ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ข่าววิทยาศาสตร์
ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์
เรื่องน่ารู้
พจนานุกรม
นักวิทยาศาสตร์
คำถามวิทยาศาสตร์
สีสันวิทยาศาสตร์
การทดลองวิทยาศาสตร์
บทเรียน / แบบฝึกหัด
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | บทเรียน | บทเรียน

บทเรียน
   

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 : การดำรงชีวิตของสัตว์
 
ระดับชั้น : ป.6

ร่างกายมนุษย์สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมสารในชีวิตประจำวันวงจรไฟฟ้าปรากฏการณ์ของโลกและเทคโนโลยีอวกาศ





ในสิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ มีสัตว์มากมายหลายชนิด มีทั้งสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง และไม่มีกระดูกสันหลัง บางชนิดอาศัยอยู่ในน้ำ บางชนิดอาศัยอยู่บนบก บางชนิดอยู่ได้ทั้งบนบกและในน้ำ สัตว์ที่อาศัยอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกันเช่นนี้ ย่อมมีระบบหายใจและการเคลื่อนที่ที่แตกต่างกัน นักวิทยาศาสตร์ได้แบ่งกลุ่มของสัตว์ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ สัตว์ที่มีกระดูกสันหลังและสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง


สัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง

สัตว์มีกระดูกสันหลัง มีโครงสร้างที่เรียกว่า กระดูกสันหลัง ทำหน้าที่เป็นแกนพยุงลำตัวและรับน้ำหนัก กระดูกสันหลังของสัตว์มีลักษณะต่อกันเป็นข้อๆ โดยมีเอ็นช่วยในการยึดเกาะในการเคลื่อนที่ของกระดูกแต่ละข้อ จึงทำให้สัตว์มีกระดูกสันหลังสามารถทรงตัวได้ เปลี่ยนท่าทางลักษณะต่างๆ การเคลื่อนที่ของสัตว์มีกระดูกสันหลัง เป็นการทำงานร่วมกับโครงร่างกระดูกอย่างเป็นระบบ

ในสัตว์มีกระดูกสันหลังยังแบ่งออกเป็นประเภทย่อยๆ ได้อีกหลายประเภทด้วยกัน เช่น

    ปลา

    ปลา จัดอยู่ในกลุ่มสัตว์มีกระดูกสันหลัง มีครีบ กล้ามเนื้อ และกระดูกสันหลังที่ช่วยในการเคลื่อนที่ รูปร่างลักษณะของปลา มักมีผลต่อการเคลื่อนที่ ปลาใช้เหงือกในการหายใจ โดยเหงือกทำหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนก๊าซ ปกติปลากระดูกแข็งทั่วไปจะมีแผ่นปิดเหงือกที่ส่วนหัวทั้งสองข้างของลำตัว ภายในเหงือกจะมีหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ เมื่อน้ำไหลผ่านจะเกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซ เพื่อนำก๊าซออกซิเจนที่มากับน้ำเข้าสู่ร่างกาย และนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายสู่ภายนอก


    การแลกเปลี่ยนก๊าซของปลา


    ปลาใช้ครีบในการเคลื่อนที่ ครีบปลาประกอบด้วย ครีบอก 1 คู่ ครีบสะโพก 1 คู่ ครีบก้นหรือครีบทวารหนัก (anal fin) ครีบหาง (caudal fin) ครีบหลัง (dorsal fin) นอกจากนี้ ปลายังใช้กระดูกสันหลัง และกล้ามเนื้อช่วยในการเคลื่อนที่อีกด้วย


    โครงสร้างภายในและภายนอกของปลา


    เรายังสามารถแบ่งปลาออกเป็น 2 กลุ่มคือ

      ปลากระดูกอ่อน เช่น ปลาฉลาม ปลากระเบน ฯลฯ โครงสร้างภายในของปลากลุ่มนี้เป็นกระดูกอ่อน มีลักษณะรูปร่างแตกต่างจากกระดูกแข็ง ที่เห็นชัดคือ ไม่มีเกล็ดและไม่มีแผ่นปิดเหงือก




      ปลากระดูกแข็ง เช่น ปลาช่อน ปลานิล ปลาทู ปลาตะเพียน ฯลฯ โครงสร้างภายในเป็นกระดูกแข็งหรือที่เราเรียกว่า ก้าง มีเกล็ดและแผ่นปิดเหงือก



    เราอาจเคยเห็นม้าน้ำและปลาตีนมาบ้างแล้ว เคยสงสัยหรือไม่ว่า สัตว์ 2 ชนิดนี้ มีการหายใจและเคลื่อนที่อย่างไร

    ม้าน้ำจัดอยู่ในกลุ่มของปลาที่หายใจด้วยเหงือก เวลาเคลื่อนที่จะใช้ครีบหลังและใช้หางเกาะเกี่ยวไปบนกิ่งไม้ที่อยู่ใต้น้ำ

    ปลาตีน หายใจด้วยเหงือกและเคลื่อนที่โดยใช้ครีบหน้าคืบคลานไปบนพื้นดินเลน หรือใช้ครีบในการว่ายน้ำ



    แต่สัตว์บางชนิดมีรูปร่างคล้ายปลา คนทั่วไปมักเรียกคำนำหน้าว่า ปลา แต่ไม่จัดอยู่ในกลุ่มของปลา เช่น พะยูน วาฬ โลมา ต่างเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในน้ำ


    สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

    สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังประเภทสัตว์เลือดเย็น สามารถดำรงชีวิตได้ทั้งบนบกและในน้ำ เคลื่อนที่โดยใช้ขา 4 ขา ในการว่ายน้ำและกระโด หัวใจมี 3 ห้อง ไม่มีเกล็ด ผิวหนังชุ่มชื้น บางพวกอาจมีต่อมพิษตามผิวหนังที่ขรุขระ กินแมลงเป็นอาหาร วางไข่ในน้ำ ลักษณะของไข่มีวุ้นหุ้ม ในระยะที่เป็นตัวอ่อนหรือเป็นลูกอ๊อดจะหายใจทางเหงือก และเมื่อโตเต็มวัยจะหายใจด้วยปอดและผิวหนัง เช่น กบ เขียด ปาด อึ่งอ่าง คางคก ซาลาแมนเดอร์ ฯลฯ

    ตัวอย่างระยะเวลาของวัฏจักรชีวิตของกบ มีการผสมพันธุ์ภายนอก คือ การที่ตัวเมียปล่อยไข่ และตัวผู้ปล่อยอสุจิออกมาผสมกันภายนอกร่างกาย (ในน้ำ) กบมีการเปลี่ยนแปลงจากไข่จนถึงตัวเต็มวัย มี 4 ขั้นตอน คือ ไข่ ลูกอ๊อด ลูกกบ ตัวเต็มวัย

    วัฏจักรชีวิตของกบ


    สัตว์เลื้อยคลาน

    สัตว์เลื้อยคลานจัดเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลัง ประเภทสัตว์เลือดเย็น ผิวหนังแห้ง ร่างกายปกคลุมด้วยเกล็ด มีหัวใจ 3 ห้อง ส่วนมากออกลูกเป็นไข่ซึ่งมีเปลือกหุ้ม วางไข่บนบก มีปอดไว้หายใจเพื่อแลกเปลี่ยนก๊าซ บางชนิดมีขาสำหรับการเคลื่อนที่ เช่น เต่า จระเข้ ตุ๊กแก กิ้งก่า บางชนิดไม่มีขา เช่น งู ที่เคลื่อนที่โดยการเลื้อย

    จากนั้นเรามาสังเกตการเคลื่อนที่ของสัตว์เลื้อยคลานแต่ละชนิด ต่อไปนี้

    • งู เป็นสัตว์ที่ไม่มีขา เคลื่อนที่โดยการเลื้อย ซึ่งขนาดของงูมีผลต่อการเคลื่อนที่ บางชนิดเคลื่อนที่เร็ว แต่บางชนิดก็เคลื่อนที่ช้า งูไม่มีเปลือกตา ไม่มีแก้วหู


    • จระเข้ สามารถเคลื่อนที่ได้ทั้งบนบกและในน้ำ เมื่อเคลื่อนที่บนบกจะใช้ขาทั้ง 4 ข้างยกตัวขึ้นสูง และดันลำตัวให้พ้นพื้นและเดินไปข้างหน้า เมื่ออยู่ในน้ำจะเคลื่อนที่โดยใช้เท้าถีบน้ำ และใช้หางช่วยบังคับทิศทาง


    • เต่า เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีเปลือกแข็งหุ้ม เรียกว่า กระดอง มีทั้งชนิดที่อาศัยอยู่บนบกและในน้ำ


    • สัตว์ประเภทกิ้งก่า ตุ๊กแก เป็นต้น สัตว์พวกนี้สามารถไต่ตามเพดานและฝาบ้านได้ สามารถสลัดหางได้เมื่อถูกทำร้าย และมีเปลือกตาที่เปิดปิดได้
    (คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
    ลักษณะขนนกช่วยในการบิน
    (คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
    โครงสร้างภายในของนก
    (คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
    สัตว์เลื้อยคลาน



    สัตว์ปีก

    สัตว์ปีก จัดเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลัง ประเภทสัตว์เลือดอุ่น สัตว์ปีกมีหลายชนิด เช่น นก ไก่ เป็ด ห่าน และหงส์ ฯลฯ แต่สัตว์ปีกกลุ่มใหญ่ คือ นก มีขา 2 ขา มีขนปกคลุมร่างกายหลายลักษณะ ซึ่งให้ความอบอุ่นและช่วยในการบิน นกมีกระดูกกลวง พรุน น้ำหนักเบา ทำให้บินได้ดีในอากาศ หายใจด้วยปอด เมื่อนกขยับปีกขึ้นลงจะเกิดแรงที่อากาศดันปีกขึ้น ทำให้นกบินขึ้นได้ ในปีกนก 1 ปีก จะมีแผงขนที่ปกคลุมร่างกายของนกที่ช่วยให้นกบินได้ ขนของนกภายในตัวเดียวกันมีหลายลักษณะ ขนที่ติดกับลำตัวนกจะมีลักษณะปุย ช่วยให้นกมีความอบอุ่น ขนนกที่อยู่ด้านนอกจะเรียบเป็นมันเพื่อช่วยในการบินของนก นกต้องใช้พลังงานมากในการบิน ที่ปอดของนกจึงมีถุงลมพิเศษเพื่อเก็บกักก๊าซออกซิเจนไว้ใช้ในการหายใจ

    นกเป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการมาจากสัตว์เลื้อยคลานที่อาศัยอยู่ตามต้นไม้ ขาของนกจึงมีเกล็ดคล้ายพวกกิ้งก่า

    นกที่บินไม่ได้ ได้แก่ นกกีวี นกเพนกวิน นกกระจอกเทศ

    นกส่วนมากมีตายอยู่สองข้างบริเวณส่วนหัว จึงทำให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้เกือบรอบตัว โดยเฉพาะนกเค้าแมวที่มีตามองตรงๆ ไปข้างหน้าสามารถกะระยะได้แม่นยำมาก

    นกบินด้วยการกระพือปีก เวลากระพือปีกลง ปีกจะกดและดันไปข้างหลัง เพื่อผลักตัวให้บินสูงขึ้นและไปข้างหน้า เวลากระพือปีกขึ้น ปีกทั้งสองจะโค้งเล็กน้อย ขนปีกจะแยกจากกันทำให้อากาศผ่านได้ ซึ่งจะไม่ทำให้ตัวนกถูกลดระดับลงมา หางนกจะช่วยโบกในทิศทางที่ต้องการและช่วยลดความเร็วได้ด้วย

    นกที่บินได้เร็วที่สุดจนได้ชื่อว่าเป็นนักล่า คือ นกเหยี่ยวฟอลคอน

    นกที่บินได้และมีขนาดใหญ่ที่สุด คือ นกอินทรีในอเมริกาใต้

    นกที่บินได้และมีขนาดเล็กที่สุดในโลกคือ นกฮัมมิ่งแห่งคิวบา ขนาดของปีกกว้างเพียง 4 เซนติเมตร มีมวล 2 กรัม


    สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

    สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีขนปกคลุมตามร่างกาย อาศัยได้ทั้งบนบกและในน้ำ ในเพศเมียจะมีต่อมสร้างน้ำนม อุณหภูมิในร่างกายไม่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมภายนอก จึงจัดเป็นสัตว์เลือดอุ่น

    สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีการเคลื่อนที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับแหล่งที่อยู่ของสัตว์นั้น สัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำจะปรับโครงสร้างภายนอกไปเพื่อว่ายน้ำ เช่น โลมา วาฬ เป็นต้น สัตว์ที่อาศัยอยู่บนบกมีขาหน้าและขาหลังที่แข็งแรง เท้าเป็นกีบ หรือเป็นกรงเล็บ เช่น หมี กวาง เสือ ช้าง ม้า วัว เป็นต้น

    สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีหัวใจ 4 ห้อง มีกะบังลมกั้นระหว่างทรวงอกและช่องท้อง มีใบหู และสมองใหญ่ ส่วนใหญ่ออกลูกเป็นตัว แต่บางชนิดก็ออกลูกเป็นไข่ เช่น ตุ่นปากเป็ด บางชนิดตัวเมียมีถุงที่หน้าท้องสำหรับเลี้ยงลูก เช่น จิงโจ้

สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง

สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เป็นกลุ่มสัตว์ที่ไม่มีลำของกระดูกสันหลังสำหรับยึดติดให้เป็นส่วนเดียวกันของร่างกาย สัตว์ในกลุ่มนี้มีมากมายหลายชนิด บางชนิดอาศัยอยู่ในน้ำ บางชนิดอาศัยอยู่บนบก บางชนิดบินได้ และบางชนิดบินไม่ได้ บางชนิดเป็นปรสิต ดังนั้นจึงเคลื่อนไหวและหายใจแตกต่างกัน เช่น

  • หมึกทะเล จะว่ายน้ำด้วยการฉีดน้ำออกมาแบบไอพ่นหรือใช้หนวดโบกคล้ายกับครีบ ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสัตว์ที่มีลำตัวนิ่ม

    หมึกยักษ์ มีหนวด 8 เส้น แต่ละเส้นจะมีปุ่มดูด ใช้ประโยชน์ในการจับเหยื่อ เคลื่อนที่โดยใช้หนวดเดินไป หลบหนีศัตรูด้วยการเปลี่ยนสีให้เหมือนสิ่งแวดล้อม

    หมึกกล้วย หมึกกระดอง มีหนวด 10 เส้น อาศัยอยู่บริเวณพื้นทะเล เคลื่อนที่ด้วยการว่ายน้ำแบบเดียวกับหมึกยักษ์


  • หอย ส่วนใหญ่จะเคลื่อนที่ด้วยการคืบคลาน โดยใช้กล้ามเนื้อที่ยื่นยาวออกมา เรียกว่า แผ่นเท้า หอยจะกลั่นน้ำเหนียวออกมาก่อนเพื่อช่วยให้ทาเดินลื่น


  • ดาวทะเล เคลื่อนที่โดยใช้ขาเทียม ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสัตว์ที่มีลำตัวมีผิวขรุขระ


  • แมลง ส่วนใหญ่เคลื่อนที่โดยการบิน ขาเดิน และกระโดด

    แมลงปีกแข็งหรือด้วงปีกแข็ง จะมีลักษณะปีกหน้าแข็งเป็นมันจะคลุมลำตัว เกือบทั้งหมดจะทำหน้าที่ป้องกันปีกหลังที่บอบบางและฉีกง่าย มีประมาณ 250,000 ชนิด ตัวอ่อนของแมลงปีกแข็ง เรียกว่า หนอน บางชนิดจะขุดรูอยู่ในดิน กินรากพืชเป็นอาหาร


  • กิ้งกือและตะขาบ มีลักษณะลำตัวเป็นปล้อง ตะขาบมีขาปล้องละ 1 คู่ แต่กิ้งกือมีขาปล้องละ 2 คู่


  • ไส้เดือน เคลื่อนที่โดยการยืดหดของกล้ามเนื้อในการเคลื่อนที่ ไส้เดือนหายใจทางผิวหนัง เพื่อแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนและแพร่ผ่านผิวหน้าเข้าสู่เส้นเลือด ส่วนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะแพร่ผ่านผิวหนังออกสู่อากาศภายนอก ถ้าผิวหนังของไส้เดือนแห้งก็จะตายเพราะหายใจไม่ได้


  • ไฮดรา หายใจโดยใช้ก๊าซออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำจะแพร่เข้าสู่เซลล์และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็แพร่ออกมาสู่น้ำ การเคลื่อนที่ ไฮดราลอยน้ำได้ บางครั้งก็เคลื่อนที่ได้เหมือนหนอนที่คืบตัวไปหรือแบบหกคะเมนตีลังกาไปเรื่อยๆ ตามปกติจะเกาะอยู่กับที่




ที่มาข้อมูล : สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ คู่มือครูสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พ.ศ.2551
สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พ.ศ.2551
จำนวนคนอ่าน 103338 คน
   
 

© 2000 - 2015 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved