ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ข่าววิทยาศาสตร์
ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์
เรื่องน่ารู้
พจนานุกรม
นักวิทยาศาสตร์
คำถามวิทยาศาสตร์
สีสันวิทยาศาสตร์
การทดลองวิทยาศาสตร์
บทเรียน / แบบฝึกหัด
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | บทเรียน | บทเรียน

บทเรียน
   

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 : สารรอบตัวเรา
 
ระดับชั้น : ประถมต้น








รอบๆ ตัวเรานั้นมีสิ่งของมากมายที่เป็นสิ่งของเครื่องใช้ เรารู้หรือไม่ว่า สิ่งของเหล่านั้นทำจากวัสดุใดบ้าง

ของใช้และวัสดุต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรามี สี ขนาด รูปร่างที่แตกต่างกันไป เช่น โต๊ะ เก้าอี้ เสื้อผ้า แก้วน้ำ รถยนต์ ฯลฯ ถ้าน้องๆ สังเกตต่อไปจะพบว่า วัสดุดังกล่าวนั้นทำมาจากวัสดุที่แตกต่างกัน บางชนิดทำมาจากวัสดุชนิดเดียวกัน บางชนิดทำมาจากวัสดุหลายชนิดมาประกอบกัน


วัสดุที่นำมาใช้ทำของเล่นของใช้โดยทั่วไปมี 2 ประเภท คือ

  1. วัสดุจากธรรมชาติ เป็นวัสดุเกิดจากธรรมชาติ เช่น ไม้ ดิน หิน ทราย ยาง หนังสัตว์ ขนสัตว์ ฝ้าย ฯลฯ


  2. วัสดุที่มนุษย์ผลิตขึ้น เช่น แก้ว พลาสติก เส้นใยสังเคราะห์ ปูนซิเมนต์ โลหะ ทั้งที่เป็นโลหะบริสุทธิ์และโลหะผสม ฯลฯ
วัสดุแต่ละประเภทมีสมบัติที่แตกต่างกัน เช่น ความเหนียว ความแข็ง ความเปราะแตกหักง่าย ความยืดหยุ่น ความนุ่ม ความโปร่งใส ความอ่อน ฯลฯ เรามาศึกษาถึงสมบัติของวัสดุต่างๆ ดังนี้


สมบัติของวัสดุชนิดต่างๆ

    โลหะ

    สมบัติที่เด่นของโลหะคือ มีความมันวาว แข็งและเหนียวสามารถตีเป็นแผ่นบางๆ หรือดึงให้เป็นเส้นได้ เคาะมีเสียงดังกังวาน สามารถนำไฟฟ้าและนำความร้อนได้ดี เช่น เหล็ก อลูมิเนียม ทองแดง ทองเหลือง เงิน ทอง สังกะสี ตะกั่ว โครเมียม นิเกิล ฯลฯ นิยมนำมาใช้ทำเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ชนิดต่างๆ ตลอดจนเครื่องประดับ

    นอกจากนี้ สมบัติของโลหะแต่ละชนิดยังมีความแตกต่างกันอีก เช่น เหล็กมีความแข็งแต่เป็นสนิมได้ถ้าทำปฏิกิริยากับออกซิเจนและน้ำ อะลูมิเนียมมีความแข็งน้อยกว่าเหล็กแต่เบาไม่เป็นสนิม จึงนิยมใช้อลูมิเนียมทำหม้อ กระทะ ขอบหน้าต่าง ฯลฯ




    แก้ว

    แก้วเป็นของแข็ง โปร่งใส ผิวเรียบ ทนต่อการขูดขีดและความร้อน แตกหักง่าย แก้วทำจากทรายที่ผ่านกระบวนการเผารวมกับโซดาแอชด้วยอุณหภูมิสูงจนการหลอมแล้วไม่กลับเป็นรูปผลึกทรายอีก ส่วนใหญ่จะนำมาทำขวด แก้วน้ำ กระจกหน้าต่าง ประตู หลอดไฟ อุปกรณ์ในห้องทดลอง นอกจากนั้น ยังมีการผลิตแก้วให้มีคุณสมบัติพิเศษเพื่อใช้งานเฉพาะอย่าง เช่น เลนส์แว่นตา เลนส์แว่นขยาย กระจกเงา กระจกนิรภัย ฯลฯ




    พลาสติก

    พลาสติกเป็นวัสดุสังเคราะห์จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลาสติกบางชนิดจะมีลักษณะแข็งแต่เปราะ หรือหากมีสมบัติแข็งเหนียวก็จะมีลักษณะอ่อนนิ่มร่วมด้วย มีน้ำหนักเบา ไม่นำความร้อน ไม่นำไฟฟ้า ทดต่อกรดและเบส น้ำซึมผ่านไม่ได้ ไม่แตกหักง่าย บางชนิดมีความแข็ง บางชนิดสามารถยืดหยุ่นได้ นำมาทำของเล่นของใช้ได้หลากหลาย เพราะกรรมวิธีในการผลิตไม่ซับซ้อนและทำให้มีสีต่างๆ ได้ เราสามารถนำพลาสติกไปผลิตสิ่งของได้ดังนี้

      ของใช้ในบ้านเรือน เช่น ตะกร้า ถ้วยชาม แก้วน้ำ โครงเก้าอี้นั่ง ฯลฯ

      ของเล่น เช่น ลูกฟุตบอล ตุ๊กตา ฯลฯ

      ของใช้ในการแพทย์ เช่น ถุงบรรจุเลือด หลอดฉีดยา ถุงบรรจุยา กระดูกเทียม ฯลฯ

      ของใช้ในการเกษตร เช่น กระถางต้นไม้ ตาข่ายกันแมลง กระสอบ เข่ง ลัง ฯลฯ

      ของใช้ในอุตสาหกรรม เช่น ถุงพลาสติก กล่อง ขวด อุปกรณ์ไฟฟ้า ฯลฯ ปัจจุบันพลาสติกถูกนำไปใช้ในวงการอุตสาหกรรมแทบทุกชนิดในการบรรจุผลิตภัณฑ์



    ยาง

    ยางธรรมชาติเป็นยางที่มาจากต้นยางพาราโดยตรง ไม่ผ่านกรรมวิธีการใดๆ มีคุณสมบัติของยาง คือ ทนการเสียดสี รับแรงกระแทกได้ดี มีความยืดหยุ่นตัวดี สามารถทนความร้อนได้ กันน้ำได้ดี ไม่นำความร้อนและไม่นำไฟฟ้า ยางเป็นวัสดุที่นิยมนำใช้ทำยางรถยนต์ ยางลบ ลูกโป่ง พื้นรองเท้า ฯลฯ




    เซรามิก

    เซรามิกเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากดิน หิน หรือแร่ธาตุอื่นๆ ที่ไม่ใช่โลหะ โดยทำเป็นรูปทรงต่างๆ แล้วผ่านการให้ความร้อนที่อุณหภูมิสูงมากๆ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จะมีความแข็งแต่เปราะต่อแรงกระแทก ทนต่อกรดและเบส ทนต่อสภาพอากาศและความชื้น มีสมบัติเป็นฉนวนไฟฟ้า เซรามิกเป็นวัสดุที่มีความทนไฟสูง แข็ง นิยมทำเป็นของประดับบ้าน ใช้ทำเป็นวัตถุทนไฟในอุปกรณ์ไฟฟ้า และใช้ก่อสร้างเตาเผาในอุตสาหกรรมหลอมเหล็กทำเหล็กกล้า




    ไม้

    ไม้มีลักษณะแข็ง ทนทาน เนื้อไม้สามารถนำมาทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องเรือน ส่วนเยื่อไม้นำมาทำกระดาษ เช่น สมุด หนังสือ หนังสือพิมพ์ กระดาษเนื้อเยื่ออ่อน ฯลฯ




    ผ้า

    ผ้าทำมาจากเส้นใยธรรมชาติที่ได้จากพืชและสัตว์และเส้นใยสังเคราะห์


    เส้นใยธรรมชาติ

      ผ้าที่ผลิตจากเส้นใยที่ได้จากพืช เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน ผ้าใยสับปะรด และผ้าป่าน เป็นเส้นใยธรรมชาติที่ได้จากพืช ส่วนประกอบของเส้นใย คือ เซลลูโลส เส้นใยจากพืชมีลักษณะคงทน ซึมซับน้ำได้ดี ทนต่อสภาวะด่างได้ดี เส้นใยไม่เปื่อยหรือไม่ละลายในด่างที่เข้มข้นและเจือจางทุกชนิด แต่จะละลายในกรดเข้มข้น และเปื่อยลงได้เร็วในกรดอ่อน


      ผ้าลินิน


      ผ้าที่ผลิตจากเส้นใยที่ได้จากสัตว์ เช่น ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ทำจากเส้นใยไหมและเส้นใยสัตว์ เส้นใยไหม เป็นเส้นใยธรรมชาติที่ได้จากตัวหนอนไหม เป็นเส้นใยที่พ่นออกมาจากปากของตัวหนอนไหมที่โตเต็มวัยออกมาห่อหุ้มตัวเอง ที่เราเรียกว่า รังไหม เส้นใยที่ได้นี้ถูกนำมาทอเป็นผ้าที่มีลวดลายสวยงามมาก เรียกว่า ผ้าไหม ซึ่งมีเนื้อมันวาว สีสันสวยสดใส ส่วนเส้นใยสัตว์ เป็นเส้นใยจากขนแกะและสัตว์ชนิดอื่นๆ มีความคงรูปและป้องกันความหนาวได้ดี แต่ต้องซักและย้อมสีอย่างระมัดระวัง เพราะเส้นใยทนต่อกรดและด่างอย่างรุนแรงไม่ได้ ผ้าทอจากเส้นใยขนสัตว์ส่วนใหญ่จะใช้การซักแห้งเพื่อทำความสะอาดซึ่งต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง


      ผ้าไหม


    เส้นใยสังเคราะห์ เป็นเส้นใยที่ผลิตจากสารเคมี ผ้าผลิตจากเส้นใยสังเคราะห์ เช่น ผ้าไนลอน โพลีเอสเตอร์ และอะครีลิก มีสมบัติไม่ค่อยยับ ซักง่าย แห้งเร็ว ไม่ดูดซึมเหงื่อ เพราะไม่มีช่องระบายอากาศ จึงไม่นิยมนำมาใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มในบ้านเราเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อน

การเปลี่ยนแปลงของวัสดุ

วัสดุต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา เมื่อมีการบีบ ทุบ ดึง ดัด เป่า ปั้น ฯลฯ จะทำให้วัสดุมีการเปลี่ยนแปลงสภาพ ดังนี้

  • การบีบ การทำให้วัสดุหดตัวลง เช่น บีบฟองน้ำ ฯลฯ


  • การบิด คือ การทำให้วัสดุบิดเบี้ยว หรือเปลี่ยนรูปร่าง เช่น บิดผ้า บิดลวด ฯลฯ


  • การทุบ คือ การทำให้วัสดุแตกหรือยุบด้วยแรงกระแทก เช่น ทุบกระป๋อง ทุบกะลามะพร้าว ดินก้อนดินให้แตก ฯลฯ


  • การดัด คือ การทำให้วัสดุโค้งงอได้ตามต้องการ เช่น ดัดเหล็กประตูหน้าต่าง การดัดลวดให้เป็นรูปแบบต่างๆ ที่สวยงามได้ ฯลฯ


  • การดึง คือ การทำให้วัสดุยืดขยายขึ้น เช่น การดึงยางรัดของ การดึงหนังสติ๊กยืดออก ฯลฯ


  • การปั้น คือ การทำให้วัสดุเป็นรูปร่างได้ตามที่ต้องการ เช่น การปั้นแป้งให้เป็นรูปตุ๊กตาได้ การปั้นดินน้ำมันให้เป็นรูปต่างๆ ได้ การปั้นดินเหนียวให้เป็นรูปสัตว์หรือผลไม้ ฯลฯ

ผลของการเปลี่ยนแปลงของวัสดุ

วัสดุสามารถเปลี่ยนแปลงสถานะได้ สถานะหมายถึง สภาพของสารในขณะนั้น ซึ่งวัสดุมีอยู่ 3 สถานะ คือ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ

    ของแข็ง มีรูปร่างและปริมาตรคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามภาชนะที่บรรจุ มีมวล สัมผัสได้ และต้องการที่อยู่ เช่น หนังสือ รองเท้า ดินสอ กระเป๋า ฯลฯ






    ของเหลว มีปริมาตรคงที่ แต่รูปร่างจะเปลี่ยนแปลงไปตามภาชนะที่บรรจุ มีมวล สัมผัสได้ และต้องการที่อยู่ เช่น น้ำที่บรรจุอยู่ในขวดและแจกัน จะมีรูปร่างเหมือนกับขวดและแจกัน ฯลฯ







    ก๊าซ มีรูปร่างและปริมาตรไม่คงที่ จะกระจายเต็มภาชนะที่บรรจุ ดังนั้น ปริมาตรของก๊าซจึงเท่ากับปริมาตรของภาชนะที่บรรจุอยู่ สัมผัสได้ มีมวล และต้องการที่อยู่ เช่น ก๊าซที่บรรจุในลูกโป่งหรือบอลลูนจะฟุ้งกระจายเต็มลูกโป่งและบอลลูนนั้น ฯลฯ






จากการเรียนสารรอบๆ ตัวเรามาแล้วว่า สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ ได้มากมาย เราต้องเรียนรู้ด้วยว่า การนำสารหรือวัสดุรอบๆ ตัวเรามาใช้หรือดัดแปลงนั้น จะเกิดผลดีและผลเสียได้เช่นกัน ถ้าเราใช้อย่างไม่ถูกวิธีอาจทำให้เกิดอันตรายได้


ประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลงของวัสดุ

  1. การนำเหล็กมาหลอมเป็นเส้นเพื่อใช้ในงานก่อสร้างอาคารบ้านเรือน รางรถไฟ หรือของใช้ต่างๆ เช่น ประตูเหล็ก หน้าต่าง ตลอดจนส่วนประกอบรถยนต์ เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ฯลฯ


  2. การดึง เป็นการเปลี่ยนแปลงความยืดหยุ่น นำมาใช้ทำเครื่องชั่งสปริง ทำยางรัดสิ่งของ ทำถุงมือยาง ฯลฯ


  3. การใช้ดินน้ำมันปั้นเพื่ออุดรอยรั่วต่างๆ ได้


  4. การนำพลาสติกที่ใช้แล้วหรือเศษพลาสติกมาหลอมเป็นภาชนะใบใหม่ได้


  5. การใช้สมบัติความเหนียวของวัสดุมาใช้ทำเชือกขนาดต่างๆ เพื่อใช้มัดสิ่งของ ฯลฯ


  6. การดึงฝากระป๋องน้ำอัดลม ทำให้เปิดฝาได้


  7. การหลอม นำมาการใช้แก้วผลิตภาชนะไว้ใช้ในครัวเรือน


  8. การเปลี่ยนแปลงรูปร่างในการถลุงแร่ เช่น ความร้อนใช้เผ่าสินแร่ทำให้หลอมวัสดุได้ เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม ฯลฯ


  9. การทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น การผลิตของเล่น หล่อพระ หล่อเทียน หรือหล่อพลาสติก ฯลฯ

ผลเสียและอันตรายที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของวัสดุ

  1. วัสดุที่มีความยืดหยุ่น เช่น หนังสติ๊ก ยางรัด ถ้าใช้ไม่ระวังอาจทำให้บาดเจ็บได้


  2. วัสดุที่เป็นสารไวไฟ ต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะติดไฟง่าย เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซ ฯลฯ


  3. แก้วเป็นวัสดุที่ไม่มีความยืดหยุ่น เมื่อถูกแรงกระแทกหรือบีบอัด จะแตกหักเป็นเศษแก้วที่มีความแหลมคมได้


  4. วัสดุบางชนิดเมื่อได้รับความร้อนจะเปลี่ยนแปลงและมีสารพิษออกมาด้วย เช่น พลาสติก ท่อพีวีซี ฯลฯ


  5. วัสดุบางชนิดเมื่อใช้เป็นเวลานาน จะเสื่อมคุณภาพ ทำให้แตกได้ เช่น แก้วน้ำ ถ้วยชามกระเบื้อง ฯลฯ


  6. ควรเก็บวัสดุต่างๆ ไว้ในที่ที่ปลอดภัยและป้องกันอันตรายได้ เช่น ไม่เก็บกระป๋องสเปรย์ไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิสูง หรือไม่นำไปเผาเพราะอาจเกิดระเบิดได้ ฯลฯ


  7. วัสดุบางชนิดเมื่อถูกแรงบิด หรือแรงกดทับ ทำให้เสียรูปร่างจนใช้งานไม่ได้ เช่น ขาแว่นตาถ้าถูกเหยียบทับจนหักเสียรูปจะใช้การไม่ได้

การประดิษฐ์ของเล่นของใช้

การประดิษฐ์ของเล่นของใช้เป็นการนำวัสดุหรือเศษวัสดุจากท้องถิ่น มาทำของเล่นของใช้ต่างๆ การประดิษฐ์ของเล่นของใช้ขึ้นเองนี้เป็นการประหยัดและรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และยังเป็นการฝึกทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ เป็นการส่งเสริมให้เด็กๆ มีจินตนาการ

ตัวอย่างการประดิษฐ์ของเล่น เช่น ตุ๊กตาผ้า ตุ๊กตาดินเหนียว ว่าว จรวด ดอกไม้แห้ง โมบาย รถไฟของเล่น เลโก้ ฯลฯ





ตัวอย่างการประดิษฐ์ของใช้ต่างๆ เช่น พัด ตะกร้า ถาด มู่ลี่ เครื่องจักสาน กล่องกระดาษที่นำมาทำเป็นกล่องใส่ดินสอ ฯลฯ





อย่างไรก็ตาม วัสดุที่เราใช้ในการประดิษฐ์ของเล่นของใช้นี้ มีลักษณะที่แตกต่างกัน และมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องรู้จักวัสดุที่เราจะนำมาใช้ประดิษฐ์สิ่งของเล่นของใช้ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อตัวผู้ใช้หรือผู้เล่นนั้นๆ




ที่มาข้อมูล : หนังสือแบบเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 2544 กระทรวงศึกษาธิการ
คู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐาน ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 2544 กระทรวงศึกษาธิการ
จำนวนคนอ่าน 32306 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved