ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ข่าววิทยาศาสตร์
ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์
เรื่องน่ารู้
พจนานุกรม
นักวิทยาศาสตร์
คำถามวิทยาศาสตร์์
สีสันวิทยาศาสตร์์
การทดลองวิทยาศาสตร์
บทเรียน / แบบฝึกหัด
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | บทเรียน | บทเรียน

บทเรียน
   

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 : น้ำ ฟ้า และดวงดาว
 
ระดับชั้น : ประถมปลาย

ร่างกายเราการดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตวัสดุและสมบัติของวัสดุแรงและความดัน
เสียงกับการได้ยิน




ลมฟ้าอากาศเกิด จากการเปลี่ยนแปลงโดยอาศัย ดวงอาทิตย์ โลก ไอน้ำ และอากาศ

น้ำและไอน้ำที่เราเห็นจากแหล่งต่างๆ บนพื้นโลกนั้น เป็นส่วนประกอบสำคัญของอากาศที่ทำให้สภาพอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อไอน้ำในอากาศเกิดการควบแน่นเป็นละอองน้ำเล็กๆ โดยมีฝุ่นละอองเป็นแกนกลาง ลอยอยู่ในระดับต่ำ เรียกว่า หมอก แต่ถ้าไอน้ำเกิดการควบแน่น ลอยอยู่ในระดับสูงเรียกว่า เมฆ และหากระอองน้ำในเมฆรวมตัวกันจนเป็นหยดน้ำขนาดใหญ่เกินกว่าที่อากาศจะรับไว้ได้จะตกลงมา เรียนกว่า ฝน แต่ไอน้ำที่ควบแน่นเป็นหยดน้ำเกาะอยู่บนวัตถุที่อยู่บริเวณใกล้ๆ พื้นโลก เรียกว่า น้ำค้าง ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเหล่านี้ มีผลต่อสภาพอากาศบนโลกมาก

นอกจากไอน้ำจะเกิดการละเหยของน้ำจากแหล่งต่างๆ แล้ว ไอน้ำยังได้จากการคายน้ำของพืช และลมหายใจออกจากสัตว์ การตัดไม้ทำลายป่าเป็นการทำให้ปริมาณน้ำในอากาศลดลง จนอาจเกิดความแห้งแล้ง เพราะฝนไม่ตกตามฤดูกาล

ลักษณะของเมฆบนท้องฟ้า

เมฆบนท้องฟ้าจะมีลักษณะแตกต่างกันตามสภาพอากาศที่เกิดขึ้นในขณะนั้น หรือที่กำลังจะเกิดขึ้น เมฆบางชนิดเกิดขึ้นเมื่ออากาศดีเท่านั้น ในขณะที่บางชนิดก็ทำให้เกิดฝน หรือพายุฝนฟ้าคะนอง การจำแนกชนิดของเมฆ โดยใช้รูปร่างของเมฆเป็นเกณฑ์แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ

  1. คิวมูลัส (Cumulus) มีลักษณะเป็นก้อนหรือกระจุกกลม คล้ายภูเขา สีขาว หากด้านล่างมีสำดำคล้ำหรือมืด คาดได้ว่าจะมีฝนตก จะพบเมฆชนิดนี้ได้ในวันที่มีอากาศร้อน

  2. สตราตัส (Stratus) มีลักษณะเป็นชั้นหนาเหมือนผ้าห่ม มีสีเทา ทอดตัวใกล้กับพื้นโลก บางครั้งอาจพบเป็นแบบหย่อม เมฆชนิดนี้มักไม่ก่อให้เกิดฝน

  3. เซอร์รัส (Cirrus) มีลักษณะเป็นริ้วบางๆ เป็นปุยเหมือนขนนก สีขาวเป็นเส้นเรียงสวย ลอยอยู่สูงบนท้องฟ้า จะพบเมฆชนิดนี้ได้ ในวันที่ท้องฟ้าโปร่ง
การสังเกตลักษณะของเมฆแต่ละชนิดแบ่งออกได้ 5 กลุ่ม ดังนี้

  • เซอร์โร (Cirro) หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เมฆระดับสูง

  • อัลโต (Alto) หรือที่เรียกว่า เมฆระดับกลาง

  • คิวมูลัส (Cumulus) หรือที่เรียกว่า เมฆเป็นก้อนกระจุก

  • สตราตัส (Stratus) หรือที่เรียกว่า เมฆเป็นชั้นๆ

  • นิมปัส (Nimbus) หรือ เมฆที่ก่อให้เกิดฝน
เมฆจัดจำแนกได้ 10 ชนิด โดยใช้ชื่อตามลักษณะข้างต้นดังนี้ เมฆระดับสูง, เมฆระดับกลาง, เมฆระดับต่ำ และ เมฆที่ก่อตัวในทางตั้ง

การวัดปริมาณน้ำฝน

การวัดปริมาณน้ำฝนสามารถทำได้โดยใช้อุปกรณ์อย่างง่ายเป็นภาชนะทรงกระบอกรองรับน้ำฝน โดยมีภาชนะที่มีลักษณะเป็นกรวย เส้นผ่านศูนย์กลางของปากกรวยเท่ากับปากภาชนะที่รองรับน้ำฝนซ้อนอยู่ ขณะใช้อุปกรณ์นี้จะต้องนำไปวางไว้กลางแจ้ง วัดความสูงของปริมาณน้ำฝนที่อยู่ในภาชนะที่รองรับ เพื่อบอกปริมาณน้ำฝนที่ตก โดยประมาณเป็นมิลลิเมตร ซึ่งเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานในการบอกปริมาณฝนได้

เครื่องมือวัดปริมาณน้ำฝน

นำขวดหรือเครื่องมือวัดปริมาณน้ำฝนไปวางกลางแจ้งเพื่อรองรับน้ำฝน วัดปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา จากระดับความสูงของน้ำฝนในภาชนะรองรับที่รองได้เป็นมิลลิเมตร ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาสามารถนำไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานวัดน้ำฝนจะบอกได้ว่า น้ำฝนตกลงมากน้อยเพียงใด

มาตรฐานวัดน้ำฝน (มิลลิเมตร) ซึ่งกำหนดเป็นมาตรฐานสำหรับประเทศไทย ดังนี้


ลูกเห็บ น้ำค้าง และหิมะ

ปรากฎการณ์หยาดน้ำฟ้า หมายถึง "อนุภาคของน้ำในสภาวะของเหลวและของแข็งที่ตกลงมาจากบรรยากาศลงมาสู่พื้นผิวโลก" หรือ คือ การที่น้ำบนฟ้าซึ่งมีสถานะต่างๆ ตกลงมาบนพื้นโลก ได้แก่ ฝน ลูกเห็บ หิมะ ส่วนหมอก น้ำค้าง น้ำค้างแข็งนั้น ไม่ใช่หยาดน้ำฟ้า เพราะไม่ได้ตกลงมาจากบรรยากาศ

หยาดน้ำฟ้าที่เป็นของเหลว ได้แก่ ฝน ส่วนหยาดน้ำฟ้าที่เป็นของแข็ง ได้แก่ ลูกเห็บ และหิมะ

  • ลูกเห็บ (hail) เกิดขึ้นเมื่อมีพายุฝนฟ้าคะนองในชั้นเมฆคิวมูโลนิมบัส (หรือเมฆฝนฟ้าคะนอง) เมื่ออากาศชื้นมีการยกตัวขึ้น อุณหภูมิอากาศเย็นลงตามความสูงจนกระทั่งอุณหภูมิอากาศเท่ากับอุณหภูมิที่ทำให้ไอกลั่นตัวเป็นน้ำ ไอน้ำก็จะกลั่นตัวกลายเป็นหยดน้ำ แต่อากาศยังคงมีการลอยตัวสูงขึ้น ทำให้อุณหภูมิอากาศยังคงเย็นต่อไปอีก จนกระทั่งหยดน้ำในอากาศกลายเป็นเม็ดน้ำแข็ง เม็ดน้ำแข็งก็จะตกลงมาเนื่องจากมีน้ำหนักมาก แต่อากาศข้างล่างก็ยังคงมีการลอยตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ก้อนน้ำแข็งเล็กๆ กลับลอยขึ้นไปอีก ไปรวมกับก้อนน้ำแข็งที่กำลังตกลงมา เกิดการพอกกันจนเป็นก้อนน้ำแข็งใหญ่ขึ้น แล้วตกลงมา จนกระทั่งอากาศข้างล่างที่ลอยขึ้นไปนั้น ไม่สามารถรับน้ำหนักของก้อนน้ำแข็งได้ ก้อนน้ำแข็งจึงตกลงสู่พื้นดิน กลายเป็น ลูกเห็บ


  • หิมะ (snow) คือ น้ำที่มีลักษณะเป็นผลึกน้ำแข็ง (ice crystals or snowflakes) มีขนาดรูปร่างและความเข้มข้นของผลึกน้ำแข็งขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของอากาศที่ทำให้เกิดหิมะ โดยที่อุณหภูมิต่ำมากๆ จะทำให้อากาศมีปริมาณความชื้นน้อย ลักษณะของหิมะจะเป็นปอยอ่อนนุ่ม และมีรูปร่างเป็นผลึกหิมะรูปหกเหลี่ยม


  • น้ำค้าง (Dew) คือ หยดน้ำที่เกิดจากการกลั่นตัวของไอน้ำในเวลาดึกๆ หรือใกล้รุ่ง ซึ่งมีอุณหภูมิลดต่ำลงมาก มักพบตามต้นไม้ ใบหญ้า กิ่งไม้ และพื้นดิน น้ำค้างแข็ง เกิดได้เมื่ออากาศใกล้พื้นดินมีอุณหภูมิลดต่ำลงกว่าจุดเยือกแข็ง ทำให้ไอน้ำในอากาศแข็งตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง
ในวันหนึ่งๆ สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

วันหนึ่งๆ อุณหภูมิของอากาศมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากอิทธิพลของพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ และสมบัติในการรับและการถ่ายโอนความร้อนของพื้นผิวและวัตถุต่างๆ บนพื้นโลกตลอดจนปรากฎการณ์อื่นๆ เช่น ปรากฎกาณ์เรือนกระจก ปรากฎกาณ์ลม ฟ้า อากาศ เราสามารถวัดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของอากาศได้โดยใช้เทอร์โมมิเตอร์

เทอร์โมมิเตอร์ (thermometer) เป็นเครื่องวัดอุณหภูมิชนิดใช้ของเหลวบรรจุในกระเปาะแก้ว โดยอาศัยหลักการขยายตัวและหดตัวของของเหลวเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ เพราะสารเมื่อได้รับความร้อนจะมีพลังงานจลน์ หรือพลังงานของการเคลื่อนที่เพิ่มขึ้นและการกระจายตัวออกจากกันมากขึ้น อนุภาคของสารจึงเคลื่อนที่เร็วขึ้น และกระจายตัวออกจากกันมากขึ้น ทำให้วัตถุขยายตัว เมื่อใดที่สารเย็นตัวลงอนุภาคของวัตถุจะเคลื่อนที่ช้าลง ทำให้สารหดตัว

อุณหภูมิของอากาศตามสถานที่ต่างๆ จะแตกต่างกัน นอกจากนี้ในที่แห่งเดียวกัน อุณหภูมิของอากาศในเวลาที่แตกต่างกันจะไม่เท่ากัน การที่อุณหภูมิของอากาศในที่ต่างๆ ต่างกัน เนื่องจากสภาวะแวดล้อมไม่เหมือนกัน เป็นผลให้รับและถ่ายโอนความร้อนไม่เท่ากัน ในเวลาต่างๆ ที่แห่งหนึ่งมีอุณหภูมิไม่เท่ากัน เพราะอิทธิพลของแสงอาทิตย์ตลอดจนสภาพแวดล้อม

การวัดความดันของอากาศ

อากาศที่ปกคลุมโลกของเราเป็นชั้นๆ ที่เรียกว่า ชั้นบรรยากาศ บรรยากาศแต่ละชั้นมีส่วนประกอบและปริมาณของแก๊สแตกต่างกัน เนื่องจากอากาศเป็นสารซึ่งมีมวล จึงถูกแรงโน้มถ่วงของโลกดึงดูด เช่นเดียวกับที่กระทำต่อวัตถุอื่นๆ น้ำหนักของอากาศที่กดลงบนพื้นโลก เนื่องจากแรงดึงดูดของโลกในแนวตั้งฉากต่อหนึ่งหน่วยเรียกว่า ความดันบรรยากาศ

เครื่องมือที่ใช้วัดความดันบรรยากาศ เรียกว่า บารอมิเตอร์ (barometer) ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดความดันของบรรยากาศ ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือ

  1. บารอมิเตอร์แบบปรอท อาศัยหลักการที่ความดันซึ่งเกิดจากน้ำหนักของปรอทในหลอดแก้วปลายปิดที่คว่ำอยู่ในอ่างปรอทต้องเท่ากับความดันอากาศ ถ้าความดันอากาศเพิ่มขึ้น ลำปรอทจะสูงขึ้น และถ้าความดันอากาศลดลง ความสูงของลำปรอทจะลดลง


  2. บารอมิเตอร์แบบแอนนิรอยด์ ใช้การยุบตัวหรือพองตัวของตลับโลหะปิดผนึกซึ่งนำอากาศออกไปบางส่วน หากความดันอากาศเพิ่มขึ้น ตลับโลหะจะถูกกดให้ยุบตัวลง และหากความดันอากาศลดลง ความดันภายในตลับโลหะจะทำให้ตลับพองตัวขึ้น
ความชื้นของอากาศ

ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน เราจะอยู่ท่ามกลางน้ำทุกหนทุกแห่ง เพราะอากาศรับไอน้ำที่ระเหยจากแหล่งน้ำต่างๆ จากการคายน้ำของพืชและการหายใจของสัตว์ไว้ ไอน้ำมีสถานะเป็นก๊าซ จึงมองไม่เห็น อากาศทุกแห่งล้วนมีไอน้ำ แต่จะมีปริมาณมากน้อยต่างกัน เราเรียกน้ำที่อยู่ในอากาศว่า ความชื้นของอากาศ

น้องๆ ลองดูการทดลองเรื่องความชื้นของอากาศต่อไปนี้


  • ใช้พู่กัน หรือฟองน้ำชุบน้ำ วาดภาพบนกระดาน ทิ้งไว้สักครู่แล้วสังเกต

  • ใส่น้ำแข็งในแก้วที่แห้งสนิท สังเกตที่ผิวแก้วด้านนอก
จากการสังเกต ภาพที่วาดด้วยน้ำบนกระดานจะค่อยๆ หายเลือนไป และการใส่น้ำแข็งในแก้วน้ำที่แห้งสนิท สังเกตและสรุปได้ว่า "น้ำจะมาเกาะอยู่ที่ผิวแก้วด้านนอก เพราะในอากาศมีไอน้ำ เมื่อไอน้ำมีอยู่ในอากาศกระทบแก้วน้ำแข็งที่เย็นจัดจึงควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำ"

การวัดความชื้นของอากาศ

อากาศที่มีปริมาตรและอุณหภูมิหนึ่ง สามารถเก็บไอน้ำได้จำนวนหนึ่งเท่านั้น เมื่อใดที่อากาศไม่สามารถรับไอน้ำไว้ได้อีก เรียกว่า อากาศอิ่มตัวด้วยไอน้ำ เมื่ออากาศอิ่มตัวด้วยไอน้ำ น้ำจะไม่สามารถระเหยเข้าสู่บรรยากาศได้อีก ทำให้เรารู้สึกร้อนอบอ้าวเหนียวตัว และรู้สึกอึดอัด

ดังนั้น ความรู้สึกร้อนเย็นของมนุษย์ นอกจากจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของอากาศแล้วยังขึ้นกับความชื้นในอากาศด้วย

เครื่องมือวัดความชื้นของอากาศ เรียกว่า ไฮกรอมิเตอร์ ไฮกรอมิเตอร์มีหลายแบบ ที่นิยม คือ ไฮกรอมิเตอร์แบบกระเปาะเปียกและกระเปาะแห้ง ไฮกรอมิเตอร์แบบเส้นผมเป็นไฮกรอมิเตอร์อย่างง่ายอาศัยหลักการ คือ เมื่อเส้นผมมีความชื้น จะยืดตัวและเมื่อแห้งจะหดตัว (ดังภาพ)

ไฮกรอมิเตอร์แบบเส้นผม


การวัดความชื้นของอากาศด้วยการใช้ไฮกรอมิเตอร์แบบเส้นผมนั้น ให้วางไฮกรอมิเตอร์แบบเส้นผมตรงบริเวณที่ต้องการวัด แล้วสังเกตเข็มที่ชี้ตรงส่วนใดของสเกล ให้อ่านค่าความชื้นของอากาศ ตามเวลาที่กำหนด (8.30 น., 10.30 น., 12.30 น., 14.30 น. เป็นต้น) แล้วจดบันทึกค่าความชื้นของอากาศที่ได้ในวันหนึ่งๆ

ซึ่งความชื้นในอากาศจะแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อม และเวลา บริเวณที่มีแหล่งน้ำ เช่น แม่น้ำ ลำธาร ทะเล และมหาสมุทรอยู่ใกล้เคียง และบริเวณป่าทึบ ความชื้นในอากาศจะสูงกว่าบริเวณที่เป็นพื้นดินทั่วๆ ไป และไม่มีป่าไม้



ลมเกิดขึ้นได้อย่างไร

โลกที่เราอาศัยอยู่มีบรรยากาศเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเราเรียกว่า ลม ลมเกิดขึ้นเมื่อเกิดความแตกต่างระหว่างความกดอากาศ อิทธิพลจากดวงอาทิตย์ทำให้บริเวณต่างๆ ของโลกร้อนไม่เท่ากัน บริเวณที่มีอากาศร้อนอากาศจะลอยตัวสูงขึ้นความกดอากาศหรือความดันอากาศจึงต่ำลง แต่ในขณะที่บริเวณที่อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำ ความดันอากาศจะสูงขึ้น เพราะอากาศจะจมลง จึงเกิดการหมุนเวียนอากาศ จากบริเวณอากาศเย็นที่มีความกดอากาศสูงไปยังบริเวณอากาศร้อนที่มีความกดอากาศต่ำ

บรรยากาศของโลกจะพยายามปรับตัวให้มีความกดอากาศเท่าๆ กัน ดังนั้นบริเวณที่ความกดอากาศสูงอากาศก็จะไหลเข้าไปแทนที่ความกดอากาศที่ต่ำกว่าตลอดเวลา

อากาศบริเวณต่างๆ จะรับและถ่ายโอนความร้อนได้ไม่เท่ากัน บริเวณที่อากาศร้อนกว่า มวลอากาศจะขยายตัวลอยสูงขึ้น บริเวณที่มีอากาศเย็นกว่า มวลอากาศจะจมตัวลงและเคลื่อนไปแทนที่ จึงเกิดการเคลื่อนที่ของอากาศตามแนวพื้นราบ เรียกว่า ลม

ดินและน้ำรับและถ่ายโอนความร้อนได้เร็วเท่ากันหรือไม่ ดินจะรับและถ่ายโอนความร้อนได้เร็วกว่าน้ำ ดังนั้น เมื่อดินได้รับพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์จึงมีอุณหภูมิสูงขึ้นเร็วกว่าบริเวณพื้นน้ำ และจะถ่ายโอนความร้อนจนอุณหภูมิลดต่ำลงเร็วกว่าน้ำด้วย

การเกิดลมบกลมทะเล

  • ลมบก เกิดในเวลากลางคืน อากาศเหนือพื้นน้ำยังคงร้อนอยู่จึงลอยตัวสูงขึ้น อากาศเหนือพื้นดิน ซึ่งเย็นกว่าจะเคลื่อนไปแทนที่ เกิดลมพัดจากพื้นดินออกสู่ทะเล เรียกว่า ลมบก


  • ลมทะเล เกิดในเวลากลางวัน อากาศเหนือพื้นดินร้อนจึงลอยตัวสูงขึ้น อากาศเหนือพื้นน้ำเย็นกว่าจะเคลื่อนที่ไปแทนที่ เกิดลมพัดจากทะเลเข้าสู่ฝั่ง เรียกว่า ลมทะเล
น้องๆ ทราบหรือไม่ว่า ลมหุบเขา กับลมภูเขา เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

  • ลมหุบเขา (Valley Breeze) เกิดขึ้นในเวลากลางวัน โดยอากาศบนภูเขาและลาดเขาที่ร้อนเพราะได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์เต็มที่ ส่วนอากาศพื้นดินด้านล่างซึ่งเย็นกว่า จึงเคลื่อนที่เข้าแทนที่ ทำให้มีลมพัดจากพื้นดินขึ้นไปตามลาดเขาขึ้นสู่บนภูเขา เรียกว่า ลมหุบเขา



  • ลมภูเขา (Moutain Breeze) เกิดขึ้นในเวลากลางคืน โดยที่อากาศบนภูเขาและลาดเขาจะเย็นลงอย่างรวดเร็วด้วยการถ่ายโอนความร้อนออกไป อากาศตามพื้นดินด้านล่างจะยังร้อนกว่าเพราะคายความร้อนได้ช้ากว่า อากาศเย็นจากบนภูเขาและลาดเขาจึงเคลื่อนที่ลงมาสู่พื้นดินด้านล่าง เรียกว่า ลมภูเขา
ลมพัดไปทางทิศใด

ขณะที่ลมพัดมานั้น เราสามารถบอกทิศทางลมและอัตราเร็วของลมได้ เพราะมีเครื่องวัดทิศทางลม และเครื่องวัดอัตราเร็วของลมนั่นเอง

  • ศรลม คือ เครื่องมือที่ใช้วัดทิศทางลม มีลักษณะเป็นลูกศร ที่มีหางเป็นแผ่นใหญ่กว่าหัวลูกศร ศรลมจะหมุนรอบตัวในแนวราบ ซึ่งทำงานโดยเมื่อลมพัดมาหางลูกศรซึ่งมีขนาดใหญ่ มีพื้นที่ปะทะกับลมมากกว่า จึงถูกพัดให้ไปปัดหันเอาหัวลูกศรที่มีขนาดเล็กชี้ไปยังทิศที่ลมพัดมา


  • แอนนีมอมิเตอร์ คือ เครื่องมือวัดอัตราเร็วลม มีลักษณะเป็นรูปถ้วยรับลม จำนวนรอบของการหมุนของถ้วยต่อ 1 หน่วยเวลา คือ อัตราเร็วของลมที่วัดซึ่งสามารถคำนวณเป็นระยะทางได้

ใครบอกเราเกี่ยวกับสภาพอากาศ

นักอุตุนิยมวิทยา คือ นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับลม ฟ้า อากาศ โดยจะรวบรวมข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของอากาศจากสถานตรวจอากาศทั่วโลก แล้วนำเข้าประมวลผลในคอมพิวเตอร์วิเคราะห์ผลและพยากรณ์อากาศให้ทราบล่วงหน้า

นอกจากสถานีตรวจวัดอากาศภาคพื้นดินจะตรวจวัดอุณหภูมิ ความชื้น ความดันบรรยากาศ ความเร็วทิศทางลม และปริมาณน้ำฝนแล้ว ยังตรวจวัดสภาพอากาศเบื้องบนด้วยบอลลูนตรวจวัดอากาศ และดาวเทียม ทำให้ข้อมูลสภาพอากาศสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ลมฟ้าอากาศ มีผลต่อวัฏจักรของน้ำอย่างไร

น้ำจากแหล่งต่างๆ เมื่อได้รับความร้อนจะระเหยกลายเป็นไออยู่ในอากาศ เมื่อไอน้ำในอากาศกระทบกับอากาศที่เย็นกว่าจะควบแน่นเป็นละอองน้ำเล็กๆ โดยมีฝุ่นเป็นแกนกลางจับตัวกันเป็นเมฆ เมื่อละอองน้ำในเมฆมีขนาดใหญ่ขึ้น จะตกลงมาเป็นฝนสู่พื้นโลก หมุนเวียนกันเป็นวัฏจักร

วัฏจักรของน้ำ (water cycle) คือ การหมุนเวียนของน้ำจากพื้นโลกและกลับสู่พื้นโลก ซึ่งการหมุนเวียนนี้จะประกอบด้วยการระเหยของน้ำจากพื้นโลก การควบแน่นของไอน้ำเป็น เมฆ ฝน ลูกเห็บ และหิมะ การสะสมของน้ำในดินและแหล่งน้ำรวมทั้งการไหลกลับสู่แหล่งน้ำ

อุณหภูมิ ความชื้น ความดันอากาศ และกระแสลม เหล่านี้ล้วนมีผลต่อวัฏจักรของน้ำทั้งนั้น ซึ่งวัฏจักรของน้ำเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลของดวงอาทิตย์ ที่ทำให้เกิดการระเหยของน้ำเข้าสู่บรรยากาศแล้วหมุนเวียนกลับไปเป็นน้ำลงสู่พื้นโลกอย่างไม่มีสิ้นสุด นอกจากนี้แล้วดวงอาทิตย์ยังมีอิทธิพลต่อโลกของเราอีก เช่นการเกิดกลางวันกลางคืน



โลก (Earth) เป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งใน ระบบสุริยะ ขณะที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ (Sun) โลกจะหมุนรอบตัวเองไปด้วย โดยใช้เวลารอบละ 1 วัน

การที่โลกหมุนรอบตัวเอง ทำให้บริเวณต่างๆ บนผิวโลกได้รับแสงและไม่ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์สลับกันไป เมื่อโลกหมุนไปได้ครึ่งรอบ บริเวณที่เคยได้รับแสงจะเปลี่ยนเป็นไม่ได้รับแสง ทำให้เวลาเปลี่ยนจากกลางวันเป็นกลางคืน และบริเวณนั้นจะได้รับแสงอีกครั้งเมื่อโลกหมุนไปอีกครึ่งรอบ จะเห็นว่าการเกิดกลางวัน กลางคืน เนื่องจากโลกหมุนรอบตัวเองนั่นเอง

โลกหมุนรอบตัวเองจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออกหรือทิศทวนเข็มนาฬิกา จึงทำให้เห็นดวงอาทิตย์เคลื่อนที่จากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกหรือทิศตามเข็มนาฬิกา ทิศที่เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นกำหนดให้เป็นทิศตะวันออก ส่วนทิศที่เห็นดวงอาทิตย์เรียกว่า ทิศตะวันตก จึงกล่าวได้ว่ากำหนดให้มีทิศต่างๆ เกิดขึ้นเพราะโลกหมุนรอบตัวเอง

โลกหมุนรอบตัวเองเกิดอะไรขึ้น

ขณะที่โลกหมุนรอบตัวเองอยู่นั้น ดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ (Moon) และดาวฤกษ์ในท้องฟ้าจะมีปรากฏการณ์เกิดขึ้นเหมือนกัน นั่นคือ การเกิดปรากฎการณ์ขึ้นตกของดวงดาว



โลกหมุนรอบตัวเองจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก หรือหมุนทวนเข็มนาฬิกา สำหรับซีกโลกเหนือจึงทำให้เห็นดาวต่างๆ ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตก ส่วนซีกโลกใต้จะตรงข้ามกัน

ดาวบนท้องฟ้า นอกจากดาวเคราะห์ที่เห็นด้วยตาเปล่า 5 ดวง คือ ดาวพุธ (Mercury) ศุกร์ ดาวอังคาร (Mars) ดาวพฤหัสบดี (Jupiter) และดาวเสาร์ (Saturn) แล้วยังมีดาวฤกษ์อื่นๆ อีกมามาย ดาวฤกษ์ เป็นดาวที่มีแสงสว่างในตัวเอง ถึงแม้จะมีการเคลื่อนที่แต่เนื่องจากการอยู่ไกลมากจึงเห็นเป็นดาวที่ประจำที่ รูปร่างของดาวที่ต่อเรียงกันเป็นกลุ่มก็จะมีรูปร่างคงเดิม จึงใช้ประโยชน์จากดาวในการบอกทิศทาง

(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
แผนที่ดาววงกลม
การบอกตำแหน่งของดาว จะบอกโดยกำหนดเป็นค่ามุมเงยและทิศ มุมเงย คือ มุมที่เกิดระหว่างเส้นตรงจากระดับสายตาถึงขอบฟ้ากับเส้นตรงจากตาถึงดาวที่สังเกต

ในแผนที่ดาวประกอบด้วยกลุ่มดาวต่างๆ ที่ปรากฎให้เห็นได้ในช่วงเวลาที่แตกต่างกันของปี เช่น กลุ่มดาวแมงป่อง จะเห็นขึ้นตอนหัวค่ำในเดือนกรกฎาคม และจะขึ้นตอนเที่ยงวันในเดือนกันยายน ส่วนเดือนธันวาคม จะไม่เห็นกลุ่มดาวนี้ (ภาพแผนที่ดาว คือ แผนที่ท้องฟ้า ใช้ง่ายและแบ่งครึ่งทรงกลม ท้องฟ้าออกเป็น 2 ส่วน คือ ฟ้าทางทิศเหนือและทิศใต้ โดยมีเส้นที่ลากจากขอบฟ้าตรงทิศตะวันออกผ่านจุดเหนือศีรษะไปยังขอบฟ้าตรงทิศตะวันตกเป็นเส้นแบ่ง การใช้แผนที่ดาวจะช่วยให้ศึกษาท้องฟ้าได้ง่ายยิ่งขึ้น)


ที่มาข้อมูล : สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ คู่มือครูสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พ.ศ.2544
สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พ.ศ.2544
จำนวนคนอ่าน 65499 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved