ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ข่าววิทยาศาสตร์
ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์
เรื่องน่ารู้
พจนานุกรม
นักวิทยาศาสตร์
คำถามวิทยาศาสตร์
สีสันวิทยาศาสตร์
การทดลองวิทยาศาสตร์
บทเรียน / แบบฝึกหัด
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | บทเรียน | บทเรียน

บทเรียน
   

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 : ร่างกายมนุษย์
 
ระดับชั้น : ประถมปลาย

การดำรงชีวิตของสัตว์ สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมสารในชีวิตประจำวันวงจรไฟฟ้าปรากฏการณ์ของโลกและเทคโนโลยีอวกาศ


1.1 ระบบต่างๆ ของร่างกายมนุษย์

ร่างกายของคนเรานั้นประกอบไปด้วยอวัยวะต่างๆ อวัยวะที่อยู่ภายนอกเราสามารถมองเห็นได้ ส่วนอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายนั้น เราไม่สามารถมองเห็น ซึ่งอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายทำสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ เช่น การย่อยอาหาร ประกอบไปด้วย ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ อวัยวะที่อยู่ในระบบย่อยอาหารนี้ทำงานร่วมกัน เพื่อให้การย่อยอาหารเป็นไปอย่างปกติ จึงจะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง

ดังนั้น น้องๆ จึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับระบบต่างๆ ภายในร่างกายมนุษย์เรา เพื่อจะสามารถดูแลและป้องกัน รวมทั้งบำรุงรักษาระบบการทำงานของอวัยวะนั้นๆ ได้อย่างถูกวิธี ระบบต่างๆ ของร่างกายที่ควรรู้จักมีดังนี้

ระบบย่อยอาหาร

ระบบย่อยอาหาร เป็นระบบที่ทำหน้าที่ย่อยอาหารที่เรารับประทานเข้าไป โดยมีอวัยวะในร่างกายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ ซึ่งอวัยวะเหล่านี้ทำหน้าที่ช่วยย่อยอาหารจากขนาดใหญ่ให้เป็นขนาดเล็ก และดูดซึมสารอาหาร ที่มีอยู่ในอาหารผ่านเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อนำไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งกำจัดของเสียออกจากร่างกายด้วย

ระบบย่อยอาหาร

เมื่อเรารู้กับอวัยวะสำคัญในระบบย่อยอาหารแล้ว เราก็ต้องรู้จักหน้าที่ต่างๆ ของอวัยวะนั้นด้วย ดังนี้

  1. ปาก เป็นอวัยวะส่วนแรกของระบบย่อยอาหาร ภายในปากจะมี ลิ้น ฟัน น้ำลาย ปากมีฟันช่วยในการบดเคี้ยวอาหาร ลิ้นช่วยคลุกเคล้าอาหาร น้ำลายมีน้ำย่อยช่วยย่อยอาหารบางส่วนให้เล็กลง จากนั้นอาหารจะผ่านลงสู่หลอดอาหาร

  2. หลอดอาหาร เป็นท่อกลวงขนาดสั้น ส่วนปลายต่อเชื่อมกับกระเพาะอาหาร ซึ่งหลอดอาหารนี้ทำหน้าที่บีบรัดอาหารให้เคลื่อนที่ลงสู่กระเพาะอาหาร

  3. กระเพาะอาหาร อยู่บริเวณใต้ทรวงอกของเรา ทำหน้าที่ผลิตน้ำย่อยออกมาย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กลง

  4. ตับ เป็นอวัยวะที่สร้างน้ำดีและส่งน้ำดีมาที่ลำไส้เล็กเพื่อใช้ในการย่อยอาหารประเภทไขมัน

  5. ตับอ่อน เป็นอวัยวะที่สร้างน้ำย่อยหลายชนิดมาช่วยย่อยสารอาหารที่ลำไส้เล็ก ซึ่งมีทั้งอาหารประเภท แป้ง ไขมัน และ โปรตีน

  6. ลำไส้เล็ก เป็นอวัยวะที่ช่วยย่อยสารอาหารหลายชนิด ที่ถูกย่อยแล้วมาจากกระเพาะอาหารผ่านลงสู่ลำไส้เล็ก ซึ่งลำไส้เล็กนี้เป็นอวัยวะที่ช่วยย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กที่สุด จนสามารถซึมผ่านเข้าสู่หลอดเลือด และลำเลียงไปกับเลือดเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย การย่อยอาหารทั้งหมด สิ้นสุดลงที่ลำไส้เล็ก

  7. ลำไส้ใหญ่ เป็นลำไส้ที่ต่อจากลำไส้เล็ก ไม่เกิดกระบวนการย่อยอาหาร แต่เป็นทางผ่านของอาหารที่เหลือจากกระบวนการย่อยจากลำไส้เล็ก แต่ลำไส้ใหญ่ก็ยังมีหน้าที่ดูดซึมน้ำ เกลือแร่ และวิตามินบางส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่จากกากอาหารเข้าสู่หลอดเลือดเพื่อร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ กากอาหารที่ถูกดูดซึมจนแห้งกลายเป็นก้อนอุจจาระ จากนั้นลำไส้ใหญ่จะขับเมือกออกมาช่วยหล่อลื่นให้อุจจาระส่วนที่แข็งเคลื่อนตัวออกมาทางทวารหนักได้
ระบบหมุนเวียนเลือด

เมื่อกระบวนการย่อยอาหารสิ้นสุดลง สารอาหารที่ถูกย่อยแล้วจะมีขนาดเล็กที่สุด จะถูกลำเลียงไปกับเลือดเพื่อไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย

ร่างกายคนเรามีการหมุนเวียนเลือดอย่างไร ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับหน้าที่ของระบบหมุนเวียนเลือดกันก่อน

ระบบหมุนเวียนเลือดทำหน้าที่หมุนเวียนเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อลำเลียงก๊าซออกซิเจน และสารอาหารไปหล่อเลี้ยงเซลล์ของร่างกาย พร้อมกับนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ร่างกายใช้แล้วขับออกมานอกร่างกาย อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการหมุนเวียนเลือด มีดังนี้

หัวใจ เป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดในการหมุนเวียนเลือด ทำหน้าที่บีบตัวและคลายตัวเพื่อสูบฉีดเลือดผ่านหลอดเลือด (เป็นอวัยวะที่มีอยู่ทั่วร่างกาย มี 3 ชนิดคือ หลอดเลือดแดง (artery), หลอดเลือด (vein) และหลอดเลือดฝอย (capillary) ไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ขณะที่หัวใจบีบตัว เลือดจะถูกดันออกจากหัวใจทางหลอดเลือดแดง ขณะที่หัวใจคลายตัว เลือดจะไหลเข้าสู่หัวใจทางหลอดเลือดดำ การไหลเวียนเลือดจะเกิดขึ้นภายในหลอดเลือดและไหลเวียนไปทางเดียวกันตลอดเวลาไม่มีการไหลย้อนกลับ เป็นระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรปิด

ในการหมุนเวียนเลือด หลอดเลือดดำนำเลือดจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง เข้าสู่หัวใจห้องบนขวา ซึ่งจะบีบตัวให้เลือดไหลเข้าสู่หัวใจห้องล่างขวา เมื่อหัวใจห้องล่างขวาบีบตัวสู่หลอดเลือดซึ่งจะนำหลอดเลือดไปยังปอดเพื่อแลกเปลี่ยนก๊าซ โดยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกและรับก๊าซออกซิเจนเข้าหลอดเลือด กลับสู่หัวใจห้องบนซ้าย ซึ่งจะบีบตัวให้เลือดไหลเข้าสู่หัวใจห้องล่างซ้าย หัวใจห้องล่างซ้ายนี้จะบีบตัวสูบฉีดเลือดที่มีก๊าซออกซิเจนสูบไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย


อัตราการเต้นของหัวใจ

อัตราการเต้นของหัวใจ วัดได้จากจำนวนครั้งที่หัวใจเต้นใน 1 นาที อัตราการเต้นของชีพจรจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ทำ เพศ และวัย

การเต้นของหัวใจเกิดจากการหดตัวและคลายตัวของหัวใจเป็นจังหวะตลอดเวลา เราทราบการเต้นของหัวใจได้จากการฟังการเต้นของหัวใจหรือจากการวัดชีพจร (pulse)

(ชีพจร เกิดจากการหดและคลายตัวของหลอดเลือดตามจังหวะการเต้นของหัวใจ จะเกิดขึ้นตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่ ตำแหน่งที่ควรพบชีพจรมีหลายแห่งแต่ที่นิยมตรวจกันคือ หลอดเลือดที่ข้อมือ ในคนวัยหนุ่มสาวชีพจรจะเต้นประมาณ 70-80 ครั้งต่อนาที)

ที่มา : เครื่อข่ายสุขภาพเพื่อประชาชน กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข

ซึ่งการออกกำลังกายนั้น ทำให้ร่างกายต้องการพลังงานสูงขึ้นกว่าปกติ จึงต้องการออกซิเจนมากขึ้น ทำให้ต้องหายใจเอาอากาศเข้าไปเร็วขึ้น และเลือดต้องไหลผ่านถุงลมเข้าไปในปอดเร็วขึ้น จึงพบว่าชีพจรจะเต้นเร็วขึ้น หายใจถี่ขึ้น และหัวใจสูบฉีดเลือดเร็วขึ้น ดังนั้นการเต้นของชีพจรจึงสัมพันธ์กับระบบหายใจและระบบหมุนเวียนเลือดในร่างกาย

ระบบหายใจ

ร่างกายของคนเราต้องการพลังงาน ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะที่พักผ่อนหรือออกกำลังกาย เพราะขณะที่หัวใจบีบตัวหรือคลายตัว เลือดจะหมุนเวียนทั่วร่างกาย พร้อมทั้งมีการลำเลียงสารอาหารและก๊าซออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆ เพื่อสร้างพลังงานให้แก่ร่างกาย ร่างกายจึงจำเป็นต้องหายใจเข้าออกเพื่อแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย

  • อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการหายใจเข้า - ออก

    อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ ประกอบด้วย จมูก หลอดลม ปอด ถุงลม กล้ามเนื้อ <335263' target = '_blank'>กะบังลม และกระดูกซี่โครง ทั้งหมดนี้ทำงานสัมพันธ์กัน ซึ่งการหายใจของมนุษย์ มี 2 จังหวะ คือ หายใจเข้าและหายใจออก

    ขณะที่หายใจเข้า - ออก แต่ละครั้ง กะบังลมและกระดูกซี่โครงทำงานสัมพันธ์กัน

    ขณะหายใจเข้า กล้ามเนื้อกะบังลมหดตัวต่ำลง กระดูกซี่โครงยกตัวขึ้นท้องจะป่อง ความดันอากาศภายในช่องอกลดต่ำลง อากาศภายนอกจึงเข้าสู่ภายใน

    เมื่อหายใจออกกะบังลมคลายตัว กระดูกซี่โครงลดต่ำลง ความดันอากาศภายในสูงขึ้น อากาศถูกดันออกสู่ภายนอก ท้องก็จะแฟบลง

    ในขณะหายใจเข้า อากาศผ่านจมูก ไปยังโพรงจมูกลงสู่หลอดลม ปอด และถุงลม ซึ่งมีอยู่จำนวนมากในปอดแต่ละข้าง รอบๆ ถุงลมมีหลอดเลือดฝอยหุ้มอยู่ ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนและลำเลียงก๊าซต่อไป

    ภาพประกอบการหายใจเข้าออก


  • สัดส่วนของก๊าซในลมหายใจเข้า - ออก

    เราทราบว่าอากาศที่เราหายใจเข้าออกนั้น มีปริมาณก๊าซที่แตกต่างกัน ซึ่งส่วนประกอบของอากาศในลมหายใจเข้า - ออก

    ซึ่งการหายใจเข้า เป็นการนำก๊าซออกซิเจนจากอากาศเข้าไปใช้ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงสารอาหาร ทำให้เกิดพลังงาน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ ร่างกายกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทางลมหายใจออกเช่นกัน
ระบบขับถ่ายของเสีย

อาหารที่เรารับประทานเข้าไป เมื่อย่อยแล้วจะมีกากอาหารเกิดขึ้น กากอาหารเหล่านี้ร่างกายไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์จึงขับออกมาในรูปของเสีย ซึ่งมนุษย์เราสามารถขับถ่ายของเสีย ได้ 3 รูปแบบ คือ ของแข็ง (อุจจาระ) ของเหลว (ปัสสาวะ และเหงื่อ) ก๊าซ (ลมหายใจ)

  1. การขับถ่ายของเสียในรูปของแข็ง (อุจจาระ) อวัยวะที่สำคัญในระบบนี้คือ ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก การทำงานของระบบขับถ่ายอุจจาระนี้ คือ จะทำงานเกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหาร เมื่อลำไส้เล็กย่อยเสร็จสิ้นแล้ว กากอาหารส่วนที่เหลือจากการย่อยจะเคลื่อนผ่านมาที่ลำไส้ใหญ่ ผนังลำไส้ใหญ่ทำหน้าที่ดูดซึมน้ำและเกลือแร่ออกจากกากอาหารกลับเข้าสู่ร่างกาย ทำให้กากอาหารแข็งตัว ลำไส้ใหญ่จะขับเมือกออกมาหล่อลื่นให้กากอาหารส่วนที่แข็งตัวเคลื่อนที่ผ่านไปสู่ลำไส้ใหญ่ ออกทางทวารหนัก


  2. การขับถ่ายของเสียในรูปของเหลว ในรูปของปัสสาวะ การทำงานของระบบขับถ่ายปัสสาวะ เริ่มจากไตกรองของเสียออกจากเลือดที่อยู่ในเส้นเลือดฝอยออกมาในรูปน้ำปัสสาวะ จากนั้นก็จะไหลไปรวมกันที่กรวยไต ผ่านท่อไตทั้งสองข้างลงสู่กระเพาะปัสสาวะ จากนั้นก็จะขับออกมาจากร่างกายผ่านทางท่อปัสสาวะ


  3. การขับถ่ายของเสียในรูปของเหลว ในรูปของเหงื่อ เป็นการทำหน้าที่สกัดน้ำและเกลือแร่ ที่ร่างกายไม่ต้องการออกจากร่างกายในรูปของเหงื่อ ซึ่งมีอวัยวะที่เกี่ยวข้องคือ ผิวหนังและต่อมเหงื่อ การขับของเสียในรูปของเหงื่อ ทำงานโดยที่ต่อมเหงื่อที่อยู่ใต้ผิวหนังสกัดของเสียที่ปนอยู่ในเลือด อยู่ในเส้นเลือดฝอยรอบๆ ต่อมเหงื่อออกมาในรูปของเหงื่อ และไหลออกมาตามท่อเล็กๆ และซึมออกมาตามรูเหงื่อ (รูขุมขน) ซึ่งเป็นรูเปิดที่ผิวหนัง


  4. การขับถ่ายของเสียในรูปของก๊าซ (ลมหายใจ) การหายใจของคนเรา เป็นการเผาผลาญอาหารเพื่อให้เกิดพลังงานซึ่งผลที่ได้จากการเผาผลาญอาหาร คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการ จึงขับออกมาทางลมหายใจ ดังนั้น การขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จึงเป็นระบบการทำงานที่สัมพันธ์กับระบบหายใจ อวัยวะที่สำคัญในระบบนี้ คือ ปอด นั่นเอง
ดังนั้น การดื่มน้ำและการรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ตลอดจนการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายขับของเสียได้อย่างปกติ

1.2 ความสัมพันธ์ของระบบต่างๆ ในร่างกาย

ในการทำกิจกรรมของคนเรา ระบบต่างๆ ในร่างกายต้องทำงานสัมพันธ์กัน เช่น ขณะออกกำลังกาย ร่างกายต้องใช้พลังงานมากจึงต้องการก๊าซออกซิเจนและสารอาหารเพิ่มมากขึ้น เพื่อใช้ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงสารอาหารให้เกิดพลังงาน ระบบหายใจจึงต้องทำงานหนัก เราจึงหายใจถี่และเร็วเพื่อนำก๊าซออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย และขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป การหมุนเวียนเลือดในร่างกายก็จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว ระบบขับถ่ายในร่างกายก็จะขับเหงื่อออกมาเป็นจำนวนมาก หลังออกกำลังกายร่างกายก็จะรู้สึกหิวและกระหายน้ำ ดังนั้นเราต้องดื่มน้ำและกินอาหาร ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารต้องทำงานต่อ หากระบบใดระบบหนึ่งทำงานบกพร่อง ร่างกายก็จะอ่อนแอลง ส่งผลให้สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง

1.3 การเจริญเติบโตของร่างกาย

หากระบบในร่างกายทำงานสัมพันธ์กันเป็นปกติ ก็จะส่งผลให้ร่างกายเจริญเติบโตและสุขภาพแข็งแรง

และการที่ร่างกายได้รับอาหารที่เป็นประโยชน์ ถูกหลักโภชนาการ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด จะทำให้ร่างกายแข็งแรงและเจริญเติบโตได้สัดส่วนที่สมวัย

สังเกตได้จากขนาดของร่างกายเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัย สำรวจได้โดยการวัดส่วนสูงและมวล (น้ำหนัก) ขณะเราเจริญเติบโตนั้น ร่างกายก็จะมีการเปลี่ยนแปลง เช่น มวล ส่วนสูง และขนาดความยาวของอวัยวะต่างๆ (แขน ขา ไหล่ หรือมีกล้ามเนื้อมากขึ้น เป็นต้น)

เด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย มีการเจริญเติบโตที่แตกต่างกัน ในวัย 15-20 ปี เด็กผู้ชายจะเจริญเติบโตเร็วกว่าผู้หญิง ส่วนเด็กผู้หญิงอายุ 10-15 ปี จะมีการเจริญเติบโตเร็วกว่าผู้ชาย มีเต้านม สะโพกผาย มีขนขึ้นในที่ลับ และมีประจำเดือน

กราฟแสดงการเจริญเติบโต



ที่มาข้อมูล : สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ คู่มือครูสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พ.ศ.2544
สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พ.ศ.2544
จำนวนคนอ่าน 118009 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved