ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ข่าววิทยาศาสตร์
ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์
เรื่องน่ารู้
พจนานุกรม
นักวิทยาศาสตร์
คำถามวิทยาศาสตร์
สีสันวิทยาศาสตร์
การทดลองวิทยาศาสตร์
บทเรียน / แบบฝึกหัด
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | บทเรียน | บทเรียน

บทเรียน
   

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 : สารรอบตัวเรา
 
ระดับชั้น : ประถมปลาย

หินและการเปลี่ยนแปลง ระบบสุริยะจักรวาล พลังงานแสง แรงและการเคลื่อนที่ อาหารและสารอาหาร การดำรงชีวิตของสัตว์ การดำรงชีวิตของพืช





สารและสสาร

น้องๆ รู้ไหมว่า สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา อาหาร เสื้อผ้า ของใช้ในชีวิตประจำวัน เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่อยู่อาศัย รวมถึงสิ่งแวดล้อม เช่น ต้นไม้ ดิน น้ำ อากาศ เราเรียกว่าอะไร? นักวิทยาศาสตร์จัดให้สิ่งเหล่านี้เป็นสสารทั้งสิ้น

สสาร (Matter) คือ สิ่งที่มีมวล ต้องการที่อยู่ และสามารถสัมผัสได้ มีทั้งที่มองเห็นได้และมองไม่เห็น ภายในสสารเป็นเนื้อของสสาร เรียกว่า สาร (Substance)


การจำแนกประเภทของสาร

ในการศึกษาเรื่องสาร เราจำเป็นต้องแบ่งสารออกเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น สารโดยทั่วไปนิยมใช้สมบัติทางกายภาพด้านใดด้านหนึ่งของสารเป็นเกณฑ์ในการจำแนกสาร ซึ่งมีหลายเกณฑ์ด้วยกัน เช่น


  1. ใช้สถานะเป็นเกณฑ์

    สถานะของสารแบ่งได้ 3 สถานะ ดังนี้

    1. ของแข็ง คือ สารที่มีรูปร่างและปริมาตรคงที่ในสภาวะอุณหภูมิปกติ โมเลกุลของของแข็งจะยึดเหนี่ยวกันอย่างเหนียวแน่น เป็นรูปโครงสร้างคงรูปร่าง เช่น ก้อนหิน โต๊ะ เก้าอี้ ประตู หน้าต่าง ทองแดง ด่างทับทิม ฯลฯ


    2. ของเหลว คือ สารที่มีรูปร่างไม่แน่นอน โมเลกุลของของเหลวจะแยกกันอยู่โดยใช้แรงยึดเหนี่ยวเกาะกันอ่อนๆ โมเลกุลจึงเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ ดังนั้นของเหลวจึงเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปตามภาชนะบรรจุ แต่ปริมาตรจะคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง เช่น น้ำมัน น้ำ นม แอลกอฮอล์ ปรอท ฯลฯ


    3. ก๊าซ คือ สารที่มีรูปร่างไม่แน่นอน ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่สัมผัสได้ เพราะโมเลกุลของก๊าซจะอยู่ห่างกันมาก มีแรงยึดเหนี่ยวกันน้อยมาก จึงเคลื่อนที่ฟุ้งกระจายด้วยความเร็วสูงไปทุกทิศทุกทาง และมีปริมาตรไม่คงที่ เช่น อากาศ ก๊าซออกซิเจน และก๊าซต่างๆ ฯลฯ


  2. การใช้เนื้อสารเป็นเกณฑ์

    มีสมบัติทางกายภาพของสาร สังเกตได้จากลักษณะความแตกต่างของเนื้อสาร โดยจำแนกได้ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

    • สารเนื้อเดียว หมายถึง สารที่มีเนื้อสารเหมือนกันทุกส่วน ทำให้สารมีสมบัติเหมือนกันตลอดทุกส่วน เช่น แอลกอฮอล์, ทองคำ, โลหะบัดกรี, เหล็ก ทองแดง สังกะสี แมกนีเซียม ฯลฯ


    • สารเนื้อผสม หมายถึง สารที่มีเนื้อสารแตกต่างกันในแต่ละส่วน จะทำให้สารนั้นมีสมบัติไม่เหมือนกันตลอดทุกส่วน เช่น น้ำโคลน, น้ำคลอง, น้ำอบไทย ฯลฯ


  3. ใช้การละลายน้ำเป็นเกณฑ์

    จำแนกได้ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

    • สารที่ละลายน้ำได้ เช่น เกลือแกง, ด่างทับทิม, น้ำตาล ฯลฯ


    • สารที่ละลายน้ำได้บ้าง เช่น ก๊าซคลอรีน, ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ฯลฯ


    • สารที่ไม่สามารถละลายน้ำได้ เช่น กำมะถัน, เหล็ก


  4. การนำไฟฟ้าเป็นเกณฑ์

    จำแนกได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

    • สารที่นำไฟฟ้าได้ เช่น ทองแดง, เงิน, ทอง, น้ำเกลือ ฯลฯ


    • สารที่ไม่นำไฟฟ้า เช่น หินปูน, ก๊าซออกซิเจน, ผ้า, กระดาษ ฯลฯ

การเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร

การเปลี่ยนแปลงสถานะของสารมีหลายรูปแบบ ดังนี้

ภาพแสดงโมเลกุลของสถานะ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ



  1. การเปลี่ยนสถานะของสารจากของแข็งเป็นของเหลว

    เมื่อสารในสถานะของแข็งได้รับความร้อน ทำให้อนุภาคที่เป็นองค์ประกอบมีการเคลื่อนที่เร็วขึ้น และมีการถ่ายเทพลังงานจนทำให้โมเลกุลเคลื่อนที่ออกห่างจากกัน แรงยึดเหนี่ยวระหว่างกันน้อยลง ทำให้ของแข็งเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว เรียกว่า การหลอมเหลว หรือ การหลอมละลาย


    ของแข็ง - เมื่อได้รับความร้อนสูงถึงจุดหนึ่งจะกลายเป็นของเหลว


  2. การเปลี่ยนสถานะของสารจากของแข็งเป็นก๊าซ

    เกิดจากการที่ของแข็งบางชนิดสามารถเปลี่ยนสถานะเป็นก๊าซหรือไอได้ในอุณหภูมิปกติ โดยไม่ผ่านการเป็นของเหลวก่อน เช่น การบูร, ลูกเหม็น พิมเสน ฯลฯ เราเรียกว่า การระเหิด (sublimation)


  3. การเปลี่ยนสถานะของสารจากของเหลวเป็นของแข็ง

    เกิดจากการที่ของเหลวได้รับความเย็นมากๆ ทำให้โมเลกุลมาเกาะกันแน่นมากขึ้นจนเปลี่ยนสถานะกลายเป็นของแข็ง เราเรียกว่า การแข็งตัว อุณหภูมิหนึ่งที่ทำให้ของเหลวกลายเป็นของแข็ง เรียกว่า จุดเยือกแข็ง เช่น การนำน้ำเปล่าแช่ในตู้เย็นจะกลายเป็นน้ำแข็ง ฯลฯ

    ของเหลว - เมื่อได้รับความเย็นจัดจะกลายเป็นของแข็ง



  4. การเปลี่ยนสถานะของสารจากของเหลวเป็นก๊าซ

    เกิดจากอนุภาคของของเหลวได้รับความร้อนเพิ่มขึ้น อนุภาคห่างกันมากขึ้น จนแทบไม่มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างกัน เรียกว่า การระเหย กลายเป็นไอหรือก๊าซ อุณหภูมิที่ทำให้ของเหลวกลายเป็นก๊าซ เรียกว่า จุดเดือด


    ของเหลว - เมื่อได้รับความร้อนสูงถึงจุดหนึ่งจะกลายเป็นไอหรือก๊าซ


  5. การเปลี่ยนสถานะของสารจากก๊าซเป็นของเหลว

    เกิดขึ้นจากการที่ก๊าซได้รับความเย็น ทำให้โมเลกุลของสารกลับมาเรียงตัวกันแน่นขึ้นกว่าเดิม เกิดการกลั่นตัวจนกลายเป็นหยดน้ำ เราเรียกว่า การควบแน่น เช่น การเกิดฝน ฯลฯ


    ก๊าซหรือไอ - เมื่อได้รับความเย็นจัดจะกลายเป็นของเหลว

    ประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร

    1. การทำเทอร์โมมิเตอร์ (หลักการขยายตัวของของเหลว)


    2. การสร้างถนนคอนกรีตต้องสร้างเป็นตอนๆ (เว้นช่องว่างสำหรับการขยายตัว)


    3. การทำแก้วให้เป็นภาชนะต่างๆ


    4. การทำน้ำให้เป็นน้ำแข็ง


    5. การประดิษฐ์ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ


    6. การบัดกรีโลหะ


    7. การวางรางรถไฟ จะมีช่องว่างไว้สำหรับการขยายตัวตอนกลางวัน


    8. การหล่อโลหะเป็นรูปต่างๆ เพื่อทำเครื่องใช้ หล่อตัวพิมพ์

การถ่ายเทความร้อน

การที่ความร้อนสามารถเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้ เมื่อความร้อนเดินทางไปถึงสิ่งใดก็จะทำให้สิ่งนั้นร้อนขึ้น มี 3 วิธี ด้วยกัน คือ

  1. การนำความร้อน คือ การที่ความร้อนถูกส่งผ่านวัตถุจากที่มีอุณหภูมิสูงกว่าไปสู่ที่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า โดยที่สสารไม่ได้เคลื่อนที่ไปจากที่เดิม ความร้อนจะถูกนำไปเป็นทอดๆ การนำความร้อนเกิดได้ดีในของแข็ง

    • ตัวนำความร้อน คือ วัตถุที่ยอมให้ความร้อนส่งผ่านตัวของมันเองไปได้ดี เช่น เงิน นำความร้อนได้ดีที่สุด รองลงมาคือ ทองแดง


    • ฉนวนความร้อน คือ วัตถุที่ยอมให้ความร้อนผ่านตัวของมันได้ไม่ดี เช่น ไม้ อากาศ แก้ว



  2. การพาความร้อน คือ การที่ความร้อนถูกส่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยสสารที่ร้อนจะเคลื่อนที่ไปสู่ที่เย็นกว่า

    • ความร้อนเคลื่อนที่โดยที่สสารพาไป เช่น การพาความร้อนเกิดขึ้นได้ดีในของเหลวและก๊าซ เพราะของเหลวและก๊าซไหลหรือเคลื่อนที่ไปได้สะดวก


    • ของแข็งไม่มีการพาความร้อน


    • น้ำ เป็นตัวพาความร้อนที่ดี แต่นำความร้อนได้ไม่ดี


    • ก๊าซพาความร้อนได้ดีกว่าของเหลว


  3. การแผ่รังสีความร้อน คือ วิธีการที่ความร้อนเคลื่อนที่ผ่านที่ว่างเปล่า โดยไม่จำเป็นต้องมีสสารสำหรับช่วยส่งผ่านความร้อนในการเคลื่อนที่ รังสีความร้อนจะแผ่ออกรอบตัวทุกทิศทาง เช่น การแผ่รังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ วัตถุสีดำดูดและแผ่รังสีความร้อนได้ดีกว่าสีอื่น


    สิ่งที่ได้รับจากการถ่ายเทความร้อน

    1. นำไปประดิษฐ์ภาชนะหุงต้ม, หูกระทะ, มือจับเตารีด, หูหม้อ ฯลฯ โดยใช้หลักการนำความร้อน


    2. การพาความร้อนทำให้อาหารสุก เช่น การต้ม, การหุงข้าว ฯลฯ


    3. การระบายลมภายในอาคาร


    4. การแผ่รังสีความร้อน เช่น การททาสีบ้าน การสวมเสื้อผ้าในฤดูหนาว ฯลฯ


    5. การถ่ายเทความร้อนไปใช้การสร้างกระติกน้ำร้อน กระติกน้ำแข็ง ฯลฯ

การเปลี่ยนแปลงของสสาร สสารมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ 2 ชนิด คือ

  1. การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ คือ การเปลี่ยนแปลงของสสารที่ไม่เกิดสสารใหม่ โดยคุณสมบัติและองค์ประกอบยังคงเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่รูปร่าง ลักษณะ ขนาด สถานะ สถานที่ เปลี่ยนแปลงไป เช่น การฉีกกระดาษ การทำน้ำแข็ง การตัดเสื้อผ้า ตัดไม้ ฯลฯ


  2. การเปลี่ยนแปลงทางเคมี คือ การเปลี่ยนแปลงของสสารที่ทำให้เกิดสสารใหม่ คุณสมบัติหรือองค์ประกอบเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น กลิ่น รส สี น้ำหนัก

การเปรียบเทียบระหว่างการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและการเปลี่ยนแปลงทางเคมี


    สารที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงทางเคมี คือ สารเคมีซึ่งมีทั้งในธรรมชาติและมนุษย์สังเคราะห์ขึ้นตัวอย่าง สารเคมีที่เรารู้จักเช่น






ที่มาข้อมูล : หนังสือแบบเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 2544 กระทรวงศึกษาธิการ
คู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐาน ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 2544 กระทรวงศึกษาธิการ
จำนวนคนอ่าน 24194 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved