ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ข่าววิทยาศาสตร์
ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์
เรื่องน่ารู้
พจนานุกรม
นักวิทยาศาสตร์
คำถามวิทยาศาสตร์์
สีสันวิทยาศาสตร์์
การทดลองวิทยาศาสตร์
บทเรียน / แบบฝึกหัด
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | บทเรียน | บทเรียน

บทเรียน
   

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 : ชีวิตสัมพันธ์
 
ระดับชั้น : ประถมต้น






สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด ไม่ว่าเป็นคน สัตว์ หรือพืชชั้นสูง จะมีความแตกต่างกัน ขณะที่สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดก็มีความคล้ายคลึงกันได้ เช่น พืชบางอย่างคล้ายกัน บางอย่างแตกต่างกัน คนและสัตว์ก็เช่นเดียวกัน

น้องๆ คงเคยได้ยินที่ผู้ใหญ่มักพูดกันว่า เด็กคนนี้หน้าตามเหมือนพ่อ สูงเหมือนปู่ มีลักยิ้มเหมือนแม่ หรือมีผมหยิกเหมือนตา ลักษณะต่างๆ เหล่านี้สามารถถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นต่อๆ ไป ได้ เราเรียกว่า ลักษณะทางพันธุกรรม แต่ลักษณะบางอย่างก็ไม่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เช่น แผลเป็น แขนหรือขาขาดเนื่องจากอุบัติเหตุ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ลักษณะทางพันธุกรรม


การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต

ลักษณะทางพันธุกรรมหรือลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ สามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้ โดยพ่อแม่จะเป็นผู้ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมโดยกระบวนการสืบพันธุ์ ซึ่งเราสามารถเปรียบเทียบลักษณะเหล่านั้นระหว่างบุคคลในครอบครัวเดียวกันได้ เช่น สีผิว สีผม ความสูง สีตา การห่อลิ้นได้ ห่อลิ้นไม่ได้ ผมหยิก ผมตรง จมูกมีดั้งหรือไม่มีดั้ง เป็นต้น

ลูกจะได้รับการถ่ายทอดลักษณะจากพ่อแม่ พ่อได้รับการถ่ายทอดลักษณะจากปู่และย่า แม่ได้รับการถ่ายทอดลักษณะจากตาและยาย การถ่ายทอดลักษณะเช่นนี้เป็นการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม บางลักษณะของลูก อาจเหมือนหรือต่างจากพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ซึ่งลักษณะที่ต่างออกไป คือ ลักษณะที่แปรผัน และสามารถถ่ายทอดสู่รุ่นลูกหลานต่อไป




การถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ไม่ใช่มีแต่ในมนุษย์เท่านั้น พืช และสัตว์ก็มีการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมเช่นเดียวกัน

ลูกจะได้รับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อ แม่ ลักษณะบางลักษณะจะไม่แสดงหรือปรากฏให้เห็นในรุ่นลูกแต่อาจไปแสดงออกหรือปรากฏในรุ่นหลานก็ได้




    พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม

    ลักษณะบางอย่างของสิ่งมีชีวิตถูกควบคุมโดยพันธุกรรมเพียงอย่างเดียวสิ่งแวดล้อมไม่มีอิทธิพล เช่น หมู่เลือด ลักษณะของหนังตา การห่อหรือม้วนลิ้น เป็นต้น แต่ลักษณะบางอย่าง เช่น ความสูง สติปัญญา ถูกควบคุมโดยพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม

    สิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อลักษณะของสิ่งมีชีวิต มีองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น

    1. การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบ 5 หมู่ การดื่มนม และการออกกำลังกาย จะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตกว่าเด็กที่ไม่ได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่


    2. ธาตุไอโอดีน มีความสำคัญต่อการพัฒนาสมอง ถ้าขาดไอโอดีนในวัยเด็ก จะทำให้เด็กมีสติปัญญาต่ำ หรือที่เรียกว่า โรคเอ๋อ


    3. ในสัตว์เลี้ยง เช่น วัวนม ถ้าได้รับอาหารที่ไม่เหมาะสมและไม่เพียงพอ จะให้น้ำนมลดน้อยลง


    4. ในพืช ถ้าพืชขาดธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เป็นต้น และมีอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมในการเจริญเติบโต จะทำให้ผลผลิตลดลงหรือไม่ออกดอกออกผล เช่น ผักบางชนิดต้องปลูกบนภูเขาทางภาคเหนือที่มีอากาศเย็นจึงจะให้ผลผลิตที่ดีมากกว่ามาปลูกในภาคกลาง

    นั่นคือ ลักษณะของสิ่งมีชีวิตถูกควบคุมโดยพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม

    เราได้ลักษณะบางอย่างมาจากพ่อแม่ เรียกลักษณะที่ได้รับการถ่ายทอดนี้ว่า การถ่ายทอดทางพันธุกรรม ส่วนลักษณะอื่นๆ ที่ไม่ได้รับมาจากพ่อแม่จะเกิดจากการดำเนินชีวิตของเรา หรือเกิดจากสภาพแวดล้อม

    ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบวิธีตรวจสอบลักษณะทางพันธุกรรม เพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือดของสิ่งมีชีวิต ด้วยการตรวจสอบที่เรียกว่า สารดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของโครโมโซม ทำหน้าที่เก็บข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต หากสารดีเอ็นเอของผู้ที่ได้รับการตรวจสอบมีความสัมพันธ์กัน แสดงว่า ผู้นั้นมีความเกี่ยวข้องกันทางสายโลหิต ซึ่งอาจเป็นพ่อกับลูกหรือแม่กับลูกกัน

การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต

ทั้งพืชและสัตว์มีการดำรงพันธุ์ด้วยการสืบพันธุ์ ทำให้มีลูกหลานสืบต่อกันมา พืชและสัตว์บางชนิดสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ บางชนิดสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ


    การสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต

    ทั้งพืชและสัตว์ทุกชนิด ต้องมีการสืบพันธุ์เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ไว้ โดยพืชและสัตว์มีการสืบพันธุ์ที่แตกต่างกัน พืชและสัตว์บางชนิดสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ บางชนิดสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เรามาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

      การสืบพันธุ์ของพืช แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

      1. การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ หมายถึง การสืบพันธุ์ที่ต้องมีการผสมกันระหว่างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้กับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย โดยมีดอกทำหน้าที่เป็นอวัยวะสืบพันธุ์ ดอกของพืชส่วนใหญ่จึงมีสีสันสวยงามและกลิ่นหอมเพื่อแมลงให้มาช่วยผสมเกสรให้พืช เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้เรียกว่า "ละอองเรณู" ส่วนเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย เรียกว่า "เซลล์ไข่" การที่ละอองเรณูของเพศผู้ผสมกับเซลล์ของเพศเมีย เราเรียกว่า "การปฏิสนธิ"


      2. การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ หมายถึง การสืบพันธุ์โดยไม่ใช้เมล็ด แต่สามารถเจริญเติบโตได้จากส่วนต่างๆ ของพืช เช่น การตอน การติดตา การปักชำ การต่อกิ่ง เสียบกิ่ง ทาบกิ่ง หรือการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อ เป็นต้น

      การสืบพันธุ์ของสัตว์ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

      1. การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เป็นการสืบพันธุ์ที่ต้องมีการผสมกันระหว่างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้กับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย เรียกว่า "การปฏิสนธิ" เช่นกัน


      2. การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เป็นการสืบพันธุ์ที่เพิ่มจำนวนของสิ่งมีชีวิตโดยไม่มีการผสมพันธุ์ระหว่างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้กับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย ได้แก่

          การแบ่งตัว เช่น สัตว์พวก อะมีบา พารามีเซียม เป็นต้น

          อะมีบา


          การแตกหน่อ เช่น ยีสต์ ไฮดรา เป็นต้น

          ไฮดรา


          การงอกใหม่ เช่น ดาวทะเล พลานาเรีย เป็นต้น

      3. ปลาดาว


    การปรับปรุงพันธุ์ การผสมพันธุ์ และการตัดแต่งยีน

    ในอดีตเราใช้วิธีการปรับปรุงพันธุ์พืชและสัตว์โดยการผสมพันธุ์ระหว่างพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่คัดเลือกแล้ว ตลอดจนพัฒนาไปถึงการใช้พันธุ์ลูกผสม แต่ในปัจจุบันมีการคิดค้นวิธีขึ้นมาใหม่ เราเรียกว่า การตัดแต่งยีน เป็นการปรับปรุงพันธุ์โดยการนำยีนเด่นจากสิ่งมีชีวิตที่ต้องการไปใส่ในสิ่งมีชีวิตท้องถิ่นที่มีลักษณะแข็งแรงและทนทานต่อสภาพแวดล้อม เช่น พันธุ์ของมะเขือเทศที่มีรสชาติอร่อย แต่ไม่สามารถต้านทานต่อโรคได้ กับพันธุ์ของมะเขือเทศที่มีรสชาติไม่อร่อย แต่สามารถต้านทานโรคได้ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการใส่ยีนของมะเขือเทศที่มีความต้านทานโรคเข้าไปในพันธุ์ของมะเขือเทศที่อร่อย ก็จะได้พันธุ์มะเขือเทศที่มีรสชาติอร่อยและสามารถต้านทานโรคได้

    ดังนั้น การที่พืชหรือสัตว์จะสามารถดำรงพันธุ์ได้โดยไม่สูญพันธุ์ จะต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมให้ได้ และต้องมีการสืบพันธุ์เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป



ปัจจัยที่มีผลต่อการดำรงพันธุ์ของสัตว์

การดำรงพันธุ์ของสัตว์นั้นมีปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบมากกว่าพืชและซับซ้อนกว่า

ปัจจัยที่มีผลต่อการดำรงพันธุ์ของสัตว์ คือ

  1. วัฏจักรชีวิต หรือ วงจรชีวิต โดยธรรมชาติสิ่งมีชีวิตชนิดใดมีวัฏจักรชีวิตที่สั้น จะทำให้จำนวนประชากรของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นเพิ่มขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว เช่น พวกแมลงต่างๆ และในทางกลับกัน สิ่งมีชีวิตใดที่มีวัฏจักรชีวิตที่ยาวนาน ให้กำเนิดลูกหลานช้า ทำให้มีจำนวนประชากรของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นน้อย และเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ได้ เช่น เต่ากระ มีวัฏจักรชีวิตนานถึง 12 ปี


  2. ปริมาณการให้กำเนิดลูก สิ่งมีชีวิตที่ให้กำเนิดลูกคราวละมากๆ โอกาสที่ลูกจะรอดชีวิตเจริญเติบโตจนเป็นแม่พันธุ์ให้กำเนิดลูกรุ่นต่อไปก็มีมาก ช่วยให้สัตว์นั้นสามารถดำรงพันธุ์อยู่ได้


  3. พฤติกรรมการกินอาหาร สัตว์ที่กินอาหารได้หลายอย่าง สามารถหาอาหารกินได้ง่าย จึงเจริญเติบโตเต็มที่และกำเนิดลูกหลาน จำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น สัตว์เหล่านี้จึงดำรงเผ่าพันธุ์สืบต่อกันไป เช่น ลิง


  4. ลักษณะโครงสร้างของสัตว์ ลักษณะโครงสร้างมีผลอย่างมากต่อการอยู่รอดของสัตว์ เพราะโครงสร้างบางอย่างช่วยให้หนีรอดจากศัตรูได้เร็ว เช่น

      ม้ามีขาที่แข็งแรงและยาว สามารถวิ่งหนีศัตรูได้อย่างรวดเร็ว

      โครงสร้างบางอย่างมีไว้เพื่อล่าเหยื่อเป็นอาหาร เช่น เสือ มีลักษณะเขี้ยวที่ยาว มีกรงเล็บที่แหลมคมไว้ตะครุบเหยื่อ

      นกมีปีกทำให้บินหาอาหารได้ไกลๆ

      ช้างแม้จะเคลื่อนที่ได้ช้าไม่ว่องไวแต่ตัวใหญ่ จึงทำให้รอดพ้นจากการล่าของเสือ

      ยีราฟมีคอยาวตัวสูงทำให้กินยอดไม้ได้อย่างง่ายดาย

      เป็ดมีเท้าที่เป็นพังพืดจึงทำให้หาอาหารได้ทั้งบนบกและในน้ำ

      หรือโครงสร้างของปีกและสีของพวกแมลงต่างๆ ที่มักจะกลืนกับสีของดอกไม้ใบไม้ที่เกาะอยู่ ทำให้รอดพ้นจากศัตรูได้



ปัจจัยที่มีผลต่อการดำรงพันธุ์ของพืช

พืชก็มีการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่เช่นเดียวกันสัตว์ เพื่อให้สามารถดำรงพันธุ์ต่อไปได้ในธรรมชาติ เช่น พืช จะมีการผลัดใบในหน้าแล้ง เพื่อลดการคายน้ำ ถ้าพืชสูญเสียน้ำมากจะตายได้ ต้นกระบองเพชรที่อยู่ตามทะเลทรายก็ต้องมีใบเล็กแหลมหรือที่เรียกว่า หนาม เพื่อลดการคายน้ำ ผักกระเฉดมีนวมสีขาวๆ หุ้มลำต้น เป็นทุ่นลอยน้ำได้ บัวหรือผักบุ้งจะมีลักษณะลำต้นที่เป็นโพรงอากาศแทรกอยู่ ทำให้เบาสามารถลอยในน้ำได้




การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต

สิ่งมีชีวิตต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมเสมอเพื่อการอยู่รอด ถ้าสิ่งมีชีวิตไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ก็จะเกิดการสูญพันธุ์ถ้าสิ่งแวดล้อมนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เช่น การเกิดภัยธรรมชาติ การเกิดแผ่นดินไหว น้ำท่วม ไฟป่า โรคระบาด ภูเขาไฟปะทุ ความแห้งแล้ง หรือการรั่วของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมดังกล่าวทำให้สิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่ไม่สามารถปรับตัวได้ต้องล้มตายลง เนื่องจากภัยพิบัติธรรมชาติที่จะรุนแรงขึ้นทุกวันจากการทำลายสิ่งแวดล้อมของมนุษย์นั่นเอง

นอกจากนี้ การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตเกิดจากการกระทำของมนุษย์ ได้แก่ การล่าสัตว์เพื่อความสนุกสนาน การล่าสัตว์เพื่อนำชิ้นส่วนมาประดับตกแต่งบ้าน การจับสัตว์น้ำในฤดูวางไข่หรือผสมพันธุ์ การบุกรุกถางป่าทำให้สัตว์ป่าไม่มีที่อยู่อาศัย พฤติกรรมเหล่านี้เป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ที่ให้สัตว์หรือสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นสูญพันธุ์ได้

แล้วเรารู้ได้อย่างไรว่า สิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปแล้วเคยดำรงชีวิตอยู่บนโลกมาก่อน คำตอบคือ เราสามารถรู้ได้จากการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ หรือ ฟอสซิล ที่ถูกค้นพบโดยนักวิจัยหรือนักโบราณคดี

ซากดึกดำบรรพ์ หรือ ฟอสซิล คือ ร่องรอยหรือซากของสิ่งมีชีวิตที่ถูกทับถมโดยโคลนหรือทรายเป็นระยะเวลาอันยาวนาน เช่น ซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์ รอยเท้าของไดโนเสาร์ ซากรังและไข่ของไดโนเสาร์ ซากดึกดำบรรพ์ของช้างแมมมอธ เป็นต้น




    การค้นพบและการศึกษาซากดึกดำบรรพ์ มีประโยชน์ต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ดังนี้

    1. ทำให้เรารู้ถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันได้ เนื่องจากในแต่ละช่วงระยะเวลาทางธรณีวิทยาจะมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นเฉพาะบางชนิดเท่านั้น


    2. ทำให้เรารู้ถึงถิ่นกำเนิดและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ในอดีต ตลอดจนวิธีการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตที่เราพบในฟอสซิล เช่น อาหารที่มันกิน สถานที่ที่มันอยู่อาศัย เป็นต้น


    3. ทำให้เราทราบอายุของชั้นหินที่ทับถมกัน


    4. ใช้ประโยชน์ในการค้นหาแหล่งแร่บางชนิด เช่น สาหร่ายทะเล ที่ฝังอยู่ในหินกักเก็บน้ำมัน สามารถช่วยให้เราสำรวจหาปิโตรเลียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประหยัดค่าใช้จ่าย


    5. ทำให้เราทราบถึงสภาพภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมในอดีต

    นอกจากหลักฐานที่เป็นฟอสซิลแล้ว ยังมีหลักฐานที่เป็นภาพเขียนฝาผนังถ้ำหรือภาพเขียนหน้าผาที่มนุษย์ในยุคหินได้เขียนภาพชนิดต่างๆ เช่น วัวแดง กวางผา เป็นต้น ภาพเขียนเหล่านี้สามารถบ่งบอกถึงวิถีชีวิตในอดีตอีกด้วย

ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม

สิ่งแวดล้อม หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ได้แก่ สิ่งมีชีวิต เช่น พืช สัตว์ และสิ่งไม่มีชีวิต เช่น ดิน หิน น้ำ อากาศ เป็นต้น


  2. สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น บ้าน ตึก อาคาร ถนน รถยนต์ โบราณสถาน โบราณวัตถุ ขนมธรรมเนียมประเพณี เป็นต้น

สิ่งต่างๆ ในธรรมชาติล้วนมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งอาจเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตนั้นดำรงชีวิตอยู่ หรืออาจเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตที่เป็นชนิดเดียวกันหรือต่างชนิดกัน เราเรียกลักษณะดังกล่าวว่า ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม แยกประเภทได้ดังนี้


ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่รวมกัน

ในสิ่งแวดล้อมแห่งหนึ่ง จะมีสิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน โดยสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ จะมีความสัมพันธ์กันในรูปแบบต่างๆ ดังนี้

  1. แบบได้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น ดอกไม้กับแมลง นกเอี้ยงกับควาย เป็นต้น


  2. แบบได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว และบางครั้งอาจทำอันตรายสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ เช่น กาฝากกับต้นไม้ เห็บกับสุนัข พยาธิกับคน เป็นต้น


  3. แบบอิงอาศัย เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต 2 ชนิดที่มีสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่งได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว ส่วนสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งไม่ได้และไม่เสียประโยชน์ เช่น กล้วยไม้ที่เกาะอยู่บนต้นไม้ เฟิร์นกับต้นไม้ใหญ่ เหาฉลามกับปลาฉลาม เป็นต้น


  4. แบบพึ่งพาอาศัยกัน เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด ที่ต้องอยู่ร่วมกันตลอดเวลา และไม่สามารถแยกไปดำรงชีวิตด้วยตัวเอง เช่น สาหร่ายสีเขียวกับรา เมื่อมาดำรงชีวิตอยู่ด้วยกันเรียกว่า ไลเคน โดยสาหร่ายสีเขียวจะให้อาหารแก่รา ส่วนราจะให้ความชื้นและแร่ธาตุแก่สาหร่ายสีเขียว หากแยกกันอยู่สิ่งมีชีวิตทั้งสองจะดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้



ดังนั้น จากจากศึกษาเรื่องชีวิตสัมพันธ์นี้ จึงสรุปได้ว่า สิ่งมีชีวิตในแต่ละแหล่งที่อยู่จะมีโครงสร้างและพฤติกรรมที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต ซึ่งลักษณะต่างๆ ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ และสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน การดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในธรรมชาติจะต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่อยู่รอบตัว ถ้าสิ่งมีชีวิตนั้นสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้สิ่งมีชีวิตนั้นก็จะสามารถดำรงพันธุ์อยู่ต่อไปได้ แต่ถ้าสิ่งมีชีวิตนั้นไม่สามารถปรับตัวให้เข้าสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้ สิ่งมีชีวิตนั้นก็จะสูญพันธุ์ไปในที่สุด




ที่มาข้อมูล : หนังสือแบบเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 2544 กระทรวงศึกษาธิการ
คู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐาน ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 2544 กระทรวงศึกษาธิการ
จำนวนคนอ่าน 64908 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved