ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ข่าววิทยาศาสตร์
ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์
เรื่องน่ารู้
พจนานุกรม
นักวิทยาศาสตร์
คำถามวิทยาศาสตร์
สีสันวิทยาศาสตร์
การทดลองวิทยาศาสตร์
บทเรียน / แบบฝึกหัด
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | บทเรียน | บทเรียน

บทเรียน
   

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 : ไฟฟ้าในบ้าน
 
ระดับชั้น : ประถมต้น







ไฟฟ้า เป็นพลังงานรูปหนึ่งสามารถเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานรูปอื่นได้ มนุษย์ได้นำเอาพลังงานไฟฟ้านี้มาใช้เป็นพลังงานสำหรับเครื่องมือต่างๆ ให้สามารถทำงานได้ พลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานที่มีความสำคัญมาก เพราะเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ในปัจจุบันล้วนต้องอาศัยพลังงานไฟฟ้าในการทำงาน เช่น ตู้เย็น เตารีด โทรทัศน์ พัดลม เครื่องซักผ้า ฯลฯ

พลังงานไฟฟ้าที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ใช้งานได้สะดวกอย่างแพร่หลายที่สุด คือ ไฟฟ้ากระแส

ไฟฟ้ากระแส เป็นไฟฟ้าที่มีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่จากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ โดยอาศัยสื่อหรือตัวนำไฟฟ้าเป็นทางเดิน


ไฟฟ้ากระแสกระแสแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. ไฟฟ้ากระแสตรง (direct current) ไฟฟ้ากระแสที่ได้จากแบตเตอรี่ ถ่านไฟฉาย และไดนาโมกระแสตรง



  2. ไฟฟ้ากระแสตรง


  3. ไฟฟ้ากระแสสลับ (alternating current) เป็นไฟฟ้ากระแสที่ใช้ตามบ้านเรือน ไฟฟ้าชนิดนี้มาจากการหมุนของไดนาโมกระแสสลับหรือแหล่งพลังงานอื่นๆ


    ไฟฟ้ากระแสสลับ


น้องๆ ทราบไหมว่า พลังงานไฟฟ้าที่เราใช้ในชีวิตประจำวันนี้มาจากไหน?


การผลิตพลังงานไฟฟ้า

นอกจากแบตเตอรี่ที่เป็นแหล่งกำเนิดไฟฟ้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์แล้ว มนุษย์ยังสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเครื่องมืออีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า เครื่องกำเนิดไฟฟ้า

หลักการทำงานของเครื่องกำเนิดไฟฟ้านั้นจะผลิตไฟฟ้าออกมาได้ก็ต่อเมื่อแกนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้ามีการหมุน ซึ่งวิธีการที่จะทำให้แกนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหมุนได้นั้นมีอยู่หลายวิธี แต่วิธีที่คุ้มค่าคือ การใช้พลังงานจากธรรมชาติมาทำให้แกนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ติดตั้งอยู่ในโรงไฟฟ้าหมุน

พลังงานจากธรรมชาติที่ถูกนำมาใช้ในการผลิตพลังงานไฟฟ้ามีหลายชนิด เช่น พลังงานจากน้ำ พลังงานจากลม พลังงานจากแสงอาทิตย์ พลังงานจากถ่านหิน พลังงานจากก๊าซธรรมชาติ พลังงานจากน้ำมัน พลังงานจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ ฯลฯ


เราอาจแบ่งประเภทของโรงไฟฟ้าตามวิธีการผลิตพลังงานไฟฟ้า ได้ดังนี้

  1. โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ เป็นโรงไฟฟ้าที่ได้จากเขื่อนที่เก็บน้ำ หลักการทำงานคือ สร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำ ให้มีระดับน้ำสูงกว่าระดับของโรงไฟฟ้า ปล่อยน้ำปริมาณที่ต้องการไปตามท่อส่งน้ำ เพื่อไปยังโรงไฟฟ้าที่อยู่ต่ำกว่า พลังน้ำจะไปหมุนเพลาของกังหันน้ำที่ต่อกับเพลาของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ทำให้โรเตอร์หมุน เกิดการเหนี่ยวนำขึ้นในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทำงานผลิตกระแสไฟฟ้าออกมา โรงไฟฟ้าแบบนี้เรียกว่า เขื่อนผลิตไฟฟ้า ในประเทศไทยมีเขื่อนผลิตไฟฟ้าแบบนี้ เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนสิรินธร เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนแข่งกระจาน เขื่อนรัชชประภา ฯลฯ

    ข้อเสีย เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานน้ำนี้ทำได้โดยสร้างเขื่อนขวางทางน้ำไหล เพื่อให้น้ำที่อยู่เหนือเขื่อนอยู่ในระดับที่สูงกว่าน้ำที่อยู่ท้ายเขื่อน แล้วอาศัยแรงดันของน้ำจากเขื่อนหมุนกังหันน้ำที่มีแกนติดกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ทำให้การสร้างเขื่อนนี้ต้องใช้พื้นที่มาก ต้องตัดไม้ทำลายป่าในบริเวณที่กว้าง อาจทำให้ต้องสูญเสียระบบนิเวศ ดังนั้น จะสร้างเขื่อนจึงต้องคำนึงถึงข้อดีข้อเสียให้ครบถ้วนเสียก่อน





  2. โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังความร้อนจากไอน้ำหรือก๊าซ จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงมาฯลฯพลังขับเคลื่อนเครื่องกังหันไอน้ำหรือกังหันก๊าซ โรงไฟฟ้าที่ใช้ความร้อนจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงหลายชนิด เช่น ก๊าซธรรมชาติ ลิกไนต์ น้ำมันเตา ฯลฯ ต้มน้ำให้กลายเป็นไอน้ำแรงดันสูง แล้วไปฉุดเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้หมุนทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า เหมาะสำหรับเดินเครื่องเป็นโรงไฟฟ้าฐานที่ใช้เดินเครื่องแต่ละครั้งเป็นเวลานาน





  3. โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เปลี่ยนเป็นเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยใช้เซลล์แสงอาทิตย์ เซลล์แสงอาทิตย์เซลล์หนึ่งให้กำลังไฟฟ้าไม่มากนัก แต่เมื่อนำมาต่อกันหลายๆ เซลล์ก็จะทำให้กำลังไฟฟ้าสูงขึ้นและนำไปใช้งานได้ เซลล์สุริยะมีราคาค่อนข้างสูงในขณะที่ประสิทธิภาพเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น หากต้องการพลังงานมากๆ เพื่อจำหน่ายให้ตามบ้านเรือนจะต้องใช้เซลล์สุริยะที่มีขนาดใหญ่ และต้องใช้พื้นที่มาก

    พลังงานแสงอาทิตย์นับเป็นพลังงานหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการนำมาแปลงให้เป็น "พลังงานไฟฟ้า" โดยมองว่าเป็นพลังงานทดแทนที่สะอาด ใช้แล้วไม่หมดไป จึงทำให้พลังงานแสงอาทิตย์เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน ประกอบกับมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าชนิดนี้ชื่อว่า "โรงไฟฟ้าลพบุรีโซลาร์" เป็นการนำเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์แบบฟิล์มบางที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยใช้จำนวนแผงโซลาร์มากกว่า 520,000 แผง เข้ามาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่เรียกได้ว่า ฯลฯแบบในธุรกิจพลังงานทดแทนในประเทศไทย อยู่ที่จังหวัดลพบุรี

    เซลล์แสงอาทิตย์ เหมาะที่จะใช้ในถิ่นทุรกันดาร หรือในที่ที่ยากต่อการเดินสายส่งกำลังไฟฟ้า การผลิตกระแสไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์เป็นการผลิตที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษใดๆ นอกจากนั้น เซลล์สุริยะยังมีประโยชน์มากในอวกาศ ดาวเทียมต่างๆ ที่ถูกส่งขึ้นไปโคจรรอบโลก จึงมีเซลล์สุริยะเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อใช้ในการทำงานของดาวเทียม


  4. ข้อเสีย คือ ต้นทุนของเซลล์สุริยะและอุปกรณ์ควบคุมมีราคาแพง และแบตเตอรี่ที่ใช้เป็นตัวเก็บพลังงานแสงอาทิตย์นั้นมีอายุการใช้งานต่ำ นอกจากนี้ ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและฤดูกาล


    โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์


  5. โรงไฟฟ้าพลังงานลม พลังงานลมเป็นพลังงานธรรมชาติที่สะอาด ไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสภาวะแวดล้อมของโลก โรงไฟฟ้าพลังงานลมจะต้องติดตั้งกังหันลมไว้ในสถานที่ที่ลมพัดแรงตลอดเวลาจึงจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลักการทำงานคือ ใช้แรงลม เมื่อกังหันลมหมุนแกนของกังหันลม ที่ต่อมายังเจเนอเรเตอร์ก็จะผลิตไฟฟ้ากระแสตรง หรืออัลเทอร์เนเตอร์ผลิตไฟฟ้ากระแสสลับ ถ้าเป็นไฟฟ้ากระแสตรงก็จะเข้าประจุแบตเตอรี่ก่อนแล้วจึงจะผ่านเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าแปลงให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับออกมาใช้งาน กำลังไฟฟ้าที่ผลิตออกมามีค่าแปรผันตรงกับขนาดความเร็วลม

    พลังงานลมเป็นพลังงานสะอาด ไม่ทิ้งกากและมลภาวะ มีระยะเวลาการให้พลังงาน 15-20 ชั่วโมงในหนึ่งวัน พลังงานลมยังเป็นพลังงานที่ไม่มีวันหมด ใช้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าที่แหลมพรหมเทพ จังหวัดภูเก็ต และที่ลำตะคอง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

    ข้อเสีย ของการผลิตกระแสไฟฟ้าจากกังหันลม คือ มีเสียงดัง ลมต้องมีตลอดเวลาหรือเกือบตลอดเวลา พื้นที่ที่เหมาะสมมีจำกัด แบตเตอรี่ที่ใช้เก็บพลังงานมีราคาแพง และติดตั้งเป็นจำนวนมากก็จะทำลายทัศนียภาพ

    อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีในการใช้พลังงานลมในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้เป็นผลสำเร็จแล้วในประเทศเยอรมัน นั่นคือ กังหันลมจะมีขนาดสูงมากๆ ถ้ามีลมแรงเกินที่กำหนด กังหันนี้จะหันหนีไปอีกด้านหนึ่ง ทำให้ใบพัดของกังหันไม่เสียหายและสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องและทนทาน



  6. โรงไฟฟ้าพลังงานลม ที่แหลมพรหมเทพ


  7. โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ เป็นโรงไฟฟ้าที่นำความร้อนจากใต้พิภพมาผลิตกระแสไฟฟ้า โดยนำไอน้ำจากแหล่งความร้อนที่มีไอน้ำอยู่มาหมุนกังหันผลิตกระแสไฟฟ้า ปัจจุบันได้มีการใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพผลิตกระแสไฟฟ้าที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่



  8. ลักษณะของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ


  9. โรงไฟฟ้าปรมาณูหรือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เป็นการใช้พลังงานปรมาณูผลิตกระแสไฟฟ้า โดยนำความร้อนจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ไปต้มน้ำให้เดือดกลายเป็นไอ แล้วให้ไอน้ำหมุนกังหันของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า

    ประเทศไทยเราไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เนื่องจากในปัจจุบันยังมีการต่อต้านอันเนื่องมาจากอันตรายจากเตาปฏิกรณ์หากมีการระเบิดขึ้น ปัจจุบันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์พบในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส รัสเซีย ญี่ปุ่น ฯลฯ



  10. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น


  11. โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำขึ้น - น้ำลง วิธีทำโดยการสร้างเขื่อนขวางกั้นตรงปากอ่าวที่มีความกว้างไม่มากนัก หรือขวางแม่น้ำโดยมีช่องให้น้ำไหลผ่าน ภายในช่องจะมีกังหันซึ่งต่ออยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า กังหันนี้จะหมุนขณะที่น้ำขึ้นน้ำลง ในปัจจุบันมีเพียงในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ฝรั่งเศส ที่นำมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า

    ข้อจำกัดการสร้างโรงไฟฟ้าชนิดนี้คือ ต้องเป็นบริเวณที่ติดทะเล และมีลักษณะเป็นปากอ่าวไม่กว้างมากนัก และมีความแตกต่างของระดับน้ำขึ้น – น้ำลงมากกว่า 5 เมตร จึงจะสามารถนำมาผลิตไฟฟ้าได้

    ข้อเสีย ของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำขึ้นน้ำลง คือ จะผลิตกระแสไฟฟ้าขณะที่น้ำกำลังขึ้นและกำลังลงเท่านั้น เพราะน้ำขึ้นน้ำลงเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังมีผลต่อระบบนิเวศวิทยา ทำให้พืชและสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในอ่าวได้รับผลกระทบ และเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมคือ ทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่บริเวณใกล้เคียงอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในที่ลุ่มที่ยาวนานขึ้นกว่าเดิม





  12. โรงไฟฟ้าพลังงานคลื่น เป็นการนำพลังงานคลื่นในทะเลและมหาสมุทรมาใช้ โดยสร้างเป็นสถานีผลิตกระแสไฟฟ้าอยู่ในทะเลบริเวณน้ำตื้นแล้วให้พลังงานจากคลื่นไปผ่านกลไกที่ออกแบบเป็นพิเศษ ซึ่งจะไปทำให้แกนของเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้าหมุน



เราทราบแล้วว่า การผลิตกระแสไฟฟ้านั้น จะต้องใช้พลังงานรูปแบบต่างๆ ในการผลิต ซึ่งต้องอาศัยจากพลังงานธรรมชาติ การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในปริมาณมากและมีความแน่นอนเพียงแต่ต้องมีการรักษาระดับน้ำในเขื่อนให้ได้ตามที่กำหนด แต่การผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้พลังงานลม พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง และพลังงานคลื่นนั้น เราไม่สามารถควบคุมได้เต็มที่ จึงใช้เป็นเพียงพลังงานเสริม ทำให้ช่วยลดการใช้ปริมาณเชื้อเพลงจำพวก ถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติได้ เนื่องจากแหล่งพลังงานธรรมชาติเหล่านี้เมื่อใช้ไปนานๆ แล้วจะค่อยๆ หมดไป หรือเรียกว่า เป็นแหล่งพลังงานจำกัดนั่นเอง แต่พลังงานบางอย่างเมื่อนำมาใช้แล้วก็จะหมุนเวียนมาใช้ได้ใหม่

ดังนั้น เราจึงแบ่งแหล่งพลังงานจากธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าได้เป็น 2 ประเภท คือ


    แหล่งพลังงานหมุนเวียน

    เป็นแหล่งพลังงานธรรมชาติที่สำคัญต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิดสามารถใช้ได้อย่างไม่มีหมด เพราะแหล่งพลังงานเหล่านี้จะหมุนเวียนปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามสภาวะแวดล้อม เช่น แหล่งพลังงานแสงอาทิตย์ แหล่งพลังงานจากน้ำ และแหล่งพลังงานจากลม ฯลฯ

    ถึงพลังงานเหล่านี้จะใช้ได้แบบไม่มีหมด แต่ก็อาจเสื่อมสภาพหรือมีปริมาณที่ลดน้อยลงได้ หากนำแหล่งพลังงานประเภทนี้ไปใช้อย่างไม่ระมัดระวัง


    แหล่งพลังงานจำกัด

    เป็นแหล่งพลังงานที่เมื่อใช้ไปแล้วจะค่อยๆ หมดไป เช่น ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน ถ่านหิน ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ และต้องใช้เวลาในการสร้างแหล่งพลังงานเหล่านี้ยาวนานมาก จนธรรมชาติไม่สามารถสร้างขึ้นมาทดแทนได้ทันกับการนำไปใช้ของมนุษย์ ดังนั้น เมื่อมีการนำแหล่งพลังงานเหล่านี้ออกมาใช้มากๆ แหล่งพลังงานเหล่านี้ก็จะค่อยๆ ลดลงและหมดไปอย่างถาวร

เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน

เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ภายในบ้าน เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่นๆ ที่เราต้องการ สามารถแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้

  1. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานความร้อน เช่น หม้อหุงข้าว กาต้มน้ำ เตารีด เตาอบ ฯลฯ โดยที่กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านขดลวดชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ลวดนิโครม ซึ่งจะทำให้อุปกรณ์ชนิดนั้นๆ ร้อนขึ้น และใช้งานได้ตามต้องการ



  2. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล โดยอาศัยหลักการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า มอเตอร์ และเครื่องควบคุมความเร็ว ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล ทำให้แกนมอเตอร์หมุน และแกนมอเตอร์ที่ต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ใบพัด ทำให้ใบพัดหมุนเป็นพัดลม ตัวอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดนี้ เช่น พัดลม เครื่องปั่นผลไม้ เครื่องซักผ้า ฯลฯ



  3. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกลและพลังงานความร้อน เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกลและพลังงานความร้อนไปพร้อมๆ กัน มีอุปกรณ์หลัก 2 อย่าง คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล เช่น มอเตอร์ และอุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานความร้อน เช่น ลวดนิโครม ตัวอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนี้ เช่น ไดร์เป่าผม เครื่องปรับอากาศ เครื่องดูดฝุ่น ตู้เย็น ฯลฯ



  4. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้แสงสว่าง เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นแสงสว่าง เช่น หลอดไฟประเภทต่างๆ เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ และหลอดนีออน ฯลฯ



  5. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียงและภาพ เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนี้จะมีอุปกรณ์ทางไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนประกอบ เปลี่ยนสัญญาณทางไฟฟ้าและสัญญาณทางอิเล็กทรอนิกส์ออกสู่ลำโพงเป็นเสียงและออกสู่จอภาพ เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ วิทยุ ฯลฯ


การใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและปลอดภัย

จากวิธีการผลิตพลังงานไฟฟ้าข้างต้น จะเห็นได้ว่า ในกระบวนการผลิตพลังงานไฟฟ้า ต้องใช้พลังงานธรรมชาติทั้งที่เป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียน และแหล่งพลังงานจำกัดมาเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งพลังงานเหล่านี้เมื่อใช้ไปแล้วจะค่อยๆ หมดไป โดยเฉพาะแหล่งพลังงานจำกัด ดังนั้น เราทุกคนจึงต้องช่วยกันประหยัดพลังงานไฟฟ้า เพื่อเป็นการช่วยลดการใช้พลังงานในการผลิตกระแสไฟฟ้าลง


ใช้ไฟฟ้าอย่างไรให้ปลอดภัย

  1. ไม่เสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าใดๆ ทิ้งไว้ควรถอดทุกครั้งหลังเลิกใช้


  2. ไม่นำสิ่งของจำพวกเหล็กหรือเข็มต่างๆ แหย่เข้าไปในปลั๊กไฟฟ้า เพราะจะทำให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าสู่ร่างกายได้


  3. ไม่ต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดหลายเครื่องจากปลั๊กเดียวกัน


  4. ไม่จับอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดที่ตัวหรือมือเปียกชื้น เพราะกระแสไฟฟ้าอาจวิ่งเข้าสู่ร่างกายได้


  5. ไม่ปีนเล่นบนเสาไฟฟ้า เพราะทำให้กระแสไฟฟ้าวิ่งเข้าสู่ร่างกายได้


  6. เมื่อมีคนถูกไฟฟ้าดูด ไม่ควรใช้มือแตะต้องตัวเขาด้วยมือเปล่า ให้รีบยกสะพานไฟฟ้าขึ้นโดยเร็ว แล้วใช้ผ้าหรืออุปกรณ์ที่ไม่นำไฟฟ้าช่วยเหลือผู้ถูกดูดอย่างรวดเร็ว


  7. ไม่ซ่อมไฟฟ้าด้วยตัวเอง หากไม่มีความรู้เพียงพอ


  8. ไม่ปล่อยให้สายไฟของเครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุด เพราะจะทำให้เกิดไฟฟ้ารั่ว หรือไฟฟ้าลัดวงจรเป็นอันตรายแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าได้

ใช้ไฟฟ้าอย่างไรให้ประหยัด

  1. ปิดไฟทุกครั้งเมื่อออกจากห้องหรือเลิกใช้งาน


  2. เลือกใช้หลอดไฟประเภทหลอดตะเกียบแทนหลอดไส้ เพราะหลอดตะเกียบใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่าหลอดไส้ แต่สามารถให้แสงสว่างได้เท่ากัน


  3. เลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5


  4. ไม่ควรเปิดวิยุหรือโทรทัศน์ทิ้งไว้เพราะจะทำให้สิ้นเปลือง


  5. การรีดผ้า ควรรีดพร้อมกันครั้งละมากๆ


  6. หมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศของเครื่องปรับอากาศเป็นประจำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องปรับอากาศ


  7. ปิดตู้เย็นให้สนิททุกครั้งเมื่อใช้เสร็จ พร้อมทั้งหมั่นทำความสะอาดภายในขอบยางกั้นความเย็นที่ติดอยู่ขอบประตูเป็นประจำ


  8. ตั้งตู้เย็นให้ห่างจากผนังบ้านไม่น้อยกว่า 15 เซนติเมตร


  9. ไม่เสียบปลั๊กหม้อหุงข้าวทิ้งไว้ เพราะทำให้ระบบอุ่นข้าวของหม้อทำงานตลอดเวลา เป็นการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าโดยสูญเปล่า


  10. ไม่เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้นานๆ ถ้ายังไม่ต้องการใช้งานควรปิดหน้าจอของคอมพิวเตอร์

ไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างมาก ดังนั้น ทุกคนจึงควรตระหนักถึงความจำเป็นในการร่วมมือกันประหยัดไฟฟ้า รวมถึงรู้จักใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างถูกวิธี เพื่อความปลอดภัยของตนเองและบุคคลอื่น



เขื่อนและโรงไฟฟ้าในความรับผิดชอบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย





ที่มาข้อมูล : หนังสือแบบเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 2544 กระทรวงศึกษาธิการ
คู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐาน ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 2544 กระทรวงศึกษาธิการ
จำนวนคนอ่าน 38719 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved