ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ข่าววิทยาศาสตร์
ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์
เรื่องน่ารู้
พจนานุกรม
นักวิทยาศาสตร์
คำถามวิทยาศาสตร์
สีสันวิทยาศาสตร์
การทดลองวิทยาศาสตร์
บทเรียน / แบบฝึกหัด
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | บทเรียน | บทเรียน

บทเรียน
   

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 : แรงและความดัน
 
ระดับชั้น : ประถมปลาย

ร่างกายเราการดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตวัสดุและสมบัติของวัสดุ เสียงกับการได้ยิน น้ำ ฟ้า และดวงดาว





แรง หมายถึง สิ่งที่ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ หรือหยุดนิ่ง หรือเปลี่ยนแปลงสภาพไป

เมื่อมีแรง (force) กระทำต่อวัตถุ แรงจะทำให้วัตถุมีการเปลี่ยนแปลงสภาพการเคลื่อนที่ได้ โดยเปลี่ยนจากหยุดนิ่งให้เคลื่อนที่ เช่น เตะลูกบอล ดันประตูให้เปิด ฯลฯ สำหรับวัตถุที่เคลื่อนที่อยู่แล้ว เมื่อมีแรงกระทำก็อาจเคลื่อนที่เร็วขึ้น ช้าลง หรือหยุดการเคลื่อนที่ได้

นอกจากนี้ แรงยังทำให้รูปร่างของวัตถุมีการเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ดึงหนังยางให้ยืด ทุบดินน้ำมันก้อนกลมให้แบน เข็นรถเข็น แรงน้ำที่ซัดตลิ่งพังลงได้ ฯลฯ



เราสามารถแบ่งประเภทของแรงได้เป็น 2 ประเภทคือ

  1. แรงจากธรรมชาติ เช่น แรงลม แรงน้ำ แรงแม่เหล็ก แรงโน้มถ่วงของโลก แรงเสียดทาน ฯลฯ


  2. แรงที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่น แรงดึง แรงดัน แรงยกของ แรงจากเครื่องกล ฯลฯ
หน่วยการวัดของแรง เราเรียกว่า "นิวตัน"




เมื่อดึงหรือผลักวัตถุด้วยแรงมากกว่าหนึ่งแรง แล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่ ผลของการเคลื่อนที่นั้นจะเสมือนว่าแรงหนึ่งแรงกระทำต่อวัตถุ โดยแรงหนึ่งแรงนี้จะเป็นผลลัพธ์ของแรงหลายๆ แรงนั้น ดูจากการทดลอง




ผลการทดลองที่ได้คือ น้ำหนักของข้อ 1 จะเท่ากับน้ำหนักของข้อ 2 นั่นคือ แรง 2 แรงที่มีทิศทางเดียวกันมารวมกัน มีค่าเท่ากับแรงหนึ่งแรง

จากการทดลองผลลัพธ์ของแรงหลายๆ แรงสรุปได้ว่า "แรงหลายแรงรวมกันเสมือนมีแรงหนึ่งแรง และแรงหนึ่งแรงนี้เป็นผลลัพธ์ของแรงหลายๆ แรงนั้น"




ในธรรมชาติอาจมีแรงหลายแรงมากระทำกับวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ เข่น คนดันรถยนต์ อาจมีทั้งแรงผลัก และแรงเสียดทานมากระทำกับวัตถุ แต่วัตถุก็ยังสามารถเคลื่อนที่ไปได้ แสดงว่า รถยนต์จะเคลื่อนที่ตามผลรวมของแรงที่มากระทำ นั่นคือ


    น้องๆ ลองคิดดูว่า ถ้ามีคนสองคนมาช่วยกันเข็นรถหรือตู้ไม้ไปในทิศทางเดียวกัน ผลจะเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับการเข็นคนเดียว?

    หรือ ถ้ามีคนสองคนออกแรงผลักตู้ไม้ด้วยแรงที่มีขนาดเท่ากัน แต่ต่างคนต่างผลักในทิศทางที่ตรงกันข้าม ผลจะเป็นอย่างไร?

    ถ้าเราทราบคำตอบนี้ เราสามารถนำความรู้เรื่องแรงลัพธ์ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เรามาดูกันก่อนว่า แรงลัพธ์หมายถึงอะไร
แรงลัพธ์ หมายถึง ผลรวมของแรงที่มากระทำต่อวัตถุนั้นๆ และทำให้วัตถุนั้นๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพการเคลื่อนที่



    พิจารณาตัวอย่างคำถามด้านบน คือ ถ้ามีคนสองคนช่วยกันเข็นรถหรือตู้ไม้ไปในทิศทางเดียวกัน ผลลัพธ์ก็คือ จะออกแรงน้อยกว่าเข็นคนเดียว

    หรือ ถ้ามีคนสองคนออกแรงผลักตู้ไม้ด้วยแรงที่มีขนาดเท่ากัน แต่ต่างคนต่างผลักในทิศทางที่ตรงกันข้าม ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ตู้อยู่กับที่ไม่เคลื่อนไปไหน เนื่องจากแรงลัพธ์เป็นศูนย์

    จะสังเกตได้ว่า 2 ตัวอย่างข้างต้น ทิศทางของแรงจะเป็นตัวบอกถึงผลลัพธ์ของแรงว่า จะต้องออกแรงเพิ่มขึ้นหรือน้อยลงเพื่อให้วัตถุเคลื่อนที่ไปได้
สรุป คือ วัตถุจะเคลื่อนที่ตามผลของแรงลัพธ์นั่นเอง และวัตถุจะเคลื่อนที่ไปตามทิศทางของแรงที่มากกว่าเสมอ


การใช้ประโยชน์จากแรงลัพธ์

ผลของแรงลัพธ์นี้ทำให้มนุษย์สามารถนำหลักการไปใช้ประดิษฐ์เครื่องกลต่างๆ ขึ้นมาเพื่อช่วยในการผ่อนแรง หรือออกแรงน้อยลง เช่น พื้นเอียง ลิ่ม คาน รอก

    พื้นเอียง

    พื้นเอียง คือ พื้นผิวที่เชื่อมจากที่ต่ำไปยังที่สูง ใช้สำหรับช่วยในการเข็นของหนักขึ้นที่สูงๆ พื้นเอียงยิ่งมีความลาดมากยิ่งช่วยผ่อนแรงได้มาก เช่น การขนของขึ้นรถบรรทุก การเข็นรถขนของขึ้นตึกสูง ฯลฯ

    ลิ่ม

    ลิ่ม เป็นเครื่องมือผ่อนแรงที่ใช้หลักการเดียวกับพื้นเอียง แต่มีขนาดเล็กกว่าพื้นเอียง ลักษณะการทำงานของลิ่มคือ ใช้ส่วนที่ลาดเอียงเคลื่อนเข้าหาวัตถุ เช่น การใช้ลิ่มผ่าฟืน เครื่องกลที่ใช้หลักการของลิ่ม เช่น ขวาน มีด ตะปู เข็มเย็บผ้า ฯลฯ

    คาน

    คาน คือ เครื่องมือที่ต้องมีจุดหมุน เครื่องกลที่ใช้หลักของคานคือ ไม้กระดก รถขนดิน เครื่องตัดกระดาษ ที่เปิดขวด กรรไกร คีมตัดโลหะ ตะเกียบ คีม ไม้กวาดด้ามยาว ชะแลง ฯลฯ

    รอก

    รอก คือ เครื่องผ่อนแรงที่ล้อมีขอบร่องให้พันเชือกได้ ใช้ยกของขึ้นที่สูง รอกมีหลายชนิด เช่น รอกเดี่ยวตายตัว รอกเดี่ยวเคลื่อนที่ รอกพวง ฯลฯ



ถ้าเราวางวัตถุใดๆ ไว้แล้วไม่มีสิ่งใดไปรบกวนหรือไปกระทำต่อวัตถุนั้น หรือโยกย้ายไปที่อื่น วัตถุนั้นก็จะคงอยู่ตรงนั้นตลอดไป ในทำนองเดียวกัน ถ้าวัตถุใดๆ เคลื่อนที่อยู่ ถ้าไม่มีสิ่งใดไปกระทำต่อมันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง วัตถุก็จะเคลื่อนที่ไปเช่นนั้นตลอด ตัวอย่างเช่น ขณะที่เรานั่งบนรถที่จอดอยู่ เมื่อรถออกตัวแบบกระชาก ตัวเราจะผงะไปด้านหลัง หรือเวลาที่เรายืนบนรถเมล์ที่กำลังวิ่งอยู่ เมื่อรถเมล์เบรกกะทันหัน ตัวเราจะคะมำไปด้านหน้าแล้วจึงถอยกลับหลัง แรงที่เกิดขึ้นเป็นอาการเหล่านี้ เราเรียกว่า "แรงเฉื่อย"

แรงเฉื่อย หมายถึง แรงที่เกิดจากการต้านสภาพการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของวัตถุ แรงเฉื่อยมีค่าเท่ากับมวลของวัตถุ

เซอร์ ไอแซก นิวตัน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ เป็นผู้ค้นพบเรื่องแรงเฉื่อยนี้ ในปี ค.ศ.1665 เขาได้ตั้งกฎการเคลื่อนที่ และนำมาใช้อธิบายการเคลื่อนที่ของวัตถุได้จนถึงปัจจุบัน นิวตัน พบว่า วัตถุที่มีน้ำหนักมากจะมีแรงเฉื่อยมากกว่าวัตถุที่มีน้ำหนักน้อยกว่า ดังนั้น วัตถุที่มีน้ำหนักมากที่อยู่นิ่งกับที่ ถ้าเราต้องการให้วัตถุนั้นเคลื่อนที่จึงต้องออกแรงมากกว่าเพื่อเอาชนะแรงเฉื่อยของวัตถุ เช่น เมื่อเราเข็นรถยนต์ จะต้องออกแรงมากกว่าเข็นรถจักรยานยนต์

ตัวอย่างในเรื่องของแรงเฉื่อย เช่น กีฬาทุ่มน้ำหนัก เป็นกีฬาที่ต้องออกแรงมากเพื่อเอาชนะแรงเฉื่อยของลูกเหล็กซึ่งมีน้ำหนักมาก ดังนั้น นักทุ่มน้ำหนักจึงต้องเป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต้องแข็งแรงมากจึงจะสามารถทุ่มลูกเหล็กให้พุ่งไปไกลๆ ได้ หรือกีฬายิมนาสติก ที่ผู้เล่นต้องต้องเอาชนะแรงเฉื่อยของการเคลื่อนที่ในขณะที่เล่น เมื่อจบการเล่นนักกีฬาต้องเอาชนะแรงเฉื่อยด้วยการบังคับร่างกายให้ทรงตัวอยู่ได้โดยไม่คะมำหรือล้มเด็ดขาด มิฉะนั้นจะเสียคะแนน






แรงเสียดทาน (friction) เป็นแรงต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุกับผิวสัมผัส

ในการออกแรงดึงหรือผลักให้วัตถุเคลื่อนที่ไปบนพื้นจะมีแรงต้านการเคลื่อนที่จากพื้น เรียกแรงต้านการเคลื่อนที่นี้ว่า แรงเสียดทาน ถ้าแรงที่ดึงหรือผลักวัตถุมีขนาดเท่ากับแรงเสียดทานวัตถุจะไม่เคลื่อนที่ แต่ถ้าแรงที่ดึงหรือผลักวัตถุมีขนาดมากกว่าแรงเสียดทาน วัตถุก็จะเคลื่อนที่ไปได้ แรงที่ใช้ในการทำให้วัตถุหนึ่งๆ เคลื่อนที่บนพื้นต่างชนิดกันมีค่าต่างกัน แสดงว่าพื้นต่างชนิดกันมีแรงเสียดทานต่างกันด้วย

ตัวอย่างการทดลอง แรงเสียดทานเป็นอย่างไร (ภาพในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ สสวท.หน้า 72)




จากการทดลองแรงเสียดทานนี้สรุปได้ว่า "ในการออกแรงทำให้วัตถุเคลื่อนที่ไปบนพื้นต่างๆ จะมีแรงต้านการเคลื่อนที่ ซึ่งพื้นต่างชนิดกัน แรงต้านการเคลื่อนที่นี้จะต่างกัน เรียกแรงต้านการเคลื่อนที่นี้ เรียกว่า แรงเสียดทาน"

แรงเสียดทานจะมีค่ามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ

  • น้ำหนักหรือแรงกดของวัตถุที่กดลงบนพื้น ถ้ามีมากจะเกิดแรงเสียดทานมาก


  • ลักษณะของผิวสัมผัส ถ้าผิวสัมผัสเรียบและลื่น จะเกิดแรงเสียดทานน้อย ถ้าผิวสัมผัสมีความขรุขระ จะเกิดแรงเสียดทานมาก
แรงเสียดทานเป็นแรงที่ต่อต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุ ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ช้าลง หรือหยุดนิ่งในที่สุด แรงเสียดทานมีประโยชน์มาก เพราะถ้าไม่มีแรงเสียดทาน เราจะไม่สามารถเดินได้ นอกจากนี้ แรงเสียดทานยังเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของยานพาหนะมากมาย เพราะถ้าไม่มีแรงเสียดทานยางรถก็ยึดติดถนนไม่ได้ การที่ยางประเภทต่างๆ ต้องมีดอกยางเพื่อทำให้รถวิ่งเกาะถนนได้


ประโยชน์ของแรงเสียดทาน

ในชีวิตประจำวันของคนเรา มีกิจกรรมมากมายต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กับแรงเสียดทานอยู่เสมอ เช่น การเดินไปบนพื้น การดึงหรือการผลักวัตถุ การปั่นจักรยานให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า




  • กิจกรรมบางอย่างต้องใช้แรงเสียดทานจึงจำเป็นต้องเพิ่มแรงเสียดทานให้มากขึ้น เช่น การทำถนนคอนกรีตจะเพิ่มแรงเสียดทานให้ล้อรถได้มากกว่าถนนลาดยางหรือถนนลูกรัง


  • กิจกรรมบางอย่างไม่ต้องใช้แรงเสียดทานจึงจำเป็นต้องลดแรงเสียดทานลง เช่น การใส่น้ำมันหล่อลื่นในเครื่องจักรกล เพื่อลดแรงเสียดทานในบริเวณที่สัมผัสกัน และมีการเคลื่อนที่



อากาศมีแรงกระทำต่อวัตถุหรือไม่

อากาศที่อยู่รอบตัวเรา มีคุณสมบัติที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ มีแรงดัน และแรงดันนี้มีอยู่ทุกทิศทุกทาง เช่น เมื่อเราออกแรงดึงก้นถุงพลาสติกให้ออกจากก้นแก้วรู้สึกว่าดึงออกได้ยาก เนื่องจากมีแรงที่อากาศดันก้นถุงพลาสติกเอาไว้ และไม่ว่าจะออกแรงดึงก้นถุงพลาสติกไปในทิศทางใดก็มีแรงต้านการดึงทั้งสิ้น แสดงว่าแรงที่อากาศกระทำต่อวัตถุจะกระทำในทุกทิศทาง



จากภาพ การดึงแผ่นกระดาษขึ้นตรงๆ จากพื้นเรียบ จะดึงขึ้นได้ยากเพราะมีแรงที่อากาศกดกระดาษไว้ โดยแรงที่อากาศกระทำต่อแผ่นกระดาษจะมีค่ามากเมื่อพื้นที่ของแผ่นกระดาษมาก และแรงที่อากาศกระทำต่อแผ่นกระดาษจะมีค่าน้อยเมื่อพื้นที่ของแผ่นกระดาษน้อย เรียกแรงที่อากาศกระทำตั้งฉากต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ผิวของวัตถุว่า ความดันอากาศ โดยความดันมีหน่วยเป็นนิวตันต่อตารางเมตร



นอกจากสมบัติของอากาศที่มีแรงดันทุกทิศทุกทางแล้ว ที่ความสูงระดับเดียวกัน อากาศจะมีความดันเท่ากัน แต่เมื่อความสูงเพิ่มขึ้นความดันและความหนาแน่นของอากาศมีค่าลดลง ดังนั้น ความกดดันของอากาศบนยอดเขา จึงมักจะน้อยกว่าความกดดันของอากาศที่เชิงเขา เมื่อเราขึ้นบนเขาสูงๆ หูจะอื้อ เพราะความกดดันของอากาศภายนอกต่ำนั่นเอง


ประโยชน์ของความดันอากาศ

ในชีวิตประจำวัน เราสามารถนำความรู้เรื่องความดันอากาศมาผลิตเป็นสิ่งของเครื่องใช้และของเล่นมากมาย เช่น ที่แขวนตุ๊กตาสำหรับติดกระจก หลอดดูดน้ำ หลอดดูดยาหยอดตา การถ่ายเทน้ำโดยวิธีกาลักน้ำ การสูบลมยางรถยนต์ให้พอเหมาะ การใช้หลอดดูดน้ำอัดลม ปืนอัดลม ฯลฯ




ของเหลวมีแรงกระทำต่อวัตถุหรือไม่

ของเหลวมีแรงกระทำต่อวัตถุทุกทิศทุกทาง แรงที่ของเหลวกระทำตั้งฉากต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ เรียกว่า ความดันของเหลว ความดันของเหลวมีความสัมพันธ์กับความลึกของของเหลว โดยที่ระดับความลึกมากความดันของเหลวก็จะมีค่ามาก

ตัวอย่าง น้ำมีแรงกระทำต่อวัตถุ เช่น

  1. เมื่อเอาน้ำใส่ในลูกโป่ง ลูกโป่งจะมีขนาดใหญ่ขึ้น เพราะแรงดันของน้ำดันให้ลูกโป่งขยายตัว


  2. เมื่อใส่น้ำในขวดจนเต็ม แล้วดึงไม้ที่ปิดรูออก น้ำจะพุ่งออกจากขวดทุกทิศทุกทาง นั่นคือ น้ำมีแรงกระทำต่อวัตถุ โดยกระทำในทุกทิศทุกทาง

จากความรู้ในเรื่องของแรงดันของของเหลว หรือแรงดันของน้ำนั้น จะพบว่า น้ำมีความดันแบบเดียวกับอากาศ ความดันของน้ำหรือของเหลวจะเพิ่มขึ้นตามความลึก คนที่เคยดำน้ำลึกๆ จะพบว่า เมื่อดำน้ำลงไปลึกจากผิวมากๆ จะรู้สึกเจ็บแก้วหู นั่นหมายถึง แรงกดของน้ำที่กระทำต่อแก้วหูมีค่าเพิ่มขึ้นตามความลึก

เราสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น การสร้างเขื่อน จะใช้หลักในเรื่องแรงดันของน้ำ โดยมีการสร้างบริเวณฐานเขื่อนหนากว่าบริเวณสันเขื่อน เพื่อรองรับแรงดันน้ำ เนื่องจากบริเวณใต้เขื่อนจะมีแรงดันน้ำมากกว่าด้านบนเขื่อน




แรงลอยตัว คือ แรงที่ของเหลวพยุงวัตถุขึ้น วัตถุที่อยู่ในของเหลวจะมีแรงที่ของเหลวพยุงวัตถุขึ้น ทำให้ค่าของแรงที่อ่านได้จากการชั่งวัตถุในของเหลวน้อยกว่าการชั่งวัตถุในอากาศ

การจมหรือการลอยของวัตถุในของเหลว ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของวัตถุและแรงลอยตัวที่ของเหลวกระทำต่อวัตถุนั้น โดยถ้าแรงลอยตัวมีค่าน้อยกว่าน้ำหนักของวัตถุ วัตถุจะจมลงไปในของเหลว แต่ถ้าแรงลอยตัวมีค่าเท่ากับหรือมากกว่าน้ำหนักของวัตถุ วัตถุจะลอยในของเหลวนั้น (ตัวอย่างการทดลอง แรงลอยตัวคืออะไร หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ สสวท. หน้า 70)


สรุปว่า "เมื่อวัตถุอยู่ในน้ำจะมีแรงที่น้ำพยุงวัตถุขึ้น เรียกแรงนี้ว่า แรงลอยตัว"


จากภาพ วัตถุที่จมอยู่ในของเหลวต่างชนิดกันจะมีแรงลอยตัวที่ของเหลวกระทำต่อวัตถุในของเหลวนั้นต่างกัน โดยของเหลวที่มีความหนาแน่นมากจะมีแรงลอยตัวมาก นั่นคือ มีแรงพยุงวัตถุขึ้นมาก ทำให้ค่าของแรงที่อ่านได้จากตาชั่งสปริงเมื่อชั่งวัตถุในของเหลวนั้นมีค่าน้อยกว่าค่าแรงที่อ่านได้เมื่อชั่งวัตถุนั้นในของเหลวที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า


วัตถุบางชนิดจมน้ำ บางชนิดลอยอยู่เหนือผิวน้ำได้ สาเหตุเพราะวัตถุที่ลอยน้ำได้มีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ สังเกตว่า เมื่อเราลงเล่นน้ำทะเล เราจะรู้สึกว่าตัวเบาและลอยตัวได้ดีกว่าว่ายน้ำในน้ำจืด เพราะว่า น้ำเกลือมีความหนาแน่นมากกว่าเรา จึงทำให้เราลอยตัวได้ดี

อาร์คิมิดีส นักคณิตศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ชาวกรีก ได้ค้นพบหลักของแรงลอยตัวว่า แรงลอยตัวเกิดจากแรงยกของน้ำดันให้วัตถุต่างๆ ลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ เขากล่าวว่า "น้ำหนักของปริมาตรของของเหลวที่ถูกวัตถุเข้าแทนที่ จะมีค่าเท่ากับปริมาตรของน้ำที่ล้นออกมา" นั่นคือ แรงยกของของเหลวนั้น ดันวัตถุให้ลอย ดังนั้น การที่วัตถุลอยอยู่ในน้ำได้ แสดงว่า น้ำหนักวัตถุนั้นจะกดลงสู่พื้นโลก ในขณะที่น้ำจะดันตัวเราให้ลอยขึ้นด้วยแรงเท่ากัน ถ้าวัตถุมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ แรงยกของน้ำก็จะมากพอที่จะพยุงให้วัตถุลอยได้ แต่ถ้าวัตถุมีความหนาแน่นมากกว่าน้ำ วัตถุก็จะจมน้ำเพราะแรงยกของน้ำไม่เพียงพอที่จะพยุงวัตถุ วิธีการที่จะทำให้วัตถุที่มีความหนาแน่นมากลอยน้ำได้ คือ การตีแผ่รูปทรงให้แผ่แบนออกไป เป็นการเพิ่มปริมาตรของน้ำที่วัตถุนั้นเข้ามาแทนที่แรงยกของน้ำก็จะมากขึ้น

ในการสร้างเรือดำน้ำนั้นอาศัยหลักการสูบน้ำเข้ามาในถังที่อยู่ภายในเรือ เมื่อเรือจะดำลงสู่มหาสมุทรหรือใต้ทะเลลึก และเมื่อต้องการลอยกลับสู่ผิวน้ำเหมือนเดิมก็จะสูบอากาศเข้าไปในถัง ทำให้น้ำถูกไล่ออกจากถัง เรือดำน้ำก็จะเบาและลอยขึ้นข้างบน




ที่มาข้อมูล : สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ คู่มือครูสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พ.ศ.2544
สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พ.ศ.2544
จำนวนคนอ่าน 146214 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved