ หมาจิ้งจอก หมาใน เสือปลา แมวดาว และเสือดาว

      นกในป่าเต็งรัง มีอยู่มากมายหลายชนิดด้วยกัน เช่น นกกระทาทุ่ง ไก่ป่า นกยูง นกคุ่ม และนกในวงศ์นกเขา นกเค้า นกแก้ว นกตบยุง และอื่น ๆ อีกหลายชนิด

      สัตว์เลื้อยคลานที่สำคัญในป่าชนิดนี้ ได้แก่ เต่าเหลือง กิ้งก่าบินในสกุล กิ้งก่าหัวแดง ตะกวด แย้ นอกจากนี้ ยังมีจิ้งเหลนในหลายสกุล งูหลากหลายพันธุ์ ตุ๊กแกป่า เต่าน้ำและตะพาบน้ำในลำห้วยในป่าชนิดนี้

      สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เนื่องจากป่าเต็งรังมีแหล่งน้ำเช่นเดียวกับป่าชนิดอื่นๆ จึงมีสัตว์กลุ่มนี้ที่ปรับตัวเข้ากับความแห้งแล้งได้ดีอยู่หลายชนิด เช่น อึ่งกรายลายเลอะ คางคกแคระ คางคกบ้าน และเขียดชนิดต่างๆ ฯลฯ

คุณภาพสิ่งแวดล้อมกับชีวิต

    คุณภาพแหล่งน้ำในท้องถิ่น

    ป่าไม้เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำต่างๆ คุณภาพน้ำทั่วไปในประเทศไทย มีทั้งที่อยู่ในเกณฑ์ที่สิ่งมีชีวิตสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ใช้ในการอุปโภคได้ และอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เหมาะแก่การบริโภค และไม่เหมาะในการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ

    น้ำเสียเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ น้ำเสียเกิดจากการปะปนของสิ่งปฏิกูลต่างๆ จนทำให้คุณภาพของน้ำเปลี่ยนแปลงไป เช่นสารซักฟอก น้ำยาล้างจาน ขยะมูลฝอย สารเหล่านี้เมื่อถูกทิ้งลงน้ำ จุลินทรีย์ที่อยู่ในน้ำจะทำหน้าที่ย่อยสลายสารเหล่านี้ โดยการใช้ก๊าซออกซิเจนในการย่อยสลาย ทำให้ก๊าซออกซิเจในแหล่งน้ำลดลง ส่งผลต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตในน้ำ น้ำที่อยู่ในสภาพที่เน่าเสียจะส่งกลิ่นเหม็น น้ำเป็นสีดำ มีฟองก๊าซ และอุณหภูมิในน้ำจะสูง

    ดังนั้น เราทุกคนจึงควรตระหนักช่วยและรักษาคุณภาพของแหล่งน้ำในท้องถิ่นของเราให้อยู่ในสภาพที่ดีอยู่เสมอ น้ำทิ้งจากแหล่งต่างๆ ควรได้รับการบำบัดปรับสภาพของน้ำให้กลายเป็นน้ำที่มีคุณภาพและไม่ส่งผลต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำนั้นๆ


    อากาศกับคุณภาพชีวิต

    อากาศเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญที่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกต้องใช้ในการหายใจ และสิ่งมีชีวิตต้องการอากาศที่บริสุทธิ์ในการหายใจ แต่ถ้าเมื่อใดอากาศปนเปื้อนด้วยมลพิษ เช่น มีฝุ่นละออง หมอกควัน ไอ เขม่า เจือปนในอากาศมากเกินไป จนก่อให้เกิดอันตรายต่อความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิต ถือว่าอากาศเสียหรือเกิดมลพิษทางอากาศ ที่สำคัญที่สุดหากฝุ่นละอองเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของมนุษย์จะก่อให้เกิดการระคายเคืองและการเสียหายของเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น เนื้อเยื่อปอด หลอดลม ถุงลม ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของปอดลดลง และมีโอกาสเกิดโรคระบบทางเดินหายใจได้





    ขนาดของฝุ่นละออง

    นักเรียนรู้ไหมว่า ขนาดของฝุ่นละอองในอากาศมีขนาดเท่าไร?

    ฝุ่นละอองที่มีอยู่ในอากาศรอบๆ ตัวเรานั้นมีขนาดตั้งแต่ 0.002 ไมครอน จนถึง 500 ไมครอน คือมีตั้งแต่เล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าจนถึงขนาดฝุ่นเม็ดทรายขนาดใหญ่

    ฝุ่นละอองจะแขวนลอยอยู่ในอากาศได้นานเท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของฝุ่นละออง เช่น ถ้าฝุ่นละอองมีขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 100 ไมครอน อาจแขวนลอยได้ 2-3 นาที แต่ถ้าฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 0.5 ไมครอน อาจแขวนลอยอยู่ในอากาศได้เป็นปี ฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน เมื่อเข้าสู่ระบบหายใจเป็นประจำ จะทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจได้ เช่น หอบหืด หลอดลมอักเสบ ถุงลมโป่งพอง ฯลฯ

    ดังนั้น สิ่งแวดล้อมจะน่าอยู่โลกของเราจะสดใส เราต้องช่วยกันรักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้คงอยู่ โดยการไม่ทำลายพืช สัตว์ เพราะเป็นการทำให้โซ่อาหารในธรรมชาติลดลง ไม่ทิ้งขยะหรือสารพิษลงแหล่งน้ำ เพื่อน้ำจะได้เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม






ที่มาข้อมูล : สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ คู่มือครูสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พ.ศ.2551
สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พ.ศ.2551
จำนวนคนอ่าน 129333 คน
   
 

© 2000 - 2015 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved