ข่าว O-NET/GAT/PAT
ข่าวการศึกษา
คะแนน แอดมิชชั่น
สูงสุด-ต่ำสุด
คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ข่าววิทยาศาสตร์
ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์
เรื่องน่ารู้
พจนานุกรม
นักวิทยาศาสตร์
คำถามวิทยาศาสตร์
สีสันวิทยาศาสตร์
การทดลองวิทยาศาสตร์
บทเรียน / แบบฝึกหัด
ฟิสิกส์ - เคมี - ชีวะ
ภาษาอังกฤษ
ภาษาไทย
ดาราศาสตร์
ประวัติศาสตร์
มุมคนเก่ง
คลังข้อสอบเก่า
คลังความรู้หลักสูตรเก่า
I.Q. Tests
 

 

หน้าแรก | มุมนักเรียน | หน้าแรกวิทยาศาสตร์ | บทเรียน | บทเรียน

บทเรียน
   

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 : ดิน
 
ระดับชั้น : ประถมต้น

ชีวิตสัตว์ชีวิตสัตว์ตัวเราสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราวัสดุรอบตัวเราแรงในธรรมชาติพลังงานดวงอาทิตย์




ดิน เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีประโยชน์และมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ สัตว์ และพืช เพราะสิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนได้รับประโยชน์จากดิน ดินแต่ละแหล่งมีลักษณะแตกต่างกัน


ส่วนประกอบของดิน

ดินมีส่วนประกอบของซากพืชซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยผุพังทับถมกันอยู่ เช่น ใบไม้ กิ่งไม้ ซากแมลง ซากสัตว์ที่ตาย ก๊าซออกซิเจน แร่ธาตุต่างๆ กรวด ทราย และน้ำ ผสมในสัดส่วนที่ต่างกัน จึงเป็นสาเหตุให้ดินแต่ละแหล่งมีสมบัติที่แตกต่างกัน

จากการศึกษาพบว่า ดิน 100 ส่วน ประกอบด้วยส่วนประกอบต่างๆ ดังนี้



จากแผนภาพ เราแบ่งเป็นส่วนประกอบของดินใหญ่ๆ ได้เป็น 3 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นของแข็ง ของเหลว และก๊าซ

    ส่วนที่เป็นของแข็ง คือ ส่วนที่เป็นการผุพังของหินและแร่ (เรียกว่า สารอนินทรีย์) และฮิวมัส (เรียกว่า สารอินทรีย์ เกิดจากการทับถมของใบไม้และสัตว์ที่ตายแล้ว) ในดิน มีประมาณรวมกัน 50 ส่วน ได้แก่ ซากการผุพังของหิน ผสมกับซากพืชซากสัตว์ที่ถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ซึ่งเป็นสิ่งที่มีชีวิตในดิน ทำให้ดินเกิดแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นอาหารของพืชต่อไป

    ส่วนที่เป็นของเหลว คือ ส่วนที่เป็นน้ำ มีประมาณ 25 ส่วน ได้แก่ น้ำและสารละลายในดิน ซึ่งจะอยู่ตามช่องว่างในดิน ปริมาณของของเหลวจะเป็นสัดส่วนกลับกันส่วนที่เป็นก๊าซ น้ำและสารละลายที่พบอยู่ในช่องว่างระหว่างอนุภาคดินหรือเม็ดดิน มีความสำคัญมากต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยช่วยละลายธาตุอาหารต่างๆ ในดิน และเป็นส่วนสำคัญในการเคลื่อนย้ายอาหารพืชจากดินไปสู่ราก และจากรากไปสู่ส่วนต่างๆ ของพืช

    ส่วนที่เป็นก๊าซ คือ ส่วนที่เป็นอากาศ มีประมาณ 25 ส่วน ได้แก่ ก๊าซต่างๆ ที่พบโดยทั่วไปในดิน เช่น ไนโตรเจน ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน ฯลฯ ก๊าซเหล่านี้มีทั้งที่เป็นประโยชน์และเป็นพิษต่อพืชและสิ่งมีชีวิตในดิน
ดินแต่ละแหล่งมีส่วนประกอบที่แตกต่างกัน ดินบางแห่งจะมีฮิวมัสมาก บางแห่งมีน้อย บางแห่งมีน้ำหรืออากาศแทรกอยู่ในเนื้อดิน ดินที่มีอากาศแทรกอยู่ในเนื้อดินมากจะเป็นดินที่มีเม็ดดินขนาดใหญ่เนื้อหยาบและแห้ง ส่วนดินที่มีน้ำแทรกอยู่ในดินมากจะมีเนื้อดินที่ละเอียดสามารถนำมาประดิษฐ์ หรือทำเป็นรูปต่างๆ ได้


สมบัติของดิน

ดินเป็นสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เกิดจากหินและแร่ที่แตกหักสลายตัวด้วยกระบวนการผุพังรวมกับซากพืชซากสัตว์ น้ำ และอากาศ ดินแต่ละแห่งจะมีลักษณะและสมบัติแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปริมาณส่วนประกอบของดิน ทำให้ดินมีเนื้อดิน สีของดิน และปริมาณแร่ธาตุแตกต่างกัน สมบัติของดินที่เราสามารถใช้สังเกตได้มีดังนี้

  1. ลักษณะเนื้อดิน คือ คุณสมบัติทางกายภาพของเนื้อดินที่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า บางชนิดเนื้อละเอียด บางชนิดเนื้อหยาบ ชิ้นส่วนเล็กๆ ของดินประกอบด้วยกรวด ทราย ดินตะกอน ดินเหนียวและฮิวมัส


  2. สีของดิน เป็นตัวบอกถึงสารประกอบที่อยู่ในดิน ดินที่มีสารประกอบต่างกันจะมีสีแตกต่างกันไป เช่น ดินที่มีฮิวมัสปนอยู่มากจะมีสีคล้ำ ดินที่มีธาตุเหล็กปนอยู่มากจะมีสีน้ำตาลแดง


  3. ความพรุน เป็นตัวบอกคุณสมบัติอย่างหนึ่งของดิน ความพรุนหรือช่องว่างระหว่างเม็ดดิน เป็นที่สำหรับให้น้ำและอากาศผ่านเข้าไปในเนื้อดิน ดินชั้นบนมักมีความพรุนมากกว่าดินชั้นล่าง


  4. ความเป็นกรดเป็นเบสของดิน เป็นสมบัติทางเคมีของดิน วัดได้โดยหาปริมาณของไฮโดรเจนที่มีอยู่ในดินว่ามากหรือน้อย และทำให้ดินมีสภาพเป็นกรดหรือเบส ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช

ลักษณะของดิน


จากสมบัติของดิน เราสามารถจำแนกดินออกเป็น 3 ชนิด ตามลักษณะของเนื้อดิน

  1. ดินเหนียว (Clay) คือ ดินที่มีเนื้อละเอียดที่สุด เป็นดินที่มีอากาศปะปนอยู่น้อย ถ่ายเทไม่สะดวก ยืดหยุ่นเมื่อเปียกน้ำ เหนียวติดมือ ปั้นเป็นก้อนหรือคลึงเป็นเส้นยาวได้ พังทลายได้ยาก การอุ้มน้ำดี จับยึดและแลกเปลี่ยนธาตุอาหารพืชได้ค่อนข้างสูงจึงมีธาตุอาหารพืชอยู่มาก เหมาะที่จะใช้ปลูกข้าวนาดำเพราะเก็บน้ำได้นาน


  2. ดินทราย (Sand) เป็นดินที่เกาะตัวกันไม่แน่น ระบายน้ำและอากาศได้ดีมาก อุ้มน้ำได้น้อย พังทลายง่าย มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดีมาก มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำเพราะความสามารถในการจับยึดธาตุอาหารมีน้อย พืชที่ขึ้นอยู่ในบริเวณดินทรายจึงมักขาดน้ำและธาตุอาหารได้ง่าย


  3. ดินร่วน (Loam) คือ ดินที่มีเนื้อค่อนข้างละเอียด นุ่มมือ ยืดหยุ่นพอควร ระบายน้ำได้ดีปานกลาง มีช่องว่างระหว่างเม็ดดินพอเหมาะ การถ่ายเทของอากาศและการระบายดีมาก ไม่มากไม่น้อยเกินไป มีแร่ธาตุอาหารพืชมากกว่าดินทราย เหมาะสำหรับใช้เพาะปลูก ดินร่วนที่แท้จริงมักไม่ค่อยพบในธรรมชาติ แต่จะพบพวกที่มีเนื้อดินใกล้เคียงเสียเป็นส่วนมาก

ดินในท้องถิ่น

ดินในแต่ละท้องถิ่นมีลักษณะที่แตกต่างกัน ดังนี้

  1. ดินเหนียว เรามักจะพบดินเหนียวในบริเวณที่ราบลุ่ม

    ดินเหนียว


  2. ดินร่วน เป็นดินที่มีอยู่ทั่วไปในท้องที่ต่างๆ

    ดินร่วน


  3. ดินทราย เป็นดินที่พบมากในบริเวณชายหาด หรือบริเวณใกล้แหล่งน้ำ

    ดินทราย

ประโยชน์ของดิน

  1. นำมาใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูก


  2. เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น เครื่องปั้นดินเผาต่างๆ


  3. เป็นแหล่งกักเก็บน้ำของคน พืช และสัตว์


  4. เป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ที่ทำหน้าที่ย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ให้กลายเป็นฮิวมัส ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของพืช เมื่อพืชเจริญเติบโตก็เป็นอาหารของคนและสัตว์ต่อไป


ดังนั้นจึง สรุป เรื่องของดิน ได้ดังนี้

  1. องค์ประกอบของดิน ดินประกอบด้วย อากาศ น้ำ ซากพืช ซากสัตว์ สิ่งที่เกิดจากการผุพังของหินและฮิวมัสในสัดส่วนที่แตกต่างกัน จึงทำให้แหล่งดินแต่ละแหล่งมีสมบัติแตกต่างกันไป


  2. ประเภทของดิน เนื้อของดินเป็นเกณฑ์ในการจำแนกประเภทของดิน จำแนกได้ 3 ประเภท คือ ดินเหนียว ดินร่วน และดินทราย


  3. ประโยชน์ของดิน ดินเหนียวเหมาะสำหรับทำเครื่องปั้นดินเผา ดินร่วนเหมาะสำหรับเพาะปลูกพืชต่างๆ ส่วนดินทรายเหมาะใช้ในการก่อสร้าง ทำแก้ว ปลูกพืชที่ไม่ต้องการน้ำมาก




ที่มาข้อมูล : หนังสือแบบเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ 2544
คู่มือครูสาระการเรียนรู้พื้นฐาน ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ 2544
จำนวนคนอ่าน 42841 คน
   
 

© 2000 - 2014 www.myfirstbrain.com All Rights Reserved