ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ข่าววิทยาศาสตร์
ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์
เรื่องน่ารู้
พจนานุกรม
นักวิทยาศาสตร์
คำถามวิทยาศาสตร์
สีสันวิทยาศาสตร์
การทดลองวิทยาศาสตร์
บทเรียน / แบบฝึกหัด
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | บทเรียน | บทเรียน

บทเรียน
   

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 : ร่างกายมนุษย์
 
ระดับชั้น : ป.6

การดำรงชีวิตของสัตว์ สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมสารในชีวิตประจำวันวงจรไฟฟ้าปรากฏการณ์ของโลกและเทคโนโลยีอวกาศ



ร่างกายของคนเรานั้นประกอบไปด้วยอวัยวะต่างๆ อวัยวะที่อยู่ภายนอกเราสามารถมองเห็นได้ ส่วนอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายนั้น เราไม่สามารถมองเห็นได้ ซึ่งอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายมีความสัมพันธ์ในการทำงานกันอย่างเป็นระบบ เช่น ระบบการย่อยอาหาร ประกอบไปด้วย ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ อวัยวะที่อยู่ในระบบย่อยอาหารนี้จะทำงานร่วมกัน เพื่อให้การย่อยอาหารเป็นไปอย่างปกติ จึงจะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง

ดังนั้น น้องๆ จึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับระบบต่างๆ ภายในร่างกายมนุษย์เรา เพื่อจะสามารถดูแลและป้องกัน รวมทั้งดูแลระบบการทำงานของอวัยวะนั้นๆ ได้อย่างถูกวิธี ระบบต่างๆ ของร่างกายที่สำคัญมีดังนี้


ระบบย่อยอาหาร

ระบบย่อยอาหาร เป็นระบบที่ทำหน้าที่ย่อยอาหารที่เรารับประทานเข้าไป โดยมีอวัยวะในร่างกายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ ซึ่งอวัยวะเหล่านี้ทำหน้าที่ช่วยย่อยอาหารจากขนาดใหญ่ให้เป็นขนาดเล็ก และดูดซึมสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารผ่านเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อนำไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งกำจัดของเสียออกจากร่างกายด้วย

ระบบย่อยอาหาร


เมื่อเรารู้จักกับอวัยวะสำคัญในระบบย่อยอาหารแล้ว เราจะต้องรู้จักหน้าที่ต่างๆ ของอวัยวะเหล่านั้นด้วย ดังนี้

  1. ปาก เป็นอวัยวะส่วนแรกของระบบย่อยอาหาร ภายในปากจะมี ลิ้น ฟัน น้ำลาย ทำงานร่วมกัน ฟันช่วยในการบดเคี้ยวอาหาร ลิ้นช่วยคลุกเคล้าอาหาร ขณะที่ต่อมน้ำลายในปากจะสร้างน้ำย่อยที่ใช้ย่อยอาหารจำพวกแป้งบางส่วนให้เล็กลง ดังนั้น อาหารประเภทแรกที่ถูกย่อย คือ อาหารประเภทแป้ง จากนั้นอาหารจะผ่านลงสู่หลอดอาหาร

  2. หลอดอาหาร เป็นท่อกลวงขนาดสั้น ส่วนปลายต่อเชื่อมกับกระเพาะอาหาร หลอดอาหารนี้ทำหน้าที่บีบรัดอาหารให้เคลื่อนที่ลงสู่กระเพาะอาหาร

  3. กระเพาะอาหาร อยู่บริเวณใต้ทรวงอกของเรา ทำหน้าที่ผลิตน้ำย่อยออกมาย่อยอาหาร ที่กระเพาะอาหารนี้จะย่อยเฉพาะโปรตีนให้มีขนาดเล็กลง ดังนั้น อาหารประเภทโปรตีนจึงถูกย่อยครั้งที่กระเพาะอาหาร

  4. ตับ เป็นอวัยวะที่สร้างน้ำดีและส่งน้ำดีมาที่ลำไส้เล็กเพื่อใช้ในการย่อยอาหารประเภทไขมันให้มีขนาดเล็กลง

  5. ตับอ่อน เป็นอวัยวะที่สร้างน้ำย่อยหลายชนิดมาช่วยย่อยสารอาหารที่ลำไส้เล็ก มีทั้งอาหารประเภท แป้ง ไขมัน และ โปรตีน

  6. ลำไส้เล็ก เป็นอวัยวะที่ช่วยย่อยสารอาหารหลายชนิดที่ถูกย่อยแล้วมาจากกระเพาะอาหารผ่านลงสู่ลำไส้เล็ก ลำไส้เล็กนี้เป็นอวัยวะที่ช่วยย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กที่สุด จนสามารถซึมผ่านเข้าสู่หลอดเลือดและลำเลียงไปกับเลือดเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย การย่อยอาหารทั้งหมดสิ้นสุดลงที่ลำไส้เล็ก และลำไส้เล็กเป็นอวัยวะที่มีการดูดซึมสารอาหารเป็นส่วนใหญ่

  7. ลำไส้ใหญ่ เป็นลำไส้ที่ต่อจากลำไส้เล็ก ไม่เกิดกระบวนการย่อยอาหาร ลำไส้ใหญ่เป็นทางผ่านของอาหารที่เหลือจากกระบวนการย่อยจากลำไส้เล็ก แต่ลำไส้ใหญ่ก็ยังมีหน้าที่ดูดซึมน้ำ เกลือแร่ และวิตามินบางส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่จากกากอาหารเข้าสู่หลอดเลือดเพื่อร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ กากอาหารที่ถูกดูดซึมจนแห้งกลายเป็นก้อนอุจจาระ จากนั้นลำไส้ใหญ่จะขับเมือกออกมาช่วยหล่อลื่นให้อุจจาระส่วนที่แข็งเคลื่อนตัวออกมาทางทวารหนักได้

การย่อยอาหาร เป็นกระบวนการที่ทำให้อาหารที่มีโมเลกุลใหญ่กลายเป็นโมเลกุลเล็กๆ โดยมีเอนไซม์ในน้ำย่อยเข้าไปทำปฏิกิริยา

สารอาหารแต่ละชนิดจะมีเอนไซม์ช่วยย่อยโดยเฉพาะดังนี้


อวัยวะ
เอนไซม์
ย่อยสารอาหารประเภท
ปาก
อะไมเลส
ย่อยแป้งให้กลายเป็นน้ำตาลที่มีโมเลกุลเล็กลง เช่น มอลโทส หรือ กลูโคส
กระเพาะอาหาร
เพปซิน
ย่อยโปรตีนให้มีโมเลกุลเล็กลง เช่น เพปไทด์ กรดอะมิโน
ตับอ่อน
มีน้ำย่อย 3 ชนิด
อะไมเลส
ย่อยแป้งให้กลายเป็นมอลโทส แลกโทส ซูโครส (ทั้งหมดนี้คือ น้ำตาลโมเลกุลคู่)
ไลเปส
ย่อยไขมันให้กลายเป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล
ทริปซิน
ย่อยโปรตีนให้กลายเป็นกรดอะมิโนที่มีโมเลกุลเล็กๆ
ตับ
น้ำดี
ย่อยไขมันให้แตกตัวเป็นหยดน้ำเล็กๆ
ลำไส้เล็ก
มอลเทส
ย่อยน้ำตาลโมเลกุลคู่ ให้กลายเป็น น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว
ซูเครส
แลกเทส


น้ำย่อยในกระเพาะอาหารนั้นมีส่วนประกอบของเอนไซม์เพปซินและกรดไฮโดรคลอริก ซึ่งเป็นกรดเข้มข้นอยู่เพื่อช่วยให้การทำงานของเพปซินมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะเพปซินจะทำงานได้ดีที่สุดในสภาวะที่เป็นกรด นอกจากนี้ กรดยังช่วยฆ่าแบคทีเรียที่กลืนเข้าไปพร้อมกับอาหาร


ระบบหมุนเวียนเลือด

เมื่อกระบวนการย่อยอาหารสิ้นสุดลง สารอาหารที่ถูกย่อยแล้วจะมีขนาดเล็กที่สุด จะถูกลำเลียงไปกับเลือดเพื่อไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย

ร่างกายคนเรามีการหมุนเวียนเลือดอย่างไร ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับหน้าที่ของระบบหมุนเวียนเลือดกันก่อน

ระบบหมุนเวียนเลือดทำหน้าที่หมุนเวียนเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อลำเลียงก๊าซออกซิเจน และสารอาหารไปหล่อเลี้ยงเซลล์ของร่างกาย พร้อมกับนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ร่างกายใช้แล้วขับออกมานอกร่างกาย อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการหมุนเวียนเลือด มีดังนี้

  • หัวใจ เป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดในระบบหมุนเวียนเลือด หัวใจเปรียบเสมือนปั๊มหรือเครื่องสูบ ทำหน้าที่บีบตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อหัวใจเพื่อสูบฉีดเลือดผ่านหลอดเลือด หัวใจตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางของทรวงอก ระหว่างปอดทั้ง 2 ข้าง ส่วนปลายของหัวใจค่อนไปทางทรวงอกด้านซ้าย

    หัวใจเป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อทั้งหมด มีรูปร่างคล้ายดอกบัวตูม มีขนาดประมาณกำปั้นมือของผู้เป็นเจ้าของ รอบๆ หัวใจจะมีเยื่อบางๆ หุ้มอยู่ เรียกว่า เยื่อหุ้มหัวใจ (pericardium) ภายในหัวใจมีลักษณะเป็นโพรง แบ่งออกเป็นสองซีกแยกจากกันสมบูรณ์โดยมีผนังเนื้อเยื่อกั้นทำให้เลือดที่ผ่านหัวใจทั้งซีกไม่ผสมกัน แต่ละซีกจะมี 2 ห้อง คือ ห้องบนและห้องล่าง ห้องบนเรียกว่า เอเทรียม (atrium) ทำหน้าที่รับเลือดเข้าสู่หัวใจ ส่วนห้องล่างเรียกว่า เวนตริเกิล (ventricle) ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดออกจากหัวใจ ส่วนของเอเทรียมแยกจากเวนตริเกิล โดยมี ลิ้นหัวใจ กั้นอยู่ ซึ่งลิ้นนี้จะเป็นแผ่นเนื้อเยื่อทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับขึ้นสู่ห้องบน และระหว่างเวนตริเกิลกับหลอดเลือดใหญ่ที่นำเลือดออกจากหัวใจก็จะมีลิ้นอยู่ด้วยเช่นกัน

    หัวใจซีกขวาจะสูบฉีดเลือดไปยังปอด แล้วเกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซกันที่ปอด เลือดที่มีปริมาณออกซิเจนสูงจะกลับเข้าสู่หัวใจด้านบนซ้าย ส่วนหัวใจซีกซ้ายจะสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายแล้วกลับเข้าสู่หัวใจซีกขวาอีกครั้งเมื่อมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น

    ลักษณะการทำงานของหัวใจ เมื่อหัวใจคลายตัวจะสูบเลือดเข้ามา และเมื่อหัวใจบีบตัวจะเป็นการฉีดเลือดออกไป การสูบฉีดเลือดนี้จะเป็นระบบการทำงานที่ประสานกันของหัวใจทั้ง 4 ห้อง


  • หลอดเลือด เป็นอวัยวะที่มีอยู่ทั่วร่างกาย หลอดเลือดมี 3 ชนิดคือ หลอดเลือดแดง (artery), หลอดเลือดดำ (vein) และหลอดเลือดฝอย (capillary)

    ขณะที่หัวใจบีบตัว เลือดจะถูกดันออกจากหัวใจทางหลอดเลือดแดง ขณะที่หัวใจคลายตัว เลือดจะไหลเข้าสู่หัวใจทางหลอดเลือดดำ การไหลเวียนของเลือดจะเกิดขึ้นภายในหลอดเลือดและไหลเวียนไปทางเดียวกันตลอดเวลาไม่มีการไหลย้อนกลับ เป็นระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรปิด

      หลอดเลือดแดง มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก ทำหน้าที่ลำเลียงเลือดที่ถูกสูบฉีดออกจากหัวใจไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย เลือดในหลอดเลือดแดงส่วนใหญ่จะเป็นเลือดที่ลำเลียงก๊าซออกซิเจนมา

      หลอดเลือดดำ มีลักษณะเหมือนกับหลอดเลือดแดง แต่ผนังของหลอดเลือดดำจะมีกล้ามเนื้อน้อยกว่าและบอบบางกว่าหลอดเลือดแดง ทำหน้าที่ในการลำเลียงเลือดจากส่วนต่างๆ ของร่างกายกลับเข้าสู่หัวใจ เพื่อส่งไปฟอกยังปอด

      หลอดเลือดฝอย มีลักษณะเป็นเส้นเลือดเล็กๆ มีผนังบาง แยกออกมาจากเส้นเลือดแดง สานกันเหมือนร่างแห หลอดเลือดชนิดนี้จะเป็นบริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนสารต่างๆ ระหว่างเลือดกับเนื้อเยื่อ


  • น้ำเลือด เป็นของเหลวที่บรรจุอยู่ในหลอดเลือด ในเลือดมีเซลล์พิเศษและสารเคมีที่สำคัญๆ หลายชนิด เช่น

    เซลล์เม็ดเลือดแดง ภายในเซลล์เม็ดเลือดแดงนี้จะมีสารเคมีที่เรียกว่า ฮีโมโกลบิน เซลล์เม็ดเลือดแดงจะทำหน้าที่นำออกซิเจนที่รวมอยู่กับสารฮีโมโกลบินไปเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ของร่างกาย

    เซลล์เม็ดเลือดขาว มีอยู่หลายชนิด ทำหน้าที่ในการป้องการเชื้อโรคจำพวกแบคทีเรียและจุลินทรีย์ต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยจะทำลายหรือลดพิษจากแบคทีเรียให้หมดสภาพที่จะเป็นอันตรายต่อร่างกาย

การทำงานในระบบหมุนเวียนเลือด หลอดเลือดดำนำเลือดจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง เข้าสู่หัวใจห้องบนขวา โดยจะบีบตัวเพื่อส่งต่อให้เลือดไหลเข้าสู่หัวใจห้องล่างขวา เมื่อหัวใจห้องล่างขวาบีบตัวสู่หลอดเลือดดำซึ่งจะนำไปยังปอดเพื่อแลกเปลี่ยนก๊าซ โดยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกและรับก๊าซออกซิเจนเข้าหลอดเลือดแล้ว กลับสู่หัวใจห้องบนซ้าย เมื่อเกิดการบีบตัวเลือดไหลจะเข้าสู่หัวใจห้องล่างซ้าย หัวใจห้องล่างซ้ายนี้จะบีบตัวสูบฉีดเลือดที่มีก๊าซออกซิเจนสูบไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย




อัตราการเต้นของหัวใจ

อัตราการเต้นของหัวใจ วัดได้จากจำนวนครั้งที่หัวใจเต้นใน 1 นาที อัตราการเต้นของชีพจรจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ทำ เพศ วัย และอารมณ์ โดยปกติอัตราการเต้นของหัวใจของผู้ใหญ่ขณะพักผ่อน มีค่าเฉลี่ยประมาณ 70 ครั้ง/นาที ขณะที่เด็กเล็กจะมีอัตราการเต้นของหัวใจสูงกว่าผู้ใหญ่ คือประมาณ 130 ครั้ง/นาที

การเต้นของหัวใจเกิดจากการหดตัวและคลายตัวของหัวใจเป็นจังหวะตลอดเวลา เราทราบการเต้นของหัวใจได้จากการฟังการเต้นของหัวใจหรือจากการวัดชีพจร (pulse)

(ชีพจร เกิดจากการหดและคลายตัวของหลอดเลือดตามจังหวะการเต้นของหัวใจ จะเกิดขึ้นตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่ ตำแหน่งที่ควรพบชีพจรมีหลายแห่งแต่ที่นิยมตรวจกันคือ หลอดเลือดที่ข้อมือ)


ที่มา : เครือข่ายสุขภาพเพื่อประชาชน กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข


การออกกำลังกายนั้น ทำให้ร่างกายต้องการพลังงานสูงขึ้นกว่าปกติ จึงต้องการออกซิเจนมากขึ้น ทำให้ต้องหายใจเอาอากาศเข้าไปเร็วขึ้น และเลือดต้องไหลผ่านถุงลมเข้าไปในปอดเร็วขึ้น จึงพบว่าชีพจรจะเต้นเร็วขึ้น หายใจถี่ขึ้น และหัวใจสูบฉีดเลือดเร็วขึ้น ดังนั้นการเต้นของชีพจรจึงสัมพันธ์กับระบบหายใจและระบบหมุนเวียนเลือดในร่างกาย


ระบบหายใจ

ร่างกายของคนเราต้องการพลังงาน ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะที่พักผ่อนหรือออกกำลังกาย เพราะขณะที่หัวใจบีบตัวหรือคลายตัว เลือดจะหมุนเวียนไปทั่วร่างกาย พร้อมทั้งมีการลำเลียงสารอาหารและก๊าซออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆ เพื่อสร้างพลังงานให้แก่ร่างกาย ร่างกายจึงจำเป็นต้องหายใจเข้าออกเพื่อแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย

ภาพประกอบการหายใจเข้า-ออก


    อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการหายใจเข้า - ออก

    อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ ประกอบด้วย จมูก หลอดลม ปอด ถุงลม กล้ามเนื้อ กะบังลม และกระดูกซี่โครง ทั้งหมดนี้ทำงานสัมพันธ์กัน การหายใจของมนุษย์ มี 2 จังหวะ คือ หายใจเข้าและหายใจออก

    ขณะที่หายใจเข้า - ออก แต่ละครั้ง กะบังลมและกระดูกซี่โครงทำงานสัมพันธ์กัน

    ขณะหายใจเข้า กล้ามเนื้อกะบังลมหดตัวต่ำลง กระดูกซี่โครงยกตัวขึ้นท้องจะป่อง ความดันอากาศภายในช่องอกลดต่ำลง อากาศภายนอกจึงเข้าสู่ภายใน

    เมื่อหายใจออกกะบังลมคลายตัว กระดูกซี่โครงลดต่ำลง ความดันอากาศภายในสูงขึ้น อากาศถูกดันออกสู่ภายนอก ท้องก็จะแฟบลง



    ในขณะหายใจเข้า อากาศผ่านจมูก ไปยังโพรงจมูก ----> คอหอย ----> หลอดลม ----> ขั้วปอด ----> แขนงขั้วปอด ----> ถุงลมเล็กๆ ภายในปอด รอบๆ ถุงลมนี้มีหลอดเลือดฝอยหุ้มอยู่ ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนและลำเลียงก๊าซต่อไป การหายใจในระดับนี้เรียกว่า การหายใจภายนอก (external respiration)



    สัดส่วนของก๊าซในลมหายใจเข้า - ออก

    อากาศที่เราหายใจเข้าออกนั้นมีปริมาณของก๊าซที่แตกต่างกัน การหายใจเข้า เป็นการนำก๊าซออกซิเจนจากอากาศเข้าไปใช้ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงสารอาหาร ทำให้เกิดพลังงาน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ การหายใจในระดับนี้เรียกว่า การหายใจภายใน (internal respiration) เป็นการเผาผลาญอาหารภายในเซลล์ของร่างกาย และร่างกายเราจะกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทางลมหายใจออกเช่นกัน



ระบบขับถ่ายของเสีย

อาหารที่เรารับประทานเข้าไป เมื่อย่อยแล้วจะมีกากอาหารเกิดขึ้น กากอาหารเหล่านี้ร่างกายไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์จึงขับออกมาในรูปของเสีย มนุษย์เราสามารถขับถ่ายของเสีย ได้ 3 รูปแบบ คือ ของแข็ง (อุจจาระ) ของเหลว (ปัสสาวะและเหงื่อ) ก๊าซ (ลมหายใจ)

  1. การขับถ่ายของเสียในรูปของแข็ง (อุจจาระ) อวัยวะที่สำคัญในระบบนี้คือ ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก การทำงานของระบบขับถ่ายอุจจาระนี้ จะทำงานเกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหาร เมื่อลำไส้เล็กย่อยเสร็จสิ้นแล้ว กากอาหารส่วนที่เหลือจากการย่อยจะเคลื่อนผ่านมาที่ลำไส้ใหญ่ ผนังลำไส้ใหญ่ทำหน้าที่ดูดซึมน้ำและเกลือแร่ออกจากกากอาหารกลับเข้าสู่ร่างกาย ทำให้กากอาหารแข็งตัว ลำไส้ใหญ่จะขับเมือกออกมาหล่อลื่นให้กากอาหารส่วนที่แข็งตัวเคลื่อนที่ผ่านไปสู่ลำไส้ใหญ่ ออกทางทวารหนัก


  2. การขับถ่ายของเสียในรูปของเหลวในรูปของปัสสาวะ การทำงานของระบบขับถ่ายปัสสาวะ เริ่มจากไตกรองของเสียออกจากเลือดที่อยู่ในเส้นเลือดฝอยออกมาในรูปน้ำปัสสาวะ จากนั้นก็จะไหลไปรวมกันที่กรวยไต ผ่านท่อไตทั้งสองข้างลงสู่กระเพาะปัสสาวะ จากนั้นก็จะขับออกมาจากร่างกายผ่านทางท่อปัสสาวะ


  3. การขับถ่ายของเสียในรูปของเหลว ในรูปของเหงื่อ เป็นการทำหน้าที่สกัดน้ำและเกลือแร่ที่ร่างกายไม่ต้องการออกจากร่างกายในรูปของเหงื่อ ซึ่งมีอวัยวะที่เกี่ยวข้องคือ ผิวหนังและต่อมเหงื่อ การขับของเสียในรูปของเหงื่อ ทำงานโดยที่ต่อมเหงื่อที่อยู่ใต้ผิวหนังสกัดของเสียที่ปนอยู่ในเลือด อยู่ในเส้นเลือดฝอยรอบๆ ต่อมเหงื่อออกมาในรูปของเหงื่อ และไหลออกมาตามท่อเล็กๆ และซึมออกมาตามรูเหงื่อ (รูขุมขน) ซึ่งเป็นรูเปิดที่ผิวหนัง


  4. การขับถ่ายของเสียในรูปของก๊าซ (ลมหายใจ) การหายใจของคนเรา เป็นการเผาผลาญอาหารเพื่อให้เกิดพลังงานซึ่งผลที่ได้จากการเผาผลาญอาหาร คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการ จึงขับออกมาทางลมหายใจ ดังนั้น การขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จึงเป็นระบบการทำงานที่สัมพันธ์กับระบบหายใจ อวัยวะที่สำคัญในระบบนี้ คือ ปอด นั่นเอง

ดังนั้น การดื่มน้ำและการรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ตลอดจนการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายขับของเสียได้อย่างปกติ




ในการทำกิจกรรมของคนเรา ระบบต่างๆ ในร่างกายต้องทำงานสัมพันธ์กัน เช่น ขณะออกกำลังกาย ร่างกายต้องใช้พลังงานมากจึงต้องการก๊าซออกซิเจนและสารอาหารเพิ่มมากขึ้น เพื่อใช้ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงสารอาหารให้เกิดพลังงาน ระบบหายใจจึงต้องทำงานหนัก เราจึงหายใจถี่และเร็วเพื่อนำก๊าซออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย และขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป การหมุนเวียนเลือดในร่างกายก็จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว ระบบขับถ่ายในร่างกายก็จะขับเหงื่อออกมาเป็นจำนวนมาก หลังออกกำลังกายร่างกายก็จะรู้สึกหิวและกระหายน้ำ ดังนั้นเราต้องดื่มน้ำและกินอาหาร ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารต้องทำงานต่อ หากระบบใดระบบหนึ่งทำงานบกพร่อง ร่างกายก็จะอ่อนแอลง ส่งผลให้สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง




หากระบบในร่างกายทำงานสัมพันธ์กันเป็นปกติ ก็จะส่งผลให้ร่างกายเจริญเติบโตและสุขภาพแข็งแรง

และการที่ร่างกายได้รับอาหารที่เป็นประโยชน์ ถูกหลักโภชนาการ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด จะทำให้ร่างกายแข็งแรงและเจริญเติบโตได้สัดส่วนที่สมวัย

สังเกตได้จากขนาดของร่างกายเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัย สำรวจได้โดยการวัดส่วนสูงและน้ำหนัก ขณะเราเจริญเติบโตนั้น ร่างกายก็จะมีการเปลี่ยนแปลง เช่น น้ำหนัก ส่วนสูง และขนาดความยาวของอวัยวะต่างๆ (แขน ขา ไหล่ หรือมีกล้ามเนื้อมากขึ้น)

เด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย มีการเจริญเติบโตที่แตกต่างกัน ในวัย 11-16 ปี เด็กผู้ชายเสียงจะห้าว แขนขายาวขึ้น ไหล่กว้างขึ้น กล้ามเนื้อและระบบอวัยวะสืบพันธุ์เจริญเต็มที่ ส่วนเด็กผู้หญิงอายุ 10-15 ปี จะมีเต้านม สะโพกผาย มีขนขึ้นในที่ลับ และมีประจำเดือน

เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงจะมีอัตราการเจริญเติบโตแตกต่างกัน ในวัย 15 - 20 ปี เด็กผู้ชายจะเจริญเติบโตเร็วกว่าเด็กผู้หญิง ส่วนขาจะเจริญเติบโตเร็วกว่าส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ทำให้มีส่วนสูงเพิ่มขั้นจนอายุได้ 25 ปี ส่วนสูงจะหยุดการเจริญเติบโต หากรับประทานอาหารไม่ถูกสัดส่วนและไม่เหมาะสมกับขนาด เพศ วัย อาจทำให้มีการสะสมไขมันไว้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้อ้วน หรืออาหารที่เก็บสะสมไว้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายถูกดึงมาใช้มาเกินไป ก็ทำให้ผอมแห้งได้เช่นกัน นั่นคือ เกิดความไม่สมดุลในการเจริญเติบโต

เราสามารถสังเกตการเจริญเติบโตทางร่างกายของเราได้คือ น้ำหนัก ส่วนสูง ความยาวของลำตัว ความยาวของช่วงแขน ความยาวของเส้นรอบอก การขึ้นของฟันแท้

กราฟแสดงการเจริญเติบโต





ร่างกายเราจะเจริญเติบโตได้ดี เราต้องรู้จักการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และถูกหลักอนามัยในปริมาณที่พอเหมาะกับเพศและวัยด้วย

อาหารที่ถูกหลักโภชนาการ คือ อาหารหลัก 5 หมู่ โดยในแต่ละวันเราควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ในแต่ละมื้อ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน

อาหารหลักทั้ง 5 หมู่ ได้แก่

  1. โปรตีน เป็นสารอาหารที่พบมากในเนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่วเหลือง เมล็ดธัญพืชต่างๆ อาหารในหมู่ที่ 1 นี้ ถือเป็นสารอาหารที่สำคัญ เพราะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตไม่แคระแกรน ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างกระดูกและกล้ามเนื้อให้แข็งแรง สร้างเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย ช่วยประสารเซลล์ให้ยึดติดกันเป็นเนื้อเดียว นอกจากนี้ โปรตีนยังให้พลังงานและช่วยควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย


  2. คาร์โบไฮเดรต เป็นสารอาหารที่พบในกลุ่มของแป้ง น้ำตาล เผือก มัน ข้าวเจ้า ข้าวสาลี ข้าวเหนียว ข้าวโพด รวมถึงอาหารแปรรูปที่ทำจากแป้ง อาหารในหมู่นี้มีประโยชน์ต่อร่างกายในด้านพลังงานและให้ความอบอุ่น ทำให้ร่างกายมีแรงสามารถเคลื่อนไหวเพื่อประกอบกิจกรรมต่างๆ ได้ นอกจากนี้ คาร์โบไฮเดรตยังช่วยสงวนคุณค่าของโปรตีนไว้ไม่ให้เผาผลาญเป็นพลังงานถ้าร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตอย่างเพียงพอแล้ว เพื่อให้ร่างกายนำโปรตีนไปใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด

    แต่หากร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตเกินความต้องการ คาร์โบไฮเดรตจะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมันทันทีและสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดโรคอ้วนได้


  3. เกลือแร่หรือแร่ธาตุ เป็นสารอาหารที่พบในผักชนิดต่างๆ ทั้งผักใบเขียวและผักใบสีต่างๆ เช่น เหลือง แดง ม่วง ขาว ฯลฯ โดยแต่ละชนิดให้สารอาหารที่แตกต่างกันไป นอกจากนี้ เกลือแร่ยังพบได้ในเนื้อสัตว์ นม ไข่แดง และอาหารทะเล เกลือแร่เป็นสารอาหารที่ร่างกายขาดไม่ได้ เนื่องจากเกลือแร่จะช่วยสร้างภูมิต้านทานเชื้อโรคต่างๆ เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ฟัน และทำให้ผิวพรรณสดใสแข็งแรง นอกจากนี้ เกลือแร่ยังเป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อต่างๆ เป็นส่วนประกอบของโปรตีน ฮอร์โมน และเอนไซม์ต่างๆ เกลือแร่บางชนิดช่วยควบคุมความเป็นกรดด่างของร่างกายอีกด้วย อาหารในหมู่นี้จะมีเส้นใยอาหารมาก หากรับประทานเป็นประจำ จะช่วยให้การทำงานของลำไส้และระบบขับถ่ายเป็นไปอย่างปกติ

    เกลือแร่ที่สำคัญๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น

      แคลเซียม : ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง

      เหล็ก : เป็นส่วนประกอบสำคัญของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง

      ไอโอดีน : ช่วยป้องกันโรคคอพอก

    และยังมีเกลือแร่สำคัญที่ร่างกายต้องการอีกมาก ฯลฯ


  4. วิตามิน เป็นสารอาหารที่พบในกลุ่มของผักและผลไม้ต่างๆ และในเนื้อสัตว์บางชนิด ไข่ นม เครื่องในสัตว์ อาหารหมู่นี้เมื่อร่างกายย่อยแล้วจะให้สารอาหารประเภทเกลือแร่และวิตามินคล้ายกับอาหารหมู่ที่ 3 สารอาหารในหมู่นี้ร่างกายต้องการในปริมาณที่น้อย แต่ก็ขาดไม่ได้ เพราะถ้าขาดวิตามินร่างกายเราจะทำงานผิดปกติ เนื่องจากวิตามินบางชนิดร่างกายเราไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ หรือบางชนิดสร้างได้แต่ก็ไม่เพียงพอ ดังนั้นเราจึงต้องรับประทานอาหารในกลุ่มที่ให้วิตามินให้เพียงพอ วิตามินนั้นนอกจากจะช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคแล้ว ยังทำให้ระบบต่างๆ ทำงานได้ตามปกติ ทำให้ผิวหนังสดชื่น ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย ช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ

    วิตามินนั้นยังมีสมบัติบางประการก่อนที่ร่างกายเราจะไปได้ คือ

      วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ ซี, บี 1, บี 2, บี 3, บี 5, บี 6, บี 9, บี 12 และไบโอซิน

      วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ เอ, ดี, อี, เค

      ตัวอย่างประโยชน์ของวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น

      วิตามินเอ : ช่วยป้องกันโรคตาฟาง

      วิตามินซี : ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายและป้องกันหวัดได้

      วิตามินดี : ช่วยป้องกันโรคกระดูกอ่อน

      วิตามิน บี 1 : ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา

      วิตามิน บี 2 : ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก

      วิตามิน บี 12 : ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง และช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบประสาท

      ยังมีวิตามินอีกหลายชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย ในที่นี้กล่าวเฉพาะเบื้องต้น


  5. ไขมัน เป็นสารอาหารที่ได้จากไขมันพืชและสัตว์ เช่น น้ำมันหมู น้ำมันถั่วเหลือ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันพืชชนิดต่างๆ ถั่ว งา รำ เนย นม

    ไขมันมีทั้งประโยชน์และโทษ ไขมันที่มีประโยชน์ คือ ไขมันดี เป็นไขมันที่อุดมไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัวจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ ส่วนไขมันที่ให้โทษ คือ ไขมันร้าย คือ กรดไขมันอิ่มตัวจำพวกเนย เนื้อ นมสด และไขมันทรานส์ที่พบในพวกมาการีน ขนมบรรจุและขนมอบ กลุ่มไขมันร้ายนี้จะเพิ่มคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดอันเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคหัวใจและหลอดเลือดได้

    ประโยชน์ของไขมันที่เรารับประทานอย่างถูกโภชนาการแล้ว เมื่อร่างกายย่อยแล้วเราจะได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น ช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน และไขมันยังช่วยป้องกันการกระทบกระเทือนของอวัยวะภายในร่างกาย เนื่องจากไขมันจะถูกเก็บสะสมไว้ในชั้นใต้ผิวหนังตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

การทดสอบสารอาหาร

เมื่อเราได้ศึกษาถึงประโยชน์ของสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายแล้ว เรายังสามารถทดสอบว่า อาหารที่เรารับประทานนั้นมีสารอาหารประเภทใดได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้

  1. ทดสอบหาโปรตีน เรียกว่า การทดสอบไบยูเร็ต

    ใช้สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ และสารประกอบคอปเปอร์ (II) ซัลเฟต ใส่ลงในอาหารที่ต้องการทดสอบ ถ้าสีของสารละลายเปลี่ยนสีจากสีฟ้าเป็นสีม่วง หรือชมพูอมม่วง แสดงว่า อาหารนั้นมีโปรตีนเป็นองค์ประกอบ


  2. ทดสอบหาคาร์โบไฮเดรต มี 2 วิธี

      หาแป้งในอาหาร จะใช้สารละลายไอโอดีนหยดลงบนอาหารที่ต้องการทดสอบ ถ้าสีของสารละลายไอโอดีนเปลี่ยนจากสีน้ำตาลเป็นสีม่วงเข้ม หรือน้ำเงินแกมม่วง แสดงว่า อาหารนั้นมีแป้งเป็นองค์ประกอบ

      หาน้ำตาลในอาหาร จะใช้สารละลายเบเนดิกต์หยดลงบนอาหารแล้วนำไปต้มให้เดือด ถ้าสีของสารละลายเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นสีส้ม หรือสีอิฐ แสดงว่า อาหารนั้นมีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบ


  3. ทดสอบหาไขมัน

    ใช้อาหารหรือน้ำมันต่างๆ ที่เราต้องการทดสอบ หยดใส่กระดาษขาว หรือถูกับกระดาษขาว แล้วส่องให้แสงผ่าน ถ้ากระดาษทึบแสง แสดงว่าไม่มีไขมัน แต่ถ้ากระดาษโปร่งแสง มองเห็นแสงผ่านได้ แสดงว่า มีไขมันเป็นองค์ประกอบ ตัวอย่างเช่น ถุงกระดาษที่ใส่ของทอด จะเห็นกระดาษดูดความมันไว้ที่ถุงที่เราเห็นโปร่งแสงนั่นเอง






ที่มาข้อมูล : สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ คู่มือครูสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พ.ศ.2551
สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พ.ศ.2551
จำนวนคนอ่าน 137180 คน
   
 

© 2000 - 2015 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved