ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ฟิสิกส์
เคมี
บทเรียนเคมี
ตารางธาตุ
ศัพท์เคมี
แบบฝึกหัดเคมี
ชีววิทยา
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกฟิสิกส์-เคมี-ชีวะ | หน้าแรกเคมี | บทเรียนเคมี

บทเรียนเคมี
   

อุตสาหกรรมปุ๋ย : ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต และปุ๋ยยูเรีย
 
ระดับชั้น : มัธยม 6

ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต และปุ๋ยยูเรีย

อุตสาหกรรมปุ๋ย

ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ในอดีตการเพาะปลูกพืชอาศัยความอุดมสมบูรณ์จากธรรมชาติ แต่เมื่อปลูกพืชซ้ำที่เดิมเป็นระยะเวลานาน จะทำให้ธาตุอาหารลดน้อยลงจนพืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้เต็มที่ การปรับปรุงดินให้มีคุณภาพเหมาะสมกับการเพาะปลูกจำเป็นต้องใส่ธาตุอาหารเพิ่มเติมลงไปในรูปของปุ๋ย ปุ๋ยแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ปุ๋ยอนินทรีย์ ซึ่งส่วนใหญ่จะได้จากการสังเคราะห์จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ และปุ๋ยอินทรีย์ ที่ได้จากซากของสิ่งมีชีวิต


ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต และปุ๋ยยูเรีย

ในประเทศที่มีแหล่งปิโตรเลียมหรือมีอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ส่วนใหญ่จะมีอุตสาหกรรมผลิตปุ๋ยวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปด้วย ทั้งนี้เพราะก๊าซปิโตรเลียมซึ่งเป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมปิโตรเลียมนั้นใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตปุ๋ยวิทยาศาสตร์ได้

ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่ผลิตในประเทศไทยซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ คือ ปุ๋ยไนโตรเจน ได้แก่ แอมโมเนียมซัลเฟต (มีชื่อเรียกทั่วไปว่า ปุ๋ยขาวหรือปุ๋ยน้ำตาล) และยูเรีย ปุ๋ยสองชนิดนี้เตรียมได้จากปฏิกิริยาระหว่างก๊าซ NH3 กับ H2SO4 และก๊าซ NH3 กับ CO2 ตามลำดับ ดังสมการ

วัตถุดิบที่ใช้เตรียมก๊าซ NH3 คือไนโตรเจน และไฮโดรเจน ไนโตรเจนเตรียมได้จากอากาศซึ่งมีก๊าซไนโตรเจนอยู่ถึงร้อยละ 79 และออกซิเจนร้อยละ 21 โดยนำอากาศมาทำให้อุณหภูมิลดลงมากๆ พร้อมกับเพิ่มความดันจนอากาศกลายเป็นของเหลว ก๊าซไนโตรเจนมีจุดเดือด -195 องศาเซลเซียส ก๊าซออกซิเจนมีจุดเดือด -183 องศาเซลเซียส เมื่อแยกก๊าซ N2 ออกจากอากาศแล้วจึงนำส่วนที่เหลือซึ่งมีก๊าซออกซิเจนเป็นส่วนใหญ่ไปทำปฏิกิริยากับก๊าซมีเทนในสภาวะที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ก๊าซไฮโดรเจน โดยมี Ni เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ดังสมการ

หรืออาจใช้ไอน้ำทำปฏิกิริยาโดยตรงกับก๊าซมีเทนดังสมการ

แยกก๊าซ H2 ออกจากก๊าซ CO แล้วจึงนำก๊าซ CO ไปทำปฏิกิริยาต่อกับไอน้ำ ดังสมการ

ก๊าซที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะถูกส่งผ่านเข้าในหอคอยที่มีน้ำพ่นลงมา ก๊าซ CO2 จะละลายน้ำกลายเป็นกรด H2CO3 ไหลออกไปพร้อมกับน้ำซึ่งนำไปแยกก๊าซ CO2 ออกได้โดยการลดความดันและเพิ่มอุณหภูมิเพื่อเก็บไว้ใช้ต่อไป ส่วนก๊าซ H2 ไม่ละลายน้ำ จะผ่านออกทางส่วนบนของหอคอยเก็บไว้ใช้ต่อไป

นำก๊าซ N2 และ H2 ที่ผลิตได้มาทำปฏิกิริยากันจะได้ก๊าซ NH3 ดังสมการ



เมื่อนำก๊าซ NH3 ที่ผลิตได้มาทำปฏิกิริยากับก๊าซ CO2 ที่เก็บไว้จะได้ยูเรียดังกล่าวข้างต้น ส่วนการเตรียม H2SO4 นั้น จะใช้กำมะถันเป็นสารตั้งต้น ลองคิดกันว่าทำอย่างไรกำมะถันจึงจะกลายเป็นก๊าซ SO2 ได้

ก๊าซ SO2 ที่เกิดขึ้นจะทำปฏิกิริยากับก๊าซออกซิเจนจนเกิดเป็นก๊าซ SO3 ดังสมการ



จากการศึกษาสมดุลของปฏิกิริยาพบว่า ภาวะที่เหมาะสมที่สุดในการเกิดปฏิกิริยา คือ อุณหภูมิ 330 องศาเซลเซียส โดยมีวาเนเดียม (V) ออกไซด์ หรือโลหะแพลทินัมเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เมื่อผ่านก๊าซ SO3 ลงละลายในกรด H2SO4 เข้มข้น (เกือบบริสุทธิ์) จะเกิดการเปลี่ยนแปลงดังสมการ



ผลิตภัณฑ์ที่ได้ คือ H2S2O7 เรียกว่าโอเลียม เมื่อต้องการให้ได้กรด H2SO4 ก็นำโอเลียมมาละลายน้ำ ทราบหรือไม่ว่าเพราะเหตุใดจึงไม่เตรียม H2SO4 โดยใช้ก๊าซ SO3 ทำปฏิกิริยากับน้ำโดยตรง

เมื่อนำก๊าซ NH3 และกรด H2SO4 มาทำปฏิกิริยากันดังได้กล่าวมาแล้ว จะได้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตตามต้องการ
แผนภาพแสดงการผลิตปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตและปุ๋ยยูเรีย


ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตและปุ๋ยยูเรีย มีเฉพาะธาตุไนโตรเจนเท่านั้นที่เป็นอาหารของพืช ส่วนปุ๋ยที่มีธาตุฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบนั้น ยังไม่มีโครงการผลิตในประเทศไทย แต่มีโครงการผลิตปุ๋ยที่ให้ธาตุโพแทสเซียมที่เรียกว่า ปุ๋ยโพแทส ทั้งนี้เนื่องจากในหลายบริเวณของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแหล่งแร่โพแทสเซียมที่สำคัญและปริมาณมากเพียงพอจะนำมาใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่ากับการลงทุน ดังนั้น จึงเป็นที่คาดว่าในอนาคตเราคงสามารถผลิตปุ๋ยได้อย่างเพียงพอกับความต้องการของประเทศ





ที่มาข้อมูล : นโยบายของรัฐบาลปัจจุบันได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะ ปฏิรูปการศึกษา เพื่อพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้อันเป็นเงื่อนไขสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ ให้คนไทยทั้งปวงได้รับโอกาสเท่าเทียมกันที่จะเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตและมีปัญญาเป็นทุนไว้สร้างงานและสร้างรายได้ นำประเทศให้อยู่รอดจากระบบเศรษฐกิจและสังคมที่ผันแปรอยู่ตลอดเวลา โดยยึดหลักว่า การศึกษาสร้างคน สร้างงาน และสร้างชาติ

ภารกิจของสถานศึกษา คือ การพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ความสามารถโดยส่งเสริมให้แต่ละบุคคลส่งเสริมให้แต่ละบุคคลพัฒนาไปสู่ศักยภาพสูงสุดของตน ตามความเชื่อที่ว่าผู้เรียนทุกคน มีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด การเรียนรู้ที่ประสบความสำเร็จ คือการได้ลงมือปฏิบัติ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน จะส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ อย่างมีความสุขและสามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม ธรรมชาติของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นชาติใด ภาษาใด วัฒนธรรมใด ล้วนมีความต้องการความรัก ความสำเร็จ ชอบเรียนรู้ ทดลอง ผจญภัยในสิ่งใหม่ๆ ชอบฟังนิทานแล้วสมมุติตัวเองเหมือนตัวละคร สื่อที่เด็กสนใจจึงเป็นหนังสือสำหรับเด็กที่ครูจะต้องเรียนรู้เพื่อจัดทำให้ผู้เรียนเกิดความสนุกและได้เรียนรู้อย่างยั่งยืน

ความหมายของหนังสือสำหรับเด็ก

จินตนา ใบกาซูยี (2542 : 1) ได้ให้ความหมายหนังสืออ่านสำหรับเด็กไว้ว่า หนังสือที่ให้เด็กอ่านในเมืองไทย หนังสือสำหรับเด็กแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะการใช้ ได้แก่ หนังสือเรียน หนังสืออ่านทั่วไปสำหรับเด็กหรือหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือเรียน เช่น หนังสืออ่านนอกเวลา หนังสืออ่านเพิ่มเติม หนังสืออุเทศ หนังสือส่งเสริมการอ่าน

จุดมุ่งหมายของหนังสือสำหรับเด็ก

หนังสือสำหรับเด็ก จัดทำขึ้นโดยมุ่งหวังให้เด็กอ่านด้วยตนเอง ในขณะที่อ่านจะได้รับประโยชน์ดังต่อไปนี้

  1. ช่วยให้เด็กได้รับความบันเทิง สนุกสนานเพลิดเพลิน สนองความต้องการของเด็ก เช่น การ์ตูน นิทาน

  2. ช่วยกระตุ้นให้คิดและเกิดความคิดสร้างสรรค์

  3. ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ด้านภาษาของเด็กให้เจริญงอกงาม ยิ่งอ่านมากยิ่งมีความแตกฉานในด้านภาษา โดยเฉพาะหนังสือประเภทกวี คำประกันร้อยกรอง หรือคำคล้องจองง่ายๆ เด็กจะจดจำเรื่องราวได้โดยง่าย

  4. ช่วยปลูกฝังคุณธรรม เจตคติ และแบบอย่างที่พึงปรารถนา ให้บังเกิดแก่เด็ก

  5. ช่วยให้เด็กรู้จักหนังสืออ่าน อ่านหนังสือเก่ง และเกิดนิสัยรักการอ่านอยู่ตลอดชีวิต ใช้การอ่านเป็นเครื่องมือแสวงหาความรู้

  6. ช่วยทดแทนความรู้สึกของเด็กที่ขาดหายไป เช่น ขาดความรัก ความหว้าเหว่ มีปมด้อย หนังสือจะช่วยปลอบประโลมจิตใจของเด็ก และเป็นเพื่อนกับเด็กได้เป็นอย่างดี

  7. ช่วยให้เด็กได้อ่านหนังสือเหมาะสมกับวัย ป้องกันไม่ให้เด็กสนใจเรื่องของผู้ใหญ่อันจะเป็นสิ่งชักนำให้เด็กประพฤติตนในสิ่งที่ไม่สมควร
ลักษณะของหนังสือสำหรับเด็ก

พรจันทร์ จันทรวิมล และคนอื่นๆ (2534 : 9) กล่าวถึงหนังสือสำหรับเด็กที่ดี ควรมีลักษณะดังนี้

  1. ด้านเทคนิคการพิมพ์และการจัดรูปเล่ม การจัดพิมพ์ภาพ ตัวอักษรนั้นต้องชัดเจน ปกต้องสวยงามดึงดูดความสนใจของเด็ก ขนาดรูปเล่มเหมาะสมกับความต้องการของเด็ก คุณภาพของกระดาษต้องดี ขนาดตัวอักษรเหมาะสมกับวัยของเด็ก การจัดหน้าหนังสือดูโปร่งตา ภาพกับตัวอักษรไม่ทับกันและชื่อเรื่องดึงดูดความสนใจของเด็ก

  2. ด้านเนื้อหา ควรน่าสนใจ มีความสนุกสนานความยกง่ายเหมาะสม เนื้อหาถูกต้อง การดำเนินเรื่องเร้าใจชวนติดตาม เนื้อหาของเรื่องในแง่ของความสั้นยาวจะต้องเหมาะสมกับวัยของเด็กไม่ยาวหรือสั้นเกินไป เหมาะสมกับเด็กแต่ละวัย มีประโยชน์และแง่คิดหลังจากอ่านหนังสือแล้ว เด็กจะได้รับประโยชน์จากการอ่านไปแล้วอย่างไรบ้าง สำนวนภาษาจะต้องเหมาะสมกับวัยของเด็กเป็นอย่างยิ่ง

  3. ด้านภาพประกอบ ปกติแล้วหนังสือสำหรับเด็กจะมีภาพประกอบเกือบทุกหน้าไม่ว่าจะเป็นบันเทิงคดี หรือร้องกรอง ภาพประกอบนั้นจะต้องมีสีสันสวยงาม วาดอย่างประณีต สอดคล้องกับเนื้อหาของเรื่อง ภาพต้องถูกต้อง ขนาดภาพเหมาะกับขนาดของรูปเล่ม และน่าสนใจ
ขั้นตอนการเรียนหนังสือสำหรับเด็ก

การเขียนหนังสือสำหรับเด็ก ผู้เขียนจะต้องสำนึกอยู่เสมอ จะเขียนอย่างไร จึงจะทำให้ผู้อ่าน เกิดความอยากอ่าน และไม่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าถูกสอนโดยตรง เพราะได้รับการสั่งสอนจากพ่อแม่ ครูอาจารย์ในโรงเรียน ในหนังสือและผู้ใหญ่มากอยู่แล้ว ถ้ามาพบหนังสือที่ตนอ่านจะเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมาทันที ซึ่งจินตนา ใบกาซูยี (2542 : 31) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการเขียนหนังสือสำหรับเด็ก ดังนี้

  1. สำรวจแรงบันดาลใจในการเขียน ผู้เขียนต้องสำรวจตนเองในเบื้องต้นก่อนว่ามีความสามารถในการเขียนหนังสือเพียงใด และต้องการเขียนหนังสือสำหรับเด็กเพื่ออะไร

  2. ศึกษาลักษณะหนังสือสำหรับเด็กในเรื่องต่อไปนี้ คือ วัตถุประสงค์หรือแก่นของเรื่องที่ชัดเจนเนื้อหายากง่ายเหมาะสมวัย สำนวนภาษาเหมาะสมกับระดับชั้นของผู้อ่าน มีแนวการเขียนเหมาะสม กับเนื้อหาและประเภทของหนังสือ มีโครงเรื่องสนุกชวนให้ติดตาม สอดคล้องกับจิตวิทยาการอ่านของเด็กตามระดับวัย

  3. กำหนดองค์ประกอบในการเขียน ซึ่งผู้เขียนต้องกำหนดองค์ประกอบล่วงหน้า สิ่งที่ต้องกำหนดมีดังนี้

      3.1 กำหนดประเภทหนังสือที่นิยมเขียนให้เด็กอ่าน มีดังนี้

        ก. สารคดี : ท่องเที่ยว ชีวประวัติความรู้ (เป็นเรื่องง่ายๆ)
        ข. บันเทิงคดี : นวนิยาย นิยาย เรื่องสั้นร่วมสมัย
        ค. นิทาน : ตำนาน ชาดก นิทานพื้นเมือง นิทานสุภาษิต
        ง. ร้อยกรอง : นิทานคำกลอน บทละคร กาพย์ นิราศ
        จ. การ์ตูน : การ์ตูนเรื่องยาว การ์ตูนขบขัน
        ฉ. หนังสือภาพ : หนังสือเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ หนังสือสำหรับเล่านิทาน แผ่นภาพเล่านิทาน

      3.2 กำหนดผู้อ่าน ผู้เขียน ควรเลือกผู้อ่านว่าเป็นคนกลุ่มใด

        ก. วัยอนุบาล (ยัง อ่านไม่ได้ ดูได้แต่ภาพ และฟังเรื่อง)
        ข. วัยประถมต้น (อ่านออกแต่ไม่คล่อง)
        ค. วัยประถมปลาย (อ่านเป็น อ่านได้คล่อง)
        ง. วัยรุ่นตอนต้น-มัธยมต้น (อ่านเก่ง อ่านได้อรรถรส)
        จ. วัยรุ่นตอนปลาย (เลือกอ่านตามปรารถนา)

      3.3กำหนดหัวข้อเรื่อง/เนื้อหา การเลือกหัวเรื่องหรือเนื้อหา พิจารณาได้จาก

        ก. หลักสูตรทุนระดับในกลุ่มสาระต่างๆ
        ข. ชุมชนรอบตัว เช่น ประวัติศาสตร์ บุคคล จำนวน นิทานพื้นเมือง ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอาชีพในท้องถิ่น
        ค. ปัญหาใกล้ตัว สังคมบ้านเมือง ชุมชน สิ่งที่อยู่รอบัวเด็ก
        ง. ความสนใจในการอ่านตามวัยหรือความนิยมในท้องตลาด

      3.4 การศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหัวเรื่องจากหนังสือหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง

      3.5 วางจุดประสงค์หรือแก่นของเรื่อง โดยมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน มีเรื่องเพียงเรื่องเดียว หรือมีหลายเรื่องที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงต่อกัน

      3.6 วางโครงสร้างเนื้อหาหรือโครงเรื่อง (Plot) เพื่อจัดลำดับของเรื่อง

      3.7เลือกแนวการเขียน ทั้งแนวบันเทิงคดี เพื่อสร้างสรรค์จรรโลงใจหรือสารคดีเพื่อนำเสนอรายละเอียด ซึ่งมีแนวการเขียนดังนี้

        ก. แนวสารคดี เน้นความรู้ความคิดใช้แนวการเขียนแบบบรรยาย พรรณนาโวหาร ความเรียง คำสัมภาษณ์ บทสนทนาของตัวละคร
        ข. แนวบันเทิงคดี เน้นความสนุกเพลิดเพลินและสอดแทรกคติเตือนใจ ใช้แนวการเขียนตามรูปแบบวรรณศิลป์ ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับประเภทของหนังสือ

      3.8 เลือกรสสำหรับหนังสือบันเทิงคดี ผู้เขียนต้องสร้างรสให้เรื่องมีสีสัน น่าติดตาม บางเรื่องอาจมีหลายรส แต่จะต้องมีความผสมกลมกลืน จึงจะทำให้เรื่องดำเนินไปอย่างมีรสชาติ รสนิยมใช้ในการเขียนเรื่องสำหรับเด็ก รสนิยมใช้ในการเขียนเรื่องสำหรับเด็ก มีดังนี้

        ก. อิจฉาริษยา รังแก กลั่นแกล้ง โกรธแค้น พยาบาท แก้แค้น
        ข. โศกเศร้า สะเทือนใจ ร้องไห้ หงอยเหมา
        ค. ตลกขบขัน หัวเราะ สนุกเพลิดเพลิน
        ง. ลึกลับ ตื่นเต้น หวาดเสียว หวาดกลัว ตกใจ
        จ. รักกระจุ๋มกระจิ๋ม เสียสละ กล้าหาญ ให้อภัย
        ฉ. บู๊ ชกต่อย เหี้ยมโหด ให้อภัย

      3.9 กำหนดวรรณศิลป์อื่นๆ ฆ่าฟัน บันเทิงคดี ต้องกำหนดองค์ประกอบของวรรณศิลป์ ได้แก่ ตัวละคร บทสนทนาและฉาก

      3.10 ตั้งชื่อเรื่อง ให้สั้นกะทัดรัด สะดุดตา สะดุจใจ ชวนคิด ชวนสงสัยให้อยากอ่านตั้งตามชื่อตัวละครหรือเหตุการณ์ในเรื่อง

      3.11 กำหนดความยากง่ายของภาษาหรือสำนวนที่ใช้เขียนเรื่อง โดยพิจารณาจากกลุ่มผู้อ่านเป้าหมาย

      3.12 ออกแบบหนังสือ โดยกำหนดในเรื่องต่อไปนี้ ขนาดรูปเล่ม ภาพประกอบและจำนวนหน้า
เทคนิคการสร้างเรื่องและภาพที่เด็กชอบ

(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
สิ่งที่ทำให้ผู้อ่านสนใจหนังสือสำหรับเด็ก สนใจซึ่งวิริยะ สิริสิงห์ (2524 : 17-23) ได้กล่าวถึงถึงลักษณะเรื่องที่เด็กชอบ ดังนี้

  1. เรื่องที่สิ่งเล็กสามารถเอาชนะสิ่งใหญ่ได้

  2. เรื่องแสดงความเจ้าเล่ห์ เพทุบาย กลั่นแกล้ง แล้วแพ้ภัยตัวเอง

  3. เรื่องเกี่ยวกับความน่ารัก ของสิ่งที่เด็กรู้จัก เช่น สัตว์ต่างๆ

  4. เรื่องตำนาน เช่น ทำไมทะเลจึงเค็ม

  5. เรื่องปริศนาคำทาย

  6. เรื่องจินตนาการที่สนุกสนานเหลือเชื่อ

  7. เรื่องใช้เชาว์ ความเฉลียวฉลาดในการแก้ปัญหา

  8. เรื่องที่เสริมสร้างคุณธรรม

  9. เรื่องลึกลับ แต่ต้องไม่ซับซ้อน

  10. หนังสือการ์ตูน
ลักษณะภาพที่เด็กชอบ

  1. ภาพที่มีลักษณะง่ายไม่ซับซ้อน

  2. ภาพที่แสดงการกระทำและการผจญภัย

  3. เด็กชอบภาพสีมากกว่าภาพขาวดำ

  4. เด็กอายุ 8 ปีสนในการ์ตูนประกอบวรรณคดีหรือนิทานมากที่สุด เด็กอายุ 9 ปี และ 10 ปี ชอบการ์ตูนตลกขบขันมากที่สุด

  5. ชอบภาพประกอบมาก มากกว่าภาพประกอบน้อยชอบภาพใหญ่มากกว่าภาพเล็ก ชอบภาพตรงกับข้อความมากกว่าภาพไม่ตรงกับข้อความ

  6. ภาพสีน้ำช่วยให้เกิดจินตนาการได้มากกว่าภาพลักษณะอื่น

  7. เด็กสนใจภาพที่ยู่ด้านขวามากกว่าภาพที่อยู่ด้านซ้าย

  8. เด็กชายและเด็กหญิงที่อ่านหนังสือได้เก่งหรือไม่เก่ง ชอบภาพลักษณะเดียวกัน
การลงมือเขียนเรื่อง

จินตนา ใบกาซูยี (2542 : 48-53) กล่าวถึงการลงมือเขียนเรื่อง 3 ขั้นตอนดังนี้

ขั้นแรก

  1. เขียนประเภทหนังสือให้ชัดเจนว่าจะเขียนรูปแบบใด

  2. เขียนแก่นเรื่อง (theme) อย่างชัดเจน เพียงเรื่องเดียวและเขียนวัตถุประสงค์หรือแนวคิดหลักของเรื่อง

  3. เขียนโครงสร้างเนื้อหาสำหรับหนังสือแนวสารคดีหรือหนังสือแนววิชาการ

  4. เขียนโครงเรื่อง อย่างคร่าวๆ

  5. เขียนโครงเรื่องย่อๆ ลงในกระดาษแล้วอ่านทบทวนดูโครงเรื่องให้ถูกใจผู้เขียน

  6. กำหนดวิธีเขียนบทนำ การดำเนินเรื่องและการจบเรื่อง

  7. สร้างตัวละครและอุปนิสัยให้ชัดเจนโดยเฉพาะตัวละครตัวเอก

  8. สร้างรายละเอียดของฉาก ซึ่งได้แก่ สถานที่เรื่องเกิดขึ้น ยุคสมัย การแต่งกาย

  9. ทบทวนว่าเรื่องสนุก น่าสนใจหรือไม่ โดยเล่าให้เด็ก 2-3 คนฟัง เพื่อดูว่าเด็กสนุกในการฟังหรือไม่

  10. ตรวจดูแก่นเรื่องที่แทรกหรือทรรศนะคุณธรรมตามที่กำหนดไว้ ซึ่งผู้เขียนต้องแอบแฝงอยู่ในเรื่องอย่างแนบเนียน

  11. สำรวจดูตัวละคร มีการเคลื่อนไหว สอดคล้องกับเหตุการณ์หรือไม่

  12. กำหนดความยาวของเรื่อง จะใช้ประมาณกี่หน้า
ขั้นที่สอง

ลงมือเขียนอย่างละเอียด แล้วทบทวนดูว่าชื่อเรื่องเหมาะกับเรื่องหรือไม่ สำนวนภาษาปรับปรุงให้เหมาะสมกับผู้อ่าน แล้วเขียนเรื่องด้วยลายมือที่อ่านง่าย แล้วนำไปให้เพื่อนอ่านเพื่อรับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงจนเป็นที่พอใจ

ขั้นที่สาม

  1. ลงมือเขียน (หรือพิมพ์ใส่กระดาษ)

  2. ต้นฉบับเรื่องที่เป็นการ์ตูน จะต้องจัดทำสคริปต์ตัวละคร ทำคำพูดโต้ตอบและบรรยายเรื่อง

  3. จัดทำต้นฉบับซึ่งเป็นรูปเล่มจำลอง กำหนดรายละเอียดของภาพ และเนื้อเรื่องแต่ละหน้า

  4. อ่านทบทวนต้นฉบับ ตรวจความเรียบร้อยทุกอย่างโดยเฉพาะตัวสะกดและวรรคตอน

  5. จัดส่งต้นฉบับไปยังบรรณาธิการ เพื่อจัดพิมพ์
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กำหนดให้โรงเรียนจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เรียนอย่างมีคามสุขและแสวงหาความรู้ด้วยตนเองแหล่งการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียนจึงมีความจำเป็น สำหรับผู้เรียนหนังสือสำหรับเด็กมีส่วนสร้างเสริมความรู้ใหม่ๆ ที่หลากหลาย มีความเพลิดเพลินและมีความสุขจากการอ่าน เกิดประสบการณ์ที่กว้างไกล รู้จักค้นหาเรื่องราวของชีวิตมากขึ้น มีทางเลือกในการตัดสินใจการปฏิรูป การเรียนรู้ผู้เรียนสำคัญที่สุด เพราะครูจะต้องเตรียมสถานการณ์ที่เด็กสนใจ กระตุ้น จูงใจให้เด็กอยากเรียนรู้บทบาทของครูจะต้องเปลี่ยนไปจากผู้บอกความรู้เป็นผู้ประสานให้เกิดความรู้ เป็นสะพานเชื่อมโยงให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จ บางโอกาสก็เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับผู้เรียน การบูรณาการความรู้ข้ามวิชาจึงเป็นภารกิจใหม่ที่ท้าทายความเป็นครูมืออาชีพ

หนังสือสำหรับเด็กจะเป็นเครื่องมือสร้างสรรค์ความคิดใหม่ๆ ที่ครูและผู้เรียนมีส่วนร่วมกันพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้เกิดการเรียนที่ยั่งยืนยาวนาน การสอนที่ดีที่สุดก็คือ การที่ครูไม่ต้องสอน เพราะธรรมชาติของมนุษย์ไม่ชอบให้ใครสอน แต่พร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต ขณะที่ผู้เรียนมีความสุขครูกลับมีความทุกข์หนังที่ต้องเตรียมการสอนที่หลากหลาย เพราะเด็กยุคใหม่แวดล้อมด้วยข้อมูลข่าวสาร การจัดทำหนังสือสำหรับเด็กจึงเป็นการทำงานร่วมกัน ระหว่างครูกับผู้เรียน ความเป็นกัลยาณมิตรเกิดขึ้น ความรัก ความผูกพัน เป็นสายใย เกิดความภูมิใจทั้งครูและนักเรียน กฎของความสำเร็จ คือ ลงมือทำเดี๋ยวนี้ ครูที่ประสบความสำเร็จจึงลงมือทำหนังสือสำหรับเด็ก เพื่อเป็นใบเบิกทางสู่ครูมือทองต่อไป

โดย นางสมลักษณ์ ภาพันธ์
จำนวนคนอ่าน 29795 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved